กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 687: ตระกูลเปยหมิง
ล่วงหล่นสู่พื้นดิน สุดท้ายแล้วผู้ที่พ่ายแพ้คือผู้ใด?
ทุกคนมารวมตัวกันที่ด้านหน้าของ ‘วังกำสรวล
สลายโศก’ ยิ่งมายอดฝีมือชั้นสูงก็ยิ่งมารวมตัวกัน
เพิ่มมากขึ้น ด้วยสายตาของพวกเขา จึงสามารถ
แยกแยะผู้แพ้ผู้ชนะได้ในทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ‘ดาบสะบั้นจักรพรรดิ’ และ ‘กระบี่
บูรพาเทวะ’ ยามนี้ก็ตกลงไปบนพื้น ก่อเกิดเสียงดัง
สนั่น
เมื่อมองลอดไปยังเงาร่างดำมืดเป็นตอตะโก
สามารถมองเห็นได้ถึง ‘เกราะเซียนสงครามม่วงดำ
’ อย่างชัดเจน ซึ่งมันเป็นถึงศาสตราเต๋าวิถีแท้
ชั้นสูง แต่ยามนี้กลับได้รับความเสียหายอย่าง
รุนแรง สูญเสียซึ่งสง่าราศีของมันในทันใด
เมื่อมองอย่างละเอียด จะเห็นร่องรอยสีเขียวมรกต
ดำไหม้เกรียม อาจจะไม่ใช่เพียงแค่ผิวภายนอก
เท่านั้น แม้แต่เลือดเนื้อและกระดูกทั้งหมด เกรงว่า
ก็จะถูกเผาผลาญจนไหม้เกรียมไปหมด
มันยังคงมีจิตสำนึกหลงเหลืออยู่ สามารถมองเห็น
ได้เพียงแค่การแสดงออกทางสีหน้าที่บิดเบี้ยวด้วย
ความเจ็บปวด ดวงตามืดหม่น ยามนี้ก็คงทำได้
เพียงแค่กระเสือกกระสนดิ้นรน แม้แต่การจะยืนขึ้น
ยังทำได้อย่างยากลำบาก
สภาพเชื้อสายแห่ง อิน กงกั๋ว เมื่อเทียบกับตอน
ก่อนหน้านี้ ถือว่าแตกต่างกันจนแทบจำไม่ได้
ราวกับว่ามันร่วงหล่นจากสวรรค์ลงสู่ขุมนรก
ยิ่งไปกว่านั้น การที่มันพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วเช่นนี้
นับเป็นสิ่งที่แทบจะทุกคนไม่สามารถจินตนาการได้
…….
แม้ว่าพวกมันจะรู้สึกว่า อู่ อวี้ อาจจะใช้วิธีการ
บางอย่าง แต่ก็ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเหตุไฉน อิน
เสวียน จึงพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเช่นนี้……
ยามนี้ดวงตะวันที่กำลังลุกไหม้อยู่เหนือหัวของทุก
คนเริ่มหดเล็กจนสลายลงในที่สุด สภาพแวดล้อมที่
ร้อนแรงได้หายไปอย่างฉับพลัน เมื่อดวงตะวันที่
ร้อนแรงนี้หายไปจากเบื้องหน้าของทุกคน อู่ อวี้ ก็
พลันปรากฎภายใต้คลองจักษุ
เขาลอยตัวอยู่ท่ามกลางอากาศ ทั่วทั้งร่างกายของ
เขา ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน แม้กระทั่งใบหน้าก็ไม่
ปรากฏความเจ็บปวดใดๆออกมา จากท่าทางของ
เขาแล้ว ดูเหมือนจะไม่แยแสชัยชนะต่อ อิน
เสวียน เลยแม้แต่น้อย
เนื่องจากเขามีความมั่นใจในเขตแดนเนตรทองคำ
และพลองหมื่นมังกรพิภพอนันต์อย่างมาก
ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง การกดดัน
ของเคล็ดอิทธิฤทธิ์และศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ แม้ว่า อินเสวียนจะสำแดงเคล็ดอิทธิฤทธิ์
