กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 666: หายไป
ไม่ไกลจากนั้น อู่ อวี้ กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ภายใน
กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
เหล่าพี่น้องจาก ค่ายเทียมฟูา ก็อยู่ที่นี่ด้วย
เช่นเดียวกัน อีกทั้งความก้าวหน้าของแต่ละคนก็
นับว่าไม่น้อยทีเดียว
สำหรับตอนนี้ อู่ อวี้ มีทรัพยากรมากมาย ทว่า
สถานการณ์ปัจจุบันมันค่อนข้างซับซ้อน เขาถึงไม่
สามารถแจกจ่ายทรัพยากรคนในค่ายได้
เขาค่อนข้างให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของ
นครจักรพรรดิเพลิง จากการประเมินของเขา
‘กองทัพมังกรเพลิง’ คงจะปลดพันธนาการของ ‘ยันต์
กำเนิดสองเขตแดนจองจำ’ ออกในเร็ววันนี้ เพื่อ
จัดการกับ ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในตอนนี้นับว่า เกินความ
คาดหมายของเขามาทีเดียว ปัจจุบันภายใน นคร
จักรพรรดิเพลิง ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ อู่ อวี้
แฝงตัวหลบซ่อนเร้นจากสายตาของพวกมัน
บางครั้งก็แลเห็น หวู่อวิ๋น และ หยางเฉียง ทำหน้าที่
เผ็น ‘ผู้พิทักษ์มังกรเพลิง ’ เฝูาพิทักษ์อยู่หน้าประตู
นคร คอยปูองกันไม่ให้พูดไปก้าวล้ำเข้ามาด้านใน
อย่างเด็ดขาด
เขาไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น
อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัย เขาจะต้องซุ่มรอดู
สถานการณ์ต่อไปเท่านั้น
บางครั้งเขาก็พูดคุยกับ องค์หญิงโย่วเสี่ย ซึ่ง อู่ อวี้ ก็
ได้รู้ว่าหลังจากที่ องค์หญิงโย่วเสี่ย ออกมายังโลก
ภายนอก ก็จะมีเหล่าอาวุโสของ องค์ชายน้อย ,
มังกรเหมันต์พิสุทธิ์เก้าดารา , เฟิง เจี้ยนชิง , รวมถึง
ผู้อาวุโส ฯลฯ รอฟังข่าวจากนาง แต่นางก็บอกปัด
ไป โดยอ้างว่าไม่พบเจอกับคนอื่น ส่วนเรื่องที่นาง
ต้องออกจาก เส้นทางเซียนบรรพกาล เพราะนาง
กำลังนางตกอยู่ในอันตราย
ทุกวันนี้คนของชมพูทวีปโลกธาตุ เชื่อว่ายังมีคน
หลงเหลืออยู่ภายใน เส้นทางเซียนบรรพกาล เพียง
ไม่กี่คนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงไม่ได้วิตกกังวล
อันใด
แล้วหนึ่งในนั้นคือชายผู้มีนามว่า อู่ อวี้
ปัจจุบันเรื่องราวเกี่ยวกับ อู่ อวี้ ได้แพร่กระจายไป
ทั่วทั้งชมพูทวีปโลกธาตุ ชื่อเสียงของเขานับว่าเลื่อง
ลือแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งข่าวเรื่องที่เขาได้ครอบครอง ‘ศาสตราวิถีแท้
สุดยอดวิญญาณ’ ได้แพร่กระจายออกไปอย่าง
กว้างขวางด้วยเช่นกัน
อู่ อวี้ รับรู้เรื่องเหล่านี้จากการบอกเล่าของ องค์
หญิงโย่วเสี่ย ส่วนเรื่องที่นางถูก ‘วงเวทพันธะโลหิต
ควบคุมวิญญาณ’ ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ส่วนอีกด้านฝั่งของ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง มันมองมา
ทาง อู่ อวี้ ด้วยสายตาแดงก่ำแล้วพูดว่า “อู่ อวี้ เจ้ารู้
หรือไม่ว่า เหว่ยเอ๋อ ได้หายตัวไปนานกว่าสามเดือน
แล้ว”
“อะไรนะ!” เมื่อได้ยินเรื่องนี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกตื่นตระหนก
เป็นอย่างมาก ภายในหัวมีภาพความทรงจำเก่า ๆ
เมื่อครั้ง หนานกง เหว่ย ยังคงเยาว์วัยแล่นเข้ามา
อย่างรวดเร็ว ทุกภาพความทรงจำที่เขาทั้งสองได้อยู่
ด้วยกัน ความรัก ความคนึงหา ความไม่พอใจ ความ
เกลียดชัง ทุกสิ่งทุกอย่างพรั่งพรูถาโถมเข้ามาอย่าง
มากมาย
หนานกง เหว่ย หายไป!
