กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 603 : ศาตราเตาวิถีแทสุดยอดวิญญาณ
อู่ อวี้ ที่ครอบครองกายาเพชรอมตะ หากเขาไม่ได้
สะกดข่มเอาไว้ พลังที่เขาแสดงออกมาย่อมโดดเด่น
เหนือผู้ใด
ด้วย พลังอำนาจ กลิ่นอายอันแสนองอาจ คุณสมบัติ
เฉพาะตัวและบุคลิคอื่นๆ ยิ่งทำให้ตัวเขาส่องแสง
ท่ามกลางดวงตะวัน
ด้วยการที่สามารถแบ่งจิตควบคุมได้อย่างแม่นยำ
ยามนี้เขาจึงควบคุมเหล่าร่างอวตารได้อย่าง
เชี่ยวชาญ
ซึ่งร่างอวตารส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกตระดับที่ 6
อีกทั้งยามนี้เขายังกลมกลืนกับเหล่าฝูงชนได้อย่าง
แนบเนียน
ซึ่งการรวมกลุ่มเช่นนี้ ทำให้เขาได้รู้ว่าช่องว่าง
ระหว่างผู้แข็งแกร่งกับผู้อ่อนแอบน เส้นทางเซียน
บรรพกาล นั้นแช่มชัดเพียงใด
อู่ อวี้ ผสมกลมกลืนเข้ากับฝูงชน ในตอนนี้เขามองไม่
เห็นกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้าแม้แต่เงา ซึ่งกลุ่มของเขา
จัดว่าอยู่รั้งท้ายก็ว่าได้ ทำให้เพียงชั่วครู่ กลุ่มรั้งท้าย
ก็คลาดสายตากับกลุ่มนำอย่าง โอรสเล่อ เป็นที่
เรียบร้อย
เหล่ายอดฝีมือขั้นก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ล้วนแต่กำลัง
ไล่จี้ตามหลัง โอรสเล่อ
ส่วน อู่ อวี้ ก็อยู่ที่เบื้องหลังของเหล่ายอดฝีมือ
ขอบเขตก่อร่างกำเนิดจิตเทวะอีกที
ซึ่งยามนี้ เขากำลังคิดว่าควรจะใช้เส้นทางอ้อม หรือ
ว่าเปลี่ยนไปยังเส้นทางอื่นดีหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่
พลาดสมบัติที่จะถูกตัดหน้าไป
ในเวลานี้ดูเหมือนว่าจะกลุ่มคนที่นำหน้าจะได้หยุด
ฝีเท้าลง ทำให้ผู้ที่ไล่ตามหลังมาเริ่มทยอยมาถึงกัน
ตามลำดับ
ยิ่งมา อู่ อวี้ ยิ่งเข้าไปใกล้พวกที่อยู่ด้านหน้าขึ้น
เรื่อยๆ ด้วยพลังอิทธิฤทธิ์เนตรเพลิงของเขาทำให้
สามารถมองเห็นได้ไกลกว่าผู้อื่น เขาจึงตัดสินใจ
กระโดดให้สูงขึ้นเพื่อมองไปยังข้างหน้าว่าเกิดสิ่งใด
ขึ้น!
เบื้องหน้าเกิดเป็นความผันผวนที่รุนแรงทวี ซึ่งทุ่ง
หญ้าอันห่างไกล อู่ อวี้ มองเห็นกระบี่เล่มหนึ่งปักอยู่
บริเวณนั้นได้อย่างเลือนราง
ตัวกระบี่ยาวมีสีขาวตัดสลับกับสีทอง ปักอยู่บน
พื้นดินราวกับเป็นกระบี่สามัญ
แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ ทุกคนกลับไม่ได้ต่อสู้แย่งชิง
กระบี่เล่มนี้ บัดนี้ทุกคนหยุดลงอยู่เบื้องหน้าของ
กระบี่ ยืนล้อมเอาไว้ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว
เมื่อ อู่ อวี้ เข้าไปใกล้ ก็ได้ยินบางคนกล่าวว่า “มีค่าย
กลมหาเวทฟั้าดินรายล้อมอยู่รอบๆศาสตราเต๋าวิถี
แท้ชิ้นนี้อยู่! อีกทั้งยังปกปักษ์เอาไว้อย่างแน่นหนา!