ออกมามากมายหลายวิชา แต่ก็ไร้ซึ่งกำลังจะ
ต่อต้าน จึงพ่ายแพ้ต่อ อู่ อวี้ ไปในทันที
ยามนี้สิ่งที่ดูโดดเด่นยิ่งกว่า อู่ อวี้ ก็คือพลองหมื่น
มังกรที่อยู่ในมือของเขา ซึ่งมันมีเงาร่างของมังกร
นับหมื่นกำลังเลี้ยวลดคดเดี้ยวรัดพันอยู่รอบร่าง
ของศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
การต่อสู้ได้สิ้นสุดลงแล้ว
จากการแสดงออกเช่นนี้ก็หมายความว่า หาก อู่
อวี้ ต้องการสังหาร อินเสวียน เขาก็ทำได้อย่าง
ง่ายดาย
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งบริเวณนี้เป็น
ลานกว้างขนาดใหญ่ที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ทว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างกลับตกอยู่ในความเงียบ แทบจะทุก
คนมองไปยัง อู่ อวี้ ด้วยสายตาที่โง่งม หลังจากที่
อู่ อวี้ มาถึงดินแดนโบราณเหยียนหวง นี่ถือเป็น
ครั้งแรกที่เขาดึงดูดความสนใจได้มากมายเช่นนี้
สามารถดูได้จากผู้คนจากจักรวรรดิเปั่ยหมิงได้ใน
เวลานี้ พวกเขาทั้งหลายรู้สึกตกตะลึง อื้ออึง
แม้กระทั่งเกิดเป็นความตื่นตระหนกภายในจิตใจ
จนเงียบไปชั่วขณะ
ด้านหนึ่ง พวกมันทั้งหลายไม่คาดคิดเลยว่าผลลัพธ์
จะจบลงเช่นนี้
แถมที่แห่งนี้ยังเป็นอาณาเขตของพวกมัน ทั้งยัง
เป็นคนของพวกมันอย่างแท้จริง แต่กลับพ่ายแพ้
ให้กับคนนอกเช่นนี้ จึงรู้สึกเสียหน้าไปตามๆกัน
ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่
อยู่บนดินแดนโบราณเหยียนหวง มันได้ก่อตัวขึ้น
จากหลากหลายเชื้อชาติ เช่นผู้คนของจักรวรรดิ
เปั่ยหมิง ส่วนใหญ่แล้วเป็น ‘ตระกูลเปั่ยหมิง’ และ
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงก็เป็น ‘ตระกูลเหยียน
หวง’
ถึงแม้ว่าทุกคนจะเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์และล้วนฝึก
ตนเพื่อเป็นเซียนอมตะ แต่ตั้งแต่ที่เกิดมาอยู่บน
โลกใบนี้ ตระกูลเหยียนหวง ตระกูลเปั่ยหมิง เผ่า
ปีศาจ หรือว่าเผ่าอื่นๆ สายเลือดและร่างกายล้วน
มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น ตระกูลเปั่ยหมิง ส่วนใหญ่
แล้วเหมาะสมกับการฝึกฝนเคล็ดวิชาประเภท
เหมันต์ ความหนาวเหน็บอันมืดมิด
และตระกูลเหยียนหวง ส่วนใหญ่แล้วก็เชี่ยวชาญ
ในเคล็ดวิชาที่เกี่ยวกับไฟและทอง
เป็นเวลาหลายปี ในการต่อสู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดบน
ดินแดนโบราณเหยียนหวง ตระกูลเหยียนหวงเป็น
ตระกูลอันดับหนึ่ง ที่ปกครองทั่วทั้งดินแดนโบราณ
เหยียนหวง และแทบจะทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์
ตระกูลอื่นต้องล่มสลาย
และทุกตระกูลทุกเผ่าพันธ์ ล้วนจะมีบรรพบุรุษเฒ่า
สูงสุดอยู่ตระกูลละหนึ่งคน
