กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 669: จักรพรรดิผู้บัญชานคร
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ กองทัพมังกรเพลิง พลันเงียบกริบ
จนน่าขนลุก สายตาที่พวกมันจ้องมองมายัง อู่ อวี้
นั้น หากเป็นผู้อื่นคงจะขนลุกด้วยความหวาดกลัว
อู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่า ชวี่ ห้าวหยาง นั้นเห็นแก่ประโยชน์
ส่วนตนมาตั้งแต่แรกแล้ว มันต้องการเพียงแค่อยาก
ทราบรายละเอียดในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสุสานเพียง
อย่างเดียว
แม้ ชวี่ ห้าวหยาง จะไม่ได้พูดอะไร แต่ข้างกายของ
มันมีหัวหน้ากองร้อยร่างกายใหญ่โต ซึ่งมันมีความ
สูงมากกว่าขนาดคนปกติถึงสองเท่า ‘ จิน เซิ่นเต้า ‘
ได้กล่าวขึ้นว่า ” อู่ อวี้ ข้าได้ยินมาว่า ด้วยความ
ช่วยเหลือของ ชวี่ ห้าวเหยียน ทำให้เจ้าได้รับเทียน
มาจากในสุสาน แล้วเพราะเทียนนั่นทำให้เจ้า ได้
ครอบครอง ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ใช่
หรือไม่? ”
คำพูดนี้ยืนยันทุกสิ่ง!
สิ่งเดียวที่ทำให้พวกมันสนใจ อู่ อวี้ ขนาดนี้ก็คือ
พลองหมื่นมังกร
หลังจาก ชวี่ ห้าวหยาง ได้รับข่าวนี้ ดูเหมือนว่าเขา
ไม่สามารถแก้ตัวหลีกเลี่ยงได้ อีกอย่างมันไม่ได้เอ่ย
ปากด้วยตัวเอง แต่ผู้ที่เอ่ยปากคือ จิน เซิ่นเต้า อีก
ทั้งยังกล่าวอ้างถึง ชวี่ ห้าวเหยียน ด้วยเหตุนี้ ชวี่
ห้าวหยาง ถึงต้องการพบเขาถึงเพียงนี้ ทั้งหมดทั้ง
มวลก็เพื่อจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่
ถ้าให้กล่าวตามความจริง ตราบใดที่ อู่ อวี้ ไม่
ยินยอมมอบ ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ให้แก่
พวกมัน แม้ว่า ชวี่ ห้าวหยาง จะมีพลังอิทธิฤทธิ์อัน
ยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่มีทางจะแย่งชิงครอบครองมันได้อยู่
ดี
ฉะนั้น อู่ อวี้ จึงจำเป็นต้องจัดการกับพวกมัน เขา
ส่ายศีรษะแล้วกล่าวขึ้นว่า ” ข้าได้รับ ศาสตราวิถีแท้
สุดยอดวิญญาณ มาจริง แต่คนพวกนั้นได้เอามันไป
จากข้าแล้ว หลายคนพยายามแย่งชิงเพื่อ
ครอบครองมัน ข้าเองก็ไม่รู้ว่าในตอนนี้มันไปตกอยู่
ในมือของผู้ใด ”
เมื่อได้ยินดังนั้น จิน เซิ่นเต้า จึงหันกลับไปมอง ชวี่
ห้าวหยาง หลังจากนั้นมันก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้ม
ต่ำ ” มันก็แค่คำพูดแก้ตัวของเจ้าเพียงฝ่ายเดียว เจ้า
บอกว่าเจ้าได้ครอบครอง ศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ แล้วเจ้าจะถูกแย่งชิงไปได้ง่าย ๆ ได้
อย่างไรกัน ? เพื่อเป็นการยืนยันคำพูดของเจ้า ๆ
จะต้องให้พวกข้าตรวจค้นถุงจักรวาล ถ้าไม่มีจริง
พวกข้าก็จะไม่เกาะแกะวอแวกับเจ้าอีก ”
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะแล้วพูดว่า ” ข้าคงทำเช่นนั้นไม่ได้
ท่านเป็นคนที่มีอัตลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ ส่วนข้าก็เป็นคน
ของ อาณาจักรโบราณเหยียนหวง อีกทั้งยังถวาย
ชีวิตรับใช้ โอรสเล่อ ท่านต้องให้เกียรติข้าไม่ใช่หรือ?