พวกเขากล่าวว่ามหาเวทฟั้าดินนี้มีพลังสังหารที่
รุนแรงอย่างยิ่ง”
เพราะเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ไม่มีการต่อสู้แย่งชิง
ใดๆเกิดขึ้น
ครู่ต่อมา อู่ อวี้ ก็ได้เดินทางมาถึง ตัวเขากำลังทำตัว
กลมกลืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ซึ่งบัดนี้ฝูงชนทั้งหลาย
อยู่ห่างจากกระบี่เล่มนั้นประมาณ 200 จั้ง แม้แต่
โอรสเล่อ ก็ไม่อาจเข้าไปใกล้มันได้เช่นเดียวกัน
หลังจากนั้นไม่นานที่แห่งนี้ก็มีผู้คนมารวมตัวกันถึง
หลายร้อยคน ทุกคนกรูกันเข้ามามุงดูกระบี่เล่มนั้น
อย่างไม่วางตา คนที่มาทีหลังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
จึงพากันเอ่ยถาม ส่วน อู่ อวี้ กำลังมองดูกระบี่ที่ปัก
อยู่บนพื้นดินตรงนั้นอย่างละเอียด สีขาวทองตัด
สลับกันของกระบี่ดูแล้วเรียบง่าย ซึ่งความเป็นจริง
แล้วมันปลดปล่อยบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์และสูงส่ง
อย่างมาก ยิ่งมองลึกเข้าไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งค้นพบว่า
ถึงความลึกลับของศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้ได้มาก
ยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็ไม่อาจจะมองออกว่ามันมีวงเวท
ถูกสลักเสลาอยู่บนตัวกระบี่อยู่มากน้อยเท่าไหร่กัน
หลังจากที่มองดูอย่างใกล้ชิด พลันปรากฎว่าส่วน
พื้นผิวของกระบี่ยาวเล่มนี้ค่อนข้างหยาบกร้าน ดู
เหมือนว่าจะประกอบไปด้วยพลังอนุภาคอยู่มากมาย
อัดแน่นเข้าด้วยกัน
”กระทั่ง โอรสเล่อ และคนอื่นๆยังไม่เข้าใกล้มัน แต่
กำลังศึกษาวงเวทเหล่านี้อยู่! หรือว่านี่อาจจะเป็น
‘ศาตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ!’”
“ใช่แล้วมันคือ ศาตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ!
ตอนที่พวกเจ้ายังมาไม่ถึง ข้าได้ยินพวกเขาพูดกัน
เช่นนี้ ทางที่ดีที่สุดพวกเราอย่างเข้าไปใกล้มันเลยจะ
ดีกว่า อีกสักพักตัวตนระดับสูงอย่างพวกเขาก็คง
จะต้องเข้าโรมรันต่อสู้แย่งชิงมัน ไม่แน่ว่าพวกเรา
อาจจะถูกลูกหลงจากการปะทะกันของพวกเขาก็
เป็นได้”
“ศาตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ!” แทบจะทุกคนที่
ได้ยินคำๆนี้หลุดออกมา ต่างพลันปรากฎสีหน้า
หลากหลาย สายตาจับจ้องไปยังกระที่ทองขาวเต็ม
ไปด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เต็มไปด้วยความโลภ , ความปรารถนา , ความ
ทะเยอทะยาน
นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ การฝึกตนคือการปล้นชิง
หากมีโอกาสที่จะแย่งชิงมันมาได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็
ย่อมต้องคว้ามันเอาไว้! แม้แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่มีข้อยกเว้น
เนื่องจากฝีมือการใช้ของ อู่ อวี้ ก็นับว่าล้ำเลิศพอตัว
ไม่รู้ว่าเจดีย์ล่องกำเนิดจะเป็น ‘ศาสตราวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ’ หรือว่า ‘ศาสตราเต๋าวิถีแท้จิต
วิญญาณนภา’กันแน่ แต่ระดับของมันน่าจะสูงกว่า
กระบี่ทองขาวเล่มนี้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่ากระบี่
ทองขาวเล่มนี้คือ ‘ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ’
มันเป็นสิ่งที่แม้แต่ โอรสเล่อ และพรรคพวกของมัน
ยังหมายปอง นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะอธิบายถึงความ
ล้ำค่าของมัน
คนที่อยู่ที่นี่มีใครบ้างที่ไม่อยากจะครอบครองมัน!
