กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 68 : ปีศาจผู้ไร้เทียมทาน
ความจริงแล้ว ในระหว่างที่ เจียง จุนหลิน กล่าวว่าจะ
ให้เวลา อู่ อวี้ อีก 5 วัน อู่ อวี้ ก็กำลังกบดานอยู่ใน
สถานที่แห่งหนึ่งเพื่อยืนฟังอยู่ภายในนครหลวง
มันเป็นโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง และตอนนี้ อู่ อวี้ กำลังอยู่
ชั้น 3 ของโรงเตี้ยมแห่งนี้ ซึ่งสามารถมองเห็นองค์
หญิง อู่ หยู๋ ได้อย่างชัดเจน นางกำลังโดนเถาวัลย์ผูก
ติดอยู่กับกำแพงเมือง และ ในเวลานี้นางกำลังยืนอยู่
บนกำแพงด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว หากมองเปรียบเทียบ
กับหยวนซี และ ฮ่าวหยวนแล้ว มันช่างแตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง ราวสวรรค์กับปฐพี
” ท่านพี่ ”
ก่อนหน้านี้เพลิงโทสะ และ ความเกลียดชังของ อู่ อวี้
สงบลงบ้างเล็กน้อยแล้ว แต่เพราะ เจียง จุนหลิน ได้
ทำให้เพลิงโทสะนั้นลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
เขาช้าไปเพียงแค่ก้าว
หากเขาไปหา องค์หญิง อู่ หยู๋ เร็วกว่านี้ เขาก็จะ
สามารถชิงตัวของ องค์หญิง อู่ หยู๋ มาได้ และจากนั้น
ก็จะหนีไปให้ไกลจากที่นี่
สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันอยู่เหนือการควบคุมของ อู่ อวี้
แม้ว่าเขาจะแก้แค้นได้สำเร็จ สุดท้าย องค์หญิง อู่ หยู๋
ก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ ซึ่งเกิดจาก
ความสะเพร่าของตัวเขาเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นไร้ประโยชน์ที่จะมานั่งเสียใจ เพราะเวลานี้
มันเป็นช่วงเวลาวิกฤตคับขัน เป็นเรื่องยากที่จะ
วิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบคอบสมบูรณ์ ใน
เวลานี้ อู่ หยู๋ กำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องของ อู่ อวี้
ยิ่งนัก นางรู้สึกปั่นป่วนวุ่นวายภายในจิตใจ ด้วย
เพราะความกลัดกลุ้มกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
สถานการณ์ในยามนี้ช่างเลวอันตรายอย่างยิ่ง
” โชคยังดี เมื่อไม่นานมานี้ นางได้รับพลังจากจิต
วิญญาณเซียนเข้าไปด้วย และ นางได้ฝึกฝนวรยุทธมา
บ้างเล็กน้อย จนสามารถบรรลุเข้าสู่ชั้นฟ้าขั้นที่ 1 ทำ
ให้ร่างกายของนางมีความแข็งแกร่งขึ้นโดยธรรมชาติ
หากได้รับความลำบากเพียงไม่กี่วัน ไม่อาจทำให้นาง
ได้รับบาดเจ็บอันใด ”
สิ่งที่น่าเกรงกลัวก็คือ ความอยากจะแก้แค้น และ
ความเกลียดชังที่หยวนเฉินมี ทำให้มันไม่อาจหักห้าม
ใจทำร้ายนางได้
ในตอนนี้ อู่ หยู๋ ได้ตกไปอยู่ในมือของศัตรู ซึ่งพวกมัน
ได้วางกับดักนี้ เพื่อล่อ อู่ อวี้ มาติดในกับดัก แต่
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ไม่ได้สูญเสียตัวตน จนขาดความ
รอบคอบสุขุม
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสียงกีบเท้าม้าควบอย่าง
รีบเร่งก็ดังขึ้นมาจากด้านล่าง ภาพที่ปรากฏก็คือจอม
พลอู๋กำลังนำหน้าขบวน พาหยวนเฟิง และ คนอื่น ๆ
ออกจากเมือง
” เจ้านี่มันดิ้นรนหาที่ตายไม่หยุดหย่อนเลยจริง ๆ
หากเจ้าต้องการจะตายนัก ข้าก็จะไม่ขัดขวาง”
อู่ อวี้ หยิบกระเบื้องขึ้นมาสองแผ่น จากนั้นก็เล็งไปที่
คนสองคนซึ่งกำลังนำหน้าขบวนอยู่ คนผู้หนึ่งก็คือ
จอมพล อู๋ และทหารที่สวมใส่เครื่องแต่งกายของผู้
บัญชาการกองทัพทหาร ควรจะเป็น หยวนเฟิง ทั้ง
สองเป็นเพียงตัวแปรเล็ก ๆ แต่สร้างปัญหาให้กับ อู่
อวี้ อย่างใหญ่หลวง ทำให้เขาต้องได้รับความ
เดือดร้อน
หวืด!
