กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 686: การตอสูนอกวัง
ระหว่างที่ อู่ อวี้ กำลังเผชิญหน้ากับ อิน เสวียน
ผู้คนนับพันก็มารวมตัวกันโอบล้อมอยู่ภายนอก ‘วัง
กำสรวลสลายโศก’
ผู้คนส่วนใหญ่ที่มารวมตัวกัน ล้วนเป็นบุคคลชั้น
แนวหน้าด้วยกันทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีเหล่าอาวุโส
หลบซ่อนตัวอยู่ในที่มืด ลอบสนทนากันอย่างลับ ๆ
ปะปนอยู่กับพวกมันอยู่ด้วย สายตาจับจ้องมาที่ อู่
อวี้ อย่างสงสัยใคร่รู้ บัดนี้ อิน เสวียน , องค์หญิง
โย่วเสี่ย , อู่ อวี้ กำลังยืนประจันหน้ากันโดยไร้ซึ่ง
ความรู้สึกใด ๆ
ความขัดแย้งนี้ เป็นอะไรที่ค่อนข้างอธิบายยาก
ทว่ามันก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของทุกคนมาก
เช่นกัน ทุกคนต่างกำลังสับสนไม่เข้าใจว่าไฉนเรื่อง
นี้ถึงเกิดขึ้นได้ แต่ด้วยเพราะมันเกี่ยวข้อง องค์
หญิงโย่วเสี่ย ผู้คนจำนวนมากจึงให้ความสนใจ
ผู้คนมาจากทั่วทุกสารทิศ ต่างเข้ามาร่วมชมความ
หฤหรรษ์ ไม่ว่าจะเป็นคนจากที่ใด ต่างล้วนแล้วแต่
ชอบความสนุกหฤหรรษ์กันทั้งสิ้น
แม้ว่าเวลานี้ยังไม่เริ่มต่อสู้ แต่บรรยากาศภายใน
นครเซียนเหมันต์อุดร กลับเต็มไปด้วยความคึกคัก
ตื่นเต้น
ผู้อาวุโสหลายคนออกมาจาก วังกำสรวลสลายโศก
นั่งอยู่บนโรงเตี๊ยมสุดหรูใกล้ริมหน้าต่าง กำลัง
พูดคุยหารือกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้
ผู้อาวุโสคนหนึ่งยิ้มแล้วพูดว่า ” ข้าคิดว่า อิน
เสวียน คงออกมาจากนครหมิง เพื่อตามหาองค์
หญิงโย่วเสี่ยแล้วพบว่าองค์หญิงกำลังมารอรับ อู่
อวี้ พอมาถึงกลับเห็นภาพบาดตาบาดใจ เห็นองค์
หญิงใกล้ชิดสนิทสนมกับ อู่ อวี้ จึงหึงหวงมีโทสะ
จนขาดสติ แล้วก็ลืมสำรวมกายวาจาอย่างที่เห็น
เห้อ…คนหนุ่มสาวก็แบบนี้ ช่างทำอะไรหุนหันพลัน
แล่นเสียจริง ๆ ”
อีกคนหนึ่งส่ายศีรษะแล้วพูดว่า ” มันคงไม่ง่าย
ขนาดนั้น ข้าได้ยินมาจาก ‘โย่ว เสี่ยวเตี๋ย’ ว่า อู่ อวี้
เป็นผู้เอ่ยปากท้าทายก่อน ต่อให้ อิน เสวียน โมโห
จนขาดสติมากเพียงใดก็คงไม่กล้าเอ่ยปากท้าทาย
ก่อนเช่นนี้ ”
“ เรื่องจริงเหรอเนี่ย? ชักสนุกแล้วสิ ดูเหมือน อู่
อวี้ จะไม่ใช่แค่เปั้าหมายที่ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างที่คิด
ไว้ ”
” เขาช่างเป็นคนที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ข้าได้ยิน
กิตติศัพท์ของเขาตอนอยู่ในเส้นทางเซียนบรรพ
กาลมาไม่น้อย ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าเขาความสัมพันธ์
แบบไหนกับองค์หญิงโย่วเสี่ยก็ตาม แต่เรื่องจริง
ที่ว่าชายผู้นี้เป็นคนน่าทึ่งมาก ๆ คงไม่อาจปฏิเสธ
