กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 679: ฉลามอันแสนดุรายใตทะเลลึก
พลังอิทธิฤทธิ์อันน่าอัศจรรย์อย่าง เมฆาตลบฟั้า
บัดนี้มันเป็นเสมือนดังสัตว์เลี้ยงของเขาอย่าง
แท้จริง ๆ
ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ใด เมฆาตลบฟั้า จะคอยพัวพันอยู่
กับเขาหรือไม่ก็หลบซ่อนตัวอยู่ภายในเสื้อผ้า ด้อม
ๆ มอง ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงสัย
เมื่อ หมิงซวง เห็นอากัปกิริยาของทั้งสอง นางก็
หัวเราะคิกคัก ๆ
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ จะต้องเลี้ยงดูฟูมฟักมันจน
เติบใหญ่ ซึ่งถือได้ว่า มันเป็น เปั้าหมายและ
ความสำคัญอันดับแรกของเขาในตอนนี้
ส่วนยากที่สุด อู่ อวี้ ได้บรรลุแล้ว
การฝึกฝนพลังอิทธิฤทธิ์ ยังต้องใช้ทรัพยากร
บางอย่าง ซึ่งท่ามกลางทรัพยากรเหล่านั้น มันก็คือ
เม็ดยาจิตเทวะ อู่ อวี้ เพิ่งได้รับเม็ดยาจำนวนมาก
มาจาก องค์ชายน้อย กับ คนอื่น ๆ ในเวลานี้เพื่อ
ฝึกฝน เมฆาตลบฟั้า เขาจะตระหนี่ขี้เหนียวไม่ได้
ทรัพยากรเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ สิ่งที่สำคัญยิ่งไป
กว่านั้นก็คือความเข้าใจ และ การฝึกฝนพลัง
อิทธิฤทธิ์นี้ของ อู่ อวี้ เขาจะต้องใช้เวลาอีกนาน
เพื่อไตร่ตรองศึกษาทำความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นกว่า
เก่า
เขาจะต้องรู้แจ้งทำความเข้าใจใน ‘ เต๋า ‘ อย่าง
ลึกซึ้ง
อู่ อวี้ ฝึกฝนขัดเกลาตนเองภายใน เจดีย์ล่อง
กำเนิด มันก็ยิ่งทำให้ความเข้าใจของเขาเฉียบคม
มากยิ่งขึ้น
แล้วก็เป็นดังที่คาดไว้ เมฆาตลบฟั้า ‘เสี่ยวโต้ว’
ของเขาเติบโตก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในเวลานี้ก้อนเมฆาสี
ขาวมีขนาดใหญ่เพียงพอรองรับการนั่งของ อู่ อวี้
แล้ว สิ่งนี้พิสูจน์ได้ว่าเขาฝึกฝนพลังอิทธิฤทธิ์วิถีที่
4 ได้สำเร็จ
เนื่องจากเขาฝึกฝนอยู่ภายใน เจดีย์ล่องกำเนิด
ดังนั้นเวลาที่ใช้จึงลดลงไปกว่าครึ่งหนึ่ง อีกทั้งเวลา
ส่วนใหญ่หมดไปกับการเรียนรู้ทำความเข้าใจ เลย
ใช้เวลาไม่นานเกินไปนัก
ระหว่างที่เขากำลังฝึกฝน ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง
ก็มิได้มีภัยพิบัติหรือเรื่องราวใด ๆ เกิดขึ้น
เขาไม่ได้รีบร้อนอันใด ยังคงพยายามไตร่ตรองทำ
ความเข้าใจเกี่ยวกับ เมฆาตลบฟั้า เพื่อให้ได้เข้าสู่
ขั้นที่สอง
การที่ เมฆาตลบฟั้า เข้าสู่ขั้นที่สองจะทำให้เจ้า
ก้อนเมฆน้อยนี้ พุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าขั้นที่หนึ่ง
มากนัก
เมื่อฟังจากที่ หมิงซวง กล่าวว่ามันทำให้เขา
