กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 611 : สุสานอันนาพิศวง
การที่ อู่ อวี้ หยอดเรื่องสหายเต๋าเคียงคู่ และสุดท้าย
กลับทิ้งฟางเส้นสุดท้ายไปเช่นนี้ เซียว อี้หลี จึง
ปรากฎเป็นสีหน้าแตกตื่น
“สิ่งต่างๆบนโลกใบนี้ เปลี่ยนแปลงไปไวจนมิอาจรู้ตัว
พวกเจ้าคงคาดไม่ถึงว่าที่ผ่านมาเจ้าได้ใช้
อำนาจบาตรใหญ่กดขี่ข่มเหงผู้คนเสมอมากลับถูกข้า
ดูถูกเหยียดหยามเจ้าสินะ”
แน่นอนว่าคงไม่มีใครคาดคิดว่าภายในสุสานแห่งนี้จะ
มีค่ายกลเช่นนี้ดำรงอยู่
ในเวลานี้ใบหน้าของ เซียว อี้หลี กลายเป็นซีดเซียว
ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว รู้สึกโศกเศร้า
เสียใจต่อการกระทำของตนเอง สูญเสียซึ่งศักดิ์ศรี
ทั้งหมด ไม่ต้องกล่าวถึงสตรีอีกสองนางที่อยู่ด้านหลัง
บัดนี้ไม่ว่า อู่ อวี้ จะสั่งให้พวกนางทำสิ่งใด พวกนางก็
คงยินยอมสมัครใจทำโดยไม่ขัดข้อง
ท่ามกลางความเงียบงัน ท่ามกลางสุสานที่เย็นยะ
เยือกเช่นนี้ พวกนางทำได้เพียงแค่ถอยคลานไป
ด้านหลังด้วยร่างกายที่สั่นสะท้าน
ท่ามกลางแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของ
นาง ได้มองเห็นถึงเงาร่างอันแสนเย็นชาไร้ความรู้สึก
ของ อู่ อวี้
“อู่ อวี้ ! ข้ายอมแล้ว! อย่าสังหารข้าเลย ข้าสาบาน
ต่อเจ้าหลังจากออกไปจากที่นี่แล้วจะไม่ไปตอแยเจ้า
อีก! บุญคุณความแค้นระหว่างพวกเรา ข้าจะถือว่า
มันไม่เคยเกิดขึ้น!”
“และอีกอย่าง เจ้าอย่าคิดว่าการที่เจ้าสังหารข้าทิ้ง
ที่นี่จะไม่มีผู้ใดรู้ว่าเป็นฝีมือของเจ้า จะต้องมีสักวัน
หนึ่งเจ้าอาจจะถูกเปิดโปง เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าก็
น่าจะรู้ผลลัพธ์ดีอยู่แล้ว”
“เจ้าอย่าได้พาตัวเองไปพบกับจุดจบเช่นนั้นเลย!”