ได้ ข้าล่ะอยากรู้นักว่าเขามีความลับอันใดปิดซ่อน
อยู่บ้าง ถึงกระนั้นดูจากท่าทีขององค์หญิงโย่วเสี่ย
แล้ว ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาไม่น้อย
เห็นแบบนี้จะให้ อิน เสวียน ใจเย็นอยู่ได้อย่างไร
เมื่อหนุ่มสาวต้องผจญภัยเสี่ยงอันตรายร่วมกัน
เป็นเรื่องง่ายที่จะสานสัมพันธ์สร้างความรู้สึก
ลึกซึ้ง! ”
” เขากล้าที่จะเป็นคนเริ่มท้าทาย ดูเหมือนจะสติฟัน
เฟือนอยู่ไม่น้อย แต่ก็นะ…ข้าก็เข้าใจ เอาเป็นว่าดู
สถานการณ์กันไปก่อนแล้วกัน อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน
”
เมื่ออีกคนหนึ่งกล่าวพูดเช่นนี้ คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้พูด
ถึงเรื่องนี้ต่อ แต่ก็มีบางคนคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมา
ได้แล้วกล่าวขึ้นว่า “จริงสิ… ประตูทางเข้าเส้นทาง
เซียนบรรพกาลกำลังจะปิดในไม่กี่วันนี้แล้ว เห็นว่า
ยังมีผู้เยาว์อัจฉริยะบางคนยังไม่ได้กลับมา มิต้อง
กล่าวหมายถึงปีศาจที่อยู่ภายใน ดินแดนโบราณเห
ยียนหวง นอกจากนี้ยังมีองค์ชายเฟิง , ชิงอู๋ หยุน
ซื่อ , เฟิง เจี้ยนชิงผู้ใช้วิถีกระบี่นิรันดร์ และคนอื่น
ๆ ที่ยังไม่กลับมา พวกเขาล้วนมีศักดิ์ฐานะสูงส่ง
ฝีมือล้ำเลิศระดับเดียวกับองค์หญิงของเรา ทว่ามี
แค่เพียง องค์หญิงโย่วเสี่ย ที่กลับมาอย่างปลอดภัย
ในตอนนี้ ราชวงศ์มารฟั้า , อาณาจักรเมฆาทะยาน
และ ผู้ฝึกตนวิถีกระบี่นิรันดร์ กำลังรอคอยด้วย
ความกระวนกระวายใจ หากในสองสามยังไม่
ออกมาอีก คงได้สนุกกันยกใหญ่ ”
” เราไม่ควรคาดเดาอะไรมั่วซั่ว พวกเขากำลังตั้ง
หน้าตั้งตารอคอยการกลับมาของเหล่าอัจฉริยะ
อย่างถึงที่สุด เมื่อพวกเขากลับมาคาดว่าคงจะเก็บ
เกี่ยวผลกำไรได้อย่างมหาศาล ”
” ดูเจ้าสิ… โลกสวยอะไรขนาดนี้ ข้ารู้สึกว่ามี
บางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นภายใน เส้นทางเซียน
บรรพกาล คาดว่า อู่ อวี้ ที่น่าจะออกมาที่หลัง องค์
หญิงโย่วเสี่ย บางทีเขาอาจจะรู้อะไรบางอย่างก็
เป็นได้ ”
กลับมาที่คนทั้งสองกำลังพูดคุยกัน อิน เสวียน ซึ่ง
อยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก ได้กล่าวขึ้นด้วย
เสียงต่ำว่า ” อู่ อวี้ หากเจ้าแพ้ เจ้าจะไสหัวออก
จาก จักรวรรดิเปั่ยหมิง ของข้าไปหรือไม่? ”
อู่ อวี้ ตอบด้วยเสียงต่ำว่า ” ถ้าเช่นนั้นหากเจ้า
พ่ายแพ้ เจ้าก็อย่ามาวุ่นวายเกาะแกะกับองค์หญิง
โย่วเสี่ยอีก ตกลงหรือไม่? ”
อิน เสวียน ยิ้มแล้วพูดว่า ” หากข้าปราชัย ข้าจะ
ไม่ขอใช้แซ่หยินอีก ”
” ไม่สำคัญว่าเจ้าแซ่อะไร แค่อย่าตามนางต้อย ๆ
เหมือนสุนัขตามกระดูกก็พอ ” คำพูดของ อู่ อวี้