กระเบื้องทั้ง 2 ชิ้นพุ่งทะลุผ่านหน้าอกของชายทั้งสอง
ด้วยความเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ จากนั้นคนทั้งสองก็
ร่วงลงจากหลังม้า และ ตกตายไปในทันที
จากนั้น อู่ อวี้ ได้ทำการเปลี่ยนตำแหน่งในทันที ซึ่ง
ตรงจุดนี้เขาก็ยังคงสามารถมองเห็น อู่ หยู๋ และ
เจียง จุนหลิน รวมถึงอื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน
เจียง จุนหลิน กำลังนั่งอยู่บนกำแพง พร้อมกับ
หลับตาลงด้วยท่าทางผ่อนคลาย ส่วนหยวนเฉินกลับมี
สีหน้าที่ซับซ้อน ยังคงอยู่เคียงข้างมัน โดยไม่กล้าขยับ
เขยื้อนแม้แต่น้อย
” ระดับพลังของ เจียง จุนหลิน น่าจะอยู่ในระดับ
ขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 เป็นอย่างน้อย ซึ่ง
น่าจะแตกต่างจากศิษย์พี่ซูหยานหลี่แค่เพียงเล็กน้อย
เท่านั้น อีกทั้งบิดาของมันยังเป็นถึงผู้นำพรรคจง
หยวน ดังนั้นมันจึงมีทรัพยากรในการฝึกตนเป็น
จำนวนมาก รวมถึงเคล็ดลับบางอย่างเอาไว้ปกป้อง
ชีวิต ถึงแม้ข้าจะสามารถเอาชนะ ฮ่าว เทียน ได้ใน
ที่สุด หากข้าต้องเผชิญหน้ากับมัน เกรงว่าคงไม่อาจ
เอาชนะมันได้เป็นแน่ ”
นั่นเป็นเพราะว่า เขาเปิดจุดบัญญัติก่อกำเนิดได้เพียง
แค่จุดเดียวเท่านั้น
เขาจึงล่วงรู้ถึงความแตกต่างในข้อนี้ดี
ยิ่งไปกว่านั้นเป็นไปได้ว่า เจียง จุนหลิน อาจอยู่ในขั้น
ที่ 5 ของหลอมรวมลมปราณ
” หากข้าไป ข้าคงตายสถานเดียว ”
” หากภายใน 5 วัน ข้าไม่ปรากฏตัวออกไป ท่านพี่
ของข้าก็จะต้องตกตาย ”
ในยามนี้ อู่ อวี้ กำลังตกอยู่ในสถานการณ์น่ากลัว
แบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
” จะมีหนทางอื่นหรือไม่ ? ”
” ความห่างชั้นระหว่างข้า กับ เจียง จุนหลิน มัน
มากเกินไป ต่อให้ข้าสามารถช่วยเหลือท่านพี่ออกมา
ได้ แต่ข้าก็คงไม่สามารถหลบหนีจากเงื้อมมือ และ
การไล่ล่าของมันได้พ้น ”
” ด้วยเพราะข้าไม่มีปักษาเมฆาสวรรค์ เวลาเพียง
แค่ 5 วัน ทำให้ข้าไม่อาจกลับไปยังเทือกเขาคราม
เพื่อขอความช่วยเหลือใด ๆ ได้ทัน ”
ตรงหน้าของ อู่ อวี้ ตอนนี้ คือความยากลำบากใหญ่
หลวงนัก
” เจียง จุนหลิน มันฝึกปรือวิชามาตั้งแต่เยาว์วัย อีก
ทั้งยังได้รับการอมรมสั่งสอน จากผู้นำพรรคจงหยวน
เป็นการเฉพาะ มีโอกาสได้เห็นอะไรมามากมาย เห็น
ได้ชัดว่ามันนั้นมีประสบการณ์การฝึกตนมานานหลาย
สิบปี ความห่างชั้นนี้เรียกได้ว่า ต่างกันราวสวรรคกับ
ปฐพี เส้นทางแห่งเต๋าของข้าได้แค่เพียงครึ่งของมัน
เท่านั้น จะมีหนทางใดบ้างที่ข้าสามารถใช้จัดการกับ
เรื่องนี้ได้…”
ถ้าให้พูดตามตรงแล้ว ในตอนที่เขาเผชิญหน้ากับ ฮ่า
