กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 638 : องคชายเฟง กับ ชิงอู หยุนซื่อ
เมื่อพลังเทียมฟั้าจรดดินผสานร่วมกับเคล็ดก้าวเท
วะ ส่งผลให้ความเร็วของเขาเหนือล้ำยิ่งกว่าว่า
อสรพิษอัสนีขย้ำ มากนัก
ทางฝังของอสรพิษขย้ำ ระหว่างที่มันกำลังติดตาม
ไล่ล่า อู่ อวี้ อยู่ ทันใดนั้นร่างของเขาก็ย่อขนาด
เล็กลงจนมีขนาดเท่ากับหัวเข่า พร้อมกับพุ่ง
ทะยานหายไปในช่วงพริบตา ส่งผลให้ยามนี้มัน
หยุดลงอยู่กับที่อย่างโง่งม
ไม่เพียงมีขนาดเล็กเท่านั้น ทว่าความเร็วยังร้าย
กาจน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ฉับพลันเขาก็
หายไปในพริบตา
อู่ อวี้ เร่งความเร็วสูงสุดไปยังทิศทางของยอดเขา
หากไม่มี องค์ชายน้อย คอยถ่วงเรื่องความเร็ว ๆ
ความเร็วในการเคลื่อนตัวของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่าง
น้อยสิบเท่า
ด้วยความเร็วนี้ท่ามกลางคนทั้งหมด เกรงว่าเขาจะ
กลายเป็นผู้สามารถขึ้นสู่ยอดเขาเป็นคนแรก
ไม่ว่า องค์ชายน้อย รวมถึงคนอื่น ๆ สามารถ
หลบหนีการไล่ล่าของ อสรพิษอัสนีขย้ำ ได้หรือไม่?
หรือจะมีอีกสักกี่คนที่ต้องออกจาก เส้นทางเซียน
บรรพกาล ก็หาได้เกี่ยวกับเขาแต่อย่างใด
หลังจาก อู่ อวี้ จากไปแล้ว องค์ชายน้อยก็หันมา
ถามพรรคพวกของตนว่า อู่ อวี้ หายไปไหน ซึ่ง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คงกล่าวโทษได้เพียงอสรพิษ
อัสนีขย้ำเท่านั้น
หลังจากทิ้งห่างออกมาได้สักระยะ อู่ อวี้ ก็ประเมิน
ว่าองค์ชายน้อยผู้นี้ หาได้มี ฝีมือความกล้าหาญ
และ ความทะเยอทะยาน เทียบเท่าได้กับ โอรสเล่อ
คาดว่าเมื่อคนเหล่านี้ต้องประสบพบเจอกับพายุ
วิกฤตโหมกระหน่ำเช่นนี้ พวกมันคงหวาดกลัวจน
หลบหนีออกไปเป็นแน่แท้
” มันเหมือน ยอดเขาชิงเทียนซูซันจริง ๆ!”
หลังจากสลัดพวกมันหลุดได้แล้ว อู่ อวี้ ก็เคลื่อน
ตัวด้วยความเร็วสูงสุด ระหว่างนั้นก็คอยกวัดแกว่ง
สายตาดูสถานการณ์โดยรอบ และเขาก็ได้เคลื่อน
ตัวผ่านคนอื่น ๆ ไม่มีผู้ใดจับสัมผัสเขาได้แม้แต่
น้อย
ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะว่าขนาดตัวของเขาเล็ก
เกินไป แม้แต่อสรพิษอัสนีขย้ำก็ยังไม่ทันสังเกตเห็น
ทว่าระดับความเร็วปัจจุบันจะสูงล้ำ แต่เขาก็ยังคง
ต้องระวังตัวอยู่บ้าง หากบังเอิญหลงเข้าไปในวง
เวทสังหาร เขาก็อาจจะตกตายเอาได้ ดังนั้นเขาจึง
เตรียมตัวบดขยี้ ยันต์เซียนบรรพกาล ในมือเพื่อ
กลับไปยัง ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ผลกำไรที่เขาเก็บเกี่ยวได้จากที่นี่นั้น
มากมายมหาศาลยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็น เจดีย์ล่อง
กำเนิด หรือ พลองหมื่นมังกร ล้วนเป็นศาสตร์ตรา
เต๋าชั้นเลิศ ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรได้
มากมายมหาศาลเช่นนี้!