สามารถกระโดดข้าม ม่านปราการวงเวทของเวที
เซียนเหลียวได้ แม้แต่ค่ายกลวงเวทกำแพงต่าง ๆ
ฯลฯ ที่อยู่ภายในใต้หล้านี้ ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่
สามารถหยุดยั้ง อู่ อวี้ ได้
ความเข้าใจของเขามีดังนี้ ” เพียงชั่วพริบตา ข้า
สามารถกระโจนเข้าสู่ห้วงมิติ และจะไปโผล่อีกที่ได้
ในทันที ซึ่งพริบตานั้น ข้าก็จะสามารถรักษาชีวิต
ได้ ”
” ข้าจำเป็นต้องทำความเข้าใจในตัว ‘เสี่ยวโต้ว’
อีกมาก ถึงจะสามารถผสานหลอมรวมเข้าด้วยกัน
จนไปถึงระดับที่สามารถหลีกหนีจากข้อจำกัดของ
ค่ายกลวงเวทแทบทุกชนิด ถ้ายังอยู่แค่ระดับแรก
เมฆาตลบฟั้า ก็จะเพื่อช่วยเพิ่มเพียงแค่ความเร็ว
เท่านั้น แต่ข้าไม่สามารถหลบหนีออกจากข้อจำกัด
เขตแดนการจองจำต่าง ๆ ได้ ”
เสี่ยวโต้ว ก็คือ เมฆาตลบฟั้า ของตัวเขา ซึ่ง อู่ อวี้
ยังต้องการทำความเข้าใจในเต๋า ซึ่งเป็นพื้นฐาน
ของ ‘เมฆาตลบฟั้า’ ให้ได้มากกว่านี้
การฝึกฝนไม่มีทางลัด ฉะนั้นเขาจึงใช้เวลาในการ
ขบคิดไตร่ตรอง
ในเวลานี้ อู่ อวี้ พร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว ใน
การเดินทางครั้งนี้เขาจะการใช้ ‘เมฆาตลบฟั้า’ ใน
การเดินทางด้วย
ถึงเวลาต้องออกจากที่นี่แล้ว
อันที่จริงการที่เวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้ เขาคิดว่า
มันเนิ่นนานเกินกำหนดเสียด้วยซ้ำ
หลังจากวิกฤตผ่านพ้นไป ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง
ก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง อู่ อวี้ ได้รับข่าว
คราวการเคลื่อนไหวของโลกอีกฟากจาก องค์หญิง
โย่วเสี่ย นางบอกกับเขาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ภายใน นครจักรพรรดิเพลิง ได้แพร่กระจายไปทั่ว
ชมพูทวีปโลกธาตุ
หลังจากไต่ถามอย่างละเอียด นางก็บอกว่าไม่มี
ข่าวคราวการเคลื่อนไหวใดของ บรรพชนมารกลืน
สวรรค์ เนื่องจากคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ จะมีชีวิตอยู่มาจนถึง
ปัจจุบัน
” ลาก่อน ”
บัดนี้เขานั่งอยู่บน เมฆาตลบฟั้า เคลื่อนทะยานลัด
เลาะ ผสมผสานกลมกลืนไปกับหมู่มวลเมฆาบน
ฟากฟั้า จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าต่อไป!
ในมือของ อู่ อวี้ ยามนี้กำลังกางแผนที่ของชมพู
ทวีปโลกธาตุ แผนที่เหล่านี้ก็ได้มาจากองค์ชาย
น้อยและคนอื่น ๆ ซึ่งก็หมายความว่าเขามีสำเนา
อยู่หลายชุด อีกทั้งแต่ละคนยังมีรายละเอียด
สถานที่เฉพาะอาณาจักร หรือ ดินแดนของตนเอง
ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว อู่ อวี้ ล่วงรู้ดี
ว่าเขาจะไปแห่งหนใด