เซียว อี้หลี ยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่น
“ข้าถึงทางตันมาเนิ่นนานแล้ว”
ไม่อาจจะเสียเวลาได้อีกต่อไป ความเมตตาใน
สถานการณ์เช่นนี้ มันจะย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง
และคนใกล้ตัว หรือญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลายได้
ดังนั้นการตัดสินใจของ อู่ อวี้ จะต้องหนักแน่น เขา
ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเนิบนาบ ก่อนอื่นเขาเดินไป
จัดการกับสตรีทั้งสองที่อยู่ข้างกายของ เซียว อี้หลี
อย่างไร้ซึ่งความลังเล พร้อมกับนำถุงจักรวาลของ
พวกนางมา จากนั้นเขาหยิบเอายันต์เซียนบรรพกาล
ที่จะนำไปสู่ ดินแดนโบราณเหยียนหวง ในมือของ
พวกนางมาด้วย
ด้วยวิธีนี้จึงทำให้เขามียันต์เซียนบรรพกาลอยู่ในมือ
ถึง 4 ใบ เมื่อรวมกับของ เซียว อี้หลี ก็เท่ากับว่าเขา
มีถึง 5 ใบ
อู่ อวี้ สังหารพวกมันไปแล้ว 3 คน และเหลือ เซียว
อี้หลี เป็นคนสุดท้าย นี่คือการล้างแค้นที่ริอาจมาจี้
จุดอ่อนของเขา ซึ่งการที่จะต้องมาตายเป็นคน
สุดท้าย แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ทรมานที่สุดและ
เจ็บปวดมากที่สุด
อู่ อวี้ ยืนอยู่เบื้องหน้า เซียว อี้ หลี มองไปยังสาวงาม
ที่กำลังตื่นตระหนก ก่อนหน้านี้นางมีท่าทีเย็นชาไม่
แยแสสิ่งใด มักจะยืนมอง อู่ อวี้ จากเบื้องบน และสั่ง
ให้คนฉกชิง ศิลามณีกำเนิดไป จาก อู่ อวี้ ตัวนางได้ดู
ถูกเหยียดหยาม อู่ อวี้ หลายครั้งหลายครา แต่ทว่า
ในเวลานี้นางกลับทำได้เพียงแค่มองเขาด้วยสายตา
หวาดกลัวไม่อาจจะทำสิ่งใดได้
“อะอู่ อวี้ ขะข้า เซียว อี้หลี ไม่อาจจะตายในที่แห่งนี้
ได้ ข้าเป็นถึงองค์หญิงกู่ชาง เจ้าไม่อาจสังหารข้าได้!
ข้า ข้า ข้ายังไม่อยากตาย!”
ยามนี้ความรู้สึกของนางแทบจะพังทลายไปอย่าง
สมบูรณ์
อู่ อวี้ ไม่คิดจะรั้งนางไว้อีกต่อไป
“ชาติหน้า เจ้าจงเหลือหนทางให้คนอื่นได้เดิน เรื่องนี้
เป็นเจ้าเองที่ต้อนข้าจนตรอก ทำลายขีดจำกัดความ
อดทนของข้า หากข้าไม่สังหารเจ้าเสีย เจ้าอาจจะ
วกกลับไปทำร้ายคนที่ข้ารักก็เป็นได้”
เมื่อเขากล่าวประโยคนี้เสร็จสิ้น กระทั่งยามนี้ เซียว
อี้หลี ก็ยังไม่เชื่อว่าชีวิตนางอยู่ในกำมือของ อู่ อวี้
ทันใดนั้นพลองในมือพลันฟาดลงอย่างรวดเร็วตกไป
ยังกลางศรีษะอย่างไร้ซึ่งความลังเล
เลือดหยดไหลผ่านแก้มอันขาวนวลบรุทธิ์หยดรินสู่
ผืนดิน ดวงตาของ เซียว อี้หลี เบิกกว้าง มองไปยัง อู่
อวี้ด้วยความหวาดกลัว ในแววตาของนางแฝงเอาไว้
ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ท้ายที่สุดร่างของนางล้มไป
กองบนพื้นหมดสิ้นซึ่งลมหายใจ
หลังจากที่เข้ามาในเส้นทางเซียนบรรพาล อู่ อวี้ ที่
ไม่ได้สังหารผู้ใดมานานแล้ว กลับจัดการ เซียว อี้หลี
ปีศาจพิษวงน้ำเงิน รวมกันทั้งสิ้น 5 คนด้วยกันใน
คราวเดียว
หลักการของเขา หากเจ้าไม่มาตอแยข้า ข้าก็จะไม่ยุ่ง
กับเจ้า แต่หากเจ้ามาสร้างปัญหาให้กับข้า ข้าจะคืน
กลับไปเป็นเท่าทวี
เขาสังหารทั้ง 4 คนอย่างง่ายดาย จากนั้นเขาจึงเริ่ม
คิดถึงหนทางข้างหน้า
“ทั่วทั้งทุ่งหญ้าผืนนี้ มีสุสานปรากฏเพียงแค่ที่แห่งนี้
แห่งเดียวเท่านั้น! เป็นไปได้ว่าสถานที่แห่งนี้คงจะ
เป็นเช่นเดียวกับเจดีย์ล่องกำเนิดที่อยู่ภายในทะเล
หมอก เป็นกุญแจสำคัญของโลกใบนี้!”