ระหว่างทาง นอกจากสายอัสนีที่ฟาดผ่าลงมาอยู่
โดยรอบ กับอสรพิษอัสนีขย้ำ ที่คอยหลบเล่นซ่อน
ตัวอยู่ในความมืดมิดเฝั้ารอคอยโจมตีสังหารผู้คน
นอกจากนั้นก็ไม่มีอันตรายอันใดแล้ว
เพียงชั่วพริบตาเขาก็มาถึงยอดเขา เมื่ออยู่ใน
ตำแหน่งปัจจุบัน ถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้ยิน
เสียงกรีดร้องของผู้คน ด้วยเพราะเขาทิ้งห่างจาก
คนข้างหลังมากนัก
“ที่นี่คล้ายคลึงกับ อาณาเขตกระบี่แก่นแท้ ไม่น้อย
เลย!”
ตลอดการเดินทาง เขาค่อนข้างให้ความสนอก
สนใจกับภูมิทัศน์ของภูเขาลูกนี้ นั่นก็เป็นเพราะ
ภูเขาลูกนี้มันช่างคล้ายคลึงกับ ยอดเขาชิงเทียนซู
ซัน ไม่ว่าจะเป็นก้อนศิลา หรือ สถานที่หลายแห่ง
มันช่างคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามมันหาใช่ ยอดเขาชิงเทียนซูซัน
เขายังคงเดินหน้าต่อไปด้วยความเร็วสูงลิ่ว ร่างเล็ก
ๆ ของเขากำลังเคลื่อนตัวผ่านปั่าศิลา ด้วย
ความเร็วที่สูงล้ำเสียยิ่งกว่าสายอัสนีที่ฟาดผ่าลงมา
เสียอีก
“อู่ อวี้! ”
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงใครบางคนเอ่ยนามของ
ตนเองขึ้น ด้วยการเคลื่อนตัวความเร็วสูงเช่นนี้ ถ้า
คนผู้นั้นสามารถสังเกตเห็นเขาได้ ก็แสดงว่ามัน
จะต้องมีพลังฝีมือสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง
ในความเป็นจริง อู่ อวี้ ก็สังเกตเห็นบุคคลผู้นี้แล้ว
แต่เขาไม่คิดว่าอีกฝั่ายจะสามารถเห็นตนเอง
หวืดดดดดดด!
คนผู้นี้เคลื่อนเข้ามาด้วยความเร็วที่สูงล้ำ พร้อมกับ
ตะโกนร้องเรียกนาม อู่ อวี้ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึก
ลังเลเล็กน้อย แล้วทันใดนั้นเองคนผู้นั้นก็มายืน
ขวางอยู่ตรงด้านหน้าของเขา
ชายหนุ่มผู้นี้สวมใส่อาภรณ์ด้วยชุดคลุมสีดำ
ภายใต้อาภรณ์สีดำนี้คือผิวหนังอันขาวซีด เส้นผม
สีดำปกคลุมใบหน้า หากมองลึกลงไปจะเห็น
ดวงตาสีแดงเข้ม ดวงตาสีแดงเข้มคู่นี้ชวนให้รู้สึก
น่าสะพรึงกลัวสยดสยองเป็นยิ่งนัก รอบตัวมีไอ
หมอกสีดำปกคลุมอยู่ สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งไปกว่า
นั้นก็คือ ภายใต้เสื้อคลุมสีดำทมิฬ แม้ว่าจะไม่มีลม
โชยพัดแม้แต่น้อย แต่กลับได้ยินเสียงภูติผีกรีดร้อง
ออกมาอย่างโหยหวน ราวกับว่ามี ภูติผีวิญญาณ
ร้าย จำนวนมหาศาลหลบซ่อนอยู่ภายในนั้น
มันผู้นี้จะต้องเป็นผู้ฝึกตนนอกรีตอย่างแน่นอน!