คนจำนวนมากกำลังจับจ้องไปยังศาสตราเต๋าวิถีแท้
ชิ้นนี้อย่างไม่วางตา กระทั่งบางคนอดไม่ได้ที่จะกลืน
น้ำลายเอื้อกด้วยความโลภ
“ลูกหลง…….จะกล่าวเช่นนั้นได้ยังไงเล่า สมบัติที่ล้ำ
ค่าเช่นนี้ หากหมายจะครอบครองมันก็จำเป็นที่
จะต้องพึ่งพาโชคชะตาอย่างยิ่งยวด หากข้าสามารถ
คว้ามันมาได้ ข้าจะรีบบดขยี้แผ่นยันต์เซียนบรรพ
กาลและหลบหนีจากไปทันทีอย่างไม่คิดเลย ต่อให้
พวกเขาแข็งแกร่งมากขนาดไหน ก็อย่าหวังจะแย่ง
มันไปจากข้าได้”
บางคนเอ่ยกระซิบออกมาอย่างแผ่วเบา
ไม่มีผู้ใดตอบรับ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือความคิด
ของเหล่าผู้อ่อนแอ ความสามารถของพวกมันไม่ได้
อยู่ในระดับขั้นก่อร่างกำเนิดจิตเทวะระดับที่ 6
เช่นเดียวกับ โอรสเล่อ ดังนั้นจึงสามารถใช้วิธีนี้วิธี
เดียวเท่านั้นที่จะได้ครอบครอง ยันต์เซียนบรรพกาล
นับว่าเป็นต้นตอของความอุกอาจกล้าหาญของพวก
มันอย่างแท้จริง
“เพื่อศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ย่อมคุ่มค้าที่จะ
ผิดใจทุกคนที่อยู่ที่นี่ ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
แม้แต่บรรพบุรุษขของข้าก็ยังไม่อาจจะครอบครอง
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ระดับนี้ได้……..”
คนจำนวนมากกำลังกระซิบกระซาบปรึกษากัน
“สุดท้ายแล้วค่ายกลนี้คืออะไรกัน? ถึงสามารถทำให้
พวกเขาหวาดกลัวจนไม่กล้าที่จะเข้าไปชิงมันมา?”
“ข้าก็ไม่รู้ ตอนที่เพิ่งมาถึงก็ได้ยินมาว่ามีค่ายกลอยู่
ที่นี่แล้ว แต่ข้ากลับมองอะไรไม่เห็นเลย!”
“คิดมากไปเองรึเปล่า…….”
