กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 606 : กระบอง
ยามนี้ ตั้งแต่ที่ อู่ อวี้ มอบศิลามณีกำเนิดวารีให้กับ
เซียว อี้หลี ก็ผ่านมาแล้วสิบกว่าวัน!
เซียว อี้หลี มั่นใจแน่นอนว่า เมื่อ อู่ อวี้ มีพลังรบร้าย
กาจถึงเพียงนี้ เขาย่อมมาทวงคืนไปอย่างแน่นอน
เวลาเพียงแค่สั้นๆทำไมคนผู้หนึ่งถึงเปลี่ยนไปได้
เช่นนี้!
ยิ่งไปกว่านั้นมันอยู่ใน ขอบเขตตำหนักม่วงทะเล
มรกต ไม่ใช่หรือ แล้วทำเช่นนี้ได้ยังไงกัน?
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแค่นางเท่าที่รู้สึกว่ามัน
เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ แต่ทุกคนก็คิดเช่นเดียวกับนาง
“คนผู้นี้ครอบครองเคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์ที่สั่นคลอน
ผู้คนมากมายขนาดไหนกัน สามารถก้าวขึ้นมาถึง
ระดับนี้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ แม้ว่าขอบเขตจะไม่
สูงส่ง แต่กลับมีกายเนื้อที่เหนือจินตนาการ ดังนั้นจึง
สามารถสำแดงฤทธิ์เดชเช่นนี้ได้”
“กระทั่งอยู่ภายในดินแดนโบราณเหยียนหวง เขาก็
นับว่าเป็นอัจฉริยะที่ยากจะพานพบผู้หนึ่งเลยทีเดียว
ช่างเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจยิ่งที่ตัวตนเช่นนี้กลับ
เติบโตมาจากทวีปทุรกันดานเช่นทวีปผนึกปีศาจนั่น
ได้?”
“บนร่างของคนผู้นี้จะต้องมีความลับบางอย่าง ไม่น่า
แปลกใจที่ โอรสเล่อ จะให้ความสนใจกับเขา จนถือ
ว่าเขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของอาณาจักรโบราณเห
ยียนหวง”
“แม้ว่าโอรสเล่อจะเป็นผู้เยาว์ แต่มีพรสวรรค์ที่โดด
เด่น จนเหนือล้ำองค์ชายอื่นๆ แน่นอนว่าย่อมเป็นผล
พวงจากความเพียรพยายาม ซึ่งตอนนี้เขายังเป็น
เพียงแค่คนหนุ่ม แต่กลับคอยติดปีกเสริมสร้างให้
ตนเองทะยานไปสู่สวรรค์อยู่เสมอ บางทีเขาอาจจะ
รู้สึกว่า อู่ อวี้ อาจจะประสบความสำเร็จภายใน
อนาคตก็เป็นได้?”
ยามนี้บทสนทนาของเหล่าผู้คนได้ทำให้ อู่ อวี้
กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ดูเหมือนว่ามหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน กายาเพชรอมตะ
เคล็ดอิทธิฤทธิ์ทั้ง 3 วิชา และเคล็ดวิชาแปลงกายจะ
นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม แม้เพชรจะอยู่ในโคลนตม
แต่มันก็ยังเป็นเพชร ทั่วทั้งชมพูทวีปโลกธาตุจะกล่าว
ได้ว่าขอบเขตของเขาอ่อนแอกว่าเหล่าอัจฉริยะคน
อื่นๆ แต่เขายังสามารถกลายเป็นจุดสนใจได้ กระทั่ง
บางคนยังคิดว่า อู่ อวี้ ที่อยู่เบื้องหน้าใช่คนเดียวกับ
คนในข่าวลือที่แสนจะอ่อนแอหรือไม่ ทำให้ยามนี้มิ
อาจมีผู้ใดหาญกล้าดูแคลนอีกต่อไป
แม้ว่าในใจของเหล่าสหายของ เจียง ฉีจวิน จะเดือด
ดาล แต่ว่ากลับไม่สามารถแสดงอาการใดๆออกมา
เลย
อู่ อวี้ ฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจในตัว
เขา กล่าวออกมาว่า “ทุกท่านน่าจะเห็นแล้วว่าเรื่อง
ของศิลามณีกำเนิดวารีเป็นเพียงแค่เรื่องที่ เจียง ฉี
จวิน กุขึ้น ข้าสาบานหากว่าตัวข้าในตอนนี้
ครอบครองศิลามณีกำเนิดวารีอยู่ในมือ ขอให้ข้าไร้ซึ่ง
ทายาทสืบทอด ทุกคนพอใจแล้วหรือยัง? และข้าขอ
สาปแช่งว่าใครก็ตามในตอนนี้ที่ถือครองศิลามณี
กำเนิดอยู่ มันผู้นั้นจะต้องไม่ตายดี ทีนี้ทุกท่านเชื่อข้า
แล้วหรือยัง?”