บนชุดคลุมสีดำยังมีหยาดโลหิตบางส่วนติดอยู่ มัน
ดูเสมือนกับดอกบุปผาสีแดง กลิ่นอายที่โชยออกมา
เป็นเสมือนดั่งกลิ่นอายโลหิต
อู่ อวี้ เดินทางมาอยู่ในความสูงระดับนี้ แต่กลับพบ
เจอคนไม่ธรรมดาเช่นนี้ เขาจึงรู้ดีว่ามันผู้นี้คือใคร
ภายใน ดินแดนโบราณเหยียนหวง มีอาณาจักรที่
ถูกปกครองด้วยผู้ฝึกตนนอกรีต ซึ่งมันก็คล้ายคลึง
กับ สี่หมู่เกาะแห่งตงหยาง ทว่ามันมีขนาดใหญ่โต
กว่า สี่หมู่เกาะแห่งตง มากนัก อู่ อวี้ เคยพบเจอ
กับคนของ อาณาจักรผู้ฝึกตนนอกรีต ผู้นี้มาก่อน
มันมีนามว่า องค์ชายเฟิง
อาณาจักรผู้ฝึกตนนอกรีต นี้มีชื่อว่า ‘ราชวงศ์มาร
ฟั้า’ จักรวรรดิแห่งนี้มีความแข็งแกร่งเป็นยิ่งนัก
มันบ่มเพาะสร้างผู้ฝึกตนนอกรีต มาก
ความสามารถขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ภายใน
ดินแดนโบราณหยานหวง นรกบนดินแห่งนี้จึงมี
ชื่อเสียงเลื่องลือเป็นอย่างมาก!
องค์ชายเฟิง เป็นผู้นำกลุ่มคนของ ‘ราชวงศ์มาร
ฟั้า’ ทั้งยังมีศักดิ์ฐานะเฉกเช่นเดียวกับ โอรสเล่อ
ได้ยินผู้คนเรียกนามมันว่า ‘องค์ชายเฟิง’
‘องค์ชายเฟิง’ เป็นคนของ ‘ราชวงศ์มารฟั้า’
อำนาจของคนผู้นี้ใช้เพียงฝั่ามือเดียวก็สามารถปิด
ซ่อนผืนฟั้าได้ คาดว่ามันเป็นหนึ่งในผู้เยาว์ที่มีอายุ
ต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งไม่มีผู้ใดเสมือนมัน อีกทั้งมันยัง
เป็นหนึ่งในคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือฉกาจ สำหรับโอรสเล่อ
อีกด้วย!
