กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 602 : เสนทางศิลา
บัดนี้เขาอยู่ในขอบเขตขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต
ระดับที่ 6 ทั้งยังมี+ผู้ช่วยอย่าง ‘เจ้าเทวะอัสนีโลหิต’
ทำให้พลังรบของเขาได้ก้าวเข้ามาอยู่ในระดับกลาง
บน เส้นทางเซียนบรรพกาล แห่งนี้เป็นที่เรียบร้อย
ซึ่งเขาไม่จำเป็นต้องถูกไล่ฆ่าฝั่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ดูเหมือนว่าจะตระหนัก
บางอย่างได้
“คาดว่า โอรสเล่อ จะยังไม่เคยได้เห็นเจ้าเทวะอัสนี
โลหิต เพราะหลังจากที่มันเข้ามาแล้ว เจ้าเทวะอัสนี
โลหิต คงเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดชั้นต่ำเพียงเท่านั้น”
“ส่วนทางด้าน ปีศาจพิษวงน้ำเงิน ที่เคยท้าทายเจดีย์
ควบคุมเวลามาแล้ว ในตอนนั้นถึงข้าจะไม่ได้บังคับ
มันให้ออกจาก เส้นทางเซียนบรรพกาล เพียงปล่อย
ให้มันหนีออกไปจากเจดีย์ควบคุมเวลา แต่อย่างไรก็
ตาม ดูเหมือนว่ามันจะท้าทายเพียง สามเจ้าวิญญาณ
เทวะ มิใช่โลหิตอัสนีเทวะ ดังนั้นยามที่มันท้าทาย
น่าจะยังไม่เคยเห็นรูปร่างที่แท้จริงของโลหิตเทวะ
อัสนี”
“แต่ว่าทั้งมันและโอรสเล่อ ก็รู้เรื่องของประตูลี้ลับ
บานนี้ หากข้าใช้มันออกในที่สาธารณะ พวกมัน
จะต้องคิดว่าข้าสามารถไขความลับของประตูลี้ลับ
บานนั้นได้แล้วอย่างแน่นอน ปีศาจพิษวงน้ำเงิน
เกลียดชังข้าเข้ากระดูกดำ หากว่ามันกระจาย
ข้อความออกไป มันจะต้องกลายเป็นปัญหากับข้า
อย่างไม่ต้องสงสัย สำหรับ โอรสเล่อ ความปรารถนา
อยากรู้ความลับภายในประตูลี้ลับย่อมต้องไม่น้อยไป
กว่าข้าอย่างแน่นอน”
ท้ายที่สุด อู่ อวี้ จึงสรุปได้ว่า แม้ว่าจะมีผู้พิทักษ์หุ่น
เชิดอยู่ แต่ก็ยังไม่อาจจะเปิดเผยเรื่องนี้ออกไปได้ช่วง
นี้เกรงว่าเขาจะต้องพึ่งพาตนเองก่อนแล้วหลังจากนั้น
ค่อยว่ากันอีกที
ตัวเขามาจากทวีปแห่งทวยเทพเสิ้ง เมื่อเปรียบเทียบ
กับเหล่าอัจฉริยะที่อยู่ภายในชมพูทวีปโลกธาตุ ตัว
เขาถือว่าเป็นตัวตนอันไร้ซึ่งพลังอำนาจ เป็นเพียงแค่
เหยื่อของทุกคนเพียงเท่านั้น
ช่วงหลายวันมานี้ เขาไม่ได้ทำตัวโดดเด่นเช่นก่อน
ทุกคนจึงน่าจะลืมเขาไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ไม่อาจจะอยู่ภายใน เจดีย์ล่อง
กำเนิด ได้ตลอด เพื่อเป็นการปั้องกันไม่ให้คนอื่น
ค้นพบเจดีย์ล่องกำเนิดแห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมี
ร่างอวตารนอกวิถีอยู่ภายนอกอีกมากมาย เมื่อเข้าไป
ภายในเจดีย์ล่องกำเนิด ทำให้ไม่มีทางที่จะรับรู้ถึง
การคงอยู่ของพวกมันที่กระจายอยู่ภายนอก
เมื่อร่างอวตารหลุดจากการควบคุม โดยพื้นฐานแล้ว
พวกมันย่อมไม่แตกต่างกับคนที่ตายไปแล้ว
และหนึ่งในร่างอวตารยังมีตราผนึกสื่อสารของโอรส
เล่อ
“ตัวข้าได้ไขความลับของ เจดีย์ล่องกำเนิด ได้สำเร็จ
แต่คนอื่นๆกลับยังอยู่ที่บนทะเลหมอกแห่งกาลเวลา
หรือว่าในที่แห่งนี้จะยังมีความลับอย่างอื่นซุกซ่อน
เอาไว้อีก?”