อีกทั้งยังรู้อีกว่าเส้นทางที่เขาไป จะต้องพบเจอกับ
อาณาเขตของปีศาจสมุทรมากน้อยเพียงใด
ถ้าให้กล่าวโดยทั่วไปแล้ว การเดินทางผ่านรอยต่อ
ของอาณาเขตปีศาจสมุทร ที่อยู่ติดกันนั้นถือว่า
ปลอดภัยมากที่สุด แน่นอนว่ามีดีก็ย่อมมีร้าย หาก
ล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของพวกมันก็ถือว่าจะ
เป็นอันตรายอย่างยิ่ง
เมฆาตลบฟั้า กำลังซ่อนตัวอยู่ภายในหมู่ม่านเมฆ
ซึ่งเป็นการเดินทางที่ยากจะสังเกตได้ อู่ อวี้ นั่งอยู่
บนก้อนเมฆาอย่างไร้กังวล เขาสามารถเคลื่อนที่ไป
ยังทิศทางของ จักรวรรดิเปั่ยหมิง ด้วยความเร็วอัน
น่าเหลือเชื่อจากเมฆาตลบฟั้าโดยที่ไม่ต้องเปลือง
เรี่ยวแรงแต่อย่างใด
เบื้องหน้าของเขาเวลานี้ ทุกหนทุกแห่งมีแต่สีขาว
โพลน
ส่วนทางด้านของเจ้าก้อนเมฆน้อย ‘ เสี่ยวโต้ว ‘ นี่
คือครั้งแรกในการเดินมันจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่าง
มาก มันพยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด
กวัดแกว่งลัดเลาะหมู่ม่านเมฆ หากแลมองด้วยตา
เปล่าแล้ว อู่ อวี้ ไม่สามารถมองเห็นวิถีการกระโดด
ของมันได้ เขารู้สึกเพียงว่าตนเองอยู่ภายในชมพู
ทวีปโลกธาตุมาตลอด
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเคลื่อนตัวเข้ายังรู้สึกได้
ว่า เมฆาตลบฟั้า เคลื่อนตัวเป็นเส้นทางโค้งไป
ข้างหน้า
ถึงแม้ว่ามันจะเคลื่อนตัวเป็นแนวโค้ง แต่มันกลับ
สามารถเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
เป็นอย่างมาก
อู่ อวี้ หลับตาลงแล้วใช้ร่างกายสัมผัสรับรู้ ความ
เปลี่ยนแปลงในการเคลื่อนตัวของ เมฆาตลบฟั้า
เพียงไม่นานเขาก็รู้สึกว่ามันได้เคลื่อนตัวไป
ข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเร็วที่สูงลิ่ว ด้วย
ความเร็วที่น่าเหลือเชื่อนี้ทำให้ อู่ อวี้ ไม่สามารถ
สัมผัสรับรู้รายละเอียดได้อย่างชัดเจน
” เจ้าต้องคว้าช่วงเวลานี้เอาไว้ นี่คือโอกาสที่เจ้าจะ
ได้ทำความเข้าใจแก่นแท้ของ เมฆาตลบฟั้า ‘เต๋า’
นี้มีความลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อเจ้าใช้พลัง
อิทธิฤทธิ์นี้ เจ้าจะสามารถสัมผัสแก่นแท้ของมันได้
ทีละน้อย เมื่อเจ้าสามารถทำความเข้าใจความรู้สึก
ผิวเผินนี้ได้ การจะบรรลุขั้นที่ 2 ก็อยู่ไม่ไกลเกิน
เอื้อม ถึงแม้ว่าผลของมันจะต่างกัน แต่จากขั้นแรก
ไปสู่ขั้นที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการก้าวกระโดดอย่างใหญ่
หลวงเลยทีเดียว ”
“ ข้าเข้าใจ ”
เขาต้องคว้าโอกาสในการรับรู้ และทำความเข้าใจ
ในการเปลี่ยนแปลงของ ‘เต๋า’ นี้ให้จงได้!