คนมากมายกำลังถกเถียงกันอย่างลับๆ ตำแหน่งของ
พวกมันค่อนข้างที่จะไกลกับตัวกระบี่ขาวทองเล่มนี้
ในเวลานี้ผู้คนตัดสินใจค่อยๆเขยิบเข้าหามัน
แม้กระทั่งบางคนก็ได้ก้าวล้ำหน้าผ่าน โอรสเล่อ และ
ทะยานเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“อย่าเข้าไปเชียว ที่แห่งนี้มีค่ายกลอยู่จริงๆ และเกรง
ว่าถึงพวกเจ้าจะรวมหัวกันก็ไม่อาจแก้มันได้” หมิ
งซวง เอ่ยเตือนขึ้น
อู่ อวี้ พยักหน้า
เขายืนอยู่รอบนอก บัดนี้คนส่วนใหญ่กำลังเริ่ม
เคลื่อนไหว ตั้งแต่ที่เข้ามาอยู่ใน เส้นทางเซียนบรรพ
กาล สำหรับพวกมันแล้วไม่เคยปรากฎสุดยอดสมบัติ
เช่นนี้ปรากฏขึ้นมาก่อน!
“เพื่อการได้ครอบครอง ศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ! ในวันนี้จะต้องเกิดเหตุการณ์นองเลือด
อย่างแน่นอน เส้นทางเซียนบรรพกาล แห่งนี้ไม่ใช่ว่า
จะได้มากันได้ง่ายๆ แทนที่จะงมหน้าสมบัติอื่นอย่าง
ไร้ทิศทาง สู้เสี่ยงดวงฉกฉวยสมบัติก้อนโตเบื้องหน้า
เสียดีกว่า แต่หากไม่สำเร็จก็ค่อยบดขยี้ ยันต์เซียน
บรรพกาล หนีเอายังไม่เสียหาย……………”
อู่ อวี้ ปลีกตัวมาอยู่ด้านนนอก ยามนี้สายตาของบาง
คนมองไปด้วยความปรารถนาและบ้าคลั่ง
กลุ่มยอดฝีมืออยู่ใกล้กับตัวกระบี่ขาวทองเล่มนี้ที่สุด
ซึ่งหากว่าคนกว่า 200 ชีวิตเต็มใจที่จะกรูกันเข้าไป
เกรงว่า โอรสเล่อ ก็ไม่อาจจะหยุดยั้งพวกเขาได้
“หากใครต้องการจะทิ้งชีวิต ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน
ถ้าหากว่าค่ายกลนี้ไม่ร้ายกาจ พวกเราก็คงทะยาน
เข้าไปเอามาแล้ว คงจะเหลือให้เศษสวะเช่นพวกเจ้า
มาได้ยืนเชยชมเช่นนี้หรอกนะ?”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่อยู่ในใกล้ๆกับ โอรสเล่อ เอ่ยขึ้น
อย่างเย็นชา
ประโยคนี้ทำให้ผู้คนไม่น้อยรู้สึกวิตกและทำให้ผู้คน
บางส่วนที่อารมณ์พุ่งพล่านสงบลงได้
เป็นเพราะคำกล่าวที่ว่า ‘ทิ้งชีวิต’ เป็นไปได้สูงว่า
อาจจะตายก่อนจะได้บดขยี้ ยันต์เซียนบรรพกาล
ด้วยซ้ำ?
ฉับพลันนั้นเองก็เกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้น!
ในตอนที่ชายหนุ่มผู้นั้นเอ่ยจบ กลับมีบางคงเร่งฝีเท้า
ทะยานตรงไปยัง ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
หมายจะครอบครอง
“หลิว จื่อเฉิน!” อู่ อวี้ ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น ซึ่ง
คาดว่าน่าจะเป็นเสียงของ เซียว อี้หลี บัดนี้นางอยู่ใน
พื้นที่ที่ใกล้กับศาสตราเต๋าวิถีแท้ อย่างไรก็ตามนางไม่
คิดที่จะเอาชีวิตตนเองไปเสี่ยง แต่ในเวลานี้คนที่อยู่
ข้างกายนางซึ่งเต็มไปด้วยความโลภกระหาย กลับมุ่ง
หน้าตรงไปยังศาสตราเต๋าวิถีแท้!
โอรสเล่อ และพรรคพวกเพียงมองด้วยสายตาอันเย็น
ชา และไม่เข้าไปห้ามแต่อย่างใด
ชริ้งงงง!