“หากว่าข้าสามารถไขความลับออกได้ อาจจะได้รับ
มหาสมบัติที่ล้ำค่าอย่างที่ข้าไม่เคยได้พบเจอมาก่อน!
อย่างเช่นเจดีย์ล่องกำเนิด อีกทั้งทุ่งหญ้าแห่งนี้
ปรากฏศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณมาก
พอที่จะทำให้ทุกคนกลายเป็นบ้าคลั่ง เห็นได้ชัดว่า
หากภายในสุสานแห่งนี้มีความลับอยู่ ซึ่งจะสามารถ
เก็บเกี่ยวได้อย่างมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย”
“ในยามนี้ข้าเป็นบุคคลแรกที่เข้ามา และอยู่ภายในนี้
ข้าค่อนข้างได้เปรียบคนอื่นในด้านกายเนื้อ! ข้าจึง
ควรเร่งตรวจสอบสุสานแห่งนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะค้นพบ
มหาสมบัติบางอย่าง”
ความโลภของมนุษย์ไม่มีสิ้นสุด อู่ อวี้ ก็เช่นกัน เขา
รู้สึกว่าตนเองไม่มีทุนตั้งต้นเหมือนคนอื่น หากมี
โอกาสมาอยู่เบื้องหน้าเขาก็ต้องคว้ามันเอาไว้
เนื่องจากว่าเขามีร่างอวตารมากมาย ดังนั้นเขาจึงมี
โอกาสที่จะค้นพบความลับในสถานที่แห่งนี้ได้ก่อน
ถึงแม้ตอนนี้จะมีเพียงเขาแค่คนเดียว แต่ที่แห่งนี้ก็
นับว่าอันตราย หากเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเกรงว่าคงจะไม่มี
ชีวิตรอด จำต้องไตร่ตรองทุกย่างก้าว
“เจ้าจะต้องตรวจสอบทุกตารางนิ้ว สุสานแห่งนี้มันดู
ผิดปกติเกินไป ข้าเดาว่าตรงนี้เป็นส่วนที่อยู่นอกสุด
แต่กระนั้นกลับมีค่ายกลผนึกพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง
นี่เป็นสถานที่ที่เจ้าไม่อาจจะใช้พลังที่แท้จริงหรือว่า
ยันต์เซียนบรรพกาลได้ หากเจ้าตกอยู่ในวิกฤต
ร้ายแรงที่รับมือไม่ไหว เช่นนั้นเจ้าก็อย่าหวังที่จะมี
ชีวิตรอดออกไปได้ ทุกสิ่งที่อย่างที่เจ้าทุ่มเทมาก่อน
หน้าจะมลายหายไปในทันที อย่าคิดว่าข้อได้เปรียบ
ทางกายเนื้อเจ้าจะอยู่ยงคงกระพันเหนือผู้อื่น
เนื่องจากที่แห่งนี้อาจจะพรากชีวิตของเจ้าได้เพียง
พริบตา”
หมิงซวง กล่าวออกมาจากประสบการณ์ของนาง
เมื่อมองไปยังส่วนลึกของสุสาน ก็พบเจอแต่ความว่าง
เปล่าไร้ซึ่งการตกแต่งใดๆ ราวกับว่ามันเป็นปากขอ
งอสูรกายยักษ์ มันทั้งมืดมนและลึกลับ จนทำให้ผู้คน
รู้สึกสับสนหวาดกลัว
ความเป็นมาของสุสานแห่งนี้ไม่รู้ว่าอยู่มายาวนาน
ขนาดไหนแล้ว เมื่อลองเงี่ยหูฟังดีๆจะเหมือนกับมีคน
กำลังก้าวท้าว เหยียบย่ำไปบนหัวใจของ อู่ อวี้
ที่หมิงซวงกล่าวมาไม่ผิดแม้แต่น้อย
ที่ด้านนอกของสุสานแห่งนี้ เขายังสามารถกลับไปยัง
ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งได้ แต่ภายในนี้หากเกิด