” อู่ อวี้ เจ้าจงมอบ ศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ มาให้ข้าซะดี ๆ” เมื่อองค์ชายเฟิงเห็น อู่
อวี้ มันก็กล่าวประโยคนี้ขึ้นมาในทันที หลังจากนั้น
มันก็กางมือขวางทางของ อู่ อวี้ อย่างไม่เกรงกลัว
อาจด้วยเพราะมันมีพลังฝีมืออยู่ในระดับ ก่อร่าง
กำเนิดจิตเทวะ ขั้นที่ 6 นอกจากนี้ผู้ฝึกตนนอกรีต
ยังมี วิชาเวท อยู่มากมาย มันจึงมั่นใจในการโจมตี
เป็นอย่างมาก
มันกล่าวขึ้นด้วยถ้อยคำเรียบง่าย และ
ตรงไปตรงมา
อู่ อวี้ โบกมือแล้วพูดว่า ” หากข้าไม่ส่งมอบมัน
ให้แก่ท่าน หลังจากออกจากสถานที่แห่งนี้ ท่านก็
คงพากองทัพไปถล่ม ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง เพื่อ
ตามหาข้า แล้วก็จับครอบครัวข้ามาข่มขู่ใช่
หรือไม่? ”
องค์ชายเฟิง ตอบอย่างเรียบง่ายว่า “ข้าเพียงแค่
ต้องการ ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ เท่านั้น
หาได้ต้องการทำร้ายผู้บริสุทธิ์แต่อย่างใด แต่ถ้าเจ้า
บีบบังคับข้าจนไร้ซึ่งหนทาง ข้าก็จะแสดงให้เจ้า
เห็น ว่าผู้ฝึกตนนอกรีตอย่างเรา ๆ จะจัดการกับผู้
บริสุทธิ์เหล่านั้นเช่นไร ข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจที่
ต้องเกิดมายังโลกใบนี้ ”
มากเกินไปแล้ว …
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ก็ถูก เซียว อี้หลี ขู่กรรโชกเช่นนี้
หลังจากนั้น เซียว อี้หลี ก็ถูกเขาสังหารจนตกตาย
ไป
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า สำหรับตัวเขาแล้วการข่มขู่
เช่นนี้เป็นสิ่งที่ยากจะเกินจะทานทน
เขาเป็นผู้มาจาก ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง มาเพื่อ
สะสางเรื่องของ บรรพชนมารกลืนสวรรค์ จึง
จำเป็นต้องกระจายข่าวให้ทุกคนได้ล่วงรู้เรื่องนี้ ซึ่ง
มันก็กลายเป็นดาบสองคม เนื่องจากพวกมันต่าง
เอาจุดอ่อนในเรื่องนี้มาใช้ข่มขู่เขา เรื่องที่เขา
เดินทางมาจาก ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง เพียง
ลำพัง ตอนนี้เขารู้สึกโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง แต่เพราะ
เขาสะกดข่มโทสะไว้ จึงไม่มีผู้ใดสัมผัสมันได้!
สิ่งนี้ทำให้ อู่ อวี้ เกิดโทสะจนยากจะควบคุมอีก
ต่อไป
” ข้าคงให้ไม่ได้ ส่วนการที่เจ้าข่มขู่ข้าเช่นนี้ ข้าขอ
สัญญาเลยว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สักวันหนึ่ง ข้า
จะชดใช้คืนให้เป็น 10 เท่า! ”
การที่เขากล่าวเช่นนี้ไม่มีแอบแฝงใดอื่น แต่ยามนี้
ความแข็งแกร่งของเขานั้นยังไม่สามารถต่อกรกับ
ยอดฝีมือระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะขั้นที่ 6 ได้
เพราะก่อนหน้านี้ ตัวเขาก็หาใช่คู่ต่อสู้ของ เซียว อี้
หลี ด้วยซ้ำ
บางครั้งความเกลียดชัง และ การสังหารก็ถูก
ตัดสินด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น
“ เป็นเพียงชนชั้นล่างอันต้อยต่ำที่ไร้ซึ่งภูมิหลังใด
ๆ ยังคิดจะต่อกรกับข้า? ภูมิหลังของข้าคือราชวงศ์
ผู้ฝึกตนนอกรีตอันยิ่งใหญ่มากที่สุด เป็นหนึ่งใน
ราชวงศ์ที่แข็งแกร่งมากที่สุดในชมพูทวีปโลกธาตุ
ส่วนเจ้าก็เป็นแค่สุนัขจรจัดจากเขตทุรกันดารเพียง
เท่านั้น การที่กล่าวเช่นนี้ต่อหน้าต่อบุคคลอัน
ยิ่งใหญ่ ไม่คิดว่ามันดูโง่เขลาไปหน่อยหรือ? อู่ อวี้
