กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 668: จินเซิ่นเต้า
จำได้ว่า ชวี่ ห้าวเหยียน เป็นบุตรชายคนโตของ
ขุนพลใหญ่แห่ง ‘ กองทัพมังกรเพลิง ‘ ส่วน ชวี่
ห้าวหยาง น่าจะไม่ใช่พี่น้องของมัน
ชวี่ ห้าวหยาง ผู้นี้เป็นผู้บัญชาการของ กองทัพ
มังกรเพลิง ปกครองไพร่พลนับพันนาย คงต้องกล่าว
ว่ามันเหนือยิ่งกว่า ชวี่ ห้าวเหยียน เสียอีก
แต่ทว่าทั้งชื่อแซ่ของมันก็ยังคล้ายคลึงกัน หากให้
บอกว่าพวกมันไม่มีความสัมพันธ์ร่วมกัน พูดไปก็คง
ไม่มีผู้ใดเชื่อ
อู่ อวี้ ไม่ทราบว่าผู้พิทักษ์มังกรเพลิง ผู้ซึ่งเป็น
หัวหน้ากองพันของ กองทัพมังกรเพลิง จะมีความ
แข็งแกร่งมากเพียงใด อย่างไรก็ตามหากนำมา
เปรียบเทียบกับกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงแล้ว
ถึงแม้ว่าทั้งสองจะมียศเป็นหัวหน้ากองพัน
เช่นเดียวกัน แต่กลับแตกต่างกันราวสวรรค์และ
ปฐพี
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง และ อาณาจักรบูรพา
เยว่อู่ ล้วนเป็นอาณาจักรเหมือน ๆ กัน
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ หากพลาดพลั้งลงไม้ลง
มือหนักกับพวกมันจนถึงตาย ไว้ค่อยสบโอกาสแล้ว
จัดการ!
เมื่อ หวู่อวิ๋น แล้ว หยางเฉียง ได้พบกับ อู่ อวี้ และ
อู่ อวี้ ก็เปิดเผยฝีมือออกมาให้เห็น หลังการปะทะ
กัน เห็นชัดเจนว่าพวกมันไม่คิดจะอยู่ที่นี่ต่อไป แล้ว
ให้ อู่ อวี้ ติดตามพวกมันกลับไปที่อาณาจักรโบราณ
เหยียนหวง
” บัญชีแค้นในวันนี้ พวกเราจะมาทวงคืนจากเจ้าใน
วันหลัง ” หยางเฉียง แอบข่มขู่ จอมจักรพรรดิ
ความคิดแค้นและความอัปยศในวันนี้ มันได้
กล่าวโทษว่าเป็นความผิดของ จอมจักรพรรดิ
หลังจากนั้นคนทั้งสี่ ก็มุ่งไปยัง นครจักรพรรดิเพลิง
อย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู รวมถึงคนอื่น ๆ ต่าง
รู้สึกกังวล เมื่อเห็นว่า อู่ อวี้ ยอมปรากฏตัวแล้ว
พวกเขาต่างก็ทอดถอนหายใจออกมากันอย่างช่วย
ไม่ได้
จอมจักรพรรดิ กลับมารวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ ส่วน อู่
อวี้ ก็ติดตามคนทั้งสองไป
“ เหตุใดถึงยอมเผยตัว? ” ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู
ซักถาม
จอมจักรพรรดิ ได้บอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่
เกิดขึ้นให้แก่ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู และคนอื่น ๆ
ได้รับฟัง ซึ่งบางอย่างก็เป็นไปตามที่พวกเขาต่าง
คาดการณ์เอาไว้แล้ว
“ ท่านว่ากระไรนะ? อู่ อวี้ สามารถชนะคนทั้งสอง
ได้อย่างง่ายดายงั้นรึ? ” ความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้
ทำให้พวกเขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก
จอมจักรพรรดิ พยักหน้าแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียง
จริงจัง “อันที่จริงแล้ว เขาคงสามารถบดขยี้ข้าได้
หรือแม้แต่ท่านก็อาจจะเป็นไปได้ด้วยเช่นกัน ”
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” ข้า
ทำไม่ได้ ข้าไม่มีทางจัดการกับพวกมันทั้งสองได้ใน
พริบตา ”
หลังจากที่ทุกคนได้ยินดังนั้น ต่างก็ตื่นตกใจแล้วพูด
พึมพำขึ้นมาว่า ” อย่าบอกนะว่า อู่ อวี้ ได้รับโชค
วาสนามหาศาลใน เส้นทางเซียนบรรพกาล ?