เมื่ออยู่ภายในมหาสมุทรหมอกแห่งนี้ การที่เขามีร่าง
อวตารก็นับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างได้เปรียบผู้อื่นอย่าง
มาก
ดังนั้นหลังจากที่ตัดสินชี้ขาดกับเจ้าเทวะอัสนีโลหิต อู่
อวี้ จึงคิดจะออกไปจากเจดีย์ล่องกำเนิดแห่งนี้
เพียงพริบตา เขาได้มายืนปรากฏกายอยู่ท่ามกลาง
ทะเลหมอกอีกครา ซึ่งสิ่งแรกที่เขาทำหลังจากออก
มาแล้ว แน่นอนก็คือการเก็บ เจดีย์ล่องกำเนิด เข้าไป
ภายในถุงจักรวาลอย่างรวดเร็ว
“ดูตัวเจ้าสิ ทำตัวตระหนี่อย่างกับเศรษฐีขี้เหนียว”
หมิงซวง กล่าวดูแคลน
“ทำไมข้าได้กลิ่นความอิจฉาลอยมาเต็มหน้าข้าเลย
น้า” อู่ อวี้ หัวเราะ
“หึ แล้วเจ้าคิดจะทำอะไรต่อ?”
อู่ อวี้ จะต้องรับรู้ถึงสถานการณ์โดยรอบก่อนถึงจะ
เคลื่อนไหว เพียงแค่ไม่กี่อึดใจหลังจากที่เขาออกมา
ทั่วทั้งทะเลหมอกแห่งกาลเวลาพลันเกิดการผันผวน
ขึ้นอย่างฉับพลัน!
เมื่อเห็นดังนั้น อู่ อวี้ จึงรีบเรียกคืนร่างอวตารที่ยัง
เหลืออยู่กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว มีร่างอวตารบางตัว
ถูกสังหารและกลายเป็นเพียงแค่เส้นขนสีทองไปแล้ว
อย่างไรก็ตามมันกลับสายเกินไป
เวลานี้ภายในทะเลหมอก เกิดการเปลี่ยนแปลงไป
เช่นเดียวกับมหาสมุทรในครั้งที่แล้ว เกิดความ
โกลาหลขึ้นทุกแห่งหน หมู่เมฆหมอกได้เปลี่ยน
กลายเป็นกระแสวังวนที่เชี่ยวดกราก ถึงขนาดที่ทำ
ให้ทั่วทั้งโลกใบนี้ตกอยู่ในความโกลาหลได้ในพริบตา
อู่ อวี้ ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ คนถูกม้วนกวาด
เข้าไปอยู่ท่ามกลางกระแสวังวัน ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
ต่อต้าน ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่ตกอยู่ภายใต้การ
เปลี่ยนแปลงของเส้นทางเซียนบรรพกาล เหล่า
อัจฉริยะหนุ่มสาวทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกัน พวก
เขาไม่อาจจะควบคุมตัวเองได้ กระทั่ง โอรสเล่อ
ตัวตนผู้สูงล้ำก็มิต่างกัน
“มันเกิดอะไรขึ้น จะถูกย้ายไปที่อื่นอีกเช่นนั้นรึ?”