ชายหนุ่มผู้นั้นมีชื่อว่า หลิว จื่อเฉิน ผู้ซึ่งก้าวข้ามผ่าน
ผู้คนไปจนตัวก้าวเข้าสู่อาณาเขตของค่ายกลได้สำเร็จ
ทันใดนั้นกลับบังเกิดเสียงดังฉับพลัน พลังอำนาจ
พวยพุ่งทะยานจากทุ่งหญ้าอันเงียบสงบ แปรเปลี่ยน
ให้ หลิว จื่อเฉิน กลายเป็นฝุั่นผงในทันที กระทั่ง
เสื้อผ้า ถุงจักรวาล สิ่งของทั้งหมด รวมถึงศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ หรือแม้แต่ ยันต์เซียนบรรพกาล ล้วนแต่
หายไปในพริบตา
แม้แต่เสียงกรีดร้องสักครึ่งคำก็ยังไม่ปรากฎให้ได้ยิน
เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ไม่ได้บดขยี้ แผ่นยันต์เซียนบรรพ
กาล แต่กลับจบสิ้นชีวิตลงด้วยความประมาท
ความโลภและความปรารถนามันไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ก็
ไม่ควรที่จะมากเกินพอดี หากไม่ไตร่ตรองให้ดีอาจจะ
เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
คนผู้นี้สังเวยชีวิตของตนเอง ทำให้คนที่มีความคิด
เช่นเดียวกับมันต้องหลั่งเหงื่อเย็นออกมา กระทั่ง
โอรสเล่อและพรรคพวกที่ได้เห็นถึงอานุภาพของค่าย
กลนี้ ก็ยังถึงกับต้องผงะและก้าวถอยออกมา
ทุกคนเร่งก้าวถอยรักษาระยะห่างออกมาในทันที
ขณะนี้ทุกคนต่างมองหน้าซึ่งกันและกัน สามารถ
มองเห็นได้ว่าใบหน้าของแต่ละคนเปลี่ยนกลายเป็น
ซีดขาว
โอรสเล่อ ชักกระบี่ออกมา 1 เล่ม พร้อมโยนเข้าไป
ภายในอาณาเขตของค่ายกล พริบตาเดียวกระบี่เล่ม
นั้นก็กลายเป็นผุยผงและกระจัดกระจายไปตามพื้น
หญ้าในทันที
“ทุกคนน่าจะเห็นแล้ว ยังมีผู้ใดอยากจะลองดีอีก
หรือไม่?” โอรสเล่อ กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
การทดสอบเช่นนี้ แทบจะทำให้ทุกคนตกใจ
หวาดกลัว
“หมิงซวง ค่ายกลนี้คือค่ายกลอะไร?”
“ข้าไม่รู้ มันเป็นสิ่งมาที่มาจากเส้นทางเซียนบรรพ
กาล แต่คงเป็นเรื่องยากที่คิดอยากที่จะครอบครอง
ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณเสียแล้ว! เจ้าวางใจ
เถอะ การที่จะได้ครอบครอง ศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ เบื้องหน้าย่อมไม่มีใครทำได้ง่ายๆหรอก”
ฉับพลัน เกิดความคิดมากมายผุดขึ้นในหัวของ อู่ อวี้
ในเวลานี้ โอรสเล่อและพรรคพวกกำลังจมสู่ห้วง
ความคิด เห็นได้ชัดว่าพวกมันต้องการอยากได้
ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ มาครอบครอง ซึ่ง
การที่พวกมันสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหวเช่นนี้ ย่อมทำให้
เป็นประจักษ์แล้วว่าค่ายกลนี้ยุ่งยากเพียงใด
ในตอนนี้ไม่มีใครคิดว่าการเสี่ยงโชคเพื่อครอบครอง
ศาสตราเต๋าวิถีแท้วิญญาณ แล้วไปจาก เส้นทาง
เซียนบรรพกาล เป็นไปได้อีกต่อไป
แล้วจะทำเช่นไรกับค่ายกลนี้?