นับตั้งแต่มาถึงยังไม่มีผู้ใดบอกข่าวเล่าเรื่องนี้ให้แก่
อู่ อวี้ ได้รับฟัง
เขาไม่คิดว่าตัวเองจะรู้สึกไม่สบายใจ ทั้งยังกังวล
มากมายถึงเพียงนี้ หรืออาจเป็นเพราะว่าเขายัง
ห่วงใยนางอยู่ก็ได้ บางทีนางเองอาจจะไว้วางใจใน
ตัวเขามาก จนเกิดเป็นสายสัมพันธ์บางอย่างขึ้น
“เกิดอันใดขึ้น?”
สภาพของ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ทรุดโทรมลงไปมาก
นอกจากเขาจะสูญเสียฮูหยินอันเป็นที่รักไป แล้ว
ตอนนี้มันยังต้องสูญเสียบุตรสาวอันเป็นที่รักไปอีก
คน การสูญเสียจากสตรีอันเป็นที่รักทั้งสองทำให้มัน
ดูแก่ชราทรุดโทรมลงไปมาก ความแข็งกร้าวหยิ่ง
ทะนง เสมือนเมื่อครั้งก่อนเก่าหายไปอย่างสิ้นเชิง
เขาส่ายศีรษะแล้วพูดว่า ” ข้าเองก็ไม่รู้ นี่เป็นครั้ง
แรกที่นางหนีออกจาก เขาชิงเทียนซูซัน แล้วไม่มี
เบาะแสหรือร่องรอยติดตามใด ๆ เลย เดิมทีข้าคิด
ว่านางอาจกำลังซุ่มฝึกซ้อม หรือไม่ก็พยายามพักฟื้น
รักษาหัวใจ หลังจากการต่อสู้บน เขาเซียนซ่าง
หยวน จิตใจของนางก็ดูย่ำแย่มาก ข้าเองก็เป็นห่วง
นางเช่นกัน ข้าพยายามพูดคุยกับนางอยู่บ่อยครั้ง ซึ่ง
ก็ดูเหมือนว่านางดีขึ้นมาก แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งนาน
ก็หายไป โดยไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ เลย ”
อู่ อวี้ รีบถาม ” เรื่องเช่นนี้เป็นไปได้อย่างไร แล้ว
ท่านพบนางหรือยัง ? “
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ตอบอย่างคนอับจนหนทาง ”
ก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าตามหานางมาสองสามเดือนแล้ว
ข้าหมดหนทางที่จะติดต่อนาง ไม่ว่าจะเป็นยันต์
สื่อสาร ตราประทับสื่อสาร ทำแม้กระทั่งล่อง
มหาสมุทรตามหานาง ก็ยังไม่พบร่องรอยของนาง
แม้แต่น้อย ถ้านางไม่ปรารถนาที่จะเจอข้า ๆ ก็คงไม่
มีทางหานางพบ ที่ทำให้ข้ากังวลใจมาก ๆ ก็คือ เหว่
ยเอ๋อ ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน แม้ว่าน่าจะชอบหนี
ออกจากบ้านบ่อย ๆ ไปเที่ยวเล่นตามประสาของ
นาง แต่นางก็ไม่เคยหายไปไหน หายเข้ากลีบเมฆไร้
ซึ่งข่าวคราวเช่นนี้ อย่างน้อยนางก็ยังเคารพบิดาของ
ตน ”
จากสภาพของเขา เห็นได้ชัดว่าเขาเจ็บปวดกับเรื่อง
นี้มาก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ดูแก่ชราลงไปมากเช่นนี้
ภายในหัวใจของ อู่ อวี้ ยังคงรู้สึกสับสนปั่นปุวนอยู่
บ้างเล็กน้อย ถึงแม้ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสอง
จะถึงขั้นแตกหักกันไปแล้ว ถึงกระนั้นเขาก็ไม่
ต้องการเห็น หนานกง เหว่ย เป็นอะไร
” ไม่มีข่าวคราวแม้แต่น้อย อยู่ ๆ นางก็หายไปอย่าง
ไร้ร่องรอย นางไม่ควรทำถึงขนาดนี้ ต้องมีบางอย่าง
เกิดขึ้นแน่ ๆ ท่านบอกว่าก่อนนางจะหายตัวไปนาง
ยังอยู่ที่ เขาชิงเทียนซูซัน วงเวทปูองกันที่ตั้งอยู่บน
เขาชิงเทียนซูซัน มีปฏิกริยาใด ๆ เลยงั้นหรือ ? ”
จากนั้น อู่ อวี้ ก็เอ่ยถามขึ้นอีกว่า ” แล้วตราสาวกล่ะ
ก็ยังหานางไม่พบนั้นหรือ ?”
