กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 618 : ราชวงศมูซวี
โอรสเล่อจ้องมองเหล่าร่างไร้วิญญาณทั้งสองที่วิ่งหนี
หายเข้าไปภายในกำแพงด้วยสายตาโง่งม ดังนั้นจึงมิ
อาจตำหนิ อู่ อวี้ ว่าทำพลาดได้
“หลบหนีไปเยี่ยงนี้! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!” การ
กระทำของศพทั้งสองทำให้ ชวี่ เฟิงหยู๋ รู้สึกตกตะลึง
ยามนี้นางกำลังหดตัวอยู่ข้างกายของ ไปั๋หลี่ จุยหุน
และกล่าวออกมาอย่างเชื่องช้า
เมื่อสิ้นสุรเสียง ศพที่ถูกผีดิบทั้งสองสังหารซึ่งอยู่บน
พื้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน! ศพสตรีร่าง
นั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นผิวน้ำจนเกิดระลอกคลื่นผัน
ผวน
จากนั้นศพร่างนั้นได้จมดิ่งลงผืนดิน แม้แค่คราบ
โลหิตที่อยู่รอบๆก็ถูกดูดกลืนลงไปเช่นเดียวกัน เพียง
แค่กระพริบตาก็ซากศพผีดิบได้อันตรธานหายไปจน
หมดสิ้น จากนั้นพื้นดินกลับมาอยู่ในสภาพเดิม
การที่เห็นฉากที่เกิดขึ้นด้วยสายตาของตนเองทำให้
ทุกคนรู้สึกมึนงงยิ่งกว่าเดิม
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็รู้แล้วว่า ซากศพของพวก เซียว อี้หลี
หายไปได้อย่างไร ไม่น่าแปลกใจที่มันสามารถหายไป
ได้ในชั่วพริบตาเช่นนี้
ดูเหมือนว่าเขาพอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
แล้ว
“จวี้ หั้วอี๋!”
ร่างกายของบุรุษผู้นั้นชุ่มโชกไปด้วยโลหิต คุกเข่าลง
ต่อหน้าซากศพที่หายไป ร่ำไห้ออกมาจนแทบไม่
เหลือน้ำตา คนตายก็นับว่าแย่แล้ว แต่กระทั่งศพก็ยัง
ไม่หลงเหลือให้
เขาคุกเข่าอยู่บนพื้นเป็นเวลานาน ต่อยลงไปอย่าง
ต่อเนื่อง ร่ำไห้ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่ามันกลับ
เปล่าประโยชน์
คาดว่าสตรีผู้นั้นน่าจะเป็นคนรักของเขา เขาจึงตกอยู่
ในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้
“จวี้ หั้วอี๋ จวี้ หั้วอี๋!”
ใบหน้าของเขากลายเป็นซีดเซียว จ้องมองไปที่ อู่ อวี้
และคนอื่นๆ แม้กระลืมขอบคุณ อู่ อวี้ ที่ได้ช่วยเหลือ
ชีวิตของเขาเอาไว้
“โอรสเล่อ……”ในที่สุดเขาก็จำได้ว่าคนผู้นี้คือ โอรส
เล่อ
“เจ้าเป็นคนจากราชวงศ์มู่ซวีใช่หรือไม่ ที่นี่เกิดสิ่งใด
ขึ้นกันแน่?” สีหน้าของ โอรสเล่อ กลายเป็นจริงจัง
และเอ่ยถามออกไป
คนผู้นั้นกล่าวตอบกลับไป “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้า
กับ จวี้ หั้วอี๋ เดินมาจนถึงที่แห่งนี้ ทันใดนั้นก็ปรากฏ
เงาร่างคน 2 คน ดูเหมือนว่าพวกนางจะเป็นคนจาก
จักรวรรดิเปั่ยหมิง เป็นคนรับใช้ทั้ง 2 ขององค์หญิงกู่
ชาง แต่ว่ามันมีบางสิ่งบางอย่าผิดแผกไป จู่ๆพวกนาง
ก็ลงมือโจมตีพวกข้า ฝีมือของพวกนางน่ากลัวอย่าง
ยิ่ง และเห็นได้ชัดว่าพวกนางหมายที่จะสังหารพวก
ข้า หลังจากนั้นข้าก็สังเกตว่าท่าทางของพวกนางราว
กับซากศพผีดิบ ราวกับได้กลายเป็นหุ่นเชิดของผู้ฝึก
ตนนอกรีต แต่ก่อนเข้ามาข้ายังเห็นพวกนางเป็น
เพียงแค่คนปกติ พวกนางจะกลายเป็นหุ่นเชิดศพได้
รวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร…… ”
ใบหน้าของเขาดูหมองเศร้า มองไปรอบๆด้วยท่าที
โรยรา ใบหน้ากลายเป็นหวาดกลัว พร้อมกล่าวว่า
“มันกลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร! ที่แห่งนี้มันเป็นนรก
แบบไหนกัน! ซ้ำซากศพของ จวี้ หั้วอี๋ ก็หายไปแล้ว!