หนทางที่ต้องแสวงหาเต๋านั้น ช่างน่าเบื่อเสียจริง
อู่ อวี้ ทุ่มเททั้งร่างกายจิตใจให้กับช่วงเวลาแห่ง
การรู้แจ้งนี้ ทางฝังของ เมฆาตลบฟั้า รับผิดชอบ
หน้าที่ในการเดินทาง ส่วนตัวเขาก็มีหน้าที่
รับผิดชอบในการรับรู้ถึงทุก ๆ การเปลี่ยนแปลงที่
เกิดขึ้น และสิ่งสำคัญมากที่สุดในตอนนี้คือการ
รับรู้ถึงการเดินทางข้ามผ่านมิติพิภพของ เมฆา
ตลบฟั้า
” ท้ายสุดท้ายแล้ว สิ่งนี้คืออะไรกันแน่? ”
” โลกที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ เป็นโลกคู่ขนานที่เรา
สามารถเดินทางข้ามผ่านไปได้ หรือว่า… ”
นี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถค้นหาคำตอบได้ภายในหนึ่ง
หรือสองชั่วอึดใจ ในทุก ๆ วัน อู่ อวี้ พยายามรับรู้
ถึงแก่นแท้ของ เมฆาตลบฟั้า หลายหมื่นหลายแสน
ครั้ง จนกระทั่งเขาเข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งความรู้แจ้ง
และรับรู้ได้เพียงว่า ความรวดเร็วในการเคลื่อนที่
ของ เมฆาตลบฟั้า นั้นสูงล้ำมากจริงๆ
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า การรับรู้ของเขาก็
ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการทดสอบนี้คือ ความ
เข้าใจ และความหมั่นเพียร ต่อให้มีความสามารถ
แต่ถ้าหากไม่มีความเพียร ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะรู้
แจ้ง”
โชคดีที่ทั้งสองอย่างนั้น ถือเป็นจุดเด่นของ อู่ อวี้
เขามีความมั่นใจว่าสามารถทำให้ เมฆาตลบฟั้า
เข้าสู่ขั้นที่สองได้ สำหรับเรื่องนี้ หมิงซวง ก็รู้สึก
ชมเชยอยู่ในใจลึก ๆ
การไปให้ถึงเปั้าหมายอย่าง จักรวรรดิเปั่ยหมิง
กล่าวได้ว่าระยะทางนั้นยังอีกไกลมาก
อู่ อวี้ ได้แจ้งข่าวกับ องค์หญิงโย่วเสี่ย ว่าเมื่อเขา
มาถึง ให้องค์หญิงโย่วเสี่ย มารอเขาที่ท่าเรือทาง
ชายทะเลเหนือของ ‘นครเซียนเหมันต์อุดร’ ซึ่ง
เป็นอาณาเขตที่อยู่ภายใน จักรวรรดิเปั่ยหมิง
สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ เขาพยายามทำความ
เข้าใจอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะว่าเขาต้องการจะ
ใช้เวลาในการไตร่ตรอง เพื่อให้มันได้เข้าสู่ขั้นที่ 2
ทว่าเขาจำเป็นต้องรู้แจ้งเข้าใจใน เมฆาตลบฟั้า ให้
ลึกซึ้งมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เขาจึงปล่อยให้ เมฆา
ตลบฟั้า เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างไม่กังวล
เช่นเดียวกับที่ หมิงซวง ได้กล่าวไว้ว่า ถ้าหากมอง
เมฆาตลบฟั้า เป็นแค่เพียงพลังอิทธิฤทธิ์ มันก็เป็น
เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจได้ แต่ถ้ามองมันเป็น
สัตว์เลี้ยงตัวน้อย เพียงแค่ใกล้ชิดมัน คลุกคลีกับ
มัน ต่อให้มองไม่เห็นก็ยังสามารถเข้าใจได้
ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ หมิงซวง เคยมีประสบการณ์
มาก่อน
คาดว่าก่อนที่จะเข้าใจ นางคงต้องสูญเสียเวลาไป
มากมายเช่นกัน เป็นไปได้ว่าในคราแรก นางคงคิด
ว่า เมฆาตลบฟั้า เป็นพลังอิทธิฤทธิ์ชนิดหนึ่ง
เท่านั้น
การมีชนรุ่นก่อนคอยชี้แนะนำทางมันก็ดีเช่นนี้ อู่
อวี้ ยังคงเพียรพยายามทำความเข้าใจอย่างที่สุด
เขาค่อย ๆ ให้ เมฆาตลบฟั้า ตีลังกานับ ร้อยล้าน
