กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 632 : ยอดเขาอัสนี
สุสานค่อยๆถล่มลงมา พลังแก่นแท้ตำหนักม่วงและ
พลังอิทธิฤทธิ์สามารถกลับมาได้อีกครั้ง ดังนั้นภายใต้
พลังทั้งหมดของ อู่ อวี้ เขาจึงสามารถทำลายประตู
ได้ในคราเดียว
แน่นอน ประตูทองสัมฤทธิ์ค่อยๆปรากฎรอยปริแตก
และเริ่มพังทลายลง
หลังจากที่ประตูถูกทำลายลง อู่ อวี้ พุ่งทะยานเข้าไป
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เบื้องหน้าพลันปรากฎกำแพง
8 เหลี่ยม และโลงศพสีเงินทองซึ่งกำลังสั่นไหว ต่อมา
เขาได้มองขึ้นไปเทียนไขสีดำที่วางอยู่บนแท่นสูง ซึ่ง
ยามนี้มันกำลังร่วงหล่นลงมา
เขาไม่กล่าวสิ่งใด เหยียดมือออกไปคว้าเทียนหลาย
สิบเล่ม บัดนี้เขาสามารถใช้ถุงจักรวาลได้แล้ว อู่ อวี้
จึงรีบเก็บเทียนเหล่านั้นเข้าไปอยู่ภายในถุงอย่าง
รวดเร็ว
“สำเร็จ!” อู่ อวี้ รู้สึกอิ่มเอม แม้กระทั่งกระโดดโลด
เต้น หากเขาสามารถนำเทียนเหล่านี้ออกไปได้
เช่นนั้นเขาก็สามารถเก็บเกี่ยวศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดศาสตราเหล่านั้นได้!
นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อราวกับว่าเขากำลังฝัน
ไป
ยังคงไม่สายเกินไปที่จะยินดี เขารู้ดีว่า ตอนนี้ได้เวลา
ล่าถอยแล้ว
การพังทลายของสุสานนี้มันได้มอบความรู้สึกที่
อันตรายร้ายแรงถึงชีวิตให้กับเขา
พริบตาที่เขากำลังล่าถอย โลงศพสีทองและสีเงินที่
อยู่เบื้องหน้าสั่นขึ้นอย่างรุนแรง
ตุบ ตุบ ตุบ!
ดูเหมือนว่าร่างที่อยู่ภายในนั้นกำลังพยายาม
กระแทก จึงทำให้โลงศพทั้ง 2 กำลังสั่น
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อู่ อวี้ ไม่อาจประมาทได้
เขาสำแดงเคล็ดเทียมฟั้าจรดดิน ย่อร่างกายให้เล็ก
ที่สุด หลังจากนั้นพุ่งทะยานฝั่าออกไปภายนอก ยาม
นี้เหล่าหุ่นเชิดศพไม่รู้ว่าตนเองควรหลบหนีไปทิศใด
ส่วน อู่ อวี้ ได้เก็บ เจ้าเทวะเพลิงมาร กลับเข้าไปใน
เจดีย์ล่องกำเนิด อย่างรวดเร็ว
ตูม!
แต่ฉับพลันราวกับมีบางสิ่งปะทุขึ้นที่เบื้องหลังของ
เขา!
ชั่วขณะที่เขากำลังหลบหนีอย่างสุดกำลัง เขาหัน
กลับไปมอง และบัดนั้นเขาได้เห็นถึงสิ่งที่ทำให้ขนทั่ว
ทั้งร่างชูชัน เมื่อเขาหันกลับไป อู่ อวี้ ได้เห็นถึงฝาโลง
ที่ปกคลุมโลงศพระเบิดแตกกระจายกลายเป็นฝุั่นฟุั้ง
ท่ามกลางฝุั่นล่องลอยจะสามารถมองเห็นหนวดสีเทา
ซึ่งกำลังเหยียดออกมา และเลื้อยไปทุกทิศทาง
“นั่นมันอะไรกัน!”