“” เจ้าถวายชีวิตรับใช้ด้วยหรือ ? ” จิน เซิ่นเต้า เย้ย
เยาะกล่าวเสียงดัง ทว่าอันที่จริงแล้วมันมีโทสะ
เล็กน้อย มันทอดถอนหายใจยาวเหยียด จากนั้นก็
ค่อย ๆ ลุกขึ้น ขณะที่มันกำลังจะอ้าปากพูดขึ้นมา
อีก ชวี่ ห้าวหยาง ก็ได้โบกมือปรามเอาไว้ หลังจาก
นั้นมันก็มองไปทาง อู่ อวี้ พร้อมกล่าวขึ้นว่า ” ข้า
ไม่ได้อยากได้สมบัติวิเศษของเจ้า เจ้าก็เห็นว่าเรามา
ที่นี่ได้ระยะหนึ่งแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถคลี่คลาย
แก้ปัญหา บรรพชนมารกลืนสวรรค์ ได้เสียที เจ้า
อยากรู้ไหมว่าทำไม ? ก็เพราะเราไม่มี ศาสตราวิถี
แท้สุดยอดวิญญาณ ยังไงล่ะ หากมีมันแล้วพวกเรา
จะได้บดขยี้ทำลาย คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ลงได้
อย่างสมบูรณ์ ข้าถึงได้เชิญเจ้ามาที่นี่ ข้ารู้ว่าเรื่อง
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ สำคัญกับเจ้ามาก เจ้า
ต้องการให้ทวีปแห่งทวยเทพกลับมาสงบสุขอีกครั้ง
แล้วตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้ว ศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ อยู่กับเจ้า ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะเข้าใจว่าควร
ทำเช่นใดใช่หรือไม่ ? ”
คำพูดที่มันพ่นออกมา อู่ อวี้ ไม่เชื่อแม้แต่น้อย
เพราะสุดท้ายแล้ว ชวี่ ห้าวหยาง ก็แค่ต้องการ
พลองหมื่นมังกร ของ อู่ อวี้
สถานการณ์ปัจจุบัน ความจริงแค่สังหาร ตัวหมิง
ซาน เสิ้งเสวี่ย กับ เทียนไห่ อวี้ฝูเหยา ให้สิ้นซากก็
พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำลาย คฤหาสน์มารกลืน
สวรรค์
อย่างไรก็ตามนับว่าแผนการของมันฉลาดมาก
ทีเดียว เพราะถ้าหาก อู่ อวี้ ปฏิเสธ พวกมันก็ใช่
ข้ออ้างนี้เปิดฉากโจมตีใส่ก็ได้
จิน เซิ่นเต้า ข่มขู่เสริมต่อ ” เห็นเจ้าพูดอยู่ตลอดว่า
ต้องการปกป้องทวีปเทพแห่งทวย ถ้าอยากให้กำจัด
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ได้ ก็ต้องใช้ ศาสตราวิถีแท้
สุดยอดวิญญาณ เจ้าอย่าได้เห็นแก่ตัวนักเลย คน
อย่างเจ้านี่มันน่าละอายเสียจริง ๆ อีกอย่างเราก็แค่
จะหยิบยืม ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ มา
ปฏิบัติภารกิจให้เสร็จ ๆ ไปเท่านั้น เมื่อทุกอย่าง
เสร็จสิ้นลงก็ต้องคืนให้กับเจ้าอยู่แล้ว หากไม่ใช่
เพราะผู้บัญชาการของเราต้องนำ ศาสตราวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ มาใช้ พวกข้าก็ไม่อยากจะมาวุ่นวาย
กับเจ้า! อู่ อวี้ เรื่อง บรรพชนมารกลืนสวรรค์ มัน
เป็นเรื่องใหญ่จำต้องคิดให้รอบคอบ เจ้าต้องนึกถึง
ชีวิตนับไม่ถ้วนที่อยู่ในทวีปแห่งทวยเทพ เราไม่
ต้องการเห็นว่ามีผู้ใดต้องบาดเจ็บล้มตายอีกแล้ว!
