กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 670: คายกลมังกรเพลิง
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หมิงซวง จึงกล่าวว่า
“รู้สึกว่าการได้ครอบครอง ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ ในตอนนี้เป็นเรื่องปวดหัวชะมัด แต่
ละคนก็ล้วนหมายตาเจ้า เช่นนั้นไม่มอบให้มันไป
ก่อนล่ะ ความแข็งแกร่งของมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกัน
เจ้ามากมาย พอถึงเวลาและสิ่งต่างๆประจวบ
เหมาะ ในยามที่พวกมันจาก ทวีปแห่งทวยเทพตง
เสิ้ง ไป เช่นนั้นค่อยไปชิงคืนมา”
คำกล่าวของหมิงซวง มีเหตุผลอย่างยิ่ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ทุกที่
บนทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งล้วนเป็นคนที่เกี่ยวข้อง
กับ อู่ อวี้ และคนเหล่านี้ทั้งหมดย่อมทำทุกวิธีทาง
เพื่อที่จะบรรลุจุดประสงค์ของมัน จึงเป็นเรื่องยาก
ที่ อู่ อวี้ จะเข้าไปเจรจาพูดคุยอย่างมีเหตุมีผลได้
หากไม่สามารถพูดคุยประนีประนอมกันได้
นอกจากการต่อสู้จนตกตายไปข้างก็ไม่มีทางเลือก
อื่นอีกแล้ว
แต่ในตอนนี้ อู่ อวี้ ไม่ได้มีทรัพยากรมากมายถึง
ขนาดที่สามารถต่อสู้เป็นตายกับกองทัพมังกรเพลิง
หากผ่านถนนสายนี้ไปไม่ได้จริงๆ คงต้องมีแต่
ประนีประนอมแล้ว…
ทางเลือกนี้มันช่างน่าเศร้าและหดหู่ยิ่ง นอกจากนี้
มันอาจจะทำให้อาณาจักรโบราณเหยียนหวงต้อง
ผิดหวัง อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ก็ต้องจำยอม ซึ่ง
เหตุการณ์นี้คล้ายๆกับ ศิลามณีกำเนิดวารี แม้ว่า
มันจะเปลี่ยนมือไปเป็นเวลาสั้นๆ แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่คิด
ว่า พลองหมื่นมังกรพิภพอนันต์ จะหายไปตลอด
กาล
ที่แห่งนี้ไม่ใช่เส้นทางเซียนบรรพกาล แม้ว่าจะถูก
ข่มขู่คุกคามด้วยวิธีเดียวกัน แต่ก็ไม่อาจจะทำตาม
อำเภอใจได้
“กองทัพมังกรเพลิง ชวี่ ห้าวหยาง!“
อีกฝั่ายยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ยกยิ้มขึ้นพร้อม
กล่าวว่า “อย่าได้เสียใจไปเลย พวกเราพี่น้อง
ทั้งหลายเดินทางมาไกลจนถึงสถานที่ไกลปืนเที่ยง
เช่นนี้แล้ว การที่ข้าจะได้รับบางสิ่งตอบแทนก็
นับว่ามันไม่เกินเลยมิใช่หรือ?”
สมบัติ ความรัก การไล่ล่า ทุกคนล้วนต้องพบเจอ
ซึ่งสำหรับ ชวี่ ห้าวหยาง แล้ว อู่ อวี้ ก็เป็นแค่เด็ก
หนุ่มที่มาจากชนบทที่ได้รับสมบัติล้ำค่า จึงเป็น
เรื่องง่ายที่จะแย่งชิงสิ่งของมาจากผู้ที่ไร้ซึ่งอำนาจ
เช่นนี้
“หากข้ามอบศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
กับเจ้า แล้วจะรีบจัดการเรื่องบรรพบุรุษมารกลืน
สวรรค์ให้ข้าใช่หรือไม่?” อู่ อวี้ กดความโกรธเคือง
ที่อยู่ในใจกลับเข้าไป
ชวี่ ห้าวหยาง และผู้ติดตามมองหน้ากัน กล่าวว่า
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา พวกเราสามารถจัดการได้
ทันที”
ดูเหมือนพวกมันจะรู้ถึงจุดจบของเรื่องนี้อยู่แล้ว
นั่นแสดงให้เห็นถึงเหตุผลที่มันอดทนรอมาจนถึง
ตอนนี้ ตราบใดที่ อู่ อวี้ กลับมา เพียงแค่กดดัน
ข่มขู่นิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว
แน่นอนว่าแม้ว่าจะเป็น อู่ อวี้ ในยามนี้ ก็ไม่ค่อย