ที่แห่งนี้มันน่ากลัวมากเกินไป ข้า ข้า ข้าต้องออกไป
จากที่นี่!”
เขารีบคลานออกไปอย่างรวดเร็ว จากไปโดยไม่ได้
บอกลา โอรสเล่อ เขาทำเพียงแค่คลานหนีออกไป
ภายนอก ยามที่อยู่ภายในสุสาน การจะออกไปด้าน
นอกถือว่าไม่ได้เป็นการยากอันใด
“เรื่องนี้มันแปลกเกินไป” ชวี่ ห้าวเหยียน ขมวดคิ้ว
อู่ อวี้ กล่าวขึ้น “ข้าคิดว่ามันน่าจะเป็นอุปสรรค์ของ
สุสานแห่งนี้ ก่อนอื่น ผู้ที่เสียชีวิตไป กลับปรากฏ
ออกมาในรูปลักษณ์ของซากศพผีดิบ นี่น่าจะเป็นค่าย
กลวงเวทบางอย่างของสุสานแห่งนี้ การทำงานของ
มันสมควรเป็นการดูดกลืนซากศพไป จากนั้นค่ายกล
บางอย่างก็ถูกกระตุ้น แปรเปลี่ยนร่างกายของศพที่
ดูดกลืนไปให้แข็งแกร่งขึ้น ทำให้พวกมันกลายเป็นมือ
สังหารไม่มีวันตายของสุสานแห่งนี้ ท้ายที่สุดไม่ว่าจะ
เป็นคนหรือว่าปีศาจต่างก็ถูกสะกดพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วงอยู่ภายในสุสานแห่งนี้ หากผู้ใดถูกสังหาร
ก็จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นซากศพผีดิบ เพื่อทำให้
จุดประสงค์ของเจ้าของสุสานแห่งนี้สำเร็จ นั่นคือ ผู้
บุกรุกทุกคนจะต้องตาย”
นี่เป็นการคาดเดาของเขา
แต่ว่าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้น่าจะมีศพอยู่ไม่ถึง 10
ร่าง
เพราะว่าก่อนหน้านี้เขาได้พบเจอ เซียว อี้หลี แม้ว่า
จะเป็นเพียงแค่พริบตาเดียวก็ตาม แต่ตอนนี้เขา
มั่นใจแล้วว่า ร่างนั้นจะต้องเป็น เซียว อี้หลี อย่าง
แน่นอน
“ผู้บุกรุกจะต้องตาย!” ชวี่ เฟิงหยู๋ ที่ยังคงอยู่ใน
อาการหวาดกลัว เมื่อได้ยินประโยคนี้เข้า ใบหน้านาง
ซีดลงยิ่งกว่าเดิม เพราะมีแนวโน้มว่าคู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจ
ที่สุดหลังจากนี้ ก็น่าจะเป็นเหล่าซากศพผีดิบ และ
พวกมันก็ไม่มีวันตาย!
