กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 589 : มีสหายอยูขางๆ
ทันใดนั้นเขาฉุกคิดขึ้นได้ว่า “หากข้าสามารถฝึก
จนถึงขั้นที่ 3 ได้ เมื่อย่อขนาดจนกระทั่งมีความสูง
ไม่ถึง 1 ฉื่อ ขนาดตัวของข้าก็ย่อมไม่ถึง 3 นิ้ว อีก
ทั้งความเร็วในการเคลื่อนที่ก็จะเร็วกว่าตอนนี้ถึง 3
เท่า! ผนวกกับเมื่อสำแดงเคล็ดก้าวเทวะออกมา
ถึงแม้ว่าระยะทางจะสั้นและไม่สามารถรีดเร้น
ออกมาได้รวดเร็วถึง 5 เท่าก็ตามที แต่ก็อาจจะ
เป็นไปได้ เกรงว่าข้าจะหาวิธีที่ไม่ต้องท้าทายระดับ
ที่ 6 แต่ก็ยังสามารถผ่านเข้าประตูบานนั้นได้แล้ว”
เท่าที่จำได้ ประตูลี้ลับบานนั้นเพิ่งจะเปิดช่อง
ออกมาเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็ปิดลงอย่างรวดเร็ว
หากเป็นคนธรรมดาไม่อาจจะผ่านเข้าไปได้ ด้วย
กฏของเจดีย์ควบคุมเวลา เกรงว่ารังแต่จะทำให้
ผู้คนเกิดความหวังเพียงเท่านั้น
แต่หาก อู่ อวี้ ใช้เคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์เทียมฟั้าจรด
ดิน คาดว่าวิธีนี้มีโอกาสทำได้สำเร็จ
หมิงซวง ยิ้มมุมปากแล้วกล่าวว่า “ในทางทฤษฏี
อาจจะเป็นไปได้ แต่ตัวข้าในปีนั้นกว่าจะฝึกฝน
เทียมฟั้าจรดดินจนถึงขั้นที่ 3 ได้ ต้องใช้เวลาถึง
20 กว่าปี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พุ่งความสนใจทั้งหมด
ไปยังวิชาอิทธิฤทธิ์วิชานี้ก็ตามที แต่หากใช้สมาธิ
ทั้งหมดลงไปฝึกฝนกับมัน เกรงว่า 10 ปีต้องมีให้
เห็น ตัวเจ้านั้นเป็นใครกันคิดว่าเก่งกาจกว่าข้า
เช่นนั้นรึ?”
ราวกับว่า หมิงซวง ได้ราดน้ำเย็นลงบนหัวเขา
อู่ อวี้ ยกยิ้มขึ้นกล่าวว่า “มันก็ไม่แน่เสมอไป เป็น
เพราะตัวข้านั้นฉลาดกว่าเจ้าเยอะ”
“ไอ้หยา ข้ามอบบัญญัติคาถาให้กับเจ้า ตอนนี้กลับ
ทำตัวลำพองตนเช่นนี้? เชื่อหรือไม่ว่าท่านย่าผู้นี้จะ
ทำให้เจ้าจะต้องพบเจอกับบทเรียนที่กลืนไม่เข้า
คลายไม่ออกอย่างแน่นอน?” หมิงซวง กระทืบเท้า
กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันเกรี้ยวกราด
“กล่าวตามตรงแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นที่ 3
หรอก หากฝึกฝนจนถึงขั้นที่ 2 ได้ ข้าก็น่าจะท้า
ทายระดับที่ 7 ได้สำเร็จ บางทีข้าน่าจะลองเสี่ยงดู
สักตั้ง” อู่ อวี้ กล่าวด้วยท่าทีที่จริงจัง