อันตรายใดๆขึ้น เขาก็คงสิ้นชีพอยู่ภายในสุสานที่มัน
ทั้งคับแคบและแปลกประหลาดแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ไม่ยอมถอดใจ เขาไม่ยอมแพ้
ให้กับเหล่าอัจฉริยะทั้งหลายแห่งชมพูทวีปโลกธาตุ
เขาไม่ยอมรับตั้งแต่แรก เป็นเพราะ อู่ อวี้ ต้องการที่
จะก้าวข้ามพวกมันทั้งหมด! ซึ่งเจดีย์ล่องกำเนิดและ
สมบัติต่างๆ จะเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้เขาก้าวข้าม
พวกมัน!
หากว่าครั้งนี้เขาไม่เข้าไปและปล่อยให้คนอื่นๆเข้าไป
กวาดมหาสมบัติทั้งหลาย อู่ อวี้ จะต้องมานั่งเสียใจ
ภายหลังอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นจึงเกิดความลังเลขึ้นมาในใจว่าควรเข้าไปเผชิญ
อันตรายดีหรือไม่
“ใช่แล้ว เจ้าลืมเจดีย์ล่องกำเนิดไปแล้วหรือ เจดีย์
ล่องกันเนิดอาจจะเป็นถึงศาสตราเต๋าวิถีแท้วิญญาณ
นภาเลยก็ได้ ศาสตราเต๋าวิถีแท้ระดับนี้ ไม่อาจจะถูก
ค่ายกลธรรมดาผนึกได้ บางทีพลังอำนาจของมัน
อาจจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากค่ายกลที่อยู่ภายใน
นี้ หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็พอจะมีหลักประกันในการ
รักษาชีวิตของเจ้า” หมิงซวง เอ่ยเตือนเขา
“จริงหรือ?”
เวลานี้เจดีย์ล่องกำเนิดอยู่ภายในถุงจักรวาลของเขา
แต่ทว่า อู่ อวี้ ไม่อาจจะใช้พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง
เพื่อเปิดถุงจักรวาลออกได้ เขาทำได้เพียงแค่กลับ
ออกไปยังด้านนอกสุสานเท่านั้น ก่อนอื่นใดเขาทำ
การตรวจสอบถุงจักรวาลทั้ง 4 ใบที่เพิ่งจะได้รับมา
ก่อน ภายในนี้มีสมบัติและของใช้ต่างๆจำนวน
มหาศาลที่สมควรแก่คำว่าองค์หญิงอย่างแท้จริง ตัว
เขาไม่อาจจะทำการนับสมบัติทั้งหมดได้หวาดได้ไหว!
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นถึงสิ่งของที่อยู่ภายในสายตาของเขา
กลายเป็นพร่าเลือนเพราะจำนวนอันมากมายของมัน
ศิลามณีกำเนิด ก็อยู่ภายในนั้นเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมียันต์เซียนบรรพกาลอยู่อีก 4 ใบ ซึ่ง
มันอยู่ในสภาพสมบูรณ์สามารถใช้ได้ทันที เขาหยิบ
มันออกมา 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นยันต์เซียนบรรพกาล
ของ จักรวรรดิเปั่ยหมิง ส่วนอีกใบเป็นยันต์เซียน
บรรพกาลที่เอาไว้ใช้กลับไปยัง ทวีปแห่งทวยเทพตง
เสิ้ง ติดไว้กับตัว เตรียมพร้อมใช้ตลอดเวลา
“หากใช้มันข้าก็จะไปยัง จักรวรรดิเปั่ยหมิง? แล้ว
เรื่องที่ข้าสังหารพวกมันไปจะถูกตรวจสอบหรือไม่กัน
นะ?”