มั่นใจนักยามต้องเผชิญกับ พ่อลูกตัวหมิงซาน เสิ้ง
เสวี่ย
เนื่องจากว่ามันสามารถแก้ไขปัญหาที่กวนใจ อู่ อวี้
ได้ เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“ต้องขอโทษด้วย ที่ข้าไม่ได้อยู่กับเจ้าเป็นเวลา
สั้นๆ แต่ข้าสัญญากับเจ้า ว่าสักวันหนึ่งเจ้าจะต้อง
กลับมาอยู่ในมือข้า และส่องประกายเจิดจ้าขึ้นมา
อีกครา”
อู่ อวี้ กล่าวกับพลองหมื่นมังกรอย่างหนักแน่น
พลองหมื่นมังกรเป็นสิ่งที่เขาโปรดปรานที่สุด ราว
กับมันเป็นของเล่นในวัยเด็ก ทว่ายามนี้เขากลับ
ต้องถูกบังคับให้ทิ้งมันไป กระทั่งจะนำออกมาเขาก็
ยังลังเล บัดนี้ลาวาที่อยู่ในภูเขาไฟที่ฝังลึกอยู่ใน
จิตใจของเขามันกำลังปันปั่วนพลุ่งพล่าน แทบจะ
ปะทุออกมา
บนเส้นทางแห่งการฝึกตน ไม่ได้ราบลื่นเสมอไป
มักจะเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่น่าอัปยศ แต่นี่ไม่ได้
หมายความมันจะทำให้ อู่ อวี้ ต้องถอดใจได้
“ข้าก็อยากจะไปด้วย” อู่ อวี้ นำพลองหมื่นมังกร
ออกมา ถือไว้ในมือของเขา แล้วกล่าวออกมาอย่าง
หนักแน่น
“ไม่มีปัญหา นี่ก็ถือว่าเปิดโลกทัศน์ของเจ้าที่จะได้รู้
ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของกองทัพมังกรเพลิง” เมื่อ
มองเห็นพลองหมื่นมังกร แววตาของ ชวี่ ห้าวห
ยาง พลันส่องประกายขึ้น มันเอื้อมมือออกไป
หมายที่จะชักนำพลองหมื่นมังกรให้ลอยมาอยู่ทาง
ฝังของมัน
แต่มันคิดผิด เพราะว่าพลองหมื่นมังกรมีน้ำหนักที่
มหาศาล มันอาศัยแค่วิชาควบคุมสิ่งของ แล้วจะ
ยกพลองเล่มนี้ขึ้นไปได้อย่างไร?
และยิ่ง อู่ อวี้ ทำการกำราบมันโดยสมบูรณ์อีก…
วงเวทพลองหมื่นมังกรสั่นสะเทือน มังกรที่อยู่ใน
ตัวพลองนับหมื่นพยายามดิ้นรน เห็นได้ชัดว่ามัน
ไม่ยินยอม ที่จริงมันได้ทำการยอมรับ อู่ อวี้ ไปแล้ว
เพียงแค่รอให้ อู่ อวี้ เอาชนะอสูรอนันต์ในส่วน
สุดท้ายเท่านั้น
แต่ทว่าในตอนนี้เขาจะต้องจากกับมันไปอย่างช่วย
ไม่ได้
อู่ อวี้ สามารถสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์อันลึกล้ำ
ระหว่างตัวเขาและศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณชิ้นนี้
แต่ ชวี่ ห้าวหยาง ไม่เหมือนกับคนทั่วไป มันก้าว
เดินไปหา อู่ อวี้ จับจ้องพลองหมื่นมังกรด้วยแวว
ตาที่ดุดัน และกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ปกปิด
ถึงความดีอกดีใจของมันว่า “เจ้าสมบัติชิ้นนี้ มี
อารมณ์ความรู้สึกจริงๆ คุ้มค่าแล้วกับสถานะสุด
ยอดศาสตรา”
กล่าวจบมันก็เหยียดมือไปข้างหน้า และพยายาม
ถือมัน อันที่จริงมันประเมินน้ำหนักของพลองหมื่น
มังกรต่ำไป ดังนั้นมันจึงแทบจะล้มหัวคะมำอยู่
เบื้องหน้าของ อู่ อวี้
ท้ายที่สุดมันได้ทุ่มสุดกำลัง รวมทั้งใช้พลังจากแก่น
แท้ตำหนักม่วงของมัน จึงสามารถยกพลองขึ้นมา
ได้อย่างยากลำบาก แต่พลองหมื่นมังกรไม่ยอมเชื่อ
ฟังมัน ดังนั้นจึงยังมีการดิ้นรนขัดขืน ชวี่ ห้าวห
ยาง จึงทำได้เพียงใช้สองมือจับเอาไว้และใช้พลัง
แก่นแท้ตำม่วงในการปรามปราบฤทธิ์ของพลอง
มันยอมใช้ออกทุกสิ่ง เพื่อไม่ให้ตนอับอายขายหน้า
“ทั้งองอาจ และเปียมล้มไปด้วยอำนาจอันล้นพ้น
นี่สิถึงจะเป็นศาตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ!