ด้วยเนตรเพลิงของ อู่ อวี้ เขามองจึงเห็นบนโลงศพสี
ทองได้อย่างชัดเจน มีคนอยู่สามคนถูกหนวด
เหล่านั้นกำลังรัดพันอยู่ เมื่อมองลอดผ่านเข้าไปจะ
สามารถเห็นได้ว่าร่างกายของคนทั้ง 3 ได้ถูกเปลี่ยน
ให้กลายเป็นสีทองทั้งตัว กล่าวได้ว่าบัดนี้คนทั้ง 3 ได้
แปรเปลี่ยนกลายเป็นรูปปันทองคำโดยสมบูรณ์!
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ย่อมต้องรู้จักพวกเขา!
พวกเขาคือ โอรสเล่อ ชวี่ ห้าวเหยียน และ ไปั๋หลี่ จุย
หุน!
ใบหน้าพวกเขาแข็งค้าง ดูไร้ซึ่งจิตวิญญาณ บัดนี้พวก
เขาจ้องมองมายังเบื้องหน้าด้วยแววตาอันเลื่อนลอย
เมื่อเห็นสภาพนี้แล้วจึงทำให้รู้สึกหนาวเหน็บไปถึง
กระดูกดำเลยทีเดียว
ส่วนอีกด้านหนึ่ง มีหนวดกำลังล้อมรอบอยู่เหนือโลง
ศพสีเงิน ก็ปรากฏรูปร่างคนอยู่ 1 คน นั่นคือ ชวี่ เฟิง
หยู๋ ทั่วทั้งร่างของนางกลายเป็นสีเงินบริสุทธิ์
อู่ อวี้ รีบถอยห่างออกจากพวกเขา และทำได้เพียง
แค่มองอย่างเดียวเท่านั้น
จากนั้นเขาเหลือบไปเห็นหนวดที่อยู่บนโลงศพสีทอง
ซึ่งดูเหมือนว่ายามนี้มันกำลังพุ่งโจมตีเข้าใส่ตัวเขา!
มันทำให้ อู่ อวี้ ตกใจจนจิตใจหล่นวูบ โลงศพภายใน
สุสานแห่งนี้ช่างแปลกประหลาด ไม่รู้ว่าภายในนั้น
เป็นภูติผีตนใด แต่ อู่ อวี้ ไม่ต้องการที่จะกลายเป็น
เช่นเดียวกับ โอรสเล่อ และคนอื่นๆ!
เขาสำแดงเทียมฟั้าจรดดินและเคล็ดก้าวเทวะออกมา
จนถึงขีดสุด ทะยานออกไปอย่างบ้าคลั่ง อย่างน้อย
เขาก็มั่นใจในด้านความเร็วของเขา และสุสานแห่งนี้
มีขนาดไม่ใหญ่นัก ทำให้เพียงแค่พริบตาเดียว อู่ อวี้
ก็พบกับ เจ้าเทวะอัสนีโลหิต จึงกล่าวได้ว่ายามนี้เขา
ได้มาถึงปากทางเข้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เขาเร่งนำ เจ้าเทวะอัสนีโลหิต กลับเข้าไปอยู่ภายใน
เจดีย์ล่องกำเนิด ทันใดนั้นเขาก็รีบทะยานออกไป
จากสุสานแห่งนี้!
อย่างไรก็ตามเขายังไม่ได้หลุดพ้นจากอันตราย แต่
กลับรู้สึกได้ว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา! เขารู้สึก
เหมือนว่าที่ด้านหลังของเขามีพลังงานชั่วร้าย
บางอย่าง ซึ่งยามนี้กำลังใกล้เข้ามาเรื่อบๆ ทำให้
ร่างกาย อู่ อวี้ ขับเหงื่อเย็นเยียบ ขณะนั้นเขาหันหลัง
กลับไปมองและพบว่าหนวดกำลังไล่หลังมาหมาย
มาดจะพันธนาการเขาเอาไว้!
“ไปซะ!”