ทำให้ผู้รอชมการวิวาทต่างตกใจตะลึงไปตาม ๆ
กัน วาจาที่เอ่ยออกมาช่างหยาบคายสามหาว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาเป็นคนของ ทวีปแห่งทวย
เทพตงเสิ้ง จึงทำให้หลายคนรู้สึกไม่ดีเท่าใดนัก
คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนของ จักรวรรดิเปั่ยหมิง
แน่นอนว่าพวกมันย่อมเข้าข้าง อิน เสวียน แล้วก็มี
คนพูดหนึ่งร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดขึ้น
ว่า ” อย่าไปคุยกับมัน อย่าได้ปราณี เด็กคนนี้
เย่อหยิ่งจองหองยิ่งนัก จงเลาะฟันของมันออกมา
ให้หมดปาก ”
” เอาให้มันร้อง แล้วไสหัวมันออกจาก จักรวรรดิ
เปั่ยหมิง ไปเลย! ”
” เป็นใครมาจากไหน ถึงได้มากำเริบเสิบสานกับ
จักรวรรดิเปั่ยหมิง ของเราเยี่ยงนี้! ”
ฝูงชนเริ่มร้องตะโกนพ่นคำพูดต่าง ๆ นานา
แสดงออกถึงความไม่พอใจ ผู้คนจำนวนมาก
สนับสนุน อิน เสวียน ต่างเชื่อมั่นในตัวของมันมาก
ส่วนองค์หญิงโย่วเสี่ยยังคงยืนอยู่ข้าง ๆ อู่ อวี้
ภายในหัวใจของนาง เต็มไปด้วยเพลิงโทสะอย่าง
ไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งในเวลานี้นางได้ส่งสายตาเป็น
นัยบอก อู่ อวี้ ว่าตอนนี้คงมีแค่เขาเท่านั้น ที่จะ
ช่วยจัดการระบายความโกรธแค้นแทนนางได้
ทั้งสองไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้อง
ปราณีในเวลานี้ อิน เสวียน หยิบศาสตราเต๋าวิถี
แท้ออกมา ทว่ามันไม่ใช่แค่เพียงชิ้นเดียวเท่านั้นแต่
เป็นสอง มือหนึ่งถือดาบ มือหนึ่งถือกระบี่ อยู่ในมือ
ทั้งซ้ายและขวา
ข้างที่ถือดาบ ด้ามจับเสมือนดั่งหัวพยัคฆ์ท่ามกลาง
ความเลือนลาง สามารถได้ยินเสียงพยัคฆ์แผด
เสียงคำรามออกมาอย่างดุดันน่าเกรงขามเป็นอย่าง
ยิ่ง ใบดาบเป็นสีทอง มีแสงจากวงเวทมากมายส่อง
ประกายออกมา ถึงแม้ว่าศาสตราวุธชิ้นนี้จะไม่ใช่
ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ แต่จำนวนวงเวท
ประทับที่ปรากฏใกล้เคียงกับ ศาสตราวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ เลยทีเดียว
สวนข้างที่ถือกระบี่ ไม่ว่าจะเป็นใบกระบี่ด้ามจับ
ล้วนเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ปกคลุมด้วยผลึกน้ำแข็งอัน
เย็นยะเยือก แผ่ขยายก่อตัวขึ้นเป็นเงาเลือนราง
จนดูเหมือนดาบขนาดใหญ่ เมื่อศาสตราทั้งสองชิ้น
อยู่ร่วมกัน ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สามารถตัดผ่ามันได้
องค์หญิงโย่วเสี่ย ต้องการช่วยนางจึงแนะนำ
เกี่ยวกับความสามารถของกระบี่และดาบทั้งสอง
ให้ อู่ อวี้ ฟังอย่างลับ ๆ ” ดาบเล่มนั้นมีชื่อว่า
‘ดาบสะบั้นจักรพรรดิ’ มันเป็นอาวุธประจำตระกูล
ซึ่งถูกสืบทอดส่งต่อมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ใช้ต่อสู้