แล้วศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้มีชื่อว่าอะไร?”
“วันใดที่เจ้าสามารถทำให้มันยอมจำนนและ
ศิโรราบได้ เจ้าจะรู้เอง” อู่ อวี้ กล่าว
แน่นอนว่า พลองหมื่นมังกร จะไม่ยอมศิโรราบ
ให้กับมัน แม้ว่าพลองจะยอมศิโรราบ แต่ อู่ อวี้ ก็มี
จุดหมายที่จะชิงมันกลับคืนไปอย่างแน่นอน
“ที่เจ้ากล่าวมามันก็ถูก”
ชวี่ ห้าวหยาง ยกยิ้มเย็นเยียบ มันยกพลองหมื่น
มังกรขึ้นลงไปมา ยามนี้มันเต็มไปด้วยอารมณ์
ความรู้สึกประหลาดใจ พร้อมกับอดไม่ได้ที่จะเอ่ย
ชมเชยพลอง ส่วนผู้ติดตามกองทัพมังกรเพลิงของ
มัน ต่างก็พากันแสดงสีหน้าอิจฉาออกมา
“ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้บัญชาการที่ได้รับ
สมบัติล้ำค่าเช่นนี้”
“ขอแสดงความยินดีด้วย”
คนหลายร้อยคนอดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะ
ออกมา และเสียงหัวเราะเหล่านี้ก็ได้เป็นเสียง
หัวเราะเยาะเย้ยถากถาง อู่ อวี้
“ตกลง ได้เวลาจัดการเรื่องต่างๆแล้ว!” ชวี่ ห้าวห
ยาง เก็บพลองหมื่นมังกรลงไปในถุงจักรวาล เมื่อ
กล่าวจบ พริบตาเดียวสีหน้าของมันก็เปลี่ยนไป
เปลี่ยนกลายเป็นเย็นชา เด็ดเดี่ยว พร้อมสั่งการ
ออกมาอย่างเฉียบขาด
ภายใต้คำสั่งของมัน เหล่าผู้พิทักษ์มังกรเพลิง พลัน
เกิดการเปลี่ยนแปลง ทุกคนเก็บรอยยิ้มเข้าไป และ
เปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบของการต่อสู้ในบัดดล
ราวกับเป็นราชสีห์ตัวหนึ่ง ที่สามารถควบคุมกอง
กำลังผู้ฝึกตนที่แสนจะแข็งแกร่งได้ ภาพเบื้องหน้า
นับว่าน่าสะพรึงยิ่ง กลยุทธ์ของ อาณาจักรโบราณ
เหยียนหวง เข็มงวดยิ่งกว่านครจักรพรรดิเพลิงเสีย
อีก ทุกระดับชั้นมีการกวดขันวินัยกันอย่างเข้มงวด
ทำให้มีความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เมื่อเทียบกับพรรคนิกายต่างๆ ผู้ฝึกตนเหล่านั้น
มักจะเต็มไปด้วยอิสระเสรีจึงทำให้สามารถสำแดง
พลังของตนเองมาได้อย่างแต่ที่ แต่ทว่าหากทำการ
ต่อสู้เป็นกลุ่ม ย่อมไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกัน
ได้
ดังนั้น สิ่งนี้จึงกลายเป็นต้นแบบในการสร้าง
กองทัพอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรผู้ฝึกตน
การที่พวกมันบอกว่าเริ่มลงมือ นั่นก็คือการทำ
ภารกิจภายใน ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง แห่งนี้
พวกมันหวังจะทำให้เสร็จๆแล้วรีบจากไปเสียที
และด้วยภายใต้การนำทัพของ ชวี่ ห้าวหยาง คน
หลายร้อยคนที่เต็มไปด้วยระเบียบเคร่งครัดจึงเริ่ม
เคลื่อนพลไปด้านหน้าในทันที กองทัพเคลื่อนเข้าสู่
คฤหาสน์ของเจ้านคร จากนั้นก็ไปที่หลุมบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิงอย่างรวดเร็ว
ส่วน อู่ อวี้ ก็ได้ติดตามหลังพวกมันไป
คนที่อยู่แถวหน้ากระโดดเข้าไปภายในหลุมบรรพ
กาลจักรพรรดิเพลิง พริบตาเดียวนครจักรพรรดิ
เพลิงก็ว่างเปล่า ภายในหลุมบรรพกาลจักรพรรดิ
เพลิง ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูและคนอื่นๆไม่สามารถ
ล่วงรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง อู่ อวี้ ได้ส่งมอบตรา
ผนึกสื่อสารให้กับพวกเขา และบอกพวกเขาว่าจะ
เริ่มจัดการกับ ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย กันแล้ว
และให้พวกเขาที่อยู่ภายนอกเตรียมการรับมือ
เอาไว้
นับว่านี่เป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่ง!