ในมือของ อู่ อวี้ คร่ากุมเอาไว้ด้วย ‘พลองหมื่นมังกร
พิภพอนันต์’ คนกู่ร้องคำราม ฟาดพลองเข้าใส่หนวด
ที่ไล่หลังมาจนบังเกิดเสียงดังสนั่น หนวดเส้นนั้นถูก
ฟาดจนร่นถอยกลับไปอยู่ภายในสุสาน แต่แน่นอนว่า
อู่ อวี้ ไม่สามารถทำให้อีกฝั่ายบาดเจ็บได้ อีกฝั่ายจึง
รีบยืดหนวดออกมาต่อในทันที!
หนวดสีเทาเส้นนี้ช่างน่าขยะแขยง บนหนวดเต็มไป
ด้วยรูพรุนมากมาย และภายในรูแต่ละรูราวกับว่ามัน
ได้ซุกซ่อนดวงตาเอาไว้ภายใน
เขาหันหลังกลับมาเบื้องหน้าและทะยานหลบหนี
ออกด้วยความเร็วทั้งหมดที่มี บัดนี้เขาหลบหนีมาอยู่
บนทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลได้สำเร็จ ซึ่งตัวเขาไม่
อยากจะเชื่อว่าตนสามารถหนีรอดมาได้สำเร็จ
ยามนี้ หลุมศพที่อยู่ใต้ฝั่าเท้าเกิดแรงสั่นสะเทือน
อย่างรุนแรง พื้นดินเบื้องบนเริ่มปริแตกและพังทลาย
ลง จุดนี้น่าจะเป็นตำแหน่งของสุสานที่กำลังพังทลาย
สุสานพลันยุบตัว แน่นอนว่าสุสานแห่งนี้ย่อมคงอยู่
มาอย่างยาวนาน แต่บัดนี้กลับเหลือเพียงซาก
หลังจากที่สุสานทรุดตัวลงไป อู่ อวี้ ก็หลบหนีออกไป
ไกลแล้ว ยามนี้เขาบินอยู่เหนือท้องนภาในระดับที่
ค่อนข้างสูงไม่น้อย เขาตระหนักได้ว่ายามนี้มองไม่
เห็นหนวดเหล่านั้นอีกต่อไป และเช่นนั้นย่อม
หมายถึงตัวเขาปลอดภัยแล้ว
“เจ้าผีบ้าตัวเมื่อครู่ทำให้ข้าตกใจแทบตาย” อู่ อวี้ ซึ่ง
ยังคงถือพลองหมื่นมังกรอยู่ในมือ ได้เอามืออีกข้าง
ทาบอกอย่างโล่งใจ ใบหน้าของเขาซีดขาวอย่างเห็น
ได้ชัด
“ข้าก็เช่นกัน” หมิงซวงกล่าวออกมาด้วยเสียงที่สั่น
เครือ
ยามนี้คนอื่นๆซึ่งอยู่ในที่ห่างไกลก็สามารถมองเห็นว่า
พื้นดินกำลังถล่ม สุสานนี้ถูกทำลายจนอย่างสมบูรณ์
และเมื่อคิดถึงเทียนที่เขาหยิบออกมานับสิบเล่ม
อารมณ์หงุดหงิดของ อู่ อวี้ เปลี่ยนกลายเป็นตื่นเต้น
อย่างในทันที!
“ยอดเยี่ยม!” ชีวิตคนเรามีขึ้นและก็มีลง
บางครั้ง คนเราไม่อาจจะทำนายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน
อนาคตได้
เช่นเหมือนในตอนที่ อู่ อวี้ คิดว่าตัวเขากำลังหลบหนี
ออกจากอันตราย รู้สึกตกใจกลัวจนหัวใจแทบหยุด
เต้น แต่ครู่ต่อมา ทุ่งหญ้าอันไพศาลไร้จุดสิ้นสุดกลับ
เหมือนจะประสบชะตาเดียวกับสุสานก็มิปาน!