ครั้ง จากนั้นก็ให้มันกระโดดนับพันล้านครั้ง
ภายใต้การชี้แนะจากอาวุโสผู้มีประสบการณ์มา
ก่อน รวมถึงความขยันหมั่นเพียรที่มี อู่ อวี้ ค่อย ๆ
จมเข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งการกระโดดของ เมฆาตลบ
ฟั้า นับล้าน ๆ ครั้ง เพื่อค้นหากฎบางอย่างที่ซ่อน
เร้นอยู่
ดูเหมือนว่าเขาสามารถและเห็นโลกสีเทาได้แล้ว
ภายในโลกสีเทานี้เต็มไปด้วยความสับสนและไร้ซึ่ง
ระเบียบกฎเกณฑ์ ในทุก ๆ ครั้งที่ เมฆาตลบฟั้า
เคลื่อนไหวไปพร้อมกับเขา มันจะกระโดดเข้าไป
และ ออกมาในทันที
ด้วยการกระทำเช่นนี้จำนวนนับครั้งไม่ถ้วน ตัวเขา
ค่อย ๆ รับรู้ได้ถึงโครงสร้างของ ‘โลกที่แตกต่าง’
เพิ่มขึ้นทีละน้อย สิ่งที่ อู่ อวี้ ต้องการ คือการ
ควบคุมเมฆาตลบฟั้า ให้อยู่ในโลกนี้นานขึ้นอีกสัก
หน่อย
แน่นอนว่า เมฆาตลบฟั้า สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่
อู่ อวี้ ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากดู
เหมือนว่า เขาไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ภายใน
สถานที่แห่งนี้ได้ แค่เพียงชั่วอึดใจ เขาก็สัมผัสได้
ว่าชีวิตของตนกำลังจะจบสิ้นลง
ความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามานี้ ช่างน่า
สะพรึงกลัวยิ่งนัก
ทว่าโชคดีที่ อู่ อวี้ ยังมีชีวิตอยู่ และวิธีเดียวที่ทำให้
เขามีชีวิตรอดต่อไปได้ คือการผสานตนเองกับ
เมฆาตลบฟั้า โดยการหลอมรวมเข้ากับผิวหนัง
และกล้ามเนื้อของเขา สร้างขึ้นเป็นม่านเมฆาปก
คลุมร่างไว้ เพื่อเป็นการปกปั้องตนเอง และ ทำให้
เขาอยู่ภายในโลกนี้ได้นานขึ้น ถึงแม้จะเป็นเพียง
ช่วงสั้น ๆ แต่ด้วยความเร็วของพวกเขา ทำให้
สามารถเคลื่อนผ่านไปเบื้องหน้าได้เล็กน้อย
พลิกตลบเพียงหนึ่งครั้ง ทำให้เขาเคลื่อนไป
ข้างหน้าได้ถึง 1,000 ลี้!
ยิ่งเชี่ยวชาญมากเท่าไหร่ ‘เสี่ยวโต้ว’ ก็ยิ่งดูเหมือน
สัตว์ตัวน้อยมากยิ่งขึ้น ทั้งยังแสดงออกราวกับว่า
อู่ อวี้ เป็นบิดาของมัน ซึ่งภายในจิตใจของ อู่ อวี้
เมฆาตลบฟั้าก็เป็นเสมือนดั่งเด็กน้อยที่ฉลาด
เฉลียว หาได้ดูเหมือนสัตว์ปั่าแม้แต่น้อย
บัดนี้ท่ามกลางการรู้แจ้ง บัญญัติคาถาของขั้นที่
สอง ได้ปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งนานเท่าไหร่
เขาก็ยิ่งเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังช่วยหนุน
เสริมให้การเชื่อมต่อกับเมฆาตลบฟั้า เหนียวแน่น
มากยิ่งขึ้น และในช่วงเวลานี้เอง ‘เสี่ยวโต้ว’ ก็มิได้
ผสานหลอมรวมเข้ากับผิวหนังในร่างกายของ อู่
อวี้ เพียงเท่านั้น แต่ เมฆาตลบฟั้า ได้หลอมรวม
กับเขาเป็นหนึ่งเดียว
เขาทดลองพลิกตลบ หลังจากนั้นก็มาตรวจสอบดู
ผลที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ปรากฏว่าความก้าวหน้า
ของเขา และ ระยะทางที่ข้ามผ่านมันช่างน่า
เหลือเชื่ออย่างแท้จริง แม้ว่าขั้นที่ 2 จะไม่สามารถ
ใช้งานได้บ่อยมากนัก ด้วยเพราะมันใช้งาน
ค่อนข้างยากทั้งยังต้องใช้ความพยายามสูงล้ำ
ฉะนั้นหากต้องการใช้งานมันเขาจะต้องคิดอย่าง
รอบคอบ ในระหว่างการต่อสู้ เขาสามารถหลบ
ซ่อนจากการโจมตีของฝั่ายตรงข้ามได้ ซึ่งมันทำให้
เขาสงสัยว่า หากพลิกตลบหนึ่งครั้ง เขาจะไม่
หายไปต่อหน้าต่อตาของคู่ต่อสู้เลยเช่นนั้นหรือ?