ศิษย์ทุกคนของ นิกายเซียนซูซัน จะมีตราติดตัว
แม้แต่หนานกง เหว่ย ก็มีด้วยเช่นกัน
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ส่ายศีรษะแล้วพูดว่า ” ข้าหา
ไม่เจอ แต่ข้าก็มั่นใจได้ว่านางยังไม่ตาย ”
อันที่จริงแล้วตราสาวก ได้แพร่หลายไปทั่วทั้งชมพู
ทวีปโลกธาตุ ซึ่งหลาย ๆ คนก็มีมันติดตัวอยู่
เมื่อไหร่ที่คนผู้นั้นตกตาย ญาติสนิทมิตรสหายคนที่
รักก็จะทราบเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามเมื่ออยู่ภายใน
เส้นทางเซียนบรรพกาล ไม่ว่าการติดต่อสื่อสารใด ๆ
ก็จะถูกตัดขาดลงอยางสิ้งเชิง แม้แต่องค์ชายน้อยก็
ยังถูกสังหารจนตกตายไป ซึ่งถ้าหากตราสาวกไม่
ทำงาน คนที่อยู่ข้างนอกก็ไม่มีทางล่วงรู้ได้
ตราบใดที่ยังคงมีชีวิต ก็จะยังมีหวังเสมอ
” อู่ อวี้ ข้ารู้ว่าอนาคตของเจ้านั้นไร้สิ้นสุด ข้ารู้ว่าเจ้า
กับนางขัดแย้งกันอยู่ แต่ข้าก็ยังหวังว่า…ถ้าเจ้าพอมี
เวลาว่างจะช่วยข้าตามหานางอีกแรง อย่างน้อยก็
ช่วยข้ายืนยันความปลอดภัยของนาง ในชีวิตนี้ถ้าไม่
เคยขอร้องผู้ใด แต่ครั้งนี้ได้โปรดช่วยข้าด้วย ”
ความรักของบิดาที่มีต่อบุตรนั้นมากมายเท่าภูผา คำ
กล่าวนี้เป็นเรื่องจริง
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง กำลังจะก้มลงคุกเข่าต่อหน้า อู่
อวี้ เพื่อขอร้อง แต่ อู่ อวี้ ก็รีบดึงเขาขึ้นมาอย่าง
รวดเร็ว
“เพี๊ยะ!”