ห้ำหั่นศัตรูในสมรภูมิมาหลายชั่วอายุคน แม้ว่ามัน
จะไม่ใช่ ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ แต่ก็ห้ำ
หั่นอาบโลหิตคร่าชีวิตมนุษย์มามากมายเหลือคณา
นับ พลังการโจมตีของมันร้ายกาจน่าสะพรึงกลัว
อย่างยิ่งผนวกกับเจตน์จำนงอันแรงกล้า ดังนั้น
เวลาที่มันโจมตีจะส่งผลกระทบกับจิตวิญญาณ
อย่างใหญ่หลวง ส่วนกระบี่เล่มนี้ชื่อว่า ‘กระบี่
บูรพาเทวะ’ กระบี่เล่มนี้มันได้มาจากซากศพ
โบราณ มันค่อนข้างพิเศษและน่าพิศวงยิ่ง
นอกจากนี้เขายังมี ‘ เกราะเซียนสงครามม่วงดำ ‘
คาดว่าตอนนี้เขาน่าจะสวมใส่อยู่บนร่าง หากไม่
ทำลายชุดเกราะนี้ ก็เป็นเรื่องยากทำให้มันบาดเจ็บ
ได้ ”
” อืม ”
อู่ อวี้ พอใจเป็นอย่างมากกับความชัดเจนใน
ทัศนคติของนาง ตราบใดที่ องค์หญิงโย่วเสี่ย
ยังคงคิดที่จะช่วยเหลือเขา หากมีประโยชน์อันใดที่
เขาได้รับจะไม่ตระหนี่ขี้เหนียวกับนาง
“ อิน เสวียน ตั้งแต่เล็กจนใหญ่ เขาเติบโตฝึกฝน
ในสนามรบมาเนิ่นนานกว่าเจ็ดสิบสามปี เขามี
ประสบการณ์ต่อสู้มามากมายนับไม่ถ้วน แม้แต่ข้า
ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา เจ้าควรระวังตัวไว้ให้มาก”
องค์หญิงโย่วเสี่ย บอกข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่าง
ๆ
หลังจากได้ฟัง อู่ อวี้ ก็ทราบว่าคนผู้นี้มีความ
เชี่ยวชาญในการต่อสู้เป็นอย่างมาก ท่ามกลางผู้คน
หรือ อัจฉริยะมากมาย ผู้ที่เติบใหญ่มาในสนามรบ
อย่างมันย่อมจัดการได้ยากกว่า บัดนี้ฝั่ายตรงข้าม
ได้ลงมืออย่างเด็ดขาดยิ่ง มันไม่ปล่อยให้ อู่ อวี้
เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ จากนั้นมันก็กรีดร้องคำราม
พร้อมกับปลดปล่อยพลังอิทธิฤทธิ์!
“กายาสถิตย์เทพสงครามบรรพกาล!”
พลังอิทธิฤทธิ์นี้ ค่อนข้างโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นไม่นานก็บังเกิดแสงสีทองส่องประกาย
เจิดจ้า พร้อมทั้งปรากฏร่างของขุนพลระดับสูง
สวมใส่ชุดเกราะหนัก ซ้อนทับลงบนใบหน้าของมัน
ราวกับว่ามันกำลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนหลายคน
และในทุก ๆ การเปลี่ยนแปลง ร่างกายของมัน กับ
ความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นพลัง
แก่นแท้ตำหนังม่วง ล้วนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
และในที่สุดก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นพลังของตัวมัน
เอง เสมือนกับว่ามันได้ครอบครองร่างของบรรพ
บุรุษหลายสิบคน ส่งผลให้พลังรบเพิ่มขึ้นอย่าง
มหาศาล เมื่อลืมตาขึ้น ดวงตาประดุจคมหอก ก็
ปล่อยเจตจำนงหมายสังหาร อู่ อวี้
“ตาย!”