ยามนี้ อู่ อวี้ ได้สัมผัสกับคำว่า ฟั้าถล่มดินทลาย ได้
อย่างแท้จริง ท้องฟั้าถูกฉีกกระชาก จนเกิดรอยแยก
มิติสีดำทมิฬมากมาย รอยแยกมิติแตกระแหงลุกลาม
จนทั่วทั้งทุ่งหญ้าเขียวขจีเริ่มพังทลาย
หลังจากที่รอยแตกปรากฏ ก็บังเกิดมิติบิดเบี้ยวขึ้น
ทั่วทั้งอาณาเขตเกิดมิติบิดเบี้ยวอย่างรวดเร็วเฉกเช่น
โลกมหาสมุทร และ ทะเลหมอก ก่อนหน้านี้
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เกิดการบิดเบี้ยว พริบตา
อู่ อวี้ ก็ได้ถูกม้วนกวาดไปอยู่ภายในกระแสวังวนที่
เต็มไปด้วยความโกลาหล ดูเหมือนกับว่าเขากำลัง
ล่องลอยไปมา
จนกระทั่งถึงเวลานี้ อู่ อวี้ ยังไม่อาจจะเข้าใจได้ว่า
โลกทุ่งหญ้าแห่งนี้ได้จบลงแล้ว!
มันอาจจะเกี่ยวข้องกับการทำลายสุสาน ซึ่งมันส่งผล
ให้คนอื่นๆได้ถูกผละออกจากโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน
ยามแรกที่มาถึงเขาได้อยู่ในโลกแห่งดวงดาว ครานั้น
เขาได้ทำลายวงเวทค่ายกล เมื่อมาอยู่ภายใน
มหาสมุทร ยามนั้นคือการสังหาร ราชันสรรพเทวะ
วิญญาณ ทั้งสาม เมื่อมาอยู่ภายในทะเลหมอก ยาม
นั้นเขาได้เปิดประตูลี้ลับ และสุดท้ายในโลกใบนี้ เป็น
เขาที่ทำลายสุสาน?
สุดท้ายแล้วใครเป็นผู้สร้างของเหล่านี้ขึ้นมา?
หรือว่าตลอดมาตัวเขาได้ไปกระตุกตัวแปรสำคัญเข้า
งั้นหรือ?
บัดนนี้เขากำลังลอยอยู่ท่ามกลางกระแสวังวนอย่าง
รวดเร็ว
ข่าวดีคือเขาสามารถหลบหนีออกมาจากสุสานได้
สำเร็จ
แต่ข่าวร้ายคือ เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่าเขาอุตส่าห์
ทุ่มเทความพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้รับเทียน
เหล่านี้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะหมดประโยชน์แล้ว…….
มันเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง!
อู่ อวี้ รู้สึกหดหู่จนไร้ซึ่งเรี่ยวแรง เขานำเทียนเหล่านี้
ออกมาเพื่อที่จะไปครอบครอง ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ แต่ยามนี้ทุ่งหญ้าไม่อยู่แล้ว และ
แน่นอนว่าย่อมไม่หลงเหลือ ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ ให้เก็บเกี่ยวอีกแม้แต่ชิ้นเดียว!
นี่ทำให้เขารู้สึกทรมานราวกับตายทั้งเป็น
เขาเพิ่งจะเอาชีวิตเขาไปเสี่ยงอันตรายมา แต่ทว่ามัน
กลับเปล่าประโยชน์เช่นนั้นรึ?
แน่นอนว่าหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่ลงแรงทำไป
มักจะเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์
ด้วยความหดหู่และไม่ยินยอมเช่นนี้ มันจึงทำให้เขา
แทบจะกระอักเลือดออกมา สุดท้ายมันกลับเป็นเช่น
ประโยคที่เขาเคยกล่าว ใครจะล่วงรู้ว่าในอนาคตจะ
เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง…..