แน่นอนว่ายามนี้เขาถูก เซียว อี้หลี ช่วงชิงมันไปแล้ว
เขาจึงพูดอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ
เขาสามารถกล่าววาจาเช่นนี้มาอย่างไม่ทุกข์ร้อน ทำ
ให้ทุกคนมองหน้ากันราวกับปรึกษาหารือ และบัดนี้
คนส่วนใหญ่ก็เริ่มเชื่อแล้วว่าเขาไม่ได้ครอบครองศิลา
มณีกำเนิดวารีไปจริงๆ
ในหมู่คนที่รู้ความจริงเช่น เซียว อี้หลี กับเหล่าสหาย
ของนาง เมื่อได้ยินคำว่าไม่ตายดี พวกมันจึงขมวดคิ้ว
และมองหน้ากันและกัน สีหน้าของพวกมันเย็นเฉียบ
จนผิดสังเกต แต่กลุ่มคนจาก ‘จักรวรรดิเปั่ยหมิง’
ล้วนมักจะมีนิสัยที่เย็นชา และในหมู่พวกมัน เซียว อี้
หลี ‘องค์หญิงกู่ชาง’ เป็นคนที่เย็นชาที่สุด จึงไม่ถือ
ว่าหลุดอาการแต่อย่างใด
ขณะที่ อู่ อวี้ กล่าวจบ ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่
สุดท้ายทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามมุมของตน
กลุ่มคนเหล่านี้นอกจากผู้มาจาก อาณาจักรโบราณ
เหยียนหวง แล้ว คนอื่นๆก็ไม่ได้อคติอะไรมากมาย
บัดนี้พวกเขาเริ่มที่จะยอมรับในตัว อู่ อวี้ ดังนั้นใน
เวลานี้ทุกคนจึงมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆอีก
คนหลายร้อยยืนกระจายอย่างไม่เป็นระเบียบ บาง
คนยังคงปรารถนาหมายจะครอบครองศาสตราเต๋า
วิถีแท้สุดยอดจิตวิญญาณอยู่ จึงไม่ได้ไปไหนไกล แต่
บางคนก็รู้ตัวเองดีจึงเตรียมพร้อมที่จะบินจากไป ไม่
ต้องการอยู่ใต้การควบคุมของผู้แข็งแกร่งอีกต่อไป
เพราะว่าทุ่งหญ้าแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลมาก ดังนั้น
ในนี้ทุกคนจึงยืนค่อนข้างห่างกัน
การถูกกักบริเวณเช่นนี้ เหล่าผู้คนย่อมเกิดความคืบ
แคลงในใจ นับว่าเป็นการกระทำที่น่าละอายยิ่งของ
เหล่าตัวตนผู้ปกครอง เพราะพวกมันหวังจะฮุบ
สมบัติไว้อยู่ฝั่ายเดียว!
ในด้านนี้ยอดฝีมือทั้งหลายก็เห็นตรงกันแม้ว่าจะไม่ได้
ปรึกษากันมาก่อน
ขณะนี้เอง อู่ อวี้ พลันสังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง
ที่เกิดขึ้นภายในกลุ่ม อารมณ์ของเหล่าอัจฉริยะ
ทั้งหลายเริ่มเปลี่ยนไป ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
พวกเขาก็ยิ่งเป็นกังวล
เวลานี้มีเพียงคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นข้างกายของ อู่ อวี้
นั่นก็คือปีศาจพิษวงน้ำเงิน เจ้าปีศาจสมุทรผิวสีน้ำ
เงินผู้นี้มาหา อู่ อวี้ ด้วยตนเอง มันจ้องมองมาที่เขา
แล้วกล่าวประโยคแปลกๆออกมา “อู่ อวี้ ข้าจำได้ว่า
เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนี้ เจ้า
ต้องอาศัยยันต์แผ่นนั้นเพื่อบีบบังคับให้ข้าต้องออกไป
จากเจดีย์ควบคุมเวลา ภายในระยะเวลาอันสั้นตัวเจ้า
กลับแข็งแกร่งขึ้นราวกับเกิดใหม่ได้เช่นไร บอกข้ามา
เจ้าได้เปิดประตูลี้ลับบานนั้นแล้ว?”