หากพูดขนาดนี้แล้วเจ้ายังไม่เข้าใจอีก หากเจ้าไม่
ยอมสูญเสียอะไรเลย เราก็จะไม่สุภาพกับเจ้าแล้ว ”
ข้อแก้ตัวของพวกมันปั้นแต่งมาได้อย่างยอดเยี่ยม
จริง ๆ เล่นเอาซะ อู่ อวี้ ถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว
ถ้าหาก อู่ อวี้ ปฏิเสธก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว
ด้วยเพราะเขาเคยพร่ำบอกเอาไว้ว่าอยากจะปกป้อง
ทวีปแห่งทวยเทพ เสียเหลือเกิน แต่พอเอาเข้าจริง
ๆ แล้ว เขากลับไม่ยอมเสียอะไร
ฉะนั้นไม่น่าแปลกใจเลย เพราะเหตุใดพวกมันถึงไม่
ยอมเคลื่อนไหว ด้วยเพราะมันกำลังรอคอยให้
ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ปรากฏขึ้น
ถึงแม้ท่าทางภายนอกของ ชวี่ ห้าวหยาง จะดูสุขุม
เย็นชา แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นบุคคลอันตรายอย่าง
ยิ่ง
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่ยอมเสีย พลองหมื่นมังกร ไป
เด็ดขาด ฉะนั้นเขาจึงส่ายศีรษะแล้วพูดขึ้นว่า ” ข้า
ไม่ได้ปิดบังอะไรท่าน ข้าบอกความจริงไปแล้วว่า
ตอนนี้ ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ไม่ได้อยู่กับ
ข้า ถ้าเช่นนั้นลองหาวิธีอื่นได้หรือไม่ ในเมื่อเรายัง
พอมีเวลาก็น่าจะหยิบยืม เช่นนั้นใต้เท้าชวี่ลองขอ
หยิบยืม ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ จากใคร
บางคน แล้วให้เขาส่งมาเลยได้หรือไม่ … ”
” โอหัง! ” เมื่อได้ยินคำตอบของ อู่ อวี้ ชวี่ ห้าวหยาง
ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงดังน่าตกใจเป็นยิ่งนัก ความดังนี้
เรียกได้ว่าแม้แต่ ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู กับคนอื่น ๆ
ก็ยังได้ยิน
ดูเหมือนว่าพวกมันพยายามใช้ทุกวิถีทาง เพื่อบีบ
บังคับยึดครอง ศาสตร์ตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
อู่ อวี้ รู้สึกเหนื่อยล้ากับเรื่องนี้เสียจริง บางทีเขา
อาจจะมีลักษณะพิเศษชวนให้ผู้อื่นชอบมารังแก
เช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งออกมาจากเส้นทางเซียนบรรพ
กาลแท้ ๆ ก็ต้องมาเจอกับ ชวี่ ห้าวหยาง ซึ่งอยาก
ครอบครองสมบัติวิเศษของเขา มาคิดคิดดูแล้วเขา
ไม่ควรจะครอบครอง ศาสตร์ตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ เลยจริง ๆ
” อู่ อวี้ ข้าจะเอา ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ มา
ใช้ประโยชน์เพื่อช่วยเหลือทวีปทวยเทพของเจ้า จะ
ได้หมดห่วงกังวลไปเสียที เหตุผลนี้มันก็เหมาะสม
แล้ว แต่ถ้าเจ้าไม่เต็มใจจะทำเรื่องนี้ เจ้าก็ไม่สมควร
เป็นคนทวีปแห่งทวยเทพอีกต่อไป ” ชวี่ ห้าวหยาง
พูดเกลี้ยกล่อมกึ่งข่มขู่
ในเวลานี้หลายร้อยคนที่อยู่ที่นี่เตรียมพร้อมลงมือ
มันขยายวงล้อมสกัดกั้น อู่ อวี้ เอาไว้
ชวี่ ห้าวหยาง ในยามนี้ยังไม่ลงมือทำสิ่งใด ถ้า อู่ อวี้
เป็นคนฉลาดมันก็ไม่จำเป็นต้องลงมืออะไร แต่เห็น
ได้ชัดว่า อู่ อวี้ โง่เง่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย
” พี่น้องของพวกเราต้องปราบปรามอย่างหนัก ข้าม
น้ำข้ามทะเลมาที่นี่ เพียงเพื่อช่วยชีวิตผู้คนในทวีป
แห่งทวยเทพ ในฐานะที่เจ้าเป็นคนที่นี่แท้ ๆ เพียง
แค่สมบัตินอกกายเจ้ายังไม่สามารถสละมันได้ ช่าง
น่าผิดหวังเสียงจริง ๆ ข้าเพียงแค่ขอหยิบยืมมา
จัดการธุระให้กับเจ้าแท้ๆ”
มันช่างเป็นคนที่พูดเอาดีเข้าตัวเอาชั่วใส่คนอื่นเสีย
จริง ๆ การที่คนเราจะขอหยิบยืมสิ่งของจากกัน
ต้องกระทำเช่นนี้ด้วยหรือ? ซึ่งหากเขายอมก้มหัว
อีกฝ่ายก็ไม่มีทางส่งคืนมาให้เขาอย่างเด็ดขาด
ฉะนั้นเวลานี้ความกดดันจึงถาโถมมาที่ อู่ อวี้
ยามนี้ อู่ อวี้ ไม่สามารถถอยหลังได้อีกแล้ว ดังนั้น
เขาจึงกล่าวออกไปอย่างแน่วแน่ว่า ” ใต้เท้าชวี่ มิใช่
ว่าข้าไม่ต้องการ แต่ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
หาได้อยู่กับข้าไม่ แล้วข้าจะให้ท่านยืมได้อย่างไร?