หมิงซวง กล่าว “เวลา 600 วัน ขั้นที่ 2 มันไม่
อาจจะเป็นไปได้ แต่เจ้าก็ลองดูเถอะ จะมีบางช่วง
ขณะ ที่เจ้าไม่อาจจะฝืนฝึกฝนได้ จนเจ้าจะต้อง
พักผ่อนหรือว่าไปฝึกฝนในด้านอื่นบ้าง หากใน
600 วันนี้เจ้าพุ่งสมาธิทั้งหมดไปอยู่ที่พลังอิทธิฤทธิ์
วิชานี้ มีแต่จะทำให้เวลาของเจ้าสูญเปล่าไป
เปล่าๆ”
ณ จุดนี้ อู่ อวี้ ก็รู้ดี การฝึกตนจำเป็นจะต้องจัดสรร
เวลาเอาไว้ให้ดีๆ
อย่างไรก็ตามในลำดับถัดไป เขาก็ยังคงทุ่มเทกำลัง
กายและกำลังใจ ไปไว้ที่เคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์วิชานี้
อย่างน้อยเขาจะต้องฝึกฝนขั้นที่ 1 ให้สำเร็จ ซึ่ง
คาดว่าน่าจะไม่มีปัญหา
วิชาอิทธิฤทธิ์วิชานี้ไม่ต้องปรับแต่งดวงตา
เหมือนกับเนตรเพลิง มันคืออิทธิฤทธิ์แห่งการ
เปลี่ยนแปลง มันคือ 72 รูปแบบอิทธิฤทธิ์แห่งการ
แปลงกายอันยิ่งใหญ่
อู่ อวี้ ได้เรียนรู้ แปรเปลี่ยนตรึงกายา แปรเปลี่ยน
เพิ่มพูนความแข็งแกร่ง แปรเปลี่ยนความเร็ว แต่
วิชาเทียมฟั้าจรดดินนี้ มันคือการแปรเปลี่ยน
ร่างกาย พละกำลัง และความเร็วในคราเดียว การ
เปลี่ยนแปลงมี 2 รูปแบบพื้นฐานด้วยกันทั้งสิ้น
การที่เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์เทียมฟั้าจรดดิน
วิชานี้ได้ เป็นเพราะเขาพอจะมีประสบการณ์มา
บ้างแล้ว
เทียมฟั้าจรดดินเป็นวิชาที่ค่อนข้างลึกลับ มันจึงไม่
เจ็บปวดเช่นเดียวกับเนตรเพลิง แต่ต้องพึ่งพา
ความเข้าใจอย่างสูง อาศัยการเรียนรู้จาก
ประสบการณ์มาควบคุมความลึกลับของวิชา
อิทธิฤทธิ์นี้ ควบคุมเต๋าที่อยู่ภายในวิชาอิทธิฤทธิ์นี้
ผลัดเปลี่ยนเต๋าที่อยู่ภายใน เข้าใจร่างกายทุกส่วน
ของตนอย่างละเอียด
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว ความลึกลับของเต๋า มันยาก
กว่าการปรับแต่งดวงตาทั้ง 2 ของเนตรเพลิงเสีย
อีก เนื่องจากเต๋าเป็นเพียงสิ่งลวงตาจับต้องไม่ได้
จำต้องมีความเข้าใจ ด้วยความเข้าใจที่เพียงพอ รู้
แจ้งในเวลาที่เหมาะสม จึงจะสามารถก่อสร้างเป็น
เต๋าที่สมบูรณ์แบบ
และเขาจะต้องเข้าใจว่ามันเป็นพลังอิทธิฤทธิ์ของ
เทพเซียน แม้ว่าจะมีความช่วยเหลือและคำชี้แนะ
จากหมิงซวง เพื่อเรียนรู้เต๋าของเทพเซียน มา
ฝึกฝนวิถีเทวะเชื่อมสวรรค์วิชานี้ แต่มันก็ไม่ใช่
เรื่องง่ายดายเลยทีเดียว!