ในเรื่องนี้ อู่ อวี้ ยังไม่อาจจะตัดสินใจได้ในเวลาสั้นๆ
ท้ายที่สุดเขานำ เจดีย์ล่องกำเนิด ออกมา และผูกเสา
มังกรสมุทรคลั่งเอาไว้ด้านหลัง ในครั้งนี้หลักๆแล้ว
เขาต้องการที่จะทดสอบเจดีย์ล่องกำเนิด เจดีย์ล่อง
กำเนิด หลังนี้สูงเพียงแค่ 1 ฉื่อ ไม่จำเป็นที่จะต้องนำ
มันไปเก็บไว้ภายในถุงจักรวาล
เขาเดินทางเข้าสู่สุสานจากนั้นทดลองเข้าไปภายใน
เจดีย์ล่องกำเนิดดู
อันที่จริง ยามนี้อู่ อวี้ สามารถควบคุม เจดีย์ล่อง
กำเนิด ได้เพียงผิวเผินเท่านั้น เขาใช้งาน
ความสามารถของมันได้เพียงแค่ 2 อย่าง อีกทั้งเขาดู
เหมือนว่าจะยังไม่ได้เป็นเจ้าของเจดีย์ล่องกำเนิดหลัง
นี้อย่างแท้จริง ดังนั้นจึงไม่อาจจะกระตุ้นวงเวทที่อยู่
ภายในนั้นได้ หาได้จำเป็นที่จะต้องใช้พลังแก่นแท้
ตำหนักม่วง เพียงแค่ส่งจิตสัมผัสเข้าไปยัง เจดีย์ล่อง
กำเนิด ก็สามารถที่จะเข้าไปได้แล้ว
วงเวทที่อยู่ภายใน สามารถใช้งานได้เช่นเดียวกับ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ทั่วๆไป ขอแค่มีพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วงเข้าไปกระตุ้นวงเวทเพียงเล็กน้อยก็
สามารถใช้งานได้แล้ว ซึ่งประจวบเหมาะกับ เจดีย์
ล่องกำเนิด มีพลังงานไหลเวียนอยู่ในตัว จึงไม่
ต้องการพลังจาก อู่ อวี้ และดูเหมือนว่าค่ายกลแห่งนี้
จะไม่สามารถสะกดข่มเจดีย์ล่องกำเนิดได้
ที่สำคัญคือหลังจากที่เขาเข้ามาภายเจดีย์แล้ว แรง
กดดันที่ผนึกพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงก็หายไปจนสิ้น!
“สำเร็จราบลื่น!”
ด้วยวิธีนี้ หากเขาได้รับอันตรายที่ไม่อาจจะต้านทาน
เอาไว้ได้ อู่ อวี้ ก็เพียงแค่เข้ามาภายในเจดีย์ล่อง
กำเนิด เขาไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดทำลายเจดีย์ล่องกำเนิด
หลังนี้ได้
“ทดลองขั้นที่สอง สำเร็จ!!”