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงถูกก่อตั้งโดยสุดยอดผู้
ยิ่งใหญ่ของตระกูลเหยียนหวง เช่นเดียวกับ
ตระกูลเปั่ยหมิง เผ่าพันธุ์มารฟั้า ตระกูลเมฆา
สวรรค์ จึงทำให้มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด
แม้กระทั่งมีบางครั้ง ความเกลียดชังและข้อพิพาท
ระหว่างตระกูล มันได้ฝังรากลึกลงไปเสียยิ่งกว่า
ระดับอาณาจักร ยกตัวอย่างเช่น การฝึกตนของ อู่
อวี้ เมื่อมองดูแล้วจะคล้ายคลึงกับ ‘ตระกูลเหยียน
หวง’ ดังนั้นเมื่อเขาอยู่ในถิ่นของ ‘ตระกูลเปั่ยหมิง’
มันจึงกลายเป็นเรื่องยากที่จะลืมตาอ้าปากหรื
อยากจะยอมรับได้ หรือกล่าวได้ว่าแทบจะเป็นไป
ไม่ได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นบนดินแดนโบราณเหยียนหวง
โดยทั่วไปแล้ว แต่ละตระกูลล้วนมีความเกลียด
แค้นกันมาเป็นระยะเวลาที่ช้านาน และเพื่อคง
เอาไว้ซึ่งสายโลหิตที่บริสุทธิ์ ทำให้ราชวงศ์ผู้ฝึกตน
ล้วนปฏิเสธการแต่งงานละหว่างตระกูล
และหลังจากที่ องค์หญิงโย่วเสี่ย ได้พบเจอกับ อู่
อวี้ องค์หญิงโย่วเสี่ยก็ได้คอยย้ำเตือนตัวเองอยู่
ตลอดว่า เป็นเพราะตัวนางมีสายเลือดของ
‘ตระกูลเปั่ยหมิง’ อันบริสุทธิ์ที่สุด ตระกูลเปั่ยหมิ
งทุกคนล้วนไม่ปรารถนาที่จะให้นางสมรสกับคน
จากตระกูลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ตระกูลเหยียน
หวง’ ผู้ปกครองดินแดนโบราณเหยียนหวงแห่งนี้
ซึ่งในจุดนี้ อู่ อวี้ ก็เข้าใจเป็นอย่างดี
หากทั้งคู่มาจากอาณาจักรที่แตกต่าง ก็ยังสามารถ
อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้
แต่หากว่าทั้ง 2 คนเกิดมาจากคนละตระกูลกัน
อย่างสุดขั้ว แม้จะไม่มีช่องว่างขนาดมนุษย์และ
ปีศาจก็ตามที แต่ก็เป็นเรื่องยากที่ทั้งคู่จะอยู่
ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เนื่องจากแต่ละตระกูลมี
สายโลหิตอันเข้มข้นยิ่ง คนหนึ่งคนสามารถเข้าไป
อยู่ในอาณาจักรอื่นได้ แต่ทว่าโลหิตภายในร่างไม่
สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้
ก่อนที่ อู่ อวี้ จะมาที่จักรวรรดิเปั่ยหมิง เขาก็ไม่
ค่อยรู้สึกกังวลเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้มากนัก แต่
ทว่าในเวลานี้ เมื่อเขาได้จัดการ อินเสวียน จนทำ
ให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึง ความเกลียดชังที่ฝังรากลึก
อยู่ในใจของทุกผู้พลันปรากฎออกมาอย่างเด่นชัด
จึงทำให้เขาตระหนักถึงสายโลหิตและการแข่งขัน
กันระหว่างตระกูล ซึ่งทำให้เขาไม่อาจจะเข้า
ร่วมกับจักรวรรดิเปั่ยหมิงได้
แต่แน่นอนว่าตั้งแต่ที่เขามาเยือนสถานที่แห่งนี้ เขา
ก็ไม่มีความตั้งใจที่จะถอยหลังกลับ
“นายน้อย!”