ถึงแม้ว่าในตอนนี้เจ้ากับข้าจะเผชิญหน้ากันเช่นนี้
แต่จงอย่าได้คิดว่าตนนั้นเท่าเทียมกับข้า ชีวิตอัน
ต้อยต่ำของเจ้า เมื่อเทียบกับองค์ชายน้อยแล้ว ยัง
ถือว่าห่างกัน 30 เท่าสามชั้นสวรรค์ ”
องค์ชายเฟิง หัวเราะเยาะเย้ยพร้อมกับ ๆ เอ่ยขึ้น
อย่างไม่ไว้หน้า
” ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้า
สมควรได้ครอบครอง จงส่งมอบมันมา แล้วข้าจะ
ไว้ชีวิตเจ้า มิเช่นนั้น ข้าจะใช้วิชาของผู้ฝึกตนนอก
รีต ทำให้เจ้าทนทุกข์ทรมานเจ็บปวดไปจนชั่วนิ
รันดร์ อ้อ บอกเลยว่านี่ไม่ใช่คำขู่ ” จากนั้นมันก็
เอื้อมมือออกไป แล้วเดินเข้ามาหาเขา
ความเกลียดชังและความโกรธแค้น ถูกฝังแน่นตรา
ตรึงอยู่ภายในจิตใจของเขา
นี่เป็นครั้งแรกที่คนทั้งสองได้เผชิญหน้ากัน แต่
กระนั้นมันกลับนำพาคำพูดอันแสนอัปยศมาให้แก่
อีกฝั่าย บัดนี้มันได้แตะต้องสัมผัสกับเกล็ดย้อน
มังกรของ อู่ อวี้ เข้าแล้ว ส่งผลให้มันเปลี่ยนเป็น
ความเกลียดชัง ที่ต้องชำระด้วยชีวิตและความตาย
เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่สามารถสั่นคลอนจิตใจของ
อู่ อวี้ ได้ เขาจะจดจำสิ่งที่องค์ชายเฟิงกล่าวไว้ใน
ส่วนลึกจิตใจ ปล่อยให้หลังจากนี้ในอนาคต เมื่อวัน
เวลาผ่าน ๆ ไปหลายปี แล้วจะได้รู้กัน
ไม่ว่าสิ่งใดที่ผู้อ่อนแอกล่าวออกไปในตอนนี้ ก็จะ
กลายเป็นเพียงลมปาก กลายเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ
ที่ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ
” แปั๊ะ?แปั๊ะ? ” ทันใดนั้นก็มีเสียงปรบมือดังขึ้น
ปรากฏว่ามีใครคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาจากทางฝัง
ด้านขวา ถึงแม้ร่างของบุคคลนี้จะยังไม่ปรากฏขึ้น
แต่เสียงที่ดังออกมาก่อน ก็ฟังดูอ่อนโยนเป็นอย่าง
ยิ่ง ทั้งยังอ่อนนุ่มสง่างาม ทำให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลาย
เมามายไปกับเสียงนี้
” ราชวงศ์มารฟั้า เป็นราชวงศ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในผู้
ฝึกตนนอกรีตตั้งแต่เมื่อไหร่ ‘อาณาจักรเมฆา
ทะยาน’ ของข้า ไม่ค่อยเห็นด้วยกับเรื่องนี้สัก
เท่าใดนัก ”
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็ได้ยินเสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้น
ชายผู้นี้สวมใส่ชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ ถูกแต่ง
แต้มประดับประดาไปด้วยดอกซากุระสีชมพู เกศา
ยาวประบ่า แต่ดูแตกต่างจากองค์ชายเฟิง คนผู้นี้มี
เกศายาวเสมือนดั่งธารน้ำตก ดูสะอาดสะอ้าน
เรียบร้อย ผมดำส่องประกายเงางาม เมื่อมองเลื่อน
ลงมายังใบหน้า องค์ประกอบทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็นตา
หูจมูกปาก ล้วนประณีตวิจิตรบรรจงอย่างยิ่ง
ดวงตาคู่กระจ่างใสส่องประกายแสงสีชมพูออกมา
อย่างเบาบาง ต่อให้เป็นบุรุษเพศเมื่อได้แลเห็นมัน
ก็ยังคงรู้สึกตาพร่ามัวจากความเจิดจ้านี้เล็กน้อย
ถึงแม้คนผู้นี้จะเป็นบุรุษ แต่ก็ดูบอบบางบริสุทธิ์
เป็นอย่างยิ่ง คงมีสตรีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่
สามารถเทียบเคียงกับบุรุษผู้นี้ได้ ต่อเป็นสตรีที่
งดงามเลิศล้ำจนล่มเมือง แต่ก็ไม่สามารถนำมา
เทียบเคียงกับบุรุษผู้นี้ได้อยู่ดี!