“หรือว่ามันจะเกี่ยวข้องกับการที่ข้าควบคุมเจดีย์ล่อง
กำเนิด?”
มันจะเป็นเช่นที่เขาคิดหรือไม่ ตัว อู่ อวี้ เองก็ยังไม่รู้
สิ่งที่เขาอยากรู้ในตอนนี้คือ เขาได้เดินทางผ่าน
ดวงดาว มหาสมุทร จนถึงทะเลหมอก หลังจากที่
กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่หลายครั้ง ก็อยากจะรู้ว่าสถานที่
แห่งต่อไปนั้นคือที่ไหนกัน?
บนเส้นทางเซียนบรรพกาลไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว ไม่
ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น มีความเป็นไปได้ที่ทุกคน
จะถูกพัดพาไปอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างกัน ตราบใดที่
ยังมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่ยังไม่เลยเวลา 1 ปี ก็ดู
เหมือนว่าจะสามารถเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ
มากมายบนเส้นทางเซียนบรรพกาล
เกี่ยวกับสถานที่ต่อไป อู่ อวี้ รู้สึกเป็นกังวลอยู่
เล็กน้อย แต่ก็มีความคาดหวังอยู่
“หากมันนำข้าไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยสมบัติต่างๆ
มากมายโดยตรง และไม่จำเป็นจะต้องทดสอบ อะไร
เยอะแยะแบบนี้ก็คงจะดีไม่น้อย” อู่ อวี้ คิดในใจ
นี่ไม่ใช่ความคิดเพ้อฝัน เพราะว่าในอดีตยังมีคนอยู่ไม่
น้อยที่โชคดีเช่นนี้ แต่ว่าคราวนี้ ท่ามกลางคน
มากมายที่เข้ามาบนเส้นทางเซียนบรรพกาล ใครจะรู้
ว่าจะถูกส่งไปยังที่แห่งใดอีก
ในตอนนี้ อู่ อวี้ น่าจะอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยศัตรู
ภายใต้ห้วงกระแสหมุนวน ตัวเขากลิ้งไปกลิ้งมาอยู่
หลายตลบ แต่เขายังสามารถได้ยินเสียงของคนอื่นได้
อย่างเลือนลาง ส่งเสียงอุทานด้วยความหวาดกลัว
ออกมา เสียงดังขึ้นระงมทั่วทุกหนแห่ง ก่อนหน้านี้
เขายังสามารถสัมผัสได้ถึงปุยเมฆสีขาว แต่หลังจากที่
เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างฉับพลัน เขารัรบรู้ได้
เพียงแต่ว่าราวกับว่าติดอยู่ท่ามกลางวังวนมหาสมุทร
อย่างไรก็ตามในไม่ช้าก็ดูเหมือนเขาจะหลุดออกจาก
วังวนนี้ ความรู้สึกที่ อู่ อวี้ รู้สึกได้ในขณะนี้คือ ตน
กำลังเสียการทรงตัวและกำลังห้อทะยานอย่าง
รวดเร็ว!
เขาหลุดออกมาจากกระแสวังวน และกำลังร่วงหล่น
อย่างฉับพลัน!
คนเร่งเปิดใช้เนตรเพลิงม้วนกวาดไปรอบด้าน
ในทันที!
ปรากฎว่าบัดนี้กำลังร่วงดิ่งลงไปยังพื้นเบื้องล่างราว
กับลูกตะกั่ว!