ระหว่างนั้นเอง เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ก็ตบหน้าตัวเอง
แล้วพูดว่า ” ในวันนั้นข้าเคยตบหน้าเจ้า ในวันนี้ข้า
ขอชดใช้คืน ข้าหวังว่าต่อจากนี้จะไม่ติดใจเอาความ
อีก ”
อันที่จริง อู่ อวี้ ได้ลืมเรื่องตบนั้นไปนานแล้ว
อู่ อวี้ รีบพูดอย่างรวดเร็ว ” ข้าคงไม่สามารถ
รับประกันได้ว่าจะหาตัวนางพบ แต่ข้าจะพยายาม
ทำให้ดีที่สุด ถ้ามีข่าวคราวอันใดเพิ่มเติมข้าจะบอก
ท่าน ”
ถึง อู่ อวี้ จะเอ่ยปากออกไปเช่นนั้นแต่เขารู้ดีว่า
ท่ามกลางผู้คนมากมายเปรียบได้ดั่งมหาสมุทรอัน
กว้างใหญ่ จะสามารถค้นพบ หนานกง เหว่ย ณ ที่
แห่งใดกัน? เขาไม่สามารถท่องไปทั้งโลกได้ ซึ่งเขา
เองก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีโอกาสหรือไม่ ถ้าหากเขา
มีเส้นสายข่าวกรองกว้างขวาง เขายังพอสอบถามว่า
มีผู้ใดเห็นนางบ้างหรือไม่ ?
“ ตอนนี้เจ้าอยู่ไหนกัน… ” เมื่อ อู่ อวี้ คิดถึงนาง
หัวใจของเขาก็รู้สึกสับสนปั่นปุวนอยู่บ้าง สำหรับ
ตอนนี้ จักรพรรดิอิง กับ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง
สามารถยืนเคียงข้างกันได้ เรื่องราวเคืองค้างในอดีต
ไม่ควรค่าจะให้จดจำอีกต่อไป ท้ายที่สุดเขาก็ไร้ซึ่ง
โทสะแลความเกลียดชังใด ๆ
“หนานกง เหว่ย!”
ชื่อนี้เป็นเสมือนดั่งคำที่ฉีกกระชากจิตใจของ เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง เป็นชิ้น ๆ ซึ่งเรื่องนี้ อู่ อวี้ กระทำได้
เพียงกัดริมฝีปาก โดยไม่รู้ว่าจะปลอบโยนเขายังไง
” ชีวิตของข้าช่างน่ารันทดยิ่งนัก สิ่งเดียวที่ข้าหวังใน
ชีวิตนี้ คือขอให้ หนานกง เหว่ย ปลอดภัย ” เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง ส่ายศีรษะแล้วเดินจากไป โดยทิ้ง
เจ็ดเซียนกระบี่แห่งซูซัน สองสามคนไว้เบื้องหลัง
” อู่ อวี้ รบกวนเจ้าแล้ว ” เซียนกระบี่เทียนซูกล่าว
” ข้าจะพยายามทำให้ดีที่สุด ”
เรื่องนี้เป็นปมอยู่ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ อย่างไม่
อาจปล่อยวางลงได้
อีกทั้งเรื่องของ นครจักรพรรดิเพลิง กับ บรรพชน
มารกลืนสวรรค์ ยังเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจปล่อยผ่านมัน
ไปได้เช่นกัน กล่าวตามตรงเขาอยากไปดูสักหน่อย
ว่า ผู้คนใน ‘กองทัพมังกรเพลิง’ กำลังทำเช่นใดกัน
แน่
เพียงชั่วพริบตา เวลาก็ผ่านไปนับสิบวันแล้ว อู่ อวี้
คิดว่าพวกมันจะจัดการเรื่องราวให้เสร็จสิ้นเสียที ไม่
คาดหวังว่า ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว จะยังไม่มีการ
เคลื่อนไหวใด ๆ เกิดขึ้นเลย
อย่างที่รู้กันตอนนี้ อู่ อวี้ สามารถปลูกฝังพลัง
อิทธิฤทธิ์วิถีที่ 4 ได้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะมัวพะว้า
พะวงเรื่องนี้อยู่ เขาคงไปหาสถานที่เพื่อฝึกฝน
ยกระดับตนเองให้แข็งแกร่งมากกว่านี้แล้ว