หลังจากที่ อู่ อวี้ เข้ามายังหลุมบรรพกาลจักรเพลิง
แล้ว พลันปรากฎทรายสีเหลืองอร่ามภายใต้คลอง
จักษุที่พัดผ่านตามสายลมเข้ากระทบตัว
ทันใดนั้นความทรงจำเก่าก็ผุดขึ้นมา ภาพของ
ตนเองที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่กับ ลั่วผิน เป็นเวลาพัก
หนึ่ง ได้ปรากฎขึ้นในจิตใจ
“ไม่รู้ว่ายามนี้นางกำลังทำอะไรอยู่ ชีวิตนางจะราบ
ลื่นหรือไม่?” เมื่อคิดไปถึงนาง ก็จดจำไปถึง
ข้อตกลงระหว่างเขาและนาง สักวันนึ่งเขาจะต้อง
ไล่ตามนาง ซึ่ง ลั่วผิน ก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด
ดังนั้นตัวเขาจึงยังพอมีความหวังว่าตัวเขาจะ
เหมาะสมกับนาง
แต่ตอนนี้มีสิ่งที่สำคัญกว่าที่เขาจะต้องทำ อู่ อวี้
รวบรวมสมาธิติดตามกองทัพมังกรเพลิง มุ่งหน้า
ไปทางทิศของนครโบราณอย่างรวดเร็ว
จำได้ว่าก่อนหน้านี้ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซูและคน
อื่นๆต้องเสียเวลาไปกว่าครึ่ง จนทำให้ที่แห่งนี้
น่าจะมีการจัดตั้งค่ายกลเอาไว้อย่างเพียงพอแล้ว
ไม่คาดคิดว่าหลังจากที่เขาเข้ามา กลับพบว่า
ภายในที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความว่างเปล่า จน
สามารถมองเห็นได้ถึงกำแพงที่ได้ผนึก ตัวหมิงซาน
เสิ้งเสวี่ย เอาไว้อย่างแช่มชัด
“ค่ายกลสังหารที่อยู่ภายในนี้หายไปไหนแล้ว?” ใน
ใจ อู่ อวี้ รู้สึกหดหู่ แล้วเอ่ยถามไปยัง ชวี่ ห้าวเห
ยียน
“เกะกะเปล่าๆ กำจัดแค่คนสองคนไม่จำเป็นต้อง
เล่นใหญ่ก็ได้” ชวี่ ห้าวหยาง เอ่ยออกมาอย่างเย็น
ชา
“พวกมันถูกบรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์ควบคุมอยู่
สามารถพลิกผันได้ไม่รู้จบ ข้าไม่รู้ว่าพวกมันมี
ขีดจำกัดขนาดไหน การที่เจ้าไม่ได้เตรียมการเช่นนี้
หากเกิดบางอย่างผิดปกติ……” อู่ อวี้ รู้สึกไม่พอใจ
ที่เห็นท่าทีหยิ่งหยิ่งผยองเช่นนี้
สุดท้ายแล้ว ชวี่ ห้าวหยาง เหลือบมอง พร้อม
กล่าวว่า “เจ้าต้องการจะสอนข้าว่าควรจะทำ
อย่างไรเช่นนั้นรึ? ถ้าเช่นนั้นก็ลงมือเองเสียเลยวมั้ย
ล่ะ? อู่ อวี้ อย่าดูถูกพลังรบของทัพมังกรเพลิงของ
พวกเราไปนัก จงเปิดตาดูให้ดีๆ อย่าคิดว่าการที่
เจ้าได้ไปอยู่บน เส้นทางเซียนบรรพกาล แล้วจะถือ
ว่าเจ้าได้กลายเป็นคนใหญ่คนโต”
เนื่องจากว่ามันไม่ได้มีความเกรงใจแม้เพียงเสี้ยว อู่
อวี้ จึงไม่ได้เข้าไปข้องแวะกับมันอีก เขาไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงความคิดของอีกฝั่ายได้ จึงทำได้เพียง
แค่ถอยร่นออกมาเท่านั้น
เขามองไปยังแท่นที่อยู่ใจกลางนครโบราณ ซึ่งเป็น
ที่ที่เจ้านครจักรพรรดิเพลิงเคยนั่งและปกปั้อง