ข้าเพียงต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องบรรพชนมารกลืน
สวรรค์เท่านั้น ข้ารู้สึกขอบคุณทุกท่านมากที่อุตส่าห์
ยอมเดินทางไกลเพื่อมาที่นี่ ”
” ถ้าเช่นนั้นมันก็ง่ายมาก ให้เราดูถุงจักรวาลของเจ้า
สิ หลังจากนั้นเรื่องราวจะได้ถูกคลี่คลาย ” ชวี่ ห้าวห
ยาง ยิ้ม ในเมื่อ อู่ อวี้ อยู่ที่นี่แล้ว เขาก็ไม่มีทางหนี
รอดไปจากฝ่ามือของมันได้
จากนั้นมันก็แบนสายตาไปมอง จิน เซิ่นเต้า ฉับพลัน
จิน เซิ่นเต้า และผู้พิทักษ์มังกรเพลิงคนอื่น ๆ ก็เข้า
ปิดล้อม อู่ อวี้ ทันที
“เอาถุงจักรวาลออกมาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้!” จินซ่างเต้า
กล่าวขึ้นด้วยเสียงหยาบกระด้าง ทั้งยังแสดงท่าทาง
ข่มขู่คุกคามออกมาอย่างเห็นได้ชัด มันเดินเข้ามา
ประจันหน้ากับ อู่ อวี้ โดยที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ
ร่างกายของมันใหญ่โตเป็นอย่างยิ่ง เมื่อยืนอยู่ต่อ
หน้าของ อู่ อวี้ เช่นนี้ ทำให้เขาดูเสมือนดั่งลูกไก่ตัว
เล็ก ๆ ก็ไม่ปาน
คนผู้นี้มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิต
เทวะขั้นที่ 6 ซึ่งมีพลังรบไม่ได้ด้อยไปกว่าองค์ชาย
เฟิง หรือ องค์หญิงโย่วเซีย แม้แต่น้อย
ราวกับว่า แค่มันตบลงมาเพียงครั้ง ก็สามารถบดขยี้
เขาจนบี้แบน
ทันใดนั้น ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มลงมือโจมตี โดยมั่นใจว่า
ตนเองเหนือกว่า และเป็นผู้กุมทุกอย่างไว้ในกำมือ
แล้ว
จิน เซิ่นเต้า พุ่งมือเข้ามายกฉกฉวยถุงจักรวาล โดย
มิได้แยแส อู่ อวี้ อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
“ หึ ”
อู่ อวี้ สบถขึ้นในใจอย่างหนาวเย็น พร้อมกับใช้พลัง
อิทธิฤทธิ์เทียมฟ้าจรดดิน ชั่วพริบตานั้น กายเนื้อ
และกระดูกของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตาร่างของเขาก็สูงขึ้นกว่า 3 จั้ง จน
เหนือยิ่งกว่า จิน เซิ่นเต้า!
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ยืนประจันหน้ากับ จิน เซิ่นเต้า
ด้วยส่วนสูงที่ดูเสมือนเด็กคนหนึ่ง แต่ในเวลานี้ จิน
เซิ่นเต้า กลับกลายเป็นผู้ที่ดูเสมือนดั่งเด็กน้อยคน
หนึ่งแทน มันสูงถึงแค่เอวของ อู่ อวี้ เท่านั้น แล้ว
ทันใดนั้นเองมือของมันที่พุ่งออกมา ก็ถูก อู่ อวี้ คว้า
จับเอาไว้ในทันที!