ไม่เช่นนั้นจะก้าวหน้ามากมายเช่นนี้ได้อย่างไร!? บาง
ทีเขาอาจประสบพบเจอกับโชคลาภจนทุกคนต้อง
อิจฉา? ”
” ถ้าเป็นเช่นนี้ แสดงว่าตอนนี้เขาจะต้องเจอปัญหา
ยุ่งยากเข้าแล้ว ”
” ข้าเองก็ได้แต่หวังว่า เขาจะจัดการกับปัญหานี้ได้
ด้วยตนเอง ”
” พลังฝีมือของพวกเราตอนนี้ หากเทียบกับคนของ
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ระดับของพวกเราถือ
ได้ว่าอ่อนด้อยกว่ามาก ก็เท่ากับว่า อู่ อวี้ ไม่มีคน
หนุนหลังที่มีอำนาจแข็งแกร่งเพียงพอ เขาก็มีแต่จะ
เสียกับเสียเท่านั้น ”
ผู้คนของ นิกายเซียนซูซัน ต่างเข้าใจในสถานการณ์
เช่นนี้เป็นอย่างดี ครั้งหนึ่ง อู่ อวี้ เคยเป็นศิษย์อยู่ใน
นิกายเซียนซูซัน แต่ด้วยเพราะเขาไม่มีคนหนุนหลัง
ทำให้ต้องประสบพบเจอกับอุปสรรคขวากหนาม
เรื่องราวเลวร้ายมากมาย แต่ถึงกระนั้นผลลัพธ์ที่
ออกมาก็คือ เขากลับสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้
ระหว่างที่ทุก ๆ คนกำลังวิตกกังวลเป็นห่วงเป็นใย
กับ อู่ อวี้ อย่างสุดซึ้ง เขาก็ได้กลับไปยัง นคร
จักรพรรดิเพลิง ที่คุ้นเคย
” ผู้บัญชาการใหญ่ของเรา ทราบว่าเจ้าจะต้องกลับ
จาก เส้นทางเซียนบรรพกาล ได้แน่ ๆ เขากำลังรอ
แสดงความยินดีกับเจ้า อยู่ข้างในรีบตามพวกเราไป
พบท่านกันเถอะ ” อู่ อวี้ ชะงักเล็กน้อย เมื่อได้ยินสิ่ง
ที่ หวู่อวิ๋น กล่าว
สำหรับคนอื่น ๆ ตอนนี้ถูกทิ้งกลายเป็นศพอยู่ใน
เส้นทางเซียนบรรพกาล ด้วยน้ำมือของ อู่ อวี้
ในเวลานี้ คนพวกนั้นย่อมไม่มีทางที่จะออกมาได้อีก
อู่ อวี้ เข้าสู่นครชั้นนอก ครั้งหนึ่งที่นี่เคย
เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันไม่มีผู้ใดอยู่
ที่นี่เลยสักคน มันให้ความรู้สึกเวิ้งว้างหนาวเย็นไป
เสียทุกหนทุกแห่ง โรงเตี๊ยมร้านรวงหลายแห่งถูกปิด
ลง
ผู้คนที่อยู่ภายในละครชั้นนอก ได้ถูกขับไล่ออกไป
ก่อนหน้านี้แล้ว
พริบตาพวกเขาได้เข้าไปถึงที่นครชั้นใน กลุ่มของ
พวกเรามุ่งตรงไปยังทิศทางเป้าหมาย คฤหาสน์เจ้า
นคร
หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง อยู่ด้านล่างคฤหาสน์
เจ้านคร
ชวี่ ห้าวหยาง กับคนอื่น ๆ ไม่ได้อยู่ภายใน หลุม
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิง เขาเห็น คฤหาสน์เจ้านคร
มาจากระยะไกล บริเวณทางเข้า คฤหาสน์เจ้านคร
มีคนกลุ่มหนึ่งออกันอยู่ คนกลุ่มนี้มีพลังฝีมือ
ค่อนข้างแข็งแกร่งเทียบเท่ากับ อัจฉริยะที่เข้าไปใน
เส้นทางเซียนบรรพกาล นอกจากความแข็งแกร่ง
แล้วพวกมันยังมีกันอยู่หลายร้อยคน แต่ละคนล้วน