พลังอำนาจที่แผ่กระจายมาจากร่างของมัน
บริสุทธิ์เสมือนดั่งเซียนอมตะก็มิปาน ทุกลมหายใจ
และกลิ่นอายที่ส่งออกมาจากร่างของมัน บริสุทธิ์
มากเสียจนดูราวกับมีเพียงแค่เซียนอมตะเท่านั้นที่
จะมีได้ คงมีเพียงผู้ที่ไม่เคยสังหารมนุษย์คนใด
ตราบชั่วชีวิต ถึงจะมีกลิ่นอายเช่นนี้ได้
หากไม่ใช่เพราะมันแย้งต่อองค์ชายเฟิงว่า
‘อาณาจักรเมฆาทะยาน’ เหนือล้ำกว่า ‘ราชวงศ์
มารฟั้า’อู่ อวี้ คงไม่รู้เลยว่า มันเป็นผู้ฝึกตนนอกรีต
” ชิงอู๋ หยุนซื่อ ในที่สุดเจ้าก็ยอมรับเสียทีว่าตน
เป็น ‘ผู้ฝึกตนนอกรีต’ ‘อาณาจักรเมฆาทะยาน’
ของเจ้า เป็นส่วนหนึ่งของพิภพพญามาร อันมืดมิด
ทมิฬด้วยงั้นรึ?” องค์ชายเฟิงกล่าวเยาะเย้ย
ชายหนุ่มผู้มีนามว่า ‘ชิงอู๋ หยุนซื่อ’ สายศีรษะ
พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ” มิใช่ ข้ายอมรับว่าเป็นผู้ฝึก
ตนนอกรีต แต่ข้าบริสุทธิ์กว่า อาณาจักรเมฆา
ทะยานของข้า บำเพ็ญเพียรในวิถีมารดั้งเดิม การ
ฝึกฝนบำเพ็ญตนในมหาวิถีมารของข้า แตกต่างกัน
อย่างใหญ่หลวง กับ วิถีการบำเพ็ญตนสกปรก ๆ
ของเจ้า ”
องค์ชายเฟิง หัวเราะจากนั้นก็กล่าวว่า ” แต่มันก็
ร้ายกาจอย่างสุดจะเปรียบปาน หากแต่ปิดซ่อน
ความโหดเหี้ยม แล้วจะเรียกมหาวิถีมารได้เช่นไร?