หลังจากมันแผดเสียงตะโกน ทันใดนั้นพื้นดิน
โดยรอบก็เกิดการสั่นสะเทือน
ในเวลานี้มันจะเหมือนดั่งดอกเกาทัณฑ์พุ่งเข้า
โจมตีอีกครั้ง!
อู่ อวี้ ไม่ได้รู้สึกเช่นนี้มานานมากแล้ว ในตอนนี้
ฝั่ายตรงข้ามกำลังทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่าง
ยิ่ง สถานการณ์ปัจจุบันเสมือนเขาถูกสะกดข่ม
อย่างสมบูรณ์ อิน เสวียน ที่อยู่เบื้องหน้าเหมือนดั่ง
ยักษ์ขนาดใหญ่ ถึงกระนั้น อู่ อวี้ ก็ยังคงสุขุมเยือก
เย็น เมื่อเขาดึงศาสตราวุธออกมา เสียงของผู้คนก็
ระเบิดดังขึ้นด้วยความตื่นตะลึง!
” ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ! ”
ข่าวลือเรื่อง อู่ อวี้ เป็นผู้ครอบครองศาสตราวิถีแท้
สุดยอดวิญญาณ แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ามันจะเป็น
เรื่องจริง
เมื่อมี เมฆาตลบฟั้า และ องค์หญิงโย่วเสี่ย อู่ อวี้
จึงกล้าใช้ ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ต่อ
หน้าธาระกำนันผู้คน จักรวรรดิเปั่ยหมิง
สำหรับเขาแล้ว นี่คือความก้าวหน้าครั้งใหญ่ และ
นับแต่บัดนี้ เขาจะไม่เกรงกลัวผู้ใดอีกต่อไป เขา
ปรารถนาจะใช้ ‘พลองหมื่นมังกร’ เผชิญหน้าท้า
ทายต่อสู้กับทุกคนในเส้นทางแห่งเซียนนี้!
เมื่อศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณถูกนำออกมา
ศาสตราวิถีแท้ของ อินเสวียน ก่อนหน้านี้ที่เคย
ระเบิดพลังอำนาจอันอหังการ ได้ถูกสะกดข่มกลบ
ฝังโดยศาสตราของ อู่ อวี้ อย่างสิ้นเชิง!
ชั่วขณะที่คนทั้งสองกำลังพุ่งเข้าปะทะกัน เมื่ออิน
เสวียนแลเห็นกลุ่มมังกรเปล่งเสียงคำรามออกมา
จากไม้พลอง สีหน้าของมันก็แปรเปลี่ยนไปอย่าง
เห็นได้ชัด บัดนี้ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความ
โลภโมโทสัน ใช่แล้ว ศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ ดึงดูดใจมันเป็นอย่างยิ่ง
ทว่านี่คือการต่อสู้!
อู่ อวี้ ไม่ยอมปล่อยให้ฝั่ายตรงข้ามโจมตีอยู่ฝั่าย
เดียว
“ เนรตเพลิง เขตแดนเนตรทองคำ! ”
ชั่วขณะที่การต่อสู้ปะทุขึ้น พลองหมื่นมังกร
ปรากฏในมือของเขา พร้อมกับพลังอิทธิฤทธิ์ที่ถูก
ปลดปล่อยออกไปโดยตรง บัดนี้เหนือผิวมหาสมุทร
แสงจากดวงตะวันที่สาดส่องลงมา ได้ถูกหลอม
รวมไว้ภายในนั้นอย่างยาวนาน จนในที่สุดเขตแดน
เนตรทองคำก็ถูกปลดปล่อยออกไป!
บัดนี้สิ่งที่ผู้คนเห็น คือพลองหมื่นมังกรในมือของ อู่
อวี้ ได้ถูกอัดกระแทกลงสู่พื้น
ทันใดนั้นดวงเนตรของเขา ก็ปลดปล่อยแสงสุริยัน
เจิดจ้าประดุจดั่งดวงตะวันอันร้อนแรง สาด
ประกายรัศมีแสงสดใสแผ่ขยายออกไปอย่างไร
สิ้นสุด จนดูเสมือนดั่งดวงตะวันได้พุ่งอัดกระแทก
ลงสู่พื้นปฐพี ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุ
อันน่าสะพรึงกลัว จนต้องหลับตาลงอย่างช่วย
ไม่ได้!
