กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 673: ฝนรายที่หวนกลับมาอีกครั้ง
อู่ อวี้ ไม่เคยคิดเลยว่าการกำจัด เทียนไห่อวี้ ฝู
เหยา จะยากเย็นถึงเพียงนี้
บางทีอาจจะเพราะเขาเคยเห็น ลั่วผิน จัดการกับ
จักรพรรดิมารมาก่อน ดังนั้นเขาเลยชะล่าใจแล้ว
ไม่คิดว่า บรรพชนมารกลืนสวรรค์ จะร้ายกาจน่า
สะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
ตัวหมิงซาน เสิ้งเสวี่ย ถูกกำจัดก่อนที่มันจะ
แข็งแกร่งมากไปกว่านี้ ฉะนั้นจึงสามารถจัดการมัน
ลงได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นการยืนยัน
ความสามารถของ ชวี่ ห้าวหยาง ได้เป็นอย่างดี
ชัยชนะในครั้งนั้น ทำให้พวกมันหย่อนยานลด
ความระแวดระวัง หลงระเริงไปกับความภาคภูมิใจ
ดังนั้น เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา จึงฉกฉวยโอกาสนี้
อู่ อวี้ กับ ชวี่ ห้าวหยาง ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า
เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา จะรีบไขว่คว้าโอกาสนี้
โดยเฉพาะเมื่อนางมาถึง คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์
ยิ่งทำให้นางมีพลังมากขึ้น และทำให้พวกมัน
สังหารนางยากมากขึ้นเรื่อย ๆ!
กล่าวได้ว่าความได้เปรียบในพลังการต่อสู้ ได้ถูก
ถ่ายโอนไปยังฝังของ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา ไปเป็นที่
เรียบร้อย
“สังหารนางงงงงง!”
“เร็วเข้า! ตั้งค่ายกล! ตั้งค่ายกล!”
” หยุดนางมารนี่ให้ได้! อย่าให้นางทำลายกำแพง
ลงได้เด็ดขาด!”
ชวี่ ห้าวหยาง เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้มันก็
เริ่มคลุ้มคลั่ง ภายในหัวใจเต็มไปด้วยความตื่น
ตระหนก ดูเหมือนว่านับจากนี้มันจะไม่สามารถ
ควบคุมสถานการณ์ได้อีกต่อไป
ด้วยสถานการณ์ที่อยู่เหนือความคาดหมายนี้ ทำให้
มันถึงขนาดต้องยอมรับว่าไม่สามารถสังหาร เทียน
ไห่อวี้ ฝูเหยา ลงได้ นับแต่มันเกิดมา ยังไม่เคยพบ
เจอศัตรูร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ ทุก ๆ
การโจมตี ทุกศาสตราวุธที่สาดประเคนถาโถมเข้า
ใส่ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา ล้วนไร้ประโยชน์
แม้แต่ อู่ อวี้ ซึ่งมีพลังกายเนื้อแข็งแกร่ง เมื่อโจมตี
เข้าใส่นางยังไร้ประโยชน์
ที่ยากกว่านั้นก็คือ นางใช้โอกาสนี้รีบทะยานไปยัง
โถงด้านหน้าซึ่งตรงส่วนนี้มีสรรพะเทวะวิญญาณ
‘หนามเขียว’ อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อ ชวี่ ห้าวห
ยาง กับกองกำลังของมันติดตามมันเข้าไปด้านใน
พวกมันก็ถูกโจมตีโดย ‘หนามเขียว’ อย่างฉับพลัน
เมื่อครั้งก่อนหน้านี้ ลั่วผิน ได้แช่แข็งพวกมันเอาไว้
อันที่จริงในตอนนั้นเขาคิดว่าพวกมันไม่ได้ตกตาย
ไปจริง ๆ ดังนั้นในวันนี้มันถึงกลับมาทำหน้าที่อีก
ครั้ง
‘หนามเขียว’ เกิดขึ้นจากปรสิตที่เกิดมาภายในร่าง
ของ บรรพชนมารกลืนสวรรค์
เมื่อ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา เห็นกลุ่มที่ติดตามนางมา
ถูกสกัดโดยน้ำเขียว นางก็ยิ้มเย้ยออกมาอย่างผ่อน
คลาย ทันทีที่นางเดินเข้ามาด้านในห้องโถง ก็
ทำลายทุกสิ่งอย่าง ๆ บ้าคลั่ง ในเวลานี้มีคนที่
ติดตามนางเข้าไปด้านในได้ทัน มีแค่เพียงน้อยนิด
แล้วหนึ่งในนั้นก็คือ อู่ อวี้ ซึ่งภาพที่เขาเห็นในเวลา
นี้ก็คือความแข็งแกร่งของ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา นั้น
เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งของด้านในถูกบดขยี้ทำลายลง
อย่างต่อเนื่อง ยิ่งกำแพงถูกทำลายมากขึ้นเท่าไหร่
นางก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
หวืดดด!
สิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อนางแข็งแกร่ง
ขึ้นมาจนถึงระดับหนึ่งแล้ว ร่างกายของนางก็
กลายเป็นหมอกควัน แบ่งร่างออกเป็นหกร่าง ทุก
ร่างมีเส้นผมสีขาว ดวงตาสีแดงโลหิต ร่างทั้งหก
กระจายตัวออกไปคนละทิศคนละทาง หลังจากนั้น
ก็ทำลายคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์อย่างบ้าคลั่ง
บัดนี้ คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ พังทลายล่มสลาย
หมดสิ้นแล้ว!
ครืนนนนน!
เมื่อได้ยินเสียงคฤหาสน์ล่มสลาย เป็นเสมือนดั่ง
เสียงคำราม สำหรับคนบางคนแล้ว เสียงนี้เป็น
เสมือนดั่งฝันร้ายของใครหลายคน ยิ่งผสานกับ
น้ำเสียงของ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา มันยิ่งได้เข้าไป
ตราตรึงฝังแน่นไปอยู่ภายในจิตใจของผู้ใดบางคน
อย่างไม่อาจลืมเลือน
” หึหึ เจ้าออกไปไหนไม่ได้อีกแล้ว” นางหัวเราะเบา
ๆ ในลำคอ
ในเวลานี้ท้องเวหาเต็มไปด้วยหมอกควันสีดำ
การสกัดกั้นของ ‘หนามเขียว’ มันสำคัญกับนาง
มากทีเดียว โดยพระนางต้องการเวลาแค่เพียง
เล็กน้อยเท่านั้น แล้วตอนนี้มันก็ระเบิดออกมาอย่าง
ท่วมท้น ชวี่ ห้าวหยาง ตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยเพราะไม่รู้ว่าในเวลานี้ ไพร่พลของมันหายไป
ไหนกันหมด
” อู่ อวี้ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!? ” ในเวลานี้จิตใจ
ของ ชวี่ ห้าวหยาง เต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความ
หวาดกลัวอย่างที่สุด คนอื่น ๆ ก็คิดเช่นเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะถูกแก้ไขแล้ว แต่
ไฉนเหตุการณ์ถึงเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้!
หากพวกมันไม่ทำลายค่ายกล ประมุขศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู
วางไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะความหยิ่งยโส เทียนไห่อวี้ ฝู
เหยา คงไม่สามารถขึ้นไปบนแท่นศิลา แล้วลงมา
ในคฤหาสน์บรรพชนมารได้
หากพวกมันจัดตั้งค่ายกลวงเวท ให้ดีมากขึ้นกว่านี้
ตั้งแต่แรก เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา ย่อมไม่สามารถฝั่า
ทะลวงเข้ามาได้
จวบจนปัจจุบัน อู่ อวี้ ก็ยังคงพร่ำโทษตัวเอง ว่า
ตั้งแต่แรกที่มาถึง ไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้พวกมันได้รู้
อย่างชัดเจน
เพราะว่ามันสายเกินไปแล้ว หากจะต้องมาพูด
อะไรเอาตอนนี้
หมิงซวงกล่าวว่า ” พวกเจ้ากับ บรรพชนมารกลืน
สวรรค์ นั้นแตกต่างกันเกินไป มันอยู่มาตั้งกี่แสนปี
อุบายมันย่อมแพรวพราว ยามนี้ไม่ต่างกับพวกเจ้า
กลายเป็นอาหารของมันแล้ว ”
หมิงซวงเริ่มโอดครวญ
” ไม่มีทางแก้แล้วเช่นนั้นหรือ? ” อู่ อวี้ กวาด
สายตามองไปรอบ ๆ คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ที่
กำลังจะถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อพูดจบ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของ
คนจำนวนมากมาย ดังมาจากทิศทางโถงด้านหน้า
นี่คือเสียงของเหล่าผู้พิทักษ์มังกร ที่กำลังถูกหมอก
ควันสีดำกลืนกินหายไป
ควันสีดำเหล่านี้หมุนคว้างราวกับพายุคลั่ง ความ
รุนแรงของมันไม่ต้องพูดถึง ต่อให้เป็น อู่ อวี้ อยู่
ด้านในแล้วพยายามใช้เคล็ดก้าวเทวะหลบหนี ก็ยัง
ไม่อาจจะหลบหนีได้
สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใน คฤหาสน์มารกลืน
สวรรค์ ไม่อาจแก้ไขกู้ฟืนคืนกลับมาได้ เห็นได้ชัด
ว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน อู่ อวี้ ไม่สามารถ
ควบคุมตอนจบได้
ถ้าให้ว่ากันตามตรงภาพของเขาก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่า
ชวี่ ห้าวหยาง อย่างใดเลย ตัวเขาเองก็ยังรู้สึก
สยดสยองกับความน่าสะพรึงกลัวของฝั่ายตรงข้าม
อยู่ไม่น้อยทีเดียว ต่อให้เขาคิดจะไปหลบซ่อนตัว
อยู่ภายใน เจดีย์ล่องกำเนิด ก็คงจะไม่มีทาง
ตูมมมม!