อยู่ในระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ กันทั้งสิ้น ส่วน
ระดับของ หวู่อวิ๋น กับ หยางเฉียง เป็นแค่ระดับพื้น
ๆ ทั่ว ๆ ไปเท่านั้น
พวกมันทั้งหมดสวมใส่ ‘ชุดเกราะมังกรเพลิงคะนอง
ศึก’ เมื่อมองภาพรวม ดูเหมือนว่ามีมังกรหลายร้อย
ตัวรวมตัวกันอยู่ที่นี่ ถูกอบรมฝึกฝนจากกองทัพ ทำ
ให้ทุกคนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวดูมุ่งมั่นแน่วแน่
ท่าทางเย็นชา ด้วยเพราะ อู่ อวี้ เคยมีประสบการณ์
เป็นผู้บัญชาการกองทัพเข้าสู่สนามรบมาก่อน จึง
คุ้นเคยกับจิตสังหารท่วมท้นเหล่านี้เป็นอย่างดี
ขนาดทหารซึ่งเป็นมนุษย์ยังมีจิตสังหารแรงกล้า
ฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง กองทัพผู้ฝึกตนที่เป็น
เซียน
กล่าวตามตรงถึงแม้อัจฉริยะหลายร้อยคนใน
เส้นทางเซียนบรรพกาล จะมีศักยภาพเหนือกว่า
ผู้คนเหล่านี้ หากทั้งสองต้องเผชิญหน้ากัน แน่นอน
ว่า กองทัพมังกรเพลิง ย่อมสามารถบดขยี้พวกมันได้
อย่างง่ายดาย
ผู้พิทักษ์มังกรเพลิงทั้งหมด ล้วนกล้าหาญแน่วแน่
ถึงแม้ว่าจะฝึกฝนอย่างหนักมานานหลายร้อยปีแล้ว
ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าพวกเขายังดูไม่แก่เลยจริง ๆ
ซึ่งถ้าให้กล่าวกันตามจริงแล้วการฝึกฝนบำเพ็ญตน
ระยะเวลาประมาณ 100 ถึง 300 ปี ถือเป็นเรื่อง
ปกติ
ผู้คนจาก ผู้พิทักษ์มังกรเพลิง ที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่
หลายคนอาจอยู่ในระดับหัวหน้ากองร้อย ซึ่งมันทำ
ให้ อู่ อวี้ รู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อยทีเดียว การที่คนจาก
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ปล่อยให้คนเหล่านี้มา
ที่นี่ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
มากเพียงใด
ท่ามกลางกลุ่ม ‘ผู้พิทักษ์มังกรเพลิง’ อู่ อวี้ เห็นว่า
ชวี่ ห้าวหยาง อ่อนเยาว์มากที่สุด รูปลักษณ์ของมัน
ใกล้เคียงกับ ชวี่ ห้าวเหยียน ในเส้นทางเซียนบรรพ
กาลเล็กน้อย พวกมันสมควรมีสายโลหิตเดียวกัน
คาดว่าพวกมันคงฝึกฝนบำเพ็ญตนมาเกือบ 100 ปี
แล้ว ซึ่งเป็นไปได้ว่ามันอาจอยู่ในกองทัพมานาน ทั้ง
พลังอำนาจศักดิ์ศรีและบารมี นอกจากนี้ยังมี
เจตจำนงอันมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวที่สาดประกายออกมา
จากดวงตา ทุกสิ่งอย่างมันล้วนเหนือยิ่งกว่า ชวี่ ห้าว
เหยียน มาก หลังของมันตั้งตรง ถึงแม้จะถูกขนาบ
ด้วยชายร่างกายสูงใหญ่ ทว่าในเวลานี้กลับเจิดจ้า
เป็นจุดสนใจของฝูงชน
“ ผู้บัญชาการ ข้าพา อู่ อวี้ มาแล้ว! ”
หวู่อวิ๋น กับ หยางเฉียง ทั้งสองรายงานด้วยความ
สุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างสม่ำเสมอ คนทั้งสอง
คุกเข่าลงบนพื้น แล้วกล่าวขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
หลังจากนั้นพวกมันก็ถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว
ผสานเข้าไปกับกองทัพมังกรเพลิงคนอื่น ๆ ทิ้งให้ อู่
อวี้ เผชิญหน้ากับผู้คนหลายร้อยใน กองทัพมังกร
เพลิง
อู่ อวี้ กวาดสายตาตรวจสอบ จนรู้ถึงระดับความ
แข็งแกร่งของคนเหล่านี้
กลุ่มคนเหล่านี้มีระดับพลังฝีมืออยู่ใน ก่อร่างกำเนิด
จิตเทวะ ขั้นที่ 4 หรืออาจจะต่ำกว่า สวมใส่ชุด
เกราะมังกรเพลิงคะนองศึกที่มีระดับต่ำกว่าทั่วไป
โดยมีสีแดง ควรจะเป็นคนของ ผู้พิทักษ์มังกรเพลิง
ส่วนผู้ที่มีพลังฝีมืออยู่ในระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
ขั้นที่ 5 ถึง 6 ยังมีอยู่กว่าสิบคน เปี่ยมล้นไปด้วยจิต
อานุภาพรุนแรงดุร้ายเหี้ยมหาญ ยืนอยู่ถัดจาก ชวี่
ห้าวหยาง เกราะมังกรเพลิงคะนองศึกของผู้คน
เหล่านี้เป็นสีทอง ดูทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง คาดว่า
ความแข็งแกร่งของคนเหล่านี้จะไม่ด้อยไปกว่า องค์
หญิงโย่วเสี่ย กับ องค์ชายเฟิง และ พรรคพวกของ
มัน
ชวี่ ห้าวหยาง ที่อยู่ในฐานะผู้บัญชาการจะต้อง
แข็งแกร่งมากกว่านี้อย่างแน่นอน พลังฝีมือความ
แข็งแกร่งอย่างน้อย ๆ จะต้องอยู่ในระดับ ก่อร่าง
กำเนิดจิตเทวะ ขั้นที่ 7 ซึ่ง อู่ อวี้ ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ
มัน
ในเวลานี้ อู่ อวี้ อยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้ พวกมัน
ต่างจ้องมองมาทาง อู่ อวี้ ด้วยแววตาลุกเป็นไฟ
เสมือนกับว่ามีเปลวเพลิงลุกท่วมอยู่บนร่างของเขา
ท่ามกลางความเลือนราง อู่ อวี้ เริ่มแสดงให้เห็นถึง
ความอหังการของตน หากเป็นคนอื่นต้องมาตกอยู่
ในสถานการณ์เช่นเดียวกับเขา คาดว่ามันคงก้ม
หมอบคลานอยู่บนพื้นไปแล้ว
หากต้องต่อสู้กับคนหลายร้อยคนด้วยลำพังตัวคน
เดียว เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ทว่า อู่ อวี้ ก็ยังคง
ค่อนข้างสงบ เขาหาได้แยแสสายตาของคนรอบข้าง
แม้แต่น้อย ทว่าเขากลับยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า ” ข้า อู่ อวี้
ขอคารวะใต้เท้า ชวี่ ห้าวหยาง ไม่ทราบว่าใต้เท้า
เรียกข้ามาในครั้งนี้ เพราะมีเรื่องอะไรเช่นนั้นรึ? ”
คงต้องบอกว่าในเวลานี้ ชวี่ ห้าวหยาง บุคลิกภาพ
สมกับเป็นทหารชัดเจนอย่างที่สุด น้ำเสียงที่เอ่ย