การบิดเบี้ยวและเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ความจริงแล้ว
เกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วพริบตา ทุ่งหญ้าทั้งหมดถล่มลง
ภายในชั่วครู่และมลายหายไปอย่างสมบูรณ์ ต่อมาฝั่า
เท้าของเขาก็สัมผัสเข้ากับผืนดิน ยามที่เท้าของ อู่ อวี้
สัมผัสกับผืนดินนั้น เขาก็รู้ว่าบัดนี้ตนได้มาถึงสถานที่
อีกแห่งแล้ว
สิ่งที่เขารู้สึกเสียใจที่สุดคือเทียนที่เขาได้รับมาย่อมไร้
ประโยชน์ในสถานที่แห่งนี้
อย่างไรก็ตามเขาเชี่ยวชาญในการสะกดข่มอารมณ์
ตัวเอง เมื่อมาอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบใหม่
อาจกล่าวได้ว่าการรักษาชีวิตเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า
ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะปล่อยวางเรื่องนั้นไปก่อน
ชั่วครู่หนึ่งการบิดเบี้ยวของมิติก็ได้จบลง สถานที่แห่ง
ใหม่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ แล้ว
สิ่งที่เขาเห็นเป็นอย่างแรกก็คือผู้คนที่มากมายที่อยู่
รอบด้าน!
ทั้งหมดล้วนเป็นคนที่คุ้นเคยกันดี ที่นี่อาจจะเป็นคน
ทั้งหมดที่เหลืออยู่บนเส้นทางเซียนบรรพกาล ซึ่ง
บัดนี้ทุกคนได้ถูกส่งตัวมาอยู่ในที่เดียวกันทั้งหมด
และผู้ที่อยู่ใกล้ อู่ อวี้ ที่สุดก็อยู่ใกล้เพียง 3 ฉื่อ
เท่านั้น!
ทุกคนยืนแออัดกันอยู่ในสถานที่เดียวกัน!
จากนั้นเขาก็มองไปรอบๆเพื่อทำความเข้าใจใน
สภาพแวดล้อมรอบด้าน
ก่อนอื่นผืนดินที่ใต้ฝั่าเท้าเป็นดินสีดำ ทั้งแข็งและ
แห้ง ซึ่งหากมองดีๆแล้วมันกลับไม่ต่างจากทราย
ทั่วไป แต่เพียงแค่มีสีดำสนิทเท่านั้น
แม้กระทั่งท้องฟั้าก็ยังเป็นสีดำ ไร้ซึ่งแสงดวงดาว
แสงที่ส่องสว่างบนโลกใบนี้ มีเพียงแสงสีม่วงที่มาจาก
อัสนีบนท้องนภาที่ซึ่งโหมกระหน่ำอย่างไม่รู้จบ
อัสนีสีม่วงเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น มีจำนวน
มากมายนับอนันต์ราวกับเป็นบรรยากาศของวันสิ้น
โลกปกคลุมทั่วทั้งท้องนภาและกลุ่มฝูงชนเหล่านี้!
เสียงฟั้าร้องฟั้าผ่าดังกัมปนาท!
เสียงฟั้าร้องฟั้าผ่าดังจนสามารถฉีกกระชากชั้น
บรรยากาศ ระเบิดเสียงคำรามออกมาอย่างต่อเนื่อง!
อู่ อวี้ แลเห็นกลุ่มคนถูกกักขังอยู่ม่านอัสนีที่มีรัศมี
เพียง 100 จั้งได้อย่างแช่มชัด บัดนี้มีอัสนีสีม่วง
เบียดเสียดกันหนาแน่น ถักทอจนเหมือนกับตาข่ายสี
ม่วงขนาดมหึมา คาดว่ามีเพียง อู่ อวี้ ที่ย่อขนาดให้
เล็กลงที่สุดเท่านั้น จึงจะสามารถออกไปจากตาข่าย
ขนาดใหญ่นี้ได้
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ามันจะพอมีช่องว่างขนาดเล็ก
อยู่ แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามออกไป
ด้วยช่องว่างของตาข่ายนี้ จึงกล่าวได้ว่าอัสนีเบื้อง
หน้าไม่ได้กักขังพวกเขาอย่างสมบูรณ์
ฝังตรงข้าม อู่ อวี้ มีช่องว่างที่เป็นช่องทางเดินอยู่ช่อง
หนึ่ง แต่เมื่อมองลอดออกไปกลับไม่รู้ว่าหลังจาก
ออกไปได้แล้วสมควรไปยังทิศทางใดต่อ เพราะรอบ
ด้านล้วนเป็นสายอัสนีฟาดผ่าทั้งสิ้น!