การระเบิดสร้างความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เหล่าผู้พิทักษ์มังกรเพลิง ส่งเสียงกรีดร้องออกมา
อย่างโหยหวน แล้วก็หยุดในช่วงเวลาสั้น ๆ
บัดนี้ คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ได้พังทลายลงอย่าง
สมบูรณ์ ท่ามกลางดินแดนอันมืดมิด หมอกควันสี
ดำม้วนกวาดออกล้อมรอบกาย อู่ อวี้
ในเวลานี้ ชวี่ ห้าวหยาง แลมองผู้พิทักษ์มังกร
มากกว่าสิบคนถูกกลืนกิน หนึ่งในนั้นก็คือ จิน เซิ่น
เต้า ในเวลานี้ความหวาดกลัวแพร่กระจายไปทั่ว
ร่างของพวกมันทรุดร่วงลงพื้น ระหว่างนั้นมีหลาย
คนหยิบยันต์ออกมาบดขยี้ หมายหลบลี้หนีตาย
ออกจากที่นี่ ทว่าที่นี่คือ คฤหาสน์มารเกินสวรรค์
ซึ่งดูเหมือนว่ายันต์ที่พวกมันบดขยี้จะไม่ทำงาน
อีกทั้งสภาพการในตอนนี้ พวกมันกำลังถูกรายล้อม
ด้วยท้องนภาอันมืดมิด
” อู่ อวี้! เจ้าพาพวกเราลงมาตายชัด ๆ! เราต้อง
เสร็จมันแน่! ” ด้วยสภาพการณ์เลวร้ายในปัจจุบัน
ทำให้ ชวี่ ห้าวหยาง ไม่สามารถหยิ่งผยองได้อีก
ต่อไป ในยามนี้มันหวาดกลัวอย่างที่สุดกวาด
สายตามองกวัดแกว่งเลิ่กลั่กไปมา แววตาของมัน
บ่งบอกถึงความกลัวตายอย่างที่สุด
“ ช่วยไม่ได้ มันไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกแล้ว กองทัพ
ของเจ้าพ่ายแพ้ราบคาบ ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าตามข้า
มาหน่อย ” อู่ อวี้ ส่ายศีรษะ ถ้าให้กล่าวตามสัตย์
จริงเขาไม่หวาดกลัวความตายแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่
เขาหวาดกลัวมากที่สุดก็คือ นางจะนำหายนะมาสู่
โลกใบนี้ ด้วยเหตุนี้ภายในใจของเขาจึงรู้สึกผิดเป็น
อย่างมาก ความหดหู่กังวลใจมากมายเกินกว่าจะ
พรรณนาได้
ในที่สุดยามนี้เขาก็เข้าใจว่า ท่ามกลางข่าวลือของ
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ ที่แพร่สะพัดไปทั่วทั้ง
สวรรค์และปฐพี ผู้ที่ทำให้เหล่าเทพเซียนต้องจุติลง
มายังโลกมนุษย์ บีบบังคับจนต้องใช้ค่ายกลสามยุค
ดับสูญ เพื่อสังหารมัน สรรพเทวะวิญญาณ
ประเภทนี้ คือผู้ที่ถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางสวรรค์
และปฐพีเพื่อทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง
ความสามารถในการกลืนกินของมัน แม้แต่เหล่า
เทพเซียนก็ยากจะจัดการได้! ท่ามกลาง
ประวัติศาสตร์ทั้งหมด บางทีความสามารถของมัน
อาจถูกจัดให้ อยู่ในระดับแรกเลยก็ว่าได้!
กลืนกิน!