วเทียน ซ่างเซียน ภายในหัวใจของ อู่ อวี้ นั้นเต็มไป
ด้วยเพลิงโทสะที่พลุ่งพล่าน คิดอยู่อย่างเดียวว่า
จะต้องทำลายเข่นฆ่ามันให้ได้ แต่เมื่อเขาต้อง
เผชิญหน้ากับ เจียง จุนหลิน เขากลับรู้สึกว่าตนเอง
นั้นช่างอ่อนแอไร้ซึ่งพลัง
ความรู้สึกของการไร้ซึ่งพลังอำนาจนี้ ไม่ต่างจากป
ถุชนธรรมดา ที่จะต้องมาเผชิญหน้ากับบุตรของขุน
นางเลยแม้แต่น้อย มันถือความได้เปรียบมาตั้งแต่
กำเนิด กล่าวได้ว่ามันเป็นบุตรแห่งสวรรค์เลยก็ว่าได้
” ท่านพี่ … ”
ด้วยเวลาเพียงแค่ไม่กี่วันนี้ หากเขาไม่สามารถหาทาง
ออกได้ เขาคงต้องใช้พลองพิชิตมาร และ กระโจนเข้า
ต่อสู้กับสงครามที่เป็นไปไม่ได้นี้ !
” หากข้าจับตัว หยวนเฉิน มา จะใช้เอาไปข่มขู่ได้
หรือเปล่า ? ”
หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม นี่คือหนทางเดียวที่
เขาสามารถคิดออกมาได้
แต่มันก็เป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้น หากปฏิบัติจริง
แล้วคงจะไม่ง่ายดายดั่งคิด ในสถานการณ์เช่นนี้
หยวนเฉินคงไม่โง่เขลา ให้เขาลักพาตัวมาได้ง่าย ๆ ?
” นอกจากนี้ ใช่ข้าสามารถจะเข้าไปใกล้พวกมันได้
ง่ายๆซะที่ไหน ”
“ครั้งล่าสุด เจียง จุนหลิน ได้ใช้เพลิงผลาญกระดูก
ใส่ข้าจากระยะไกล แค่เพียงไม่นาน เพลิงนี้ก็เผา
ผลาญไปถึงกระดูกของข้าเสียแล้ว”
ช่างน่าปวดหัวยิ่งนัก!
ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็ไม่มีหนทางใดที่จะเข้าไปใกล้ตัว
ได้ มันยิ่งทำให้จิตของเขาคลุ้มคลั่งมากยิ่งขึ้น!
นี่คือร่างกายของ ‘ราชาวานร’ ฉะนั้นแล้วก็ให้
เจตจำนงค์ของท่านเป็นตัวตัดสินก็แล้วกัน!
“ด้วยอัตถิภาวะ[1] นี้ หาได้มีความหวาดกลัวต่อสิ่ง
ใดไม่ แล้วเหตุใดข้าจึงต้องหวาดกลัว เจียง จุนหลิน
แค่เพียงเพราะมันมีชาติกำเนิดที่ประเสริฐยิ่งกว่างั้นรึ
… ”
” ต่อให้ข้าจะต้องตาย ข้าก็จะต้องสู้ ในฐานะมนุษย์
ผู้หนึ่งข้าจะไม่ยอมให้ท่านพี่ ต้องตกอยู่ในอันตราย
เป็นอันขาด! ”
จิตใจของ อู่ อวี้ ท้วมท้นไปด้วยเพลิงโทสะ เต็มไป
ด้วยเจตนาฆ่าอย่างรุนแรง
อู่ อวี้ หันหน้าไปทางพระราชวังหลวง ดวงตาของเขา
ในตอนนี้ดูราวกับมีเพลิงลุกโชนอยู่ภายใน จากนั้นเขา
ก็กล่าวขึ้นว่า ” ดูเหมือนว่า ข้าจะต้องทุ่มทุกอย่างที่มี
แล้ว ”
” ทุ่มทุกอย่างที่มี? ชีวิตของเจ้าช่างอ่อนแอ
เปราะบางราวกับขนมปิ้งหรือไง หากเจ้าคิดว่าต่อสู้
แล้วจะพ่ายแพ้ ถ้าเช่นนั้นก็มาให้ข้ากินเสียยังดีกว่า”
อู่ อวี้ ไร้ซึ่งหนทางอื่น เขาพร้อมที่จะยอมเสี่ยง ทันใด
นั้นเขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งแว่วเข้ามาในหู