เขาพบว่าการฝึกเทียมฟั้าจรดดิน มันยากเย็นเสีย
ยิ่งกว่าเคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์ 2 วิชาก่อนหน้านี้เสีย
อีก! ส่วนที่ยากเย็นที่สุดคือวิชาอิทธิฤทธิ์วิชานี้เป็น
สิ่งที่คล้ายคลึงกับภาพลวงตาจับต้องคลำหาทางไป
ต่อไม่ถูก
หากจะนำเคล็ดวิชานี้มาครอบครอง ก็จะต้องนึก
ภาพเต๋าซึ่งส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย
เพิ่มความสามารถในการขยายร่างย่อขนาด นี่คือ
ปัญหาที่ยากเย็นที่สุดที่เขาไม่เคยพบมาก่อน
“การฝึกฝนวิชานี้ไม่ควรรีบร้อน เจ้าต้องค่อยๆเป็น
ค่อยๆไป วางใจเถอะ ยังมีเวลาอยู่อีกเหลือเฟือ
ไม่ใช่ว่า 600 วันจะจดจ่ออยู่แค่เพียงมัน เวลา
มากมายใน เจดีย์ควบคุมเวลา แห่งนี้ ไม่แน่ว่าเจ้า
อาจจะสามารถหาวิธีเปิดประตูและเข้าไปดูความ
ลึกลับในนั้นก็เป็นได้”
บางครั้ง หมิงซวง ก็อ่อนโยนกับเขา เอ่ยเตือนอยู่
ข้างๆ
“ตกลง”
แท้จริงแล้วในใจของ อู่ อวี้ เคารพนางอยู่มาก
ทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเช่นนี้ หมิงซวง
เปรียบเสมือนผู้อาวุโสที่คอยชี้แนะคนหนึ่งเลย
ทีเดียว แต่บ่อยครั้งที่นางคล้ายจะเป็นสหายกับเขา
มากกว่า ทั้งพวกเขายังรู้ใจกันและกันเป็นอย่างดี
อีกด้วย อย่างน้อยนางก็รู้จัก อู่ อวี้ ดีกว่าคนอื่น
เป็นไหนๆ
ครั้งหนึ่งนางเคยเชี่ยวชาญเคล็ดวิชานี้ ยิ่งกว่านั้น
ในโลกมนุษย์นางก็เป็นเพียงแค่คนเดียวที่ฝึกฝน
วิชานี้ ด้วยการที่นางให้คำแนะนำ อู่ อวี้ มันจึงทำ
ให้ อู่ อวี้ ไม่ต้องหลงฝึกไปในแนวทางที่ผิด
ในช่วงการฝึกตน อู่ อวี้ จะใช้เวลาในการฝึกตน
น้อยกว่า แต่ในด้านของการรู้แจ้ง เขาไม่ได้เหนือ
ไปกว่า หมิงซวง แม้แต่น้อย เป็นเพราะ หมิงซวง
ไม่มีผู้ใดคอยให้คำแนะนำแต่กลับมาถึงจุดนี้ได้
เมื่อเวลาผ่านไปแต่ละวันๆ ขณะที่ อู่ อวี้ กำลังอยู่
ในกระบวนฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ เขาสามารถมองเห็น
ได้ว่า ร่างกายของตนเกิดการบิดๆเบี้ยวๆขึ้น มี
บางครั้งที่ร่างกายขยายขึ้นเล็กน้อย และมีบางครั้ง
ร่างกายย่อส่วนลงเล็กน้อย
ถ้าหากคนอื่นมาพบเขาในตอนนี้เข้า คงจะต้องรู้สึก
แปลกใจจนแทบสลบ เป็นเพราะมันน่าแปลก
ประหลาดมากเกินไป
แม้ว่าเขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ แต่การที่เดี๋ยวใหญ่
เดี๋ยวเล็ก แม้แต่ หู ตา จมูก และปาก บางครั้งก็
ใหญ่ขึ้นบางครั้งก็เล็กลง นับว่าน่าขันไม่น้อย
อู่ อวี้ ได้ใช้เวลาไปเป็นจำนวนมาก เขาค่อยๆเริ่ม
สัมผัสถึงเคล็ดวิชานี้ได้ชัดเจนขึ้น เมื่อทดลองใช้
วิชาอิทธิฤทธิ์ ร่างกายของเขาค่อยๆเกิดการ
เปลี่ยนแปลง จนสามารถควบคุมพละกำลังและ
ความเร็วได้ แต่ว่าในบางครั้งร่างกายที่ขยายขึ้น
แต่จู่ๆกลับค่อยๆหดลง เป็นเพราะเขายังไม่
สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น
ในตอนนี้ร่างกายของเขายังอยู่ในสภาวะที่ไม่ค่อย
เสถียรภาพเท่าใดนัก
อย่างไรก็ตามมันไม่ได้สำคัญแต่อย่างใด เขายังมี
เวลาอีกมากมาย ทั้งความอดทนและความแน่วแน่
เขามีความมุ่งมั่นในการฝึกฝนเคล็ดวิชานี้อย่าง
ยิ่งยวด นอกจากนี้ยังมีคนคอยให้คำแนะนำอีกด้วย
ดังนั้นเมื่อเวลาจะผ่านไปเรื่อยๆ ความสามารถใน
การควบคุมเคล็ดวิชาก็เชี่ยวชาญได้มากยิ่งขึ้น
หนึ่งร้อยวันผ่านไป
เขาพบว่าตัวเขาค่อยๆสามารถควบคุมการย่อ
ขยายขนาดตัวเองได้แล้ว แม้กระทั่งย่อขยายส่วน
ใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้ ยกตัวอย่างเช่นฝั่ามือ
จมูก ปาก หรือแม้กระทั่งส่วนนั้น…….