สิ่งนี้ทำให้ จิน เซิ่นเต้า ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
“ไสหัวไปซะ!”
ถึงแม้ว่าในเวลานี้ฝ่ายตรงข้ามจะมีร่างกายใหญ่โต
มากเพียงใด แต่มันก็มั่นใจในพลังอำนาจ และ แก่น
แท้ตำหนักม่วงของตนเอง จากนั้นมันก็สะบัด อู่ อวี้
ออกไปอย่างรุนแรง!
กึกกึก!
สิ่งที่มันไม่คาดคิดก็คือ ฝ่ามือของ อู่ อวี้ นั้น
แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง บัดนี้มันได้ทุ่มเทความ
แข็งแกร่งทั้งหมด ผสานกับกายเนื้อและพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วงอันมหาศาล เพื่อจัดการกับเขา แต่มันก็
ไม่สามารถทำให้ อู่ อวี้ ขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย!
ส่วนทางฝั่งของ อู่ อวี้ ก็มองมันด้วยสายตาที่หาได้
แยแสอันใดไม่!
แล้วทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็ออกแรงบิด ส่งผลให้บังเกิด
เสียงกระดูกดังลั่นขึ้นครั้งหนึ่ง ตามมาด้วยแขนของ
จินซ่างเต้า ที่ถูกหักจนงอ!
กล่าวตามตรง หากพูดถึงในแง่ของพลังแล้ว มันมี
มากกว่า อู่ อวี้ แต่ถ้าเป็นกายเนื้อเขาเหนือกว่ามัน
ถึง 3 เท่า
หากปะทะกันซึ่ง ๆ หน้าแล้ว จิน เซิ่นเต้า มีโอกาส
ได้ใช้พลังอิทธิฤทธิ์หรือเคล็ดวิชาเต๋า รวมถึงข้อ
ได้เปรียบของพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง อู่ อวี้ อาจจะ
ไม่สามารถเอาชนะมันได้
แต่ถ้ากล่าวถึงการใช้ความแข็งแกร่งต่อสู้ในระยะ
ประชิด อู่ อวี้ ย่อมสามารถสยบมันได้อย่างแน่นอน
เขาบิดแขนมันด้วยมือข้างหนึ่ง จากนั้นก็เหวี่ยงขา
เตะเข้าใส่ จิน เซิ่นเต้า จนร่างของมันกระเด็นลอย
ออกไป!
ตูมกลุกๆๆ
ร่างของ จิน เซิ่นเต้า ลอยข้าม ชวี่ ห้าวหยาง พร้อม
กับพุ่งอัดกระแทกเข้าใส่พื้นปฐพีอย่างรุนแรง!
เมื่อแลมองทหารคนอื่น ๆ ใน กองทัพมังกรเพลิง
ยามนี้ ภายในดวงตาของพวกมัน ล้วนเต็มไปด้วย
ความตกตะลึงอย่างยิ่งยวด จนยากจพรรณนา
ออกมาเป็นคำพูดได้ อย่างที่ทราบกัน ในหมู่พวกมัน
ทั้งหมด จิน เซิ่นเต้า คือผู้ที่มีกายเนื้อแข็งแกร่งมาก
ที่สุด ซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังอันมหาศาล หากต่อสู้
กันด้วยกายเนื้อซึ่ง ๆ หน้าแล้ว แม้แต่ ชวี่ ห้าวหยาง
ก็หาใช่คู่ต่อสู้ของมันไม
แต่ผู้ที่มีกายเนื้อแข็งแกร่งมากที่สุดจากทางฝั่งของ
พวกมัน กลับถูก อู่ อวี้ บดขยี้จนสิ้นซาก
ในช่วงเวลานี้ อู่ อวี้ ก็กล่าวขึ้นอย่างมีโทสะว่า ” ทุก
ๆ ท่าน ข้าขอยืนยันว่า ศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ หาได้อยู่กับข้าไม่ ข้าไม่ต้องการเป็นศัตรู