” ผู้ใด! ”
อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงว่ามีใครผู้หนึ่ง เข้ามาประชิดใกล้กับ
ตัวเขามาก ๆ มันทำให้หนังศีรษะของเขาถึงกลับกับ
ด้านชา เขารีบหันหลังกลับไปดูอย่างรวดเร็ว แต่แล้ว
ก็ต้องพบกับความว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่เลย
” ไม่มีผู้ใดอยู่ที่นี่ ที่แห่งนี้มีภูติผีด้วยอย่างนั้นรึ ”
อู่ อวี้ รีบลดเสียงของตนเองลงทันที นั่นก็เพราะว่าเขา
ไม่อยากให้ เจียง จุนหลิน ล่วงรู้ว่าเขาอยู่ที่ใด
” เยี่ยม! เจ้าลิงโง่ เจ้าบังอาจพูดกับท่านย่าของเจ้า
เช่นนี้ได้เยี่ยงไร ? ”
อู่ อวี้ ได้ยินอย่างชัดเจน น้ำเสียงนั้นน่าจะเป็น
เด็กหญิงอายุสักประมาณ 10 ขวบปี น้ำเสียงของนาง
นั้นช่างอ่อนเยาว์มากยิ่งนัก แต่กลับแอบอ้างตัวเองว่า
เป็นผู้อาวุโส อย่างการเรียกขานตัวเองว่า ท่านย่า ?
” เจ้าเป็นใคร หากกล้าพูดกับข้าเยี่ยงนี้ เช่นนั้นเจ้า
ก็จงปรากฏการณ์ออกมา อย่ามัวแต่หลบซ่อนเป็นเต่า
มุดหัวอยู่ในกระดอง”
ถ้าให้กล่าวกันตามความจริงแล้ว มีเพียงผู้ฝึกตนในวิถี
แห่งเต๋าเท่านั้น ถึงจะสามารถทำเรื่องดังกล่าวได้
เมื่อ อู่ อวี้ ก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตนในวิถีแห่งเต๋า เขา
ก็ล่วงรู้ดีว่าภายในใต้หล้านี้ มีผู้ฝึกตนในวิถีแห่งเต๋าที่
แข็งแกร่งมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลา
สำคัญเยี่ยงนี้ เขาจึงไม่กล้าที่จะประมาท
” เจ้าคิดว่าท่านย่าผู้นี้ จะไม่กล้าปรากฏตัวให้เห็นใช่
หรือไม่ ? ทันทีที่ข้าปรากฏ ข้าจะใช้สองมือนี้ตบหน้า
ของเจ้า เจ้าจะได้ลิ้มรสความน่าหวาดกลัวของท่านย่า
ผู้นี้ ” เด็กหญิงตัวน้อย กล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ
น้ำเสียงของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและ
สูงส่ง
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินดังนั้น เขาก็รู้ว่าเสียงนั้นไม่ได้มาจาก
ภายนอก แต่มาจากภายในร่างกายของเขา และ คงมี
แต่ตัวเขาเท่านั้นที่ได้ยิน
หรือว่า ครั้งล่าสุดที่ได้ถูกวิญญาณชั่วร้ายโจมตีเข้าใส่
ร่างกายของเขา มันจะยังไม่ได้หายไป?
ตั้งแต่เขาเติบโตมาบนโลกมนุษย์ สิ่งนี้บนโลกมนุษย์
จะเรียกกันว่าเป็นภูตผี มันคือสิ่งที่มนุษย์หวาดกลัว
และ รังเกียจจนเรียกได้ว่าเข้ากระดูกดำ
“สงบจิตใจ …”
อู่ อวี้ สูดหายใจลึก ความจริงแล้วก็ไม่มีใครอยู่รอบ ๆ
บริเวณนี้ เขากล่าวขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าท่านจะอยู่
ภายในร่างกายของข้า ได้โปรดอย่าหยอกเย้าข้าเช่นนี้
ท่านเป็นใครกันแน่?”