แน่นอนว่านี่ยังไม่ใช่การควบคุมแบบสมบูรณ์ เขา
ต้องการที่จะควบคุมมันได้อย่างแท้จริง และ
แม่นยำ นี่จึงจะนับว่าเขาสามารถฝึกฝนเทียมฟั้า
จรดดินขั้นที่ 1 ได้อย่างสมบูรณ์
“ทำไมเจ้าถึงหยาบคายเช่นนี้? ตกลงเจ้าจะให้ท่าน
ย่าผู้นี้สั่งสอนอยู่อีกมั้ย? ” หมิงซวง รู้สึกสับสน
“อะไรอีกเล่า?” อู่ อวี้ เอ่ยถามอย่างสงสัย
“เจ้าเพิ่งจะเปลี่ยนสิ่งใดให้ใหญ่ขึ้นกัน! คิดว่าข้าไม่
รู้รึยังไง!” หมิงซวง จ้องมองเขาด้วยตาเบิกกว้าง
“ขะ…ข้าเพียงแค่ลองควบคุมมันดู…….”จริงๆแล้ว
เขาก็เพิ่งจะนึกได้ ไม่คาดคิดว่านางจะทราบด้วย
นับว่าน่าอายอย่างยิ่ง แต่แน่นอนว่า อู่ อวี้ ยังคิด
ว่านางเป็นเพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง…….
“ควบคุมน้องสาวเจ้าสิ จะไปไหนก็ไปเลย ชิ่ว”
เขาทำให้นางโมโห เกรงว่าหากจะฝึกฝนจำต้อง
ระมัดระวังกว่านี้เสียแล้ว
แต่ว่า หมิงซวง เป็นคนที่โกรธง่ายหายไว เพียง 2
วัน นางก็ทนเหงาไม่ได้แล้ว จากนั้นก็ลืมเรื่องที่
ผ่านมาแล้วเริ่มเป็นฝั่ายไปหา อู่ อวี้ เพื่อพูดคุย
ก่อน
อู่ อวี้ เป็นคนที่มีความอดทนสูง เขาพยายาม
ควบคุม และ ทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง ในช่วง
ระยะเวลา 200 วันที่ผ่านมา ในที่สุดเขาก็สามารถ
ยืดขยายร่างได้สูงกว่าเดิมถึง 2 เท่า ทั้งยังสามารถ
รักษาสมดุลได้อีกด้วย การที่กายเนื้อขยายขนาด
จนใหญ่เช่นนี้ ในส่วนของพละกำลังของเขาจึงเพิ่ม
มากกว่าเดิมถึง 2 เท่า! นับเป็นความสามารถที่น่า
กลัวของวิชานี้อย่างแท้จริง หากในเวลานี้เขาใช้
งานเคล็ดระเบิดพลังคลั่งเพิ่มเข้าไปอีก พลังกาย
เนื้อของเขาก็ย่อมเพิ่มพูนขึ้นอีก แถมเคล็ดวิชานี้ก็
ไม่ทับซ้อนกับร่างจำแรงเซียนวานรอีกด้วย
เมื่อย่อขนาดจนเล็กที่สุด ความสูงของเขาก็ไล่เลี่ย
กับ หมิงซวง ราวกับว่านางกำลังยืนอยู่กับเด็กน้อย
คนหนึ่ง เมื่อเห็น อู่ อวี้ เป็นเช่นนี้ หมิงซวง ก็
หัวเราะก๊ากออกมาไม่หยุด หากนางไม่ใช่วิญญาณ
คาดว่านางจะต้องหัวเราะจนท้องแข็งอย่างแน่นอน
“เจ้าทำเจ้าสิ่งนั้นให้เล็กลงด้วยหรอ! หรือไม่ได้เอา
มาด้วยกันเนี่ย! นี่อย่ามาปิดท่าย่าซิ๊! ฮ่าๆๆ” นาง
กล่าวออกมาอย่างหยาบคาบ นับวันนางยิ่งเกินการ
ควบคุมไปมากจริงๆ
อู่ อวี้ เกียจคร้านที่จะเสวนากับนาง เมื่อเขาฝึกขั้น
ที่ 1 ได้สำเร็จ ก็เท่ากับว่าเขาได้เหยียบย่างเข้าสู่
เคล็ดวิชาเทียมฟั้าจรดดินนี้แล้ว จากนั้นเขาก็ทำให้
สภาวะปัจจุบันมั่นคงขึ้น โดยทำการทดสอบ
เปลี่ยนแปลงทั้งด้านพละกำลังและความเร็วเมื่อ