ไม่น่าแปลกใจว่าทำไม หมิงซวง ถึงกล่าวว่า
เมื่อใดที่เขาประสบความสำเร็จก้าวเข้าสู่ขั้นที่ 2
ได้ เมื่อนั้น อู่ อวี้ จะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นถึงสิบ
เท่า
เนื่องจากเขายังไม่ชำนาญในการใช้งานขั้นที่ 2
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงยังคงฝึกฝนอยู่ท่ามกลางมวลเมฆ
เมฆา
ในวันนี้มวลเมฆาที่ล่องลอยอยู่กลางเวหา ลอยตัว
อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ด้านล่างคือมหาสมุทรอัน
กว้างใหญ่ ที่มักจะมีปีศาจสมุทร เคลื่อนผ่านจาก
ภายในส่วนลึกของมหาสมุทรอยู่เสมอ
อู่ อวี้ เคลื่อนตัวอยู่เหนือมวลเมฆา มุ่งหน้าเดินทาง
ตามแผนที่เข้าสู่พื้นที่ที่มีปีศาจอยู่อย่างเบาบาง
ภายในอาณาเขตปีศาจสมุทร เพื่อหลีกเลี่ยง
อุปสรรคอันยิ่งใหญ่อย่างปีศาจสมุทร ดังนั้นเขาจึง
เดินอ้อมเส้นทาง
นับว่าโชคดีที่ความเร็วในการเคลื่อนตัวของ เมฆา
ตลบฟั้า นับว่าพอตัวทีเดียว ทำให้การเดินทาง
ไม่ได้ล่าช้า
จวบจนวันนี้ อู่ อวี้ ยังคงยืนหยัดฝึกฝนพลัง
อิทธิฤทธิ์ ขณะที่อยู่ภายในม่านเมฆา ทันใดนั้นเขา
ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ เขาจึงรีบ
หยุดการเคลื่อนไหวลงทันที จากนั้นก็ใช้สายตา
มองแหวกผ่านม่านเมฆา ลงมายังมหาสมุทรเบื้อง
ล่าง ในเวลานี้คลื่นเกลือกกลิ้ง ท้องทะเลดูปันปั่วน
รุนแรง ความบ้าคลั่งนี้อนึ่งกำลังเกิดมรสุมพายุ
คลื่นทะเลนับไม่ถ้วนสาดซัดถาโถมโหมกระหน่ำ
คลื่นขนาดใหญ่ทะยานขึ้นสูงจนแทบจะแตะม่าน
เมฆา
เมื่อเขาใช้เตรเพลิงมองสอดส่องใต้ท้องทะเลลึก ไม่
ว่าจะลึกมากเพียงใด เขาก็ยังมองเห็นทุกสรรพสิ่ง
ได้อย่างชัดเจน สิ่งที่เขาเห็นก็คือมีสัตว์ขนาดยักษ์
จำนวนนับพันรวมตัวกันอยู่ อีกทั้งสัตว์ยักษ์เหล่านี้
ทั้งหมดล้วนเป็นปีศาจสมุทร มันมีฟันที่แหลมคม
แหวกว่ายทะยานไปเบื้องหน้า ท่ามกลางห้วงทะเล
ลึก ประดุจดั่งเกาทัณฑ์ก็มิปาน ช่างเป็นภาพที่ดู
ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่เคยคิดว่า พวกมันจะ
เป็นฝูงชองปีศาจฉลาม
ภาพปีศาจมากมายมารวมตัวกันทำให้ อู่ อวี้ นึกถึง
ฉลามนิรันดร์!
“ ปีศาจจำนวนมากเช่นนี้ พวกมันกำลังจะไปที่ใด
กัน? ”
เมื่อเห็นภาพอันตระการตาต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ อู่
อวี้ ก็สงสัยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ว่าพวกมันกำลัง
กระทำอันใดกัน เนื่องจากว่ามีปีศาจฉลามอยู่เยอะ
เกินไป ดังนั้นหากเขาผลีผลามกระทำการอันใด
อาจจะไปสะดุดตาดึงดูดความสนใจของพวกมันก็
เป็นได้
ท่ามกลางปีศาจจำนวนนับพัน อีกทั้งพวกมันแต่ละ
ตัวล้วนแข็งแกร่งยิ่ง
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