เหนือหัวด้านบน เป็นกลุ่มเมฆที่กระจายตัวเต็มไปทั่ว
ทุกแห่ง
เบื้องล่างลงไปอีก 500 จั้ง ปรากฎเป็นทุ่งหญ้าเขียว
ชอุ่มที่ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด
บนผืนนภามีเมฆาสีขาวบริสุทธิ์ ส่วนพื้นดินเป็นต้นไม้
ใบหญ้าสีเขียวชอุ่มดูอุดมสมบูรณ์
นอกจากทิวทัศน์เหล่านี้แล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งอื่น
ใดอีก
กึ่งกลางระหว่างท้องฟั้าและผืนหญ้ามีระยะห่างกัน
ประมาณ 500 จั้ง หากเป็นเมฆาสีขาวสามัญ ย่อม
ไม่ได้ต่ำเตี้ยเช่นนี้ ด้วยความเร็วที่ อู่ อวี้ ตกลงมา ทำ
ให้เพียงแค่กระพริบตาเขาก็ทะลวงผ่านหมู่เมฆตกลง
มาสู่พื้นดินที่อยู่ด้านล่างเรียบร้อย
“เมฆาขาวที่อยู่เหนือหัวเหล่านี้ น่าจะไม่ใช่กลุ่มเมฆที่
อยู่ในทะเลหมอกแห่งกาลเวลาที่พวกเราอยู่มาก่อน
หน้านี้! ก่อนหน้านี่ที่อยู่บนทะเลหมอกแห่งกาลเวลา
สามารถดำดิ่งและกลับขึ้นไปอยู่บนหมู่เมฆาได้ แต่ใน
ครั้งนี้พวกเรากลับร่วงหล่นมาจริงๆ?”
นี่คือการคาดเดาของ อู่ อวี้ เขารู้สึกว่าเมฆาที่อยู่
เหนือหัวกับเมฆาที่เขาพบก่อนหน้านี้แตกต่างกันมาก
ทีเดียว ซึ่งในที่สุดเขาก็สามารถหลุดจากห้วงเมฆาอัน
น่าเบื่อหน่ายได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตามเขารีบเร่งกวาดสายตามองไปพื้นที่ที่อยู่
รอบด้านได้อย่างรวดเร็ว ตัวเขาที่ร่วงสู่ผืนดินได้
รักษาสมดุลและเร่งบินกลับขึ้นไปเพื่อเข้าสู่ใจกลาง
กลุ่มเมฆอีกครั้ง
แต่ว่าในครานี้ดูเหมือนว่าเขาจะกระแทกกับบางสิ่ง
บางอย่างที่คล้ายกำแพงใส ซึ่งถูกปิดกั้นเอาไว้ไม่ให้
บินเลยขึ้นไป ในขณะที่ปะทะเข้ากับกำแพงใสนั้น หัว
ของเขารู้สึกด้านชาเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งตัวเขาที่มีกา
ยาแข็งแกร่งเหนือล้ำปฐพีก็ยังไม่แม้แต่จะบินทะลวง
ผ่านไปได้ ระหว่างเขากับก้อนเมฆที่อยู่เหนือหัวมี
เพียงแต่ความว่างเปล่า แต่ไม่ว่าจะทำยังไงตัวเขาก็ไม่
อาจจะทะลวงผ่านไปได้
มีหลายคนที่คิดเช่นเดียวกับ อู่ อวี้ คนส่วนใหญ่ล้วน
ต้องการจะกลับไปหลบซ่อนในหมู่เมฆาดังเดิม
ดังนั้นพวกเขาจึงเร่งรีบทะยานสู่ชั้นฟั้า แต่สุดท้ายทุก
คนก็ได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกับ อู่ อวี้ คือปะทะเข้ากับ
บางสิ่งที่มิอาจทะลวงฝั่าเข้าไปได้
แน่นอนว่าพวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือ แต่ผลลัพธ์หา
ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด
“เลิกทำอะไรปัญญาอ่อนเสียที เห็นๆอยู่ว่า เส้นทาง
เซียนบรรพกาล ประสงค์จะให้พวกเจ้าลงไปยังโลกที่
อยู่เบื้องล่างผืนเมฆา เช่นนั้นมันจะปล่อยพวกเจ้า
หลุดขึ้นไปข้างบนได้ยังไงเล่า ” หมิงซวงเบะปากมอง
บน
อู่ อวี้ หยุดความพยายามลงในทันที จากนั้นเขาเร่ง
กวาดสายตามองไปรอบๆ และพบว่ามีคนอยู่
ประมาณ 200 กว่าคนในที่แห่งนี้ ซึ่งล้วนเป็นคนที่มา