คนเหล่านี้คิดว่าหากทำลายค่ายกลลงได้ ย่อม
สามารถฉกฉวยโอกาสแย่งชิงมาได้
กระทั่งมีบางคนคิดว่าบนทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่แห่งนี้
หากตามเส้นทางศิลาไปเรื่อยๆ อาจจะพบกับสมบัติ
ชิ้นอื่นก็เป็นได้
อู่ อวี้ ครุ่นคิดแล้ว เขาก็รู้สึกว่าตนควรจะมองสิ่ง
ต่างๆให้ขาดมากขึ้น
ซึ่งขณะที่เขาคิดนั่นเอง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดร่วมสิบชีวิต
กลับปรึกษากันและเอ่ยขึ้นว่า“จนกว่าพวกข้าจะ
ทำลายค่ายกลนี้ได้ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจจะไปจากที่นี่ได้
หากดื้อดึงไม่ฟังคำสั่ง ก็อย่าได้ตำหนิพวกเรา!”
ในกลุ่มพวกมันเป็นยอดฝีมือที่เป็นผู้นำของแต่ละขุม
อำนาจ เมื่อมีคำสั่งเช่นนี้ออกมาจึงสามารถควบคุมได้
กว่า 8 ใน 10 ส่วนทันที เช่นเหล่าอัจฉริยะของ
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงทั้งหมด พวกมันจะฟัง
เพียงแค่คำสั่งของโอรสเล่อเท่านั้น
เหตุผลที่พวกมันไม่ปล่อยให้คนอื่นจากไป เป็นเพราะ
พวกมันกังวลว่าคนเหล่านี้จะฉวยโอกาสในตอนที่
พวกมันกำลังรวมหัวเพื่อทำลายค่ายกลเบื้องหน้า
แล้วฉกชิงสมบัติชิ้นอื่นๆไป! ซึ่งสมบัติเหล่านั้นอาจจะ
มี ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ปะปนอยู่ด้วย
เช่นกัน!
พฤติกรรมเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกมันกำลังใช้
อำนาจบาตรใหญ่!
อย่างไรก็ตามพวกมันมีพลังอำนาจและพลังที่
แข็งแกร่ง! เช่น โอรสเล่อ มันเพียงคนเดียวก็สามารถ
ควบคุมคนได้ 30 กว่าคนแล้ว ซึ่งรวมถึง เจียง ฉีจวิน
ด้วย ทุกคนไม่เพียงแต่ไม่ไป แต่ก็ไม่ต้องการให้คนอื่น
ไปด้วยเช่นกัน!
“ทุกคนจงอยู่ที่นี่ หากใครกล้าหนีไป ก็ลองดู”
ด้วยพลังอำนาจล้นฟั้าของพวกมัน ในตอนนี้ทุกคนจึง
ก้มหัวแก่พวกมันอย่างศิโรราบ แน่นอนหากต้องการ
จะไปก็ยังไม่ใช่ในตอนนี้ ต้องรอให้พวกมันใช้พลังงาน
ไปกับค่ายกลนี้จนหมดเสียก่อน จึงจะสามารถมี
โอกาสจากไปได้
ทางด้าน อู่ อวี้ ก็ยังไม่เคลื่อนไหวใดๆในตอนนี้
“ อู่ อวี้ !” ทันใดนั้น เจียง ฉีจวิน ก็มายืนอยู่
เบื้องหลังของเขา ในที่สุดนางก็เห็นเขาเข้าจนได้
“เจ้าบอกว่าเป็นข้าที่ใส่ร้ายเจ้าเรื่อง ศิลามณีกำเนิด
วารี ใช่หรือไม่?” นางกล่าวออกมาด้วยโทสะที่
ทะยานสู่สวรรค์
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