อีกทั้งศพเหล่านี้ยังสามารถหลบหนีไปได้ตลอดเวลา
“ก็เป็นไปได้ ตามที่ข้าเคยกล่าวไว้ บน เส้นทางเซียน
บรรพกาล แห่งนี้ย่อมมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต
กระจายไปทั่วหนแห่ง” โอรสเล่อ กล่าวพลางพยัก
หน้า
ความจริงก่อนหน้านี้ย่อมไม่ร้ายแรงถึงเพียงนี้ แต่เมื่อ
การสะกดพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงนี้ปรากฏออกมา
แม้กระทั่งยันต์เซียนบรรพกาลก็ยังไม่อาจจะใช้ได้
ดังนั้นผู้ที่ขวัญกล้าจะเข้ามายังที่แห่งนี้ จะต้องเตรียม
ใจที่จะตายเอาไว้ด้วย
อู่ อวี้ ก็คิดแบบนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามซากศพเหล่านี้ก็ไม่ครณามือเขาเสีย
เท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นที่จะต้องรู้สึกเป็นกังวล
แต่เขาก็นึกไปถึงปัญหาอีกอย่าง
“เช่นนั้นบางทีศพของ ฉลามนิรันดร์ ก็อาจจะยังไม่
ถูกเผาไป ไม่แน่ว่าในตอนนี้มันอาจจะกลายเป็นผีดิบ
ไปแล้ว คนส่วนใหญ่ล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน ดังนั้น
หลังจากนี้ยิ่งผ่านไปซากศพจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”
“ฉลามนิรันดร์!” ชวี่ ห้าวเหยียน คิดเช่นเดียวกับ อู่
อวี้ ถ้าหากว่ามันกลายเป็นซากศพ มันจะต้อง
แข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“โอรสเล่อ สถานที่อันตรายเช่นนี้ ข้าว่าพวกเราควร
จะล่าถอย…..” ชวี่ เฟิงหยู๋ กล่าวแนะนำ
“หุบปาก“ ชวี่ ห้าวเหยียน จ้องเขม็งไปที่นาง
น้องสาวของเขาช่างโง่เง่าเหลือเกิน คนอย่างโอรส
เล่อ มีหรือที่จะหวาดกลัวสถานที่เช่นนี้
อู่ อวี้ กล่าวต่อ “ไม่ใช่ว่าเราควรจะต้องเอ่ยเตือน
ผู้อื่นหรือ? ยามนี้คนส่วนใหญ่น่าจะยังไม่รู้เรื่องที่
เกิดขึ้น หากว่าพวกมันรู้ก็เป็นไปได้ที่มันจะล่าถอย
ออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ด้วยวิธีนี้จะลดอัตราการ
เกิดซากศพผีดิบได้ และพวกเราจะลงมือได้ง่ายขึ้น
มิฉะนั้นเมื่อถึงเวลาที่ทุกคนกลายเป็นผีดิบไปกันหมด
มันจะทำให้เราจัดการเรื่องต่างๆได้ลำบากขึ้น
กว่าเดิม”
เขากล่าวออกมาด้วยความเห็นใจผู้อื่น
และดูเหมือนว่า โอรสเล่อ ก็ไม่ได้เป็นคนที่เลือดเย็น
เท่าไหร่ หลังจากที่ได้ยินคำแนะนำของ อู่ อวี้ มันจึง
กล่าวมาว่า “เขาวงกตที่พิลึกเช่นนี้ พวกเราไม่มีทาง
ที่จะวนไล่บอกทีละคนๆได้ เกรงว่าจะต้องขึ้นอยู่กับ
วาสนาแล้ว เมื่อพบใครสักคนก็จงรีบบอกเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นนี้กับพวกมัน หากคนผู้นั้นเชื่อก็จะนำข่าวไป