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์เอาไว้ในตอนที่เขายังมี
ชีวิตอยู่
กองทัพมังกรเพลิงลงมืออย่างรวดเร็ว โอบล้อม
กำแพงที่กักขัง ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย และ เทียน
ไห่อวี้ ฝูเหยา เอาไว้ เนื่องจากว่าค่ายกลที่อยู่
บริเวณตำแหน่งของพวกมันหายไปหมดแล้ว
ดังนั้นรอบด้านจึงว่างเปล่า
กองทัพมังกรเพลิง แน่นอนว่าพวกมันล้วนเข้มงวด
และมีระเบียบวินัย ในเวลานี้ ชวี่ ห้าวหยาง เอื้อม
มือออกไป ทุกคนจึงเร่งนำศาสตราเต๋าวิถีแท้
ออกมา ลักษณะของศาสตราเต๋าวิถีแท้ โดย
พื้นฐานแล้วเป็นกระบี่ยาวสีทองเล่มหนึ่ง ให้
ความรู้สึกถึงวงเวทอันแข็งแกร่งยามเมื่อผสาน
ค่ายโจมตีผสานเช่นนี้ ถือเป็นค่ายกลอย่างง่าย
ยกตัวอย่างเช่นค่ายกลกระบี่ 5 ธาตุของนิกาย
กระบี่สวรรค์
แต่เห็นได้ชัดว่าค่ายกลต่อสู้ของกองทัพมังกรเพลิง
มีความซับซ้อนมากกว่า ทุกคนล้วนใช้พลังแก่นแท้
ตำหนักม่วงอันลึกซึ้ง เมื่อมองลงมาจากฟากฟั้า จะ
เห็นถึงการเชื่อมต่อของพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง
ระหว่างผู้คนจำนวนมากได้อย่างเลือนลาง
การที่คนกลุ่มใหญ่ผสานพลังร่วมกัน ทำให้กลิ่น
อายอันรุนแรงที่แผ่ออกมานั้น ยากจะทำใจเชื่อได้
ลง!
ในเวลานี้ ชวี่ ห้าวหยาง อยู่ใจกลางค่ายกลวงเวท
ซึ่งตัวมันถือเป็นแกนกลางของค่ายกล อู่ อวี้ รู้สึก
ได้อย่างเลือนลางว่า มันสามารถดึงพลังของคน
อื่นๆเพื่อแปรเปลี่ยนกลายมาเป็นสุดยอดอาวุธ
ต้องกล่าวว่าในเวลานี้ ชวี่ ห้าวหยาง แข็งแกร่ง
เกินไป ซึ่งถึง อู่ อวี้ จะเข้าไปก็ไม่สามารถช่วยอัน
ใดได้อีก
ที่จริวการร่วมมือผสานของอีกฝั่าย มันได้ส่งแรง
กดดันมายัง อู่ อวี้ ด้วยเช่นกัน
แต่ในยามนี้ ชวี่ ห้าวหยาง ไม่ได้เห็นเขาอยู่ใน
สายตาแม้แต่น้อย ตอนนี้มันได้รับสมบัติล้ำค่า
มาแล้ว มันจึงคิดที่จะรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ดังนั้นหลังจากที่เตรียมตัวเสร็จแล้ว มันก็ลงมือโดย
ไร้ซึ่งความลังเล โจมตีไปยังกำแพงที่ผนึก ตัวหมิง
ซาน เสิ้งเสวี่ย เอาไว้ เสียงระเบิดดังกึกก้อง
กัมปนาท กำแพงเริ่มพังทลายลงไปในทันที เห็นได้
ชัดว่าบัดนี้สองพ่อลูกได้รับอิสระแล้ว
ปัง!
ฝุั่นปลิวกระจายปลิวว่อน
อู่ อวี้ จ้องมองไปยังเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา
ท่ามกลางฝุั่นตลบอบอวล พลันปรากฎชายวัย
กลางคนหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่ง นอกจากนี้ยัง
ปรากฎหญิงสาวชุดดำซึ่งมากด้วยเสน่ห์ออกมา
พร้อมกัน
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