จากทะเลหมอกแห่งกาลเวลาทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นทุก
คนล้วนมิอาจซ่อนตัวได้ดังเดิม อีกทั้งตำแหน่งของแต่
ละคนอยู่ใกล้กันมาก จึงทำให้มองแค่ปราดเดียวก็รู้
แล้วว่าใครอยู่ข้างๆ เช่น อู่ อวี้ สามารถพบตำแหน่ง
ของ โอรสเล่อ ปีศาจพิษวงน้ำเงิน เจียง ฉีจวิน และ
เซียว อี้หลี ได้อย่างง่ายดาย
มีเพียงแค่ไม่กี่คนที่มุ่งความสนใจมายังเขา
“เป็นทำเลที่เลวร้ายเสียจริง สถานที่โล่งแจ้งแบบนี้
มันทำให้ข้อได้เปรียบในเรื่องของร่างอวตารของข้า
หายไป”
พื้นที่ราบที่อยู่ใต้ผืนเท้า เป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีไร้
จุดสิ้นสุด ไม่ว่าใครอยู่ที่ไหนก็สามารถมองเห็นได้
อย่างชัดเจน หากคิดจะตามหาใครสักคนมันก็เป็น
เรื่องที่ง่ายดายยิ่ง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้จิตสังหารบนทุ่งหญ้าคุกรุ่น ยาม
เมื่อเท้าก้าวถึงผืนปฐพี แต่ละคนจึงเพิ่มความ
ระมัดระวังขึ้นในทันใด
ระยะเพียงแค่ 500 จั้ง ความจริงก็ไม่ได้สูงมากนัก
แถมยังดิ่งลงสู่ผืนหญ้าที่ไร้ซึ่งสถานกำบัง
บางทีทุกคนอาจจะคาดไม่ถึงว่า ในขณะที่พวกเขา
กำลังเก็บเกี่ยวรวบรวมค่ายกลสัตว์อสูร แล้วอยู่ดีๆ
กลับมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร
ช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นี้ อู่
อวี้ เรียกคืนร่างอวตารของเขาทั้งหมดกลับมา เขา
เร่งนำยันต์สื่อสารของโอรสเล่อไปไว้ในเจดีย์ล่อง
กำเนิดทันที เนื่องจากมันเป็นพื้นที่ที่ตัดขาดจากโลก
ภายนอก จึงทำให้ โอรสเล่อ ยากจะตามหาเขาได้
จากแผ่นยันต์
ในไม่ช้าทุกคนที่ลงมาสู่ผืนดิน ต่างก็รีบจับกลุ่มของ
ตนและเริ่มแลกเปลี่ยนความเห็น
“ที่นี่คือที่ไหน?”
“ไม่รู้ แต่ดูไปแล้วมันน่าจะเป็นสถานที่ที่สงบและ
ปลอดภัยยิ่ง ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียว”
“แต่ข้าว่ายิ่งเป็นแบบนี้ก็ยิ่งอันตราย”
“ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างหลบซ่อน หลีกเลี่ยง
เผชิญหน้า แต่ตอนนี้ทุกคนกลับมองเห็นอีกฝั่ายอย่าง
แช่มชัด ถ้าหากเกิดความขัดแย้งขึ้น มันจะกลายเป็น
การต่อสู้ซึ่งทวีความรุนแรงในทันที”
พวกเขาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน จากนั้นก็ค่อยๆรวมตัว
ก่อตั้งเป็นพันธมิตรขึ้น
ในเวลานี้ทุกคนกำลังสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบด้าน ไม่มี
เวลามาสนใจ อู่ อวี้ แต่กระนั้นเขากลับรู้สึกว่ามีคน
กำลังจับจ้องมองมาที่เขาอยู่ทางด้านหลัง และเมื่อ
เขาหันกลับไปมอง ทางด้านนั้นก็มีเพียงแค่โอรสเล่อ
คนเดียวเท่านั้น ซึ่งบัดนี้มันกำลังรวบรวมผู้คนจาก
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง กระทั่งไม่ได้สังเกตถึง
ตัวตนของเขาเสียด้วยซ้ำ
“ใครกันที่คอยสอดแนมข้า?”