บอกปากต่อปากเอง ส่วนใครไม่เชื่อก็สุดแล้วแต่ หาก
พลาดพรั้งตายมาก็อย่ามาได้ตำหนิพวกเรา”
นี่ถือเป็นความเมตตาอย่างถึงที่สุดแล้ว เพราะว่าคง
ไม่มีใครอยากจะออกไปจากที่แห่งนี้ เช่นพวกปีศาจ
ทั้งหลาย พวกมันย่อมไม่ยอมเชื่อพวกเขาอย่าง
แน่นอน
จากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทางต่อ
ระหว่างทางเมื่อพบกับคนอื่นๆ ชวี่ เฟิงหยู๋ ก็
พยายามจะทำให้จิตใจให้สงบที่สุด และกระจายข่าว
ไปให้มากที่สุด ในตอนที่พบกับคนจาก อาณาจักร
โบราณเหยียนหวง โอรสเล่อ ก็ได้ออกคำสั่งให้พวก
เขาทั้งหมดออกไปจากที่นี่ในทันที
อันที่จริง ข่าวนี้ได้แพร่กระจายออกไปกว้างขวางแล้ว
เพราะว่าไม่เพียงแต่พวก โอรสเล่อ เท่านั้นที่พบเจอ
กับซากศพผีดิบ แต่คนอื่นๆก็เคยพบแล้วเช่นกัน และ
ยามนี้ทุกคนกำลังช่วยกระจายข่าวด้วยเช่นกัน
ภายในสุสานแห่งนี้ มักเจอกับผู้อื่นโดยบังเอิญ
หลังจากผ่านไป 2 ชั่วยาม คนจากอาณาจักรโบราณ
เหยียนหวงส่วนใหญ่ได้รับคำสั่งจากโอรสเล่อและ
ออกไปจากที่แห่งนี้แล้ว แต่ก็ยังมีส่วนน้อยซึ่ง
ค่อนข้างมีความมั่นใจในตนเองยังคงอยู่ในสถานที่
แห่งนี้ต่อ
เหล่าปีศาจหลายคนก็ได้พบเจอกับซากศพผีดิบ
เหล่านี้แล้ว
อย่างไรก็ตามยังไม่มีข่าวว่าใครเคยได้พบ ฉลามนิ
รันดร์ เลย และหาก ฉลามนิรันดร์ ปรากฏกาย
ออกมา นั่นหมายความว่าคนที่ได้พบจะต้องตายไป
อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็ถือเป็นเรื่องใหญ่!
สุดท้ายแล้วคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในสุสานในยามนี้ จัดว่า
ล้วนแต่เป็นตัวตนที่อยู่ในระดับสูง
“อู่ อวี้ เรื่องของบรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ หลังจาก
ที่ เจียง ฉีจวิน และคนอื่นๆออกไปแล้ว ก็น่าจะไป
รายงานให้เบื้องบนได้รับรู้แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็คงจะ
เตรียมตัวกลับไปที่ ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ใช่
หรือไม่? ” โอรสเล่อ เอ่ยขึ้นระหว่างทาง
อู่ อวี้ เอ่ยออกมาอย่างไม่แน่ใจ “องค์ชาย ข้ามีเพียง
แค่ยันต์เซียนบรรพกาลที่กลับบไปยัง ทวีปแห่งทวย
เทพตงเสิ้ง เช่นนั้นข้าจึงจำต้องกลับไปที่นั่นอย่าง
แน่นอนแล้ว หากมีโอกาสในอนาคต ข้าจะลอง
พยายามข้ามมหาสมุทรและไปเยือน อาณาจักร
โบราณเหยียนหวง ให้ได้”
แน่นอนว่าเขาไม่อาจจะให้อีกฝั่ายรู้ได้ว่าตนเองได้
เตรียมพร้อมที่จะแย่งชิง ยันต์เซียนบรรพกาล จาก
คนของ อาณาจักรโบราณเหยียนหวง……..