ขยายจนถึงขีดจำกัดจุดสูงสุด และลองย่อส่วนจน
เล็กที่สุดเช่นเดียวกัน หลังจากที่เพิ่มพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วงเข้าไป ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในด้าน
ความเร็วหรือพละกำลังแต่อย่างใด เนื่องจากพลัง
แก่นแท้ตำหนักม่วงอยู่คนละส่วนกับกายเนื้ออย่าง
สิ้นเชิง
แต่เขาพยายามลองขยายร่างให้ใหญ่ที่สุด โดยการ
โจมตีสุดกำลังที่ผสานด้วยเคล็ดระเบิดพลังคลั่ง
พร้อมกับเพิ่มพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงเข้าไป กลับ
กลายเป็นการโจมตีที่น่าหวาดหวั่นจนเขาตกตะลึง
น่าเสียดายที่เคล็ดระเบิดพลังคลั่งสามารถใช้ได้
เพียงแค่ครั้งเดียว เพราะหลังจากที่เขาใช้ แขน
ของเขาจะรู้สึกเจ็บปวดจนยกแทบไม่ขึ้น ซึ่งมันจะ
ส่งผลกระทบต่อการต่อสู้ระยะยาวอย่างมหาศาล
และเมื่อย่อส่วนจนเล็กที่สุด ผนวกกับการเพิ่ม
ความเร็วด้วยเคล็ดก้าวเทวะ ความเร็วในการ
เคลื่อนไหวของเขากลับกลายเป็นที่สั่นสะท้าน คาด
ว่าผู้คนบนเส้นทางเซียนบรรพกาลในตอนนี้ ย่อม
ไม่มีผู้ใดจะสามารถไล่ตาม อู่ อวี้ ได้ทันอีกต่อไป
แน่นอนว่าเขายังไม่พอใจ จุดมุ่งหมายของเขา คือ
ในช่วง 400 วันหรือว่าปีกว่าที่เหลือ เขาจะฝึกฝน
วิชาเทียมฟั้าจรดดินขั้นที่ 2 ให้สำเร็จให้ได้! เมื่อถึง
เวลานั้นความได้เปรียบทางด้านพละกำลังและ
ความเร็วของเขาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล! ใน
เวลานี้เขาเริ่มมีความหวังอย่างในการท้าทายระดับ
ที่ 7 เมื่อถึงเวลานั้นจะได้รู้กันเสียทีว่าการคาดเดา
ของเขาก่อนหน้านี้ถูกต้องหรือไม่
ถ้าหากมันถูกต้อง ในขั้นที่ 2 ร่างกายเขาจะสูง
เพียงแค่ 1 ฉื่อกว่าๆ ซึ่งเท่ากับขนาดตัวของเขาจะ
เหลือเพียงแค่ 1 ฝั่ามือ เขาอาจจะพุ่งทะลวงผ่าน
ประตูลี้ลับเข้าไปก็ได้
“หลังจากนี้เจ้าควรหยุดพักการฝึกฝนเคล็ดวิชา
อิทธิฤทธิ์นี้ไปก่อน ยิ่งเจ้าฝืนมากเท่าไหร่ การฝึกยิ่ง
ยากลำบากมากขึ้นและเจ้าจะก้าวหน้าได้ช้าลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์เทียมฟั้าจรด
ดินนี้ต้องการความเข้าใจแล้วการควบคุมที่
เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ” หมิงซวง เอ่ยเตือนเขา
“ข้ารู้แล้ว”
อู่ อวี้ ได้จัดเตรียมแผนการไว้แล้ว เขาจะใช้สลับ
ฝึกฝนโดยวันแรกหลอมสกัดยา วันต่อมาศึกษา
วิชาวงเวท และสุดท้ายมุ่งเน้นสมาธิทั้งหมดไปยัง
เคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์ การหมุนเวียนผัดเปลี่ยนเช่นนี้