เรื่องนี้เขาไม่สามารถให้ผู้อื่นรับรู้ได้ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่ง โอรสเล่อ อู่ อวี้ จึงเร่งสงบจิตใจและจ้องมอง
กลับไปด้วยสายตาอันเย็นชา พร้อมกล่าวว่า “เจ้า
เข้าใจถูกแล้ว ข้าได้เปิดประตูบานนั้น ภายในนั้นมี
อุจจาระอยู่ก้อนหนึ่งซึ่งดูเหมือนกับเจ้าอย่างไม่
ผิดเพี้ยนเชียวล่ะ”
เมื่อปีศาจพิษวงน้ำเงินได้ยินครึ่งประโยคแรก มันรู้สึก
ตื่นเต้นยิ่ง แต่เมื่อได้ยินครึ่งประโยคที่เหลือ มันจึง
เริ่มเดือดดาล โกรธจนใบหน้ากลายเป็นสีแดง เจ้า
ปีศาจสมุทรตนนี้จึงคำรามขึ้นอีกครา “ข้าว่าการ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลกแห่งทะเลหมอกมัน
จะต้องเกิดจากประตูบานนั้น เพราะว่าเจ้าเข้าไป
ภายในนั้น เพียงแค่ไม่กี่วันพวกเราก็ถูกส่งตัวมายังที่
แห่งนี้ เจ้าจะต้องค้นพบวิธีเปิดประตูบานนี้แล้วแน่ๆ
หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะแบ่งปันสมบัติเพื่อปิดปากเสีย
หน่อย มิฉะนั้นหากข่าวนี้รั่วไหลออกไป เจ้าคงไม่
สามารถรักษาชีวิตน้อยๆของเจ้าต่อไปได้”
“เจ้าอย่ามาข่มขู่ข้า หากข้าสามารถเปิดประตูบาน
นั้นได้ ข้าก็เปิดไปแล้ว แล้วเปิดข้าจะทำไม จะมาฉก
ฉวยกันหน้าด้านๆงั้นรึ? ตอนนี้ข้ายากจนข้นแค้น
แทบไม่มีอะไรเหลือ มิเช่นนั้นข้าก็คงไม่ท้าเปิดถุง
จักรวาลให้ทุกคนดูหรอกน่า”
เขาไม่สนใจทัศนคติอันหยิ่งยโส แต่ความจริงแล้ว อู่
อวี้ รู้ดีว่าปีศาจพิษวงน้ำเงิน ยังเป็นตัวอันตราย
สำหรับเขา เช่นนั้นเขาย่อมไม่อาจจะให้มันได้เห็น
ขุนพลโลหิตอัสนีเทวะ เด็ดขาด
“เจ้า!” ที่จริงนั้นเป็นเพียงแค่การคาดเดาของมัน
เท่านั้น ไร้ซึ่งหลักฐานใดๆที่จะมามัดตัวเขา
แต่สัญชาตญานของมันบอกว่าหาก อู่ อวี้ ได้กลับเข้า
ไปภายในเจดีย์ควบคุมเวลาอีกครั้ง มันจะต้องเกิด
ปัญหาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามเมื่อลองวิเคราะห์อย่างละเอียด ยามนี้
ไม่มีใครสังเกตเรื่องเจดีย์ควบคุมเวลาอีกต่อไป มันจึง
หรี่ตาลงราวกับเห็นบางสิ่ง หาก อู่ อวี้ เก็บเกี่ยวบาง
สิ่งบางอย่างได้จริงๆ มันย่อมปิดปากเงียบไม่ให้ผู้ใด
ล่วงรู้ เพราะอาจจะมีความเป็นไปได้ว่าหากเรื่องแดง
ขึ้นมา อู่ อวี้ จะถูกผู้อื่นช่วงชิงสมบัติไป เมื่อคิดถึงจุด
นี้ มันก็หยุดตั้งคำถามและคาดเค้นอีกต่อไป แต่กลับ
กล่าวด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาขึ้นมาว่า “ของบางสิ่ง