กับพวกท่าน และอยากแก้ไขเรื่องของ บรรพชนมาร
กลืนสวรรค์ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็
ตามข้าหวังว่าพวกท่านจะให้เกียรติข้าบ้าง ศาสตรา
วิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ไม่ได้อยู่กับข้า นอกจากนี้ถุง
จักรวาล ก็ถือเป็นความลับของแต่ละบุคคล แล้วข้า
จะปล่อยให้พวกท่านตรวจดูมันได้อย่างไร? โปรด
เข้าใจด้วย หากพวกท่านตั้งใจข่มเหงรังแกข้าจริง ๆ
ข้าก็คงไร้ทางเลือกอื่น นอกจากต้องตอบโต้กลับไป
เท่านั้น ”
“อย่าคิดว่าจะรอดไปได้!” จิน เซิ่นเต้า พุ่งทะยานขึ้น
จากพื้นดิน พร้อมทั้งจับจ้องไปยัง อู่ อวี้ ด้วยดวงตา
แดงก่ำราวโลหิต พ่นลมหายใจฟึดฟัด ด้วยสีหน้าดุ
ร้ายป่าเถื่อน พร้อมทั้งเปล่งเสียงร้องคำรามราวกับ
สัตว์ป่า พุ่งกระโจนเข้าหา อู่ อวี้ โดยหมายหมาดจะ
สยบเขาลงให้จงได้
ส่วนคนอื่น ๆ ก็ไม่คิดจะปล่อย อู่ อวี้ ไป
ชวี่ ห้าวหยาง สีหน้าเฉยเมยยังไม่แสดงออกใด ๆ ซึ่ง
ก็ดูเหมือนว่ามันจะมีความอดทนไม่มาก เกียจคร้าน
ที่จะต้องมานั่งทนรอให้คนอื่นจัดการกับ อู่ อวี้
ดังนั้นในเวลานี้มันจึงคิดจะลงไปจัดการเขาด้วย
ตนเอง
อย่างไรก็ตาม การปิดล้อมของพวกมันไร้ประโยชน์
อู่ อวี้ ย่อขนาดร่างกายหดเล็กลงทันที หลังจากนั้นก็
ใช้ก้าวเทวะเพิ่มความเร็ว ขณะคนที่โอบล้อมยังไม่
ทันได้ตอบสนองใด ๆ อู่ อวี้ ก็ไปอยู่นอกวงล้อมของ
พวกมันแล้ว
” หากทุกท่านใช้กำลังเช่นนี้ ข้า อู่ อวี้ ก็ไม่ขออยู่ที่นี่
ต่อไป ” หากเขาจะไป ต่อให้เป็น ชวี่ ห้าวหยาง ก็ไม่
สามารถหยุดยั้งเขาได้
อย่างไรก็ตาม ชวี่ ห้าวหยาง ก็ยิ้มอย่างผ่อนคลาย
แล้วพูดขึ้นว่า ” ดี ข้ารู้ว่าเจ้าเร็วมาก ข้าไม่สามารถ
ตามจับเจ้าได้ แต่อย่าลืมว่าที่นี่คือ ทวีปแห่งทวยเทพ
ตงเสิ้ง แล้วเจ้าไม่ห่วงคนข้างหลังบ้างหรือไร คิดว่า
เขาจะปลอดภัยงั้นสิ? ”
หลังจากนั้นมันก็ชี้นิ้วไปยังทิศทาง ประมุขศักดิ์สิทธิ์
ไท่ซู
อู่ อวี้ แสดงท่าทางเยาะเย้ย แล้วกล่าวขึ้นว่า ” ใน
ที่สุดสุนัขจิ้งจอกอย่างเจ้า ก็ยอมเผยหางออกมาแล้ว
ใช่หรือไม่? หากอยากได้อะไรก็จงแสดงเจตนาให้
ชัดเจน จะมัวมาหาข้ออ้างไร้ประโยชน์ไปใยเล่า ”
ชวี่ ห้าวหยาง กล่าวว่า ” เจ้าคงไม่เข้าใจสินะ พวก
เราเคลื่อนพลเตรียมทำสงครามในครั้งนี้ อย่าง
ยุติธรรมและผ่าเผย แต่เพราะเจ้าไม่ฉลาดเอง เลือก
ที่จะฉีกหน้าหน้าข้า เช่นนั้นข้าจะทำให้เห็นว่า เจ้า
ยังอ่อนหัดมากเพียงใด ”
แล้วอย่างไรเล่า จะต้องให้ พลองหมื่นมังกร กับมัน
เช่นนั้นหรือ?
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