ออกมาดังฟังชัดน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง ” เมื่อไม่กี่
วันที่ผ่านมา มีบางคนออกมาจาก เส้นทางเซียน
บรรพกาล แล้วนำข่าวร้ายมาบอกกับข้า ๆ จึงอยาก
ได้รับคำยืนยันจากเจ้าเสียหน่อย ”
” ถ้าเช่นนั้นใต้เท้าเชิญไต่ถามมาได้เลย อู่ อวี้ ล่วงรู้
ทุกอย่าง ”
ชวี่ ห้าวหยาง จ้องมองเขาแล้วพูดว่า ” ข้าอยากรู้
เรื่องที่เกิดขึ้นภายในสุสาน เรื่องราวรายละเอียด
ทั้งหมด ตั้งแต่เจ้าได้พบกับโอรสเล่อ ไปจนถึง
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทุกอย่าง ไม่ว่าเจ้าจะพบเห็นสิ่งใด
ได้ยินอะไร จงพูดออกมาให้หมด ”
แน่นอนว่าการตายของ โอรสเล่อ ย่อมสร้างความ
ปั่นป่วนไปทั้ง อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ด้วย
เพราะปัจจุบัน อู่ อวี้ ไม่ได้อยู่ใน อาณาจักรโบราณ
เหยียนหวง ทว่ารู้เรื่องผ่านทาง องค์หญิงโย่วเสี่ย มา
เล็กน้อย
ซึ่งเขาย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
ถ้ามันแค่อยากจะรู้เรื่องนี้ อู่ อวี้ ก็สามารถพูดได้
หมดไม่มีเรื่องใดต้องปกปิด นอกจากความลับ
ส่วนตัวของเขาเท่านั้น แล้วก็เรื่องของ ฉลามนิรันดร์
ที่เขาลงมือสังหารมัน
” ไม่มีใครรู้ว่าภายในโลงศพทองคำเงินนั้น จู่ ๆ จะมี
สัตว์ประหลาดปรากฏกายออกมา มันน่าสะพรึงกลัว
มากจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะในเวลานั้น โอรสเล่อ สั่ง
ให้ข้าขวางกั้นเส้นทางคนอื่น ๆ เอาไว้ ตอนนี้ข้าคง
จะไม่มายืนอยู่ที่นี่ ”
เขาพูดจบเพียงเท่านี้
ในความเป็นจริง พวกมันเองก็เคยได้ยินรายละเอียด
เหล่านี้มาก่อนบ้างแล้วเหมือนกัน เพียงแค่มัน
อยากจะรู้จากปากของ อู่ อวี้ ผู้ที่ได้รับสมญานามว่า
สัตว์ประหลาดใน เส้นทางเซียนบรรพกาล ช่วยทำ
ให้พวกมันเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น
การตายของ โอรสเล่อ เป็นอุบัติเหตุอย่างแท้จริง
หลังจากฟังเรื่องราวจากปากของ อู่ อวี้ ชวี่ ห้าวห
ยาง ก็ไต่ถามขึ้นว่า ” ถ้าเช่นนั้นเจ้าลองถามตัวเอง
หน่อยสิว่า ตอนที่ โอรสเล่อ มีอันตรายอยู่ใน
สถานการณ์บีบคั้น ตัวเจ้าได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อ
ยื่นมือเข้าช่วยเหลือแล้วหรือไม่? ”
คำพูดของเขาทรงพลังเป็นอย่างมาก ซึ่งมันได้สะกด
ข่มจิตใจของ อู่ อวี้ ไว้อย่างมิอาจคลาย
อู่ อวี้ ไม่สะทกสะท้านกับคำพูดเหล่านี้แม้แต่น้อย
เขารีบพูดตอบโต้กลับในทันที ” ในเวลานั้นข้าถูก
ข่มขู่อยู่ อีกอย่าง โอรสเล่อ เป็นคนเสนอว่าจะเป็น
ผู้สนับสนุนข้า หากข้าตะเกียกตะกายปีนขึ้นที่สูง