แต่มีเพียงทางออกนี้เพียงทางเดียว
อู่ อวี้ เห็นได้อย่างเลือนลางว่าหากออกไปตาม
เส้นทางนี้ จะพบกับยอดเขาที่มีขนาดสูงชันอย่างยิ่ง
ซึ่งมันมีความสูงไม่ต่างจากยอดเขาชิงเทียนเลยแม้แต่
น้อย!
ทั้งสูงชัน และยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม!
ยอดเขาชิงเทียนก็เป็นดั่งยอดเขาเบื้องหน้าอัน
เลือนลาง ไม่อาจมองเห็นถึงปลายยอดได้
อย่างไรก็ตามยอดเขาแห่งนี้ มันถูกปกคลุมด้วยตา
ข่ายอัสนีสีม่วง อู่ อวี้ ลองเหลือบมองขึ้นไปข้างบน
แต่ก็ยังไม่อาจเห็นได้ว่าบนยอดเขามีสิ่งใดดำรงอยู่
สถานที่แห่งนี้ ตัวเขาใกล้ชิดกับผู้อื่นมากเกินไปจึง
รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย ดังนั้นปฏิกิริยาแรกของเขาก็
คือการปั้องกันตัว!
ในมือกระชับศาสตราเต๋าเอาไว้อย่างถนัดมือ
ทันใดนั้นเขาก็ก้มหน้าต่ำลง จากนั้นทั่วทั้งพลันผุด
เหงื่อเย็น พร้อมกับพึมพำออกมา “บ้าเอ้ย…ชิบหาย
แล้ว!”
ความทรงจำล่าสุดคือเขาได้ใช้ พลองหมื่นมังกรพิภพ
อนันต์ ฟาดหนวดที่ไล่ล่าตามหลังมา และวินาทีถัด
มาเขาก็ปรากฏตัวอยู่ที่นี่โดยที่ไม่รู้ตัว
บางทีอาจเป็นเพราะว่าหนวดเส้นนั้นมีความน่ากลัว
คุกคาม จิตใต้สำนึกจึงสั่งให้เขาถือพลองหมื่นมังกร
เพื่อเพิ่มความรู้สึกปลอดภัยให้ตนเอง และไม่ได้
คาดคิดว่าหลังจากมาถึงสถานที่ใหม่ จะมีผู้คนราย
ล้อมมากมายเช่นนี้!
เมื่อเขาปรากฏอยู่ในสถานที่แห่งนี้และยังถูก
ล้อมรอบด้วยผู้คนจำนวนไม่น้อย สิ่งแรกที่ทุกคนเห็น
จึงเป็น ศาสตราเต๋าวิถีแท้ ที่อยู่ในมือ
น่าเศร้าที่มีคนที่ อู่ อวี้ คุ้นเคยอยู่แถวนี้ด้วย
นั่นคือ จวิน เหยียนเซิง
ตัวมันนับว่าอยู่ไม่ไกลจาก อู่ อวี้ นัก ทำให้เมื่อมัน
มองเห็น พลองหมื่นมังกร จึงเอ่ยอุทานออกมาว่า “อู่
อวี้ อย่าบอกนะว่าเจ้าได้รับ ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ มาจริงๆ!”
นับว่าเป็นประโยคแรกหลังจากที่ทุกคนมาอยู่ใน
สถานที่แห่งนี้ ดังนั้นมันจึงเป็นประโยคที่ดังกึกก้อง
เปรียบเสมือนอัสนีฟาดผ่าที่ทำให้ผู้คนได้ยินอย่าง
แช่มชัด
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