เมื่อเจดีย์ล่องกำเนิดอยู่ในสภาวะปกติ การที่ อู่ อวี้
จะเรียก ขุนพลโลหิตอัสนะเทวะ ออกมาก็ไม่นับเป็น
ปัญหาใดๆ อีกทั้งเมื่อขุน พลโลหิตอัสนีเทวะ มา
ปรากฏกายต่อหน้าเขา วงเวทของมันก็ยังไม่ได้รับ
ผลกระทบใดๆอีกด้วย ฉะนั้นยามนี้เมื่อต่อสู้กัน
จริงๆจังๆ อู่ อวี้ ก็ย่อมไม่ใช่คู่มือของมัน
ต้นกำเนิดพลังของ ขุนพลโลหิตอัสนีเทวะ น่าจะมา
จากเจดีย์ล่องกำเนิด ค่ายกลนี้จึงไม่อาจขัดขวาง
เจดีย์ล่องกำเนิด ดูดซึมพลังที่มาจากฟั้าดินเพื่อมา
เติมเต็มตัวมันเองได้
ไม่เพียงแต่เจดีย์ล่องกำเนิดจะมีความสามารถในการ
หลบซ่อนอำพราง แต่มันยังมี ขุนพลโลหิตอัสนีเทวะ
อยู่อีกด้วย ถือได้ว่าหลักประกันชีวิตเข้ามีถึงสอง!
ยามนี้ อู่ อวี้ จึงติดสินใจที่จะเข้าไปภายในสุสาน ช่วง
ชิงสมบัติภายในก่อนที่คนอื่นจะมาถึง!
เขาผูกเจดีย์ล่องกำเนิดไว้ที่เอว ปิดบังมันด้วยเสื้อ
คลุม คนภายนอกจึงไม่อาจสังเกตเห็นมัน
การเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว
“บ้าน่า ซากศพของพวกมันหายไปไหน!” ทันใดนั้น
หมิงซวง กลับอุทานขึ้นด้วยความแปลกใจ เมื่อ อู่ อวี้
ได้ยินจึงรีบหันไปดู ในตอนที่เขากำลังให้ความสนใจ
ไปที่เจดีย์ล่องกำเนิด จึงไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง
พริบตาที่เขาหันกลับมาก็ไม่เห็นซากศพของพวกมัน
ทั้งสี่แล้ว!
ซึ่งหลังจากที่ทดสอบหลายสิ่งอย่างเสร็จสิ้น เขา
เตรียมที่จะทำลายหลักฐานโดยการเผาทำลาย
ซากศพของพวกมันเป็นขั้นต่อไป
แต่ไม่คาดคิดว่ารอบด้านที่ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว
ซากศพของพวกมันทั้งหมดกลับหายไปเสียอย่างนั้น
และถึงแม้ที่แห่งนี้จะมืดมิด แต่ก็ยังคงมีแสงสลัวที่ทำ
ให้เห็นรอบด้านได้อย่างแช่มชัด กระนั้นมันกลับ
หายไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว!
เขาได้ตรวจสอบโดยถี่ถ้วน แต่กระนั้นพวกมันกลับ
หายไปโดยสมบูรณ์ กระทั่งคราบเลือดก็ยังไม่มีให้
เห็น!
มันทำให้ขนทั่วทั้งร่างเขาชูชันขึ้น!
“หรือว่าที่แห่งนี้จะมีผี!” หมิงซวง กล่าวออกมาด้วย
เสียงอันสั่นครือ
“อย่าไร้สาระน่า บนเส้นทางแห่งการฝึกตนมีภูติผีตั้ง
มากมาย แต่ที่น่ากลัวน่ะมันคือวิญญาณชั่วร้าย
ต่างหาก!”
สุดท้ายแล้วใครเป็นคนที่เอาศพของพวกมันไปกัน
แน่?
อู่ อวี้ แน่ใจว่าต้องไม่ใช่คนภายนอก ในหมู่พวกมันไม่
ใครล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของสุสานแห่งนี้
แน่นอนว่าพวกมันไม่อาจจะทำเรื่องเช่นนี้ได้
กล่าวตามตรง เรื่องนี้ทำให้เขาหวาดกลัวจนไม่เป็น
อันทำอะไรเป็นเวลานาน จิตใต้สำนึกได้บอกเขาว่ามี
บางสิ่งบางอย่างกำลังจับจ้องเขาอยู่ภายในความมืด
มิด
ฉับพลันนั้นที่ด้านนอกก็เกิดเสียงดังสนั่น
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