อู่ อวี้ ที่กำลังตั้งข้อกังขา แต่ฉับพลันนั้นก็ได้ยินเสียง
ของผู้คนเอ่ยขึ้น
“ดูเหมือนว่าด้านใต้เท้าของเราจะมีเส้นทางเดินศิลา
ลับเล็กๆอยู่ ดูไปแล้วค่อนข้างจะไกลพอสมควร นี่
เป็นการชี้นำพวกเราใช่หรือไม่?”
อู่ อวี้ หันไปมองอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าทุ่งหญ้าอัน
กว้างใหญ่ไพศาลและเขียวชอุ่ม พลันปรากฎเส้นทาง
เล็กๆอยู่เส้นหนึ่งอยู่ใต้เท้าของทุกคน ซึ่งนี่เป็น
จุดเริ่มต้นของทางเดินศิลา ทางเดินนี้มุ่งหน้าไปยังทิศ
ตะวันออก ยาวไกลไร้ที่สิ้นสุด เมื่อทุกคนมาถึง
จุดเริ่มต้นของทางเดินนั้น ดวงตะวันสีแดงฉานก็โผล่
พ้นขอบฟั้าจากทางทิศตะวันออก ทะลุผ่านชั้นเมฆ
ขึ้นไป ส่องแสงลงมาบนพื้นดิน ทำให้เส้นทางศิลา
เล็กๆกลายเป็นเหมือนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังดวง
ตะวัน
“ดวงตะวันดวงนี้กำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แต่
ว่าดวงตะวันที่อยู่บนทะเลหมอกกลับกลับไม่มีการ
เคลื่อนไหวใดๆ นับว่าแปลก”
เมื่อมองไปยังเส้นทางศิลา ทุกคนพลันรู้สึกคึกคัก
เดือดพล่านโดยไม่ใครเอะใจถึงความประหลาดนี้
พวกเขารู้สึกว่านี่คือการชี้นำของเส้นทางเซียนบรรพ
กาล จึงพากันมุ่งหน้าไปยัง เส้นทางศิลา โดยทันที
มีบางคนรู้สึกร้อนใจว่าตนจะโดนฉกฉวยและพลาด
สมบัติไปในที่สุด จึงเร่งรีบทะยานไปอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลุ่มคนเหล่านี้ กลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดอย่าง
กลุ่มของ โอรสเล่อ ย่อมเป็นกลุ่มที่อยู่ด้านหน้าสุด!
ความเร็วของ อู่ อวี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปิดใช้งานเคล็ดก้าวเทวะใน
ยามที่อยู่ในร่างของเทียมฟั้าจรดดิน แต่ปัญหาก็คือ
เขาไม่อาจทำตัวโดดเด่นได้มากเกินไป เห็นได้ชัดว่า
เขาสามารถไปอยู่ด้านหน้าสุดได้ แต่เขายังคงคอยรั้ง
ตามหลังกลุ่มคนไป
“หากตามเส้นทางศิลานี้ไปเรื่อยแล้วจะได้พบเจอกับ
สิ่งใดกันแน่?”
เห็นได้ชัดว่านี่คือสิ่งที่ทุกคนรู้สึกสงสัยและคาดหวัง
ทุ่งหญ้าที่ดูปลอดภัยและสงบเช่นนี้ ทำให้ผู้คนตื่นตัว
ระมัดระวังน้อยกว่าที่เคย
อย่างไรก็ตามสัญชาตญาณของ อู่ อวี้ กลับบอกว่าที่
แห่งนี้ก็อันตรายมากกว่าสถานที่ทั้ง 3 ซึ่งได้พานพบ
มาก่อนหน้านี้
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