แน่นอนว่า หาก อู่ อวี้ มีความสามารถนี้ มันจะ
เป็นความสามารถที่ทำให้ผู้คนต้องคลุ้มคลั่ง
โกลาหล แต่น่าเสียดาย ที่เขาอยู่ห่างจาก ระดับก่อ
ร่างกำเนิดจิตเทวะ แค่เล็กน้อยเท่านั้น
บางทีหลังจากนี้ เขาอาจจะแข็งแกร่งพอจน
สามารถสังหาร เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา ก็เป็นได้ แต่
ผู้ใดจะไปรู้ว่า เขาจะพัฒนาไปถึงระดับนั้นได้ทัน!
เมื่อ ชวี่ ห้าวหยาง กรีดร้อง ควันดำก็แผ่ขยายปก
คลุมไปทั่วทั้งท้องเวหา และ อู่ อวี้ ก็ถูกม่านหมอก
นี้ปกคลุมไปด้วย อย่างไรก็ตามไม่คาดคิดว่า พื้นที่
ว่างเปล่ารอบตัวของเขา กลับใสสะอาดขึ้นในชั่ว
พริบตา ทันใดนั้นหมอกทมิฬก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้อง
นภา หายไปจากร่างของ อู่ อวี้ หากแลมองอย่าง
ละเอียด จะเห็นได้ว่าท่ามกลางเสียงกรีดร้องของ
ชวี่ ห้าวหยาง บัดนี้มันได้ตกตายไปแล้ว
หมอกทมิฬได้กลืนกินร่างกายของมัน ส่วน อาภรณ์
ถุงจักรวาลและสิ่งอื่น ๆ ล้วนล่วงหล่นลงสู่พื้นปฐพี
ผู้พิทักษ์มังกรเพลิง และ คนจากกองทัพมังกร
เพลิงหลายพันนาย ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้ากองร้อย
หรือหัวหน้ากองพัน ล้วนตกตายหมดไม่มีเหลือ ทุก
สิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่อาจ
ตอบสนองได้อย่างทันท่วงที
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ ก็ยังคงเป็น บรรพชนมาร
กลืนสวรรค์
ยามนี้ทุกสรรพสิ่งล้วนเรียบเตียนไร้ซึ่งสิ่งใด
แม้กระทั่งต้นหนามเขียวก็ยังไม่มีเหลือ ท้องนภาถูก
ปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬสีดำ แล้วทันใดนั้นควัน
ดำเหล่านี้ ก็ผสานหลอมรวมกลายเป็นร่างของ
มนุษย์ผู้หนึ่ง เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา นางยังคงมีผม
ขาวแลดวงตาสีโลหิตเหมือนเช่นเคย ในเวลานี้
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ทำให้
นางดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้อง
ถอยหนี ทำให้จิตใจของผู้คนต้องหลงโง่งมจนเมา
มาย ทว่านางก็ดูน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ดวงตาสีโลหิต เกศาสีขาวยาวสยาย ผิวพรรณขาว
ผ่องประดุจหยก แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย มัน
ทำให้ผู้คนต้องรู้สึกขนลุกขนพอง
บางทีนางอาจไม่ใช่ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา
ที่อยู่ข้าง ๆ นาง คือหมาปั่าทมิฬ เป็นสรรพเทวะ
วิญญาณที่เคยปรากฏขึ้นครั้งหนึ่งในตำหนัก
ด้านหลัง
” อู่ อวี้ จงเอาไข่ออกมาเดี๋ยวนี้ ” ยามนี้ เทียน
ไห่อวี้ ฝูเหยา ซึ่งสวมใส่อาภรณ์สีขาว กำลังร่อนลง
มาจากท้องเวหา ขายาวระหงคู่หนึ่งปรากฏขึ้น
ท่ามกลางสายลม เพียงชั่วพริบตา นางก็ปรากฏ
กายขึ้นเบื้องหน้า อู่ อวี้
เพียงแค่ปรากฏกายขึ้นต่อหน้า ก็ทำให้ลมหายใจ
ติดขัด อู่ อวี้ ไม่เคยพานพบคนที่น่าสะพรึงกลัว
เช่นนี้มาก่อน
“ ข้าเกือบจะถือกำเนิดใหม่แล้ว ” เทียนไห่อวี้ ฝู
เหยา จับจ้องไปยัง อู่ อวี้ พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วย
รอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัว
ทุกคนตกตายไปหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ อู่ อวี้ เขา
คิดว่านางสามารถสังหารตนได้ในชั่วพริบตา
อย่างไรก็ตามนางอาจจะยังไม่สังหารเขาในทันที
แต่เลือกที่จะเล่นสนุกกับตนอย่างช้า ๆ
” เจ้าเป็น เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา หรือบรรพชนมาร
กลืนสวรรค์ กันแน่? ” อู่ อวี้ ไต่ถาม
ยามนี้ คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ทั้งหมด ได้ผสาน
หลอมรวมเข้าสู่ร่างของนางแล้ว
” แล้วเจ้าคิดเช่นไรเล่า? บางทีข้าอาจจะเป็น เทียน
ไห่อวี้ ฝูเหยา หรือ บรรพชนมารกลืนสวรรค์ก็ได้?