ผู้คนจากอาณาจักรเมฆาทะยานของเจ้า ชอบเส
แสร้งหลอกตัวเอง ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรใน
วิถีมารที่แท้จริงอย่างข้า พวกเจ้าจะเป็นแค่
สุภาพบุรุษจอมปลอมที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต
เพียงเท่านั้น แต่ก็นะยังไง ๆ มันก็ไม่เท่าผู้ฝึกตนใน
วิถีแห่งเต๋าอยู่ดี ”
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองเป็นศัตรูกัน ดังนั้นเมื่อพวกมัน
พบหน้า จึงฉะใส่กันทันที หากตัดสินจากความ
ขัดแย้งระหว่างพวกมัน เมื่อได้เผชิญหน้ากันใน
วันนี้ ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้ได้
อู่ อวี้ ไม่เคยพบเห็น ชิงอู๋ หยุนซื่อ มาก่อน คาดว่า
คนผู้นี้คงลึกลับยากจะหยั่งถึงเป็นอย่างยิ่ง
ไม่เช่นนั้น องค์ชายเฟิงคงไม่แสดงท่าทีหวาดกลัว
เช่นนี้ ซึ่งนี่แสดงเห็นว่ามันไม่ได้ด้อยไปกว่า องค์
ชายเฟิง เลย
ดูเหมือนว่า ชิงอู๋ หยุนซื่อ รู้สึกเกียจคร้านเกินไปที่
จะมาโต้เถียงกับองค์ชายเฟิง จากนั้นมันก็ชี้นิ้ว
มายัง อู่ อวี้ พร้อมกล่าวว่า ” ศาสตราวิถีแท้ชิ้นนั้น
ข้าต้องการมัน เจ้าคิดจะแย่งชิงไปจากมือของข้า
อย่างนั้นรึ? อู่ อวี้ ข้าขอบอกเจ้าไว้ก่อนเลยว่า
‘อาณาจักรเมฆาทะยาน’ ของข้า อยู่ทางทิศ
ตะวันออกสุดของ ดินแดนโบราณเหยียนหวง แค่
เพียงไม่นานก็ไปถึง ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ของ
เจ้าแล้ว จงคิดดูให้ดี ๆ ว่าผู้ใดเป็นภัยคุกคามใหญ่
มากที่สุด ”
อีกฝั่ายหาได้ใส่ใจในศักดิ์ศรีของ อู่ อวี้ มันมิได้
แยแสเขาแม้แต่น้อย
เนื่องจากมันคิดว่าตนมีศักดิ์ฐานะและตัวตนอัน
ยิ่งใหญ่
“ เจ้าคิดจะแย่งชิงข้างั้นรึ? ชิงอู๋ หยุนซื่อ ดู
เหมือนว่าบทเรียนที่ข้าให้แก่เจ้า เมื่อ 10 ปีก่อน
คงจะยังไม่เพียงพอ!” ตอนนี้โทสะของ องค์ชาย
เฟิง พุ่งถึงขีดสุด
ชิงอู๋ หยุนซื่อ กล่าวขึ้นอย่างเย้ยหยันว่า ” เมื่อ 10
ปีก่อน เจ้าได้ใช้วิชาต่ำช้าเอาชนะข้า หากไม่ทำ
เช่นนั้นคิดจริง ๆ หรอว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได้? ถ้า
เช่นนั้นก็จงเข้ามาต่อสู้กับข้าอย่างตรงไปตรงมา ”
ระหว่างที่พวกมันทั้งสองกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น อู่
อวี้ ก็รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์จะอยู่ที่นี่อีกต่อไป
ช่วงเวลานี้เขายังคงรั้งสภาพวิชาเทียมฟั้าจรดดิน
ย่อขนาดตัวให้เล็กลงที่สุด เมื่อเห็นว่าพวกมันมิได้
แยแสเขาอีกทั้งยังเอาแต่เถียงกันอยู่ได้ เขาจึง
กระแทกเท้าลงสู่พื้นอย่างรุนแรง พร้อมกับดีดตัว
พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วถึงขีดสุด
อยู่ที่นี่ต่อไปก็เสียเวลาเปล่า ๆ
“คิดหหนีรึ!”
พวกมันทั้งสองล้มเลิกความคิดที่จะต่อสู้กัน แล้ว
ตัดสินใจมาไล่ล่าติดตามแทน แต่แน่นอนว่าพวก
มันไม่สามารถตาม อู่ อวี้ ได้ทัน
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