พลังอิทธิฤทธิ์วิถีที่ 3 คือเทียมฟูาจรดดิน ซึ่งมันได้
ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้ ขึ้นอีกหลายเท่า
ในช่วงเวลาไม่กี่วันมานี้ เรื่องของ บรรพชนมารกลืน
สวรรค์ น่าจะยังไม่ถูกแก้ไข หวู่อวิ๋น กับ หยางเฉียง
ก็รีบรุดหน้าลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วย
ความหยิ่งผยองว่า ” ไอ้แก่หนังเหนียวไร้ประโยชน์
ทั้งหลาย ไม่มีข่าวคราวเรื่องของ อู่ อวี้ บ้างเลยหรือ
ไงหะ? มันยังไม่กลับมาใช่หรือไม่? ”
คาดว่าพวกมันทั้งสองคงถูกอบรมมายกใหญ่
ไม่เช่นนั้นสีหน้าของพวกมันคงไม่น่าเกลียดถึงเพียง
นี้ พึ่งลงมาถึง ก็ตะเบ็งเสียงตะคอกใส่ ประมุข
ศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู กับ คนอื่น ๆ แล้ว
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู กล่าวตอบกลับไปอย่าง
รวดเร็วว่า ” ใต้เท้าทั้งสอง ยามนี้ยังไม่มีข่าวคราวใด
ๆ ของ อู่ อวี้ เลย คาดว่าเขาน่าจะยังไม่กลับมา”
คนทั้งสองต่างหันมามองหน้ากัน จากนั้น หวู่อวิ๋น ก็
โบกมือพร้อมกับกล่าวว่า ” ช่างมันเถอะ ข้าก็ไม่คิด
ว่าพวกเจ้าจะมีประโยชน์อะไรอยู่แล้ว ที่ลงมาใน
วันนี้ ก็เพื่อให้หนึ่งในพวกเจ้า พาเราไปยังสถานที่ที่
ประตูทางเข้าเส้นทางเซียนบรรพกาลปรากฏขึ้น
พวกเราจะไปหา อู่ อวี้ ด้วยตนเอง ”
จากนั้น หยางเฉียง ก็กล่าวเสริมขึ้นด้วยเสียงต่ำว่า “
ในที่แห่งนี้พวกเจ้าล้วนทรงอิทธิพล ทั้งยังมี
ความคุ้นเคยเป็นอย่างดี อย่าบอกข้านะว่า พวกเจ้า
ไม่ทราบว่า ประตูทางเข้าเส้นทางเซียนบรรพกาล
อยู่ที่ใด”
ไม่คาดคิดว่า พวกมันจะต้องการควานหาตัว อู่ อวี้
อย่างเร่งด่วนเช่นนี้
ซึ่งนี้ก็ถือเป็นปัญหาหนึ่ง เนื่องจากว่าตำแหน่งของ
ประตูนั้นอยู่ภายในเทือกเขาคราม
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ก็ตระหนักได้
อย่างแจ่มแจ้งว่า สองคนนี้ไม่ได้โง่ หากหลอกลวง
พวกมัน จะเป็นไปได้ว่าพวกมันจะระแคะระคาย
อย่างง่ายดาย แค่พวกมันสุ่มถามใครสักคนใน
กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ก็เป็นเสมือนดังการ
บอกเล่าว่า อู่ อวี้ กลับมาแล้ว
เนื่องจากว่ามีผู้คนมากมายแลเห็น อู่ อวี้
อันที่จริงแล้ว จึงถือเป็นเรื่องง่ายดายมากที่จะ
เปิดเผยตัวของ อู่ อวี้
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ไม่อาจทำให้พวกมันสงสัยหรือ
รู้ตัวได้ ดังนั้นจึงก็ทำได้เพียงพาคนทั้งสองไปที่
เทือกเขาคราม
แต่กระนั้น จอมจักรพรรดิ กลับยืนขึ้นทันทีพร้อมกับ
กล่าวว่า ” ใต้เท้าทั้งสองข้ารู้ว่ามันอยู่ที่แห่งใด พวก
ท่าน”
หวู่อวิ๋นพยักยักหน้า ” เจ้าคือผู้ปกครองนคร
จักรพรรดิเพลิงในยามนี้ ส่วนข้าก็เป็นคนจาก
อาณาจักรโบราณเหญิงหวง เช่นนั้นข้าจะให้เจ้านำ
ทาง หากเรื่องราวสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ข้าจะตบ
รางวัลให้แก่เจ้า ”