“มีอยู่สองวิธีให้เลือก วิธีแรก หากมีใครไปเยือน ทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้ง มีความเป็นไปได้ว่าคนผู้นั้น
อาจจะพาเจ้ามายัง อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ได้
เพราะว่าสุดท้ายแล้วตัวเจ้าเองย่อมไม่รู้จักเส้นทาง
ซึ่งมันอาจจะทำให้เจ้าหลงไปอยู่ท่ามกลางฐานทัพ
ของเหล่าปีศาจได้ อย่างไรก็ตามหากเรื่องราวของ
ทวีปแห่งทวยเทพ ได้รับการแก้ไขแล้ว แต่เวลานั้น
เจ้ายังรั้งอยู่ในที่แห่งนี้ เกรงว่าคงจะไม่ค่อยหวังผลได้
เท่าไหร่นัก”
จากนั้นมันเงียบไปครู่หนึ่งและกล่าวต่อว่า “อีกวิธี
หนึ่งก็คือ รอหลังจากที่ออกไปจากสุสานแห่งนี้ก่อน
ข้าจะหาคนของ อาณาจักรโบราณเหยียนหวง และ
ให้เขาแลกเปลี่ยนยันต์เซียนบรรพกาลกับเจ้า”
มันกระทั่งกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมาอย่างง่ายดาย
การที่มันกล่าวประโยคนี้ มันย่อมทำได้อย่างแน่นอน
แต่กระนั้นจะเป็นเป็นการไม่ยุติธรรมต่อคนผู้นั้น
แต่เดิม อู่ อวี้ ได้เตรียมการไว้แล้ว หากสามารถแย่ง
ชิง ยันต์เซียนบรรพกาล ของคนจาก อาณาจักร
โบราณเหยียนหวง มาได้ เขาจะบดขยี้ยันต์เซียน
บรรพกาลแล้วไปยัง อาณาจักรโบราณเหยียนหวง
ในทันที
“วางใจเถอะ ผู้ที่จะมาแลกเปลี่ยนยันต์เซียนบรรพ
กาลกับเจ้า ข้าย่อมต้องตบรางวัลกับคนผู้นั้นอยู่แล้ว
แน่นอนว่าครอบครัวของคนผู้นั้นก็จะไปรับเขาที่
ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ด้วยตนเอง ข้าเพียงแต่รู้สึก
ว่าด้วยความสามารถที่โดดเด่นเช่นเจ้าไม่ควรที่จะ
เสียเวลาอยู่ที่ ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง”
เมื่อได้ยินโอรสเล่อกล่าวเช่นนี้ ถือว่าเป็นข่าวดี
สำหรับ อู่ อวี้
นับว่าเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกๆฝั่าย
ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่ามันก็ไม่ได้ปฏิบัติตัวกับเขา
ราวกับเป็นคนนอก
อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตอนที่หลังจากออกไป
จากสุสานแห่งนี้แล้ว
แน่นอนว่ามันคิดจะทำตามสัญญา เนื่องจากว่า อู่ อวี้
สามารถช่วยเหลือมันในสุสานแห่งนี้ได้อย่างดี
มิเช่นนั้น มันจะชื่นชอบ อู่ อวี้ ถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
“ขอบพระทัยองค์ชาย”
เมื่อเห็นว่า โอรสเล่อ ให้ความสำคัญกับ อู่ อวี้ เช่นนี้
ดวงตาของ ไปั๋หลี่ จุยหุน พลันกลายเป็นแดงก่ำ
ความจริงหลังจากที่มันได้เห็นการต่อสู้ของ อู่ อวี้
หลายครั้ง มันก็ชื่นชมพละกำลังทางกายเนื้ออันแสน
ร้ายกาจอย่างยิ่งยวด
“ก็เพียงแค่กายเนื้อเท่านั้นที่แข็งแกร่ง มันคงเป็น
เพียงเครื่องมือของ โอรสเล่อ ได้ภายในสุสานแห่งนี้
เท่านั้น นอกจากนี้ข้ายังสามารถช่วยองค์ชายในการ
ลำดับค่ายกลนี้ ตัวข้ายังมีประโยชน์ยิ่งกว่า! เมื่อออก
จากที่นี่ไป อู่ อวี้ ก็นับว่าไร้ประโยชน์แล้ว! ไม่ว่ายังไง
มันก็ไม่อาจจะนำมาเทียบกับข้าได้ ท้ายที่สุดแคว้น
วิญญาณทมิฬของข้าก็ยังสามารถเป็นกำลังให้แก่
โอรสเล่อ ได้ด้วย”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ไปั๋หลี่ จุยหุน ก็สบายใจขึ้นมาไม่น้อย
จากนั้นมันก็หันมาใช้สมองคิดวิธีไขปริศนาค่ายกลนี้
ต่อไป
ขณะที่มันได้นำทางไปเรื่อยๆ ในใจก็คิดว่าเข้าใกล้
ความจริงขึ้นมาทุกขณะ
“มาทางนี้ มาทางนี้!”