ซ้ำไปซ้ำมา จะทำให้ในการปรุงสกัดเม็ดยาหรือวา
ดวงเวทเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น และมันจะช่วยให้ อู่
อวี้ ได้รับประโยชน์ในการศึกษาเคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์
นี้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย เนื่องจากเมื่อ อู่ อวี้ มีข้อสงสัย
เขาก็จะอ้างอิงจากค่ายกลเพื่อหาคำตอบในทันที
ถึงแม้ว่าเต๋าของค่ายกลจะแตกต่างกัน แต่ในด้าน
ของมหาวิถีมันก็เป็นไปในแนวทางเดียวกัน มี
หลายครั้งที่เขาปรุงสกัดเม็ดยาและวาดวงเวทลอก
เลียน จนได้พบกับวิธีควบคุมวิชาเทียมฟั้าจรดดิน
โดยบังเอิญ
บนหนทางแห่งการฝึกตนจำเป็นจะต้องอดทนต่อ
ความอ้างว้าง
โชคดีที่ข้างกายของเขายังมี หมิงซวง อยู่ ถึงแม้
บางครั้งจะเอะอะโวยวายส่งเสียงดัง แต่สิ่งเหล่านี้ก็
ได้ช่วยลดความรู้สึกกดดันและความอ้างวาง
ภายในพื้นที่ปิดตายเช่นนี้ลงไปได้ และในยาม
พักผ่อนก็สามารถพูดคุยกับ หมิงซวง เพื่อแก้เหงา
นางมักจะพูดถึงเรื่องราวในอดีต และแผนการใน
อนาคต เพราะมีเพียงเขาเท่านั้นที่อยู่กับนาง
ภายในเจดีย์ควบคุมเวลาแห่งนี้ ซึ่งมันให้ผลลัพท์ที่
ยอดเยี่ยมจนไม่คาดคิด
อย่างน้อยนางก็คอยให้ความช่วยเหลือ อู่ อวี้ ทำ
ให้ความโดดเดี่ยวอ้างว้างหายไปมากมาย ทั้ง 2
อย่างนี้สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว มันสำคัญถึงชีวิต
ทีเดียว เนื่องจากว่าพื้นฐานนิสัยของผู้คนไม่
ต้องการที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว และผู้ฝึกตนบำเพ็ญ
เพียรจำเป็นต้องอยู่คนเดียวและตั้งสมาธิในการฝึก
ตนเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
ตอนนี้ยังเหลือเวลาอยู่อีก 400 วัน เขาจะต้อง
เคี่ยวกรำให้หนักมากยิ่งขึ้น!
การปรุงเม็ดยาและวาดวงเวทที่ยาวนานเช่นนี้ มัน
ทำให้ขอบเขตของเขาก้าวกระโดด น่าเสียดายที่ยัง
ไม่สามารถฝั่าทะลวงไปถึงขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกตระดับที่ 6 ได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเขาจะฝั่า
เข้าไปได้ แต่เขาก็ต้องระงับมันเอาไว้ก่อน
เพราะว่าประตูลี้ลับบานนี้
เขาต้องการที่จะให้เคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์เทียมฟั้าจรด
ดินสำเร็จถึงขั้นที่ 2 ให้ได้
เมื่อเวลาผ่านไป เขายิ่งค้นพบว่า ยิ่งเข้าใกล้วัน
สุดท้ายมากเท่าไหร่ แต่กลับแทบจะไม่ก้าวหน้าขึ้น
แม้แต่น้อย
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