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้ายอมถามด้วยความจริงใจเช่นนี้
ท่านย่าผู้มีเมตตากว้างใหญ่ไพศาลผู้นี้ ก็จะบอกกล่าว
ต่อเจ้า ในอดีตที่ผ่านมา นามของท่านย่าผู้นี้
แพร่กระจายออกไปทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าท่านย่าผู้นี้จะ
ย่างก้าวไปยังที่แห่งใด ก็จะเกิดภัยพิบัติขึ้น ภายในใต้
หล้านี้ ผู้คนนับไม่ถ้วน จะต้องถูกท่านย่าผู้นี้บดขยี้ จน
กลายเป็นแป้งสาลี จากนั้นก็นำแป้งมานวดให้
กลายเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว แล้วเพิ่มเนื้อตุ๋นลงไปอีก
เล็กน้อย โรยด้วยใบต้นหอม เมื่อข้าตักกินเข้าไป
รสชาติของมันนั้น ช่าง … ”
“ท่านเป็นใคร? ” อู่ อวี้ ถามขัดจังหวะจินตนาการไร้
สาระของนาง
“ข้ากำลังกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ เจ้ากล้ารบกวนข้างั้นรึ?
สงสัยจะไม่อยากมีชีวิตอยู่นานเสียแล้ว?”
เมื่อ อู่ อวี้ พูดขัดจังหวะนาง เสียงของสาวน้อยก็พุ่ง
ขึ้นมาอย่างมีโทสะ เหมือนกับว่านี่คือช่วงเวลาพิเศษ
แห่งการกินของนาง ซึ่งนางถูกขัดจังหวะโดย อู่ อวี้
” ถ้าท่านเป็นบรรพบุรุษของเหล่าเซียนเต๋า ก็โปรด
อย่าได้หยอกล้อข้าเล่นเช่นนี้ ท่านคือผู้ใดกันแน่ แล้ว
ท่านอยู่แห่งหนใดในตอนนี้ ตัวข้ามีนามว่า อู่ อวี้ เป็น
ศิษย์ของนิกายกระบี่สวรรค์ ผู้สืบทอดของท่านเจ้า
นิกาย เฟิง ซัวหยา ” อู่ อวี้ กล่าวขึ้นมาอย่างจริงจัง
“ช่างเถอะ ท่านย่าผู้นี้รู้สึกเกียจคร้านเกินไปที่จะ
หยอกล้อเจ้า รอก่อนแล้วกัน เดี๋ยวข้าจะให้เจ้าเห็น
ร่างของข้า”
อู่ อวี้ ค่อนข้างรู้สึกกังขา และ สงสัย ทันใดนั้นเอง
สายตาของเขาก็เห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น อู่ อวี้ ก้าว
ถอยหลังไปด้วยความตกตะลึง จนเขาแทบจะร่วงตก
จากหลังคา เมื่อเขาตั้งตัวได้ เงาเลือนลางที่ดูคล้ายกับ
ภาพเสมือนจริง ก็ปรากฏขึ้นอยู่เบื้องหน้าของเขา
เงาร่างนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับวิญญาณชั่วร้ายที่โย่ว
หลิงจีเรียกขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม เงาร่างนี้ไม่ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่ง
ความชั่วร้ายออกมาเช่นเดียวกับวิญญาณปีศาจ มัน
เป็นร่างที่ดูคล้ายคลึงกับเงา ๆ หนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ
อู่ อวี้ มีลักษณะโปร่งแสง แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการ
มองของ อู่ อวี้
อารมณ์ของเขาสงบลงเล็กน้อย เขาจ้องมองไป
ข้างหน้าอย่างพินิจ จากนั้นเขาก็มองเห็นรูปร่างของ
เงาจาง ๆ ปรากฏขึ้นอยู่เบื้องหน้า ต้องบอกว่าเงานี้มี
ลักษณะคล้ายกับเด็กหญิงเยาว์วัยผู้หนึ่ง รูปลักษณ์
ของนางงดงามอย่างยิ่ง ดวงตาทั้งคู่กลมโตดูสดใส
บริสุทธิ์ ท่าทางน่ารักไร้เดียงสา อาจกล่าวได้ว่านาง
เป็นสตรีที่มีดวงตาใสกระจ่าง และ ฟันเรียงขาว
สวยงาม นอกจากนี้ยังมีเปียที่ห้อยคู่หนึ่ง กวัดแกว่งไป
มาอย่างน่าเอ็นดู มีลักยิ้มอยู่บนพวงแก้มทั้งสองข้าง