เพียงลำพัง ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ ในเมื่อมีผู้คอย
สนับสนุนเบื้องหลังเช่นนี้ แล้วข้าจะทำลายลงด้วย
มือของตนเองได้อย่างไร ข้ายอมไม่ต้องการให้ โอรส
เล่อ เป็นอะไร อีกอย่างท่านอย่าลืมว่าที่นั่นคือ
เส้นทางเซียนบรรพกาล อะไรก็เกิดขึ้นได้ โดย
เฉพาะที่นั่นคือสุสานลึกลับจนสุดจะหยั่งถึง ทุกอย่าง
ที่เกิดขึ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้าเพียงผู้เดียว ”
เวลานี้ผู้คนของ กองทัพมังกรเพลิง ยังคงจ้องมอง อู่
อวี้ ด้วยสายตาเย็นชา
หากเป็นกรณีนี้ อู่ อวี้ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพบ
ข้อบกพร่องใด ๆ เพราะมันเป็นอุบัติเหตุอย่าง
แท้จริง
” อู่ อวี้ เจ้าจงคิดให้ถี่ถ้วน หากโป้ปดหรือกล้าปกปิด
แม้แต่เพียงเล็กน้อย พี่น้องของเรา จะทำให้เจ้ากิน
นอนไม่ได้ แล้วจับโยนออกไปเสีย!” ถัดจาก ชวี่
ห้าวหยาง ชายร่างกำยำใหญ่ยักษ์ ซึ่งสูงยิ่งกว่า ชวี่
ห้าวหยาง หลายเท่า กล่าวขึ้นด้วยเสียงต่ำ
ชายผู้นี้มีผมสีเหลืองฟูฟ่อง ปกคลุมอยู่จนดูเสมือน
ดั่งแผงคอของราชสีห์ ถึงแม้ว่าร่างกายของมันจะสูง
ใหญ่ แต่ก็ก้มโค้งลงมาบางส่วน ราวกับว่ามีราชสีห์
ตัวหนึ่งยืนเคียงข้างอยู่กับมนุษย์ อีกทั้งใบหน้าของ
มันยังมีเค้าลางของสัตว์ป่า เช่นเขี้ยวที่โค้งงอออกมา
และดวงตาอันดุร้ายยิ่ง
หากดูจากชุดเกราะมังกรเพลิงคะนองศึกที่มันสวม
ใส่อยู่ มันน่าจะเป็นหัวหน้ากองร้อย เป็นหนึ่งในคน
สนิทของ ชวี่ ห้าวหยาง
“ จิน เซิ่นเต้า อย่าไปข่มขู่เขาให้หวาดกลัว ข้าคิดว่า
เขาคงพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว ” ชวี่ ห้าวหยาง
โบกมือพร้อมกล่าวขึ้น
” ข้าทราบ แต่… นายน้อยทั้งสอง ช่างน่าสงสารยิ่ง
นัก ” ชายผู้มีนามว่า จิน เซิ่นเต้า กัดฟันแล้วกล่าว
“ พวกเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า ฉะนั้นข้าควร
เศร้าเสียใจมากกว่าเจ้า แต่เรื่องก็เกิดขึ้นแล้ว คงไม่มี
ทางทำอันใดได้ ” ชวี่ ห้าวหยาง กล่าว
ที่แท้พวกมันก็มีความสัมพันธ์กันเช่นนี้
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นว่าเรื่องนี้จะจบลงแล้ว เขาจึงเอ่ยถาม
ขึ้นว่า ” ใต้เท้าชวี่ การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ
จัดการกับหุ่นเชิดทั้งสองของบรรพชนมารกลืน
สวรรค์ ข้าอยากทราบว่าคืบหน้าไปบ้างแล้วหรือยัง?
หากเป็นไปได้ ข้าก็เต็มใจใช้ความสามารถอันต่ำต้อย
ของข้าเข้าช่วยเหลือ ”
ดูเหมือนว่า พวกมันจะไม่คิดว่า อู่ อวี้ จะถามคำถาม
นี้ขึ้นมา
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