หากไม่ใช่ของเจ้า ยามที่ถือมันจะเป็นการลวกมือให้
พองเปล่าๆ ข้าจะจับตาดูเจ้าเอาไว้ก็แล้วกัน”
เพื่อไม่ให้เป็นการดึงดูดความสนใจของคนอื่น มันจึง
รามือจาก อู่ อวี้ เข้าหลบซ่อนอยู่ท่ามกลางฝูงชน
ความจริงแล้วในตอนนี้ทุกคนหมดซึ่งความอดทน
และในใจเกิดเป็นความกังวลอย่างรุนแรง เป็น
เช่นเดียวกับ โอรสเล่อ และคนอื่นๆ เมื่อ อู่ อวี้ ลอง
ตรวจสอบค่ายกลก็ค้นพบว่าพวกมันได้ทดลอง
หลากหลายวิธีแล้ว ไม่ว่าจะใช้วิธีโจมตีหรือแก้ไขค่าย
กล แต่มันก็เปล่าประโยชน์ แม้ว่าจะศาสตราเต๋าวิถี
แท้จะเข้าไปถึงตัวกระบี่เล่มนั้น แต่มันก็กระเด็น
ออกมาแทบจะในทันที
หลังจากที่เสียเวลาอยู่ที่นี่หลายวัน แม้ว่าจะลองมา
หลายวิธีแต่ก็ยังได้ผลลัพธ์เช่นเดิม ส่วนกระบี่ขาว
ทองเล่มนั้นยังคงปักอยู่ที่เดิม ไม่ขยับแม้แต่เสี้ยว
เดียว
อู่ อวี้ มองดูเหล่ายอดฝีมือที่กำลังวุ่นวาย ด้วยพลัง
ของเขาในยามนี้เกรงว่ามิอาจจะช่วยเหลือสิ่งใดได้
“ช่างมันเถอะ มันก็แค่สมบัติชิ้นหนึ่งเท่านั้น คนอื่นๆ
ก็เริ่มเกียจคร้านที่จะอยู่ที่แห่งนี้อีกต่อไปแล้วด้วย
เดินทางกันต่อ! ไม่แน่ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะมี
สมบัติมากมายยิ่งกว่านี้ และอาจจะไม่มีค่ายกลปก
กันเช่นนี้อยู่ก็เป็นได้!”
ทันใดนั้นดูเหมือนจะมีปีศาจที่กำลังหาวิธีจัดการกับ
ค่ายกลได้เอ่ยขึ้น
แต่มีบางคนตอบกลับไปว่า “เจ้าอยากจะยอมก็ยอม
ไปสิ ไม่มีผู้ใดบีบบังคับเจ้า ข้าจะอยู่ที่นี่ต่อ ข้าไม่เชื่อ
หรอกว่าข้าจะไม่สามารถทำลายค่ายกลนี้ลงได้!”
ต่างฝั่ายต่างเริ่มถกเถียงกันอย่างดุเดือด
ในความเป็นจริงพวกมันแต่ละล้วนเป็นคู่แข่งกัน
เมื่อใดที่ค่ายกลเปิดออก ทุกคนก็จะลงมือต่อสู้เพื่อ
แย่งชิง ‘ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดจิตวิญญาณ’ ชิ้นนี้
อย่างแน่นอน
“ได้ เช่นนั้นข้ากับคนอื่นๆจะล่วงหน้าไปก่อน! พวก
เจ้าก็ค่อยศึกษาค่ายกลนี้ไปแล้วกัน! จะได้ไม่ต้องมา
เป็นตัวหารสมบัติเบื้องหน้า!”
ในตอนแรกพวกมันหลายสิบคนตัดสินใจร่วมกันว่า
จะควบคุมไม่ให้คนอื่นจากไปจากที่นี่
แต่จนบัดนนี้พวกมันยังไม่อาจเก็บเกี่ยวสิ่งใดได้ จึง
เกิดเป็นความขัดแย้ง ในหมู่พวกมันมีบางคนต้องการ
ที่จะจากไป แต่ก็ยังมีบางคนคิดอยากที่จะศึกษาค่าย
กลนี้ต่อ เห็นได้ชัดว่า คนที่คิดจะศึกษาต่อ ไม่
สามารถจะขัดขวางคนที่อยากจะออกไปได้!