” ขอบคุณใต้เท้าทั้งสอง ” จอมจักรพรรดิ์ ก้าวเดิน
ออกมาอย่างจำใจแล้วพาคนทั้งสองออกเดินทาง
” อู่ อวี้ เจ้าคงมองอยู่สินะ … ” เมื่อพวกเขาจากไป
ทุกคนต่างก็ขมวดคิ้ว
สำหรับในตอนนี้ อู่ อวี้ ได้ใช้ไหวพริบจัดการปัญหา
จากนั้นเขาจึงกล่าวออกไปว่า ” พวกท่านรออยู่ที่นี่
เดี๋ยวข้าจะติดตามพวกเขาไปเอง พวกท่านไม่ต้อง
เป็นห่วงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก ข้าได้บอกอาจารย์
ให้รีบออกจากที่นั่นแล้ว ”
ไม่ว่าจะกรณีใด อู่ อวี้ ย่อมไม่ต้องการคนใน นิกาย
กระบี่สวรรค์ได้รับบาดเจ็บหรือภัยพิบัติใด ๆ อย่าง
เด็ดขาด
การที่คนทั้งสองไปที่นั่นทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกวิตกกังวล
เป็นอย่างมาก ฉะนั้นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือการ
พูดคุยแล้วอพยพผู้คนออกไปก่อนเท่านั้น
เจดีย์ล่องกำเนิด ของเขายังคงสามารถควบคุมหุ่น
เชิด เจ้าเทวะอัสนีโลหิต กับ เจ้าเทวะเพลิงมาร ที่
เฝูาพิทักษ์อยู่ที่นั่น ไม่ต้องสั่งอันใดเพิ่มเติม หลังจาก
อู่ อวี้ รีบแจ้ง เฟิง ซัวหยา ให้พาเหล่าสาวกของ
นิกายกระบี่สวรรค์ อพยพออกไปอย่างรวดเร็ว เฟิง
ซัวหยา ก็รีบจัดการทันที
อู่ อวี้ บอกให้พวกเขาไปหลบอยู่ที่ พระราชวังเยว่อู่
ก่อน หลังจากนั้นเขาก็ดำเนินขั้นตอนต่อไป
ฝุายตรงข้ามกำลังกดดันอย่างหนัก ส่วนทางฝั่งของ
อู่ อวี้ ก็กระทำได้เพียงค่อย ๆ ดำเนินไปตาม
แผนการทีละขั้น ถึงแม้ตอนนี้เขายังไม่สามารถทำ
อะไรได้อย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่เขานั้นได้
กลับมาก่อน หากเขามาช้ากว่านี้เพียงก้าว เขาคง
ต้องประจันหน้ากับคนทั้งสองโดยตรง
ในเวลานี้จอมจักรพรรดิ ได้พาคนทั้งสองไปยัง
เทือกเขาคราม ส่วน อู่ อวี้ เป็นเสมือนภูตผีที่ติดตาม
คอยสอดส่องสังเกตการณ์พวกเขาอยู่ห่าง ๆ
หลังจากนั้นพวกมันก็มายังเทือกเขาคราม
” ข้าไม่คิดว่ากลิ่นอายฟูาดินเจือจางถึงเพียงนี้ ทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้ง ช่างเป็นดินแดนที่แห้งแล้งยิ่งนัก
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ อาณาจักรโบราณเหยียนหวง
ของข้าถึงได้ละทิ้ง ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ”
” ถูกต้องแล้ว ที่นี่ไม่มีอะไรนอกจากที่ดิน คนที่มี
ฝีมือแข็งแกร่งมากที่สุดมีระดับอยู่เพียง ก่อร่าง
กำหนดจิตเทวะ ขั้นที่ 5 เท่านั้น มันช่างเหลวไหลสิ้น
ดี นี่ถ้าหากเรามาที่นี่อีกครั้งสามารถกลายเป็น
ราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ของที่นี่ได้อย่างสบาย ๆ อยู่ที่นี่คง
หมดหวังจะกลายเป็นเซียนอมตะ เพราะอย่างนี้ถึง
ได้ไม่มีใครอยากมา ”
ระหว่างที่คนทั้งสองมายังเทือกเขาคราม เป็นจังหวะ
ที่ เฟิง ซัวหยา ได้จากไปแล้ว
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