ร่างกายของนางสวมใส่จี้สร้อยคอขนาดเล็กสีเหลือง
ห่าน มือของนางมีกระดิ่ง 2 ใบเล็ก ๆ สวมเอาไว้ เมื่อ
รวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน กล่าวได้เลยว่าไม่ว่าผู้ใดจ้อง
มองนาง จะไม่สามารถอดทนต่อความน่ารัก และ
ต้องหลงรักเด็กน้อยคนนี้เป็นแน่
อย่างไรก็ตาม นางปล่อยให้ อู่ อวี้ พูดแค่เพียง
เล็กน้อยเท่านั้น ความสูงของสาวน้อยอยู่ตรงบริเวณ
ช่วงเอวของ อู่ อวี้ นางเงยหน้าขึ้นมามอง อู่ อวี้
ด้วยท่าทางผ่อนคลาย พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ” เจ้าไม่
ต้องกังวลไป ไม่มีผู้ใดเห็นข้า เพราะข้าไม่มีกายเนื้อ มี
แต่ดวงตาของเจ้าเท่านั้นที่สามารถมองเห็นข้าขยับ
แขนขาได้ การที่ข้าปรากฏตัวนั้นก็เพื่อให้เจ้าได้เห็น
เป็นบุญตา ว่าท่านย่าผู้นี้มีอยู่จริง”
พอแน่ใจแล้ว อู่ อวี้ ก็เอื้อมมือออกไป ฝ่ามือของเขา
ทะลุร่างของนาง โดยที่ไม่สามารถสัมผัสได้ถึง
ความรู้สึกใด ๆ แม้แต่น้อย ราวกับว่านางนั้นไม่ได้มี
ตัวตนอยู่จริง
“เป็นไปได้ยังไง!”
อู่ อวี้ ตกตะลึงสุดขีด
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ร่างกายของเขามีสิ่งแปลก
ประหลาดนี้ดำรงอยู่?
“กระต่ายตื่นตูม[2] จริง ๆ ข้าไม่เคยเห็นลิงตัวไหน
โง่ขนาดนี้มาก่อน มีคนเคยกล่าวไว้ว่าสมองของลิงนั้น
เลิศรสเป็นอย่างยิ่ง แต่ช่างน่าเสียดาย…”
เด็กสาวเอื้อมมือไปแตะส้อมที่เหน็บอยู่บนเอวของตน
นางกล่าวออกมาได้ไม่กี่คำ ก็เปลี่ยนหัวข้อไปสู่เรื่อง
กินอีกครา เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ นางก็ทำท่าเหมือนจะนึก
ย้อนถึงอะไรบางอย่าง จากนั้นก็แลบลิ้นสีแดงเล็กเลีย
รอบริมฝีปากของตน
” ท่านอาวุโส โปรดช่วยชี้แนะ ไขข้อข้องใจของข้า
ให้กระจ่างด้วย”
ถึงแม้ว่าเด็กสาวนางนี้จะดูเด็กมาก ถ้าเอามาเทียบกับ
ชิงเหมิง ในตอนเริ่มต้นที่พวกเขาได้พบกัน นางยังดู
เด็กยิ่งกว่า แต่ในความรู้สึกของตัวเขานั้น มันบอกว่า
นางนั้นมีอายุ และ อยู่มายาวนานแล้ว …
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอย่างหนัก ถ้าตัดสินจากประสบการณ์
ของเขาแล้ว นางต้องไม่ใช่วิญญาณชั่วร้ายอย่าง
แน่นอน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้เหลืออยู่เพียงไม่กี่
อย่าง นางอาจมีความเกี่ยวข้องกับ ‘พลองสม
ปรารถนา’…
จากนั้น จู่ๆสาวน้อยก็ยิ้มขึ้นมาอย่างเยือกเย็น และ
กล่าวขึ้นอย่างหนักแน่นว่า ” นามของข้าคือ หมิงซวง
เมื่อ 129,600 ปีก่อน ข้าคือปีศาจผู้หาที่เปรียบมิได้
เหล่าผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วน หากได้ยินนามของข้า
ต่างต้องหวาดกลัวตัวสั่นเทา จนปัสสาวะแทบเล็ดลาด
”
เชิงอรรถ
1.อัตถิภาวนิยม คือ แนวคิดทางปรัชญาที่พิจารณาว่า
ปัจเจก ตัวตน ประสบการณ์ของปัจเจกแต่ละคน และ
ความพิเศษอันเป็นหนึ่งเดียว
2. กระต่ายตื่นตูม (大惊小怪) สำนวน
หมายความว่า ตื่นตระหนกตกใจจนเกินพอดี
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