มันเดินนำจนไปถึงทาง 3 แยก และมุ่งหน้าไปยัง
เส้นทางตรงกลางอย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้นมันก็มองย้อนกลับไปทางด้านหลัง จากนั้น
มันก็หยุดก้าวเดิน พร้อมกับขบคิดขึ้น และกล่าวว่า
“ด้านหลังมีการเปลี่ยนแปลง เส้นทางที่พวกเราเดิน
มาดูเหมือนว่าจะแตกต่างไปจากเดิม”
ไม่มีใครตอบมันกลับไป เพราะว่าทุกคนก็รู้สึก
เช่นเดียวกัน
“ไม่ดีแล้ว พวกเราจะลองกลับไปยังเส้นทางเดิมดี
หรือไม่?”
”ไป” โอรสเล่อ มอบการตัดสินใจนี้ให้เขา
ต่อมาพวกเขาจึงตัดสินใจเดินย้อนกลับ
ผ่านไปครู่หนึ่ง….
ไปั๋หลี่ จุยหุน ก็หันหัววกกลับ
“ทำไมดูเหมือนว่าเส้นทางข้างหน้าเกิดการ
เปลี่ยนแปลงอีกแล้ว?”
เดินไป เดินกลับ
เป็นอย่างนี้อยู่นับสิบรอบ
และเมื่อมันหันกลับมารอบสุดท้าย ไปั๋หลี่ จุยหุน
พลันร้องอุทานขึ้นอย่างฉับพลัน มันจ้องมองไปด้วย
สายตาที่เบิกกว้าง เนื่องจากบัดนี้พวกเขากำลังเดิน
อยู่บนเส้นทางเดิม
แต่ทว่าในครั้งนี้กลับปรากฏประตูบานหนึ่งขึ้นอยู่
ด้านหน้า!
มันเป็นประตูทองสัมฤทธิ์โบราณบานหนึ่ง ที่ด้านข้าง
ของประตูมีรูปปันสิงโตศิลาตั้งตระหง่าน เต็มไปด้วย
กลิ่นอายอันทรงพลังอำนาจ
ประตูทองสัมฤทธิ์บานนี้อยู่ในส่วนลึกที่สุด ปกคลุม
อยู่ท่ามกลางความมืดมิด นับว่าประหลาดยิ่ง
อย่างไรก็ตามในที่สุดมันก็ปรากฏขึ้นแล้ว!
อย่างไรก็ตามหลังจากที่ประตูทองสัมฤทธิ์บานนี้
ปรากฏออกมา ดูเหมือนว่าทั่วทั้งสุสานแห่งนี้จะเกิด
การเปลี่ยนแปลงบางอย่าง อู่ อวี้ รู้สึกได้ว่าค่ายกล
ภายในสุสานนี้หายไป เกรงว่ามันคงจะถูกทำลายลง
ไปแล้ว
“เกรงว่าหลังจากนี้ผู้คนคงจะพบที่แห่งนี้ไม่ช้าก็เร็ว”
อู่ อวี้ กล่าว
“ถูกต้อง เป็นเพราะค่ายกลสลายไปแล้ว” ไปั๋หลี่ จุย
หุน กล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น
“เร่งมือเข้า” โอรสเล่อ ไม่พูดพร่ำทำเพลงและมุ่ง
หน้าไปยังประตูทองสัมฤทธิ์
“องค์ชาย ระวังตัวด้วย” ไปั๋หลี่ จุยหุน รีบมุ่งติดตาม
ไปอย่างรวดเร็ว “ถึงแม้ว่าค่ายกลของเขาวงกฏแห่งนี้
หายไปแล้ว แต่ไม่แน่ว่าหนทางข้างหน้ายังคงมี
อันตรายอย่างอื่นอยู่ อย่าลืมว่าสุสานแห่งนี้ไม่ได้
ต้อนรับพวกเรา”
“อืม”
โอรสเล่อ ตื่นเต้นมากเกินไป
เป็นเพราะการค้นพบสถานที่เช่นนี้ มันต้องเสียเวลา
ไปไม่น้อย
ทั้ง 5 คนรวมตัวกัน และทะยานเข้าไปภายในประตู
ทองสัมฤทธิ์อย่างระมัดระวัง
ฉับพลันนั้นเอง บนประตูทองสัมฤทธิ์พลันปรากฎรู
เล็กๆที่มีขนาดเท่านิ้วมือขึ้นมาหลายร้อยรู
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