” ฝั่ายตรงข้ามยื่นมือเข้ามาหา อู่ อวี้
ในเวลานี้ อู่ อวี้ ไม่มีทางเลือก
อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าหากส่งไข่ให้นางไป แล้ว
นางถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง สิ่งมีชีวิตทั่วทั้ง
ชมพูทวีปโลกธาตุแห่งนี้ คงต้องเผชิญหน้ากับ
วิกฤตภัยหายนะครั้งใหญ่ เนื่องจากครั้งหนึ่งบรรพ
ชนมารกลืนสวรรค์ ก็เกือบจะทำลายล้างโลกนี้
มิฉะนั้น เหล่าทวยเทพจะสังเกตเห็นมันได้อย่างไร
” หลังจากมอบให้เจ้า เจ้าจะสังหารข้าหรือไม่? ”
เนื่องจากฝั่ายตรงข้ามหาได้สังหารเขาในทันที แล้ว
คำพูดสักสองสามประโยคที่จะช่วยยืดชีวิตออกไป
ได้เล็กน้อย มีเหตุผลใดที่จะไม่ทำเล่า
ฝั่ายตรงข้ามมองเขาพร้อมกับกล่าวว่า ” สังหารงั้น
รึ ข้าไม่ชอบคำนี้ ข้าชอบคำว่า ‘กลืนกิน’ มากกว่า
มันคือการ ‘ลิ้มรสชาติ’ เจ้ารู้หรือไม่ว่า ‘ศัตรูโดย
ธรรมชาติ’ คืออะไร? ”
” ศัตรูโดยธรรมชาติล้วนอยู่ในห่วงโซ่แห่งอาหาร
กลืนกินซึ่งกันและกันเอง พยัคฆ์กินวัวกับแกะ ส่วน
วัวกับแกะก็กินหญ้า เป็นเช่นนี้คือวัฏจักร ”
” ข้าคือผู้ฝึกตน ในสายตาของข้าศัตรูทุกผู้คนไม่
ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน และการดำรงอยู่ของเจ้าก็
ไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์ชั้นต่ำ ที่อยู่ในจุดต่ำสุดของ
ห่วงโซ่ ส่วนเรื่องที่ว่าข้าจะ ‘ลิ้มรส’ เจ้าหรือไม่ มัน
ก็ต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์ของข้า แต่ … ข้าขอเดา ว่า
มีบางสิ่งบางอย่างในตัวของเจ้าที่แปลกประหลาด
อย่างยิ่ง ข้าอยากจะนำมันออกมาเพื่อตรวจสอบดู
ดังนั้นข้าจะ ‘ผ่า’ ร่างของเจ้าซะ ” เทียนไห่อวี้ ฝู
เหยา หัวเราะคิกคัก
“ ชักท่าไม่ดีแล้ว นางมารคนนี้รู้ว่าเจ้ามีพลองสม
ปรารถนาอยู่ภายในกาย บรรพชนมารกลืนสวรรค์
ปรารถนาที่จะได้มัน แย่แล้ว ๆ ๆ ข้ากำลังจะตาย!
” หมิงซวง กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
นางคือคนแรกที่รู้ว่าภายในร่างกายของ อู่ อวี้ มี
พลองสมปรารถนาซ่อนอยู่
หลังจาก เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา พูดจบ ดูเหมือนว่า
นางจะไม่อาจอดใจไหวอีกต่อไป เพียงชั่วพริบตา
นางก็มาปรากฏกายอยู่ตรงเบื้องหน้าของ อู่ อวี้
พร้อมทั้งถูกพลังที่มองไม่เห็นตรึงน่างเอาไว้
“ มันคืออะไรน้า? ” ดวงเนตรของนางลืมขึ้นดู
น่ารักอยู่ไม่น้อยทีเดียว ทว่าดวงเนตรของนาง
เสมือนดั่งอสูรอย่างแน่แท้ที่สุด
นางเอื้อมมือออกไปเหยียดเรียวนิ้วทั้งห้า ในเวลานี้
เล็บอันแหลมคมสีแดงโลหิต พุ่งแทงเข้าที่ทรวงอก
ของ อู่ อวี้
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