อย่างไรก็ตามพวกมันล้วนแล้วแต่ต้องการ ศาสตรา
เต๋าวิถีแท้สุดยอดจิตวิญญาณ ที่อยู่เบื้องหน้า แต่
กระนั้นก็ยังกังวลว่าพวกที่รุดหน้าไปก่อนจะได้สมบัติ
ตัดหน้าไป
คนที่จะอยู่ต่อแน่นอนว่าไม่คิดที่จะให้คนอื่นจากไป
อย่างไรก็ตามพลังรบของทั้ง 2 ฝั่ายถือว่าสูสี ดังนั้น
พวกมันจึงไม่สามารถบังคับคนอื่นได้
ในยามนี้เมื่อเห็นเริ่มที่จะเดินจากไป คนอื่นๆก็เริ่มที่
จะเคลื่อนไหวมองหาโอกาส จนกระทั่งคนจำนวน
มากแยกย้ายจากไปคนละทิศละทาง ไม่อาจทำการ
ควบคุมได้อีกต่อไป
โอรสเล่อยังคงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ต่อ ตามเหตุตามผลแล้ว
คนจาก อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ก็ไม่น่าจะมีผู้
ได้เดินจากไปเช่นกัน ปัญหาก็คือคนส่วนใหญ่กังวลว่า
สมบัติชั้นเลิศอาจะถูกคนอื่นแย่งชิงไปเสียก่อน
ดังนั้นเมื่อเห็นคนจำนวนมากจากไปพวกมันก็ไม่
สามารถอดทนได้อีก
อาจจะเป็นไปได้ว่าทุกคนคิดว่าไม่มีหวังที่จะจัดการ
กับค่ายกลศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณนี้แล้ว
ดังนั้นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดต่างยังคงยืนหยัด แต่ก็มีไม่
น้อยที่จากไป บัดนนี้ฉากเหตุการณ์เบื้องหน้า
ค่อนข้างโกลาหนยิ่ง คนที่คิดอยากจะไปก็จะไปทันที
ไม่สามารถรั้งห้ามไว้ได้อีก
สุดท้ายผู้ที่ยังคงอยู่กับ ‘กระบี่ขาวทอง’เล่มนี้ก็เหลือ
เพียงแค่ไม่กี่คน แต่คนเหล่านี้ก็อยู่อีกไม่นานนักก็จาก
ไป โอรสเล่อ ก็เช่นเดียวกัน
อันที่จริง ในตอนที่ตกอยู่ในความโกลาหล อู่ อวี้ ก็รีบ
เปิดใช้งานเคล็ดก้าวเทวะ จากไปอย่างรวดเร็ว เขา
ไม่ได้เดินไปตามเส้นทางศิลา เพราะว่าทุ่งหญ้าแห่งนี้
กว้างใหญ่ไพศาลจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำพาตนเองไป
ตาย!
คนหลายร้อยคนกระจายออกไปทั่วทุกทิศทางบนทุ่ง
หญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ทำให้ดูราวกับฝูงมด
แตกรัง
สถานที่แห่งนี้กับทะเลหมอกและมหาสมุทรก่อนหน้า
ต่างกันอย่างลิบลับ สถานที่ทั้ง 2 แห่งดูเหมือนจะไร้
จุดสิ้นสุด แต่จริงๆแล้วมันกลับมีขอบเขตอยู่ ทุกคน
จึงไม่อาจจะไปที่ไหนไกลได้ แต่ทว่าว่าทุ่งหญ้าแห่งนี้
มันไม่เหมือนกัน หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายไปทิศทาง
ที่ต่างกัน คาดว่าคงจะเป็นเรื่องยากที่จะหากันพบได้
อีกในภายหลัง
ขณะที่ อู่ อวี้ หลบหนีจากไปหลายร้อยลี้แล้ว ภายใต้
การมองจากเนตรเพลิง เขาก็พบเห็นผู้คนเพียงน้อย
นิดเท่านั้น
มีบางคนเมื่อพบเจอ อู่ อวี้ ก็คิดที่จะไล่ล่าตามมา
หมายช่วงชิงสมบัติ อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ กลับกระตุ้น
ความเร็วสูงสุดจนกลายเป็นประกายแสงสีทองบินลับ
หายไป เขาเกียจคร้านเกินจะต่อสู้กับผู้ที่เขาไม่รู้จัก
สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการสำรวจความลับที่
ซุกซ่อนอยู่ภายในทุ่งหญ้าแห่งนี้!
หลังจากที่เขาได้รับเจดีย์ล่องชีวิตและเสร็จสิ้นภารกิจ
ที่ได้รับจากทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งแล้ว เขารู้สึกว่า
ต่อไปไม่ว่าจะเกิดสิ่งใด ตราบใดที่ไม่ตาย เขาก็จะ
ได้รับผลเก็บเกี่ยวมากมาย ด้วยความคิดที่ว่าจะลอง
เสี่ยงออกไปหาหนทางเอาในภายภาคหน้า นับว่า
หาญกล้ากว่าผู้อื่นมากนัก!
หลังจากที่เดินทางไปสักพักเขาพบกับศาสตราเต๋าวิถี
แท้ประเภท ‘กระบอง’อยู่บนทุ่งหญ้า และมันอาจจะ
เป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดจิตวิญญาณด้วย!
สถานที่แห่งนี้มีศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดจิตวิญญาณ
อยู่มากมายเท่าใดกันแน่?
บัดนี้ อู่ อวี้ ยืนอยู่เบื้องหน้าศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดจิตวิญญาณ ไม่กล้าที่จะขยับไหวใดๆทั้งนั้น
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