แต่บางคนก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน และ
ภาพที่ปรากฏออกมานั้นทำให้พวกมันตกใจยิ่ง
กว่าเดิม นั่นก็คือดวงตาของ อู่ อวี้ ลุกท่วมไปด้วย
เปลวเพลิง บัดนี้ได้ปลดปล่อยระเบิดทำลายล้าง
จนดูเสมือนดั่งดวงตะวันขนาดใหญ่ แผ่ขยายปก
คลุมฝูงชนไว้ภายใน มีผู้คนจำนวนมากไม่สามารถ
อดทนต่อความร้อนที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงนี้ได้ จน
ต้องถอยร่นออกไป เพียงชั่วพริบตา มันก็ก่อให้เกิด
ความโกลาหลครั้งใหญ่ขึ้น!
สิ่งนี้คือดวงตะวันอันร้อนแรงบนท้องนภาอย่าง
แท้จริง กลายเป็นบอลเพลิงขนาดใหญ่ พุ่งอัด
กระแทกลงมาจากบนฟากฟั้า ภาพที่ปรากฏขึ้นนี้
แม้แต่ยอดฝีมือในระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า ยัง
รู้สึกตกใจเล็กน้อย!
ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าดวงตะวันบนท้องนภา ได้
เชื่อมต่อกับดวงสุริยันที่อยู่บนพื้นปฐพีนี้ ลำแสง
จากบนท้องนภาได้ผสานบรรจบกัน สร้างเป็นเสา
เพลิงอันบ้าคลั่งปันปั่วน ยิงพุ่งเข้าใส่ดวงตะวันบน
พื้นปฐพี
ดวงตะวันทั้งสองดวง ได้เชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่าน
เสาเพลิงที่ลุกโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงนี้ เมื่อเขต
แดนเนตรทองคำได้รับการหนุนเสริมจากดวงตะวัน
บนฟากฟั้า ส่งผลให้มันทวีความรุนแรง และ น่า
สะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้น จนผู้คนต้องถอยร่นออกไป
อย่างต่อเนื่อง ซึ่งบัดนี้ใบหน้าของพวกมันเต็มไป
ด้วยความตกตะลึงอย่างไม่อยากจะเชื่อ เนื่องจาก
พวกมันไม่ได้รู้สึกว่าพลังอิทธิฤทธิ์นี้น่าสะพรึงกลัว
เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พวกมันยังรู้อีกว่า อิน
เสวียน ถูกกักขังอยู่ในเขตแดนบอลเพลิงขนาด
ใหญ่นั่น!
ครืนครืนเปรี้ยง!
บอลเพลิงยังคงลุกโหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง!
อู่ อวี้ ยังคงอยู่ท่ามกลางเขตแดนทองคำ ซึ่งผู้คนที่
อยู่ภายนอก ก็ยากที่จะคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน
ได้ และได้ยินเพียงเสียงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเท่านั้น
จนกระทั่งบอลเพลิงเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง ดู
เหมือนว่าใครบางคนกำลังหลบหนีออกมาจาก
ภายใน
“สถานการณ์เป็นอย่างไร!”
“พลังอิทธิฤทธิ์นี้มันอะไรกัน! ร้ายกาจยิ่งนัก!”
ต่อสู้ผ่านไปได้สิบลมหายใจแล้ว ฝูงชนยังไม่ทันได้
ตอบสนองใด ๆ เลย แต่ทันใดนั้นเองก็มีร่าง ๆ
หนึ่งร่วงตกจากด้านบนฟากฟั้า อัดกระแทกลงสู่
พื้นอย่างจัง มองดูให้ดี ๆ จะเห็นว่าร่าง ๆ นี้ถูกเผา
ไหม้ดำเป็นตอตะโก จนไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าเป็น
ผู้ใด
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