ในเวลานี้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยพุ่งทะยานออกมา
จากกลุ่มฝูงชน มาปรากฏตัวที่ข้างกายของ อิน
เสวียน ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความรู้สึก
กังวล เมื่อดูจากท่าทางแล้ว น่าจะเป็นผู้ติดตาม
ของ อินเสวียน ที่ได้รับไหว้วานจาก อิน กงกั๋ว
แม้ว่าตระกูลเปั่ยหมิงคนอื่นๆไม่ได้โผเข้ามาเหมือน
พวกมัน แต่ใบหน้าของพวกมันก็ไม่สู้ดีนัก พวกมัน
กำลังมองมายัง อู่ อวี้ จากรอบนอก เห็นได้ชัดว่า
พวกมันยังคงสั่นสะท้านอยู่ภายในใจ แต่ลึกลงไป
พวกมันกลับรู้สึกไม่สบายใจเสียยิ่งกว่า
เมื่อ อู่ อวี้ มองเห็นสิ่งต่างๆเหล่านี้ เขาก็กลับไปยืน
อยู่ที่ข้างกายขององค์หญิงโย่วเสี่ย ส่งสัญญาณ
บอกให้ องค์หญิงโย่วเสี่ย พาตัวเขาออกไปในทันที
บางทีการต่อสู้ในวันนี้ มันยิ่งทำให้นางตัดสินใจที่
จะพึ่งพา อู่ อวี้
ในความเป็นจริงแล้วภายในจักรวรรดิเปั่ยหมิงก็ยัง
มีตระกูลอื่นอาศัยอยู่ แม้ว่าจะมีอยู่หลายร้อย
ตระกูล มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อม ซึ่งเคย
เจริญรุ่งเรื่องอยู่บนดินแดนโบราณเหยียนหวง
เพียงแต่ว่าพวกมันยังด้อยกว่าตระกูลเปั่ยหมิง ไม่
เพียงแต่ด้อยกว่า กระทั่งอาชีพการงานของพวก
มันก็ยังสามารถเป็นได้แค่กรรมกรและอาชีพใช้
แรงงานอื่นๆเท่านั้น
กระทั่งคนภายในทวีปเปั่ยหมิงยังแบ่งชนชั้นถึง
เพียงนี้ แล้ว อู่ อวี้ ที่เป็นคนนอกแถมยังมี
เอกลักษณ์ของตระกูลเหยียนหวงเล่า?
ในขณะที่ องค์หญิงโย่วเสี่ย กำลังพา อู่ อวี้ ออกไป
ผู้ติดตามของ อินเสวียน ก็กำลังเฝั้าดูอาการ
บาดเจ็บของมันอยู่ โดยใช้เม็ดยาสมุนไพรต่างๆ
เพื่อเร่งช่วยเหลือ แต่เมื่อเห็น อู่ อวี้ กำลังจากไป
จู่ๆก็มีคนแผดเสียงตะโกนขึ้น “เจ้าคนต่างเผ่า กล้า
ทำร้ายเชื้อสายของ อิน กงกั๋ว แล้วยังคิดที่จะหนี
อีกรึ!”
พวกมันเร่งโอบล้อมเข้ามา
“อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้!”
“ที่นี่คือดินแดนของพวกเรา จะปล่อยให้มันมาเหิม
เกริมเช่นนี้ไม่ได้!”
“เจ้าเด็กผู้มาจาก ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง เอ๋ย
กลับกล้าที่จะมาลูบคมพวกเราถึงที่นี่! ทำไมไม่หัดดู
สันดารตัวเองเสียบ้าง ตัวเจ้านั้นเลวทรามต่ำช้าถึง
เพียงไหน มีข่าวลือว่าบนทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง
เป็นดินแดนที่มีสายเลือดสกปรก ทุกเชื้อชาติอยู่
ร่วมกันอย่างมั่วซั่ว ไม่แปลกใจเลยที่จะมีคนรุ่น
หลังที่มีนิสัยต่ำช้าเช่นนี้”
ทันใดนั้นคนอื่นๆต่างก็พากันตะโกนออกมา
การได้เห็นคนเหล่านี้เริ่มหมาหมู่ใส่ อู่ อวี้ มันก็ได้
กระตุ้นโทสะของ องค์หญิงโย่วเสี่ย จนสติหลุด
นางหันไปและกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเย็นยะเยือก
“พวกเจ้าทั้งหมดไสหัวไปซะ! อินเสวียน ได้เดิม
พันด้วยตนเอง มันก็ต้องยอมรับผลเอง แต่พวกเจ้า
กลับกัดไม่ปล่อย จะทำให้ตระกูลเปั่ยหมิงขาย
ขี้หน้าอีกมากเท่าไหร่! อู่ อวี้ เป็นสหายคนสนิทของ
ข้า หากข้ายังได้ยินเรื่องไร้สาระจากปากของพวก
เจ้า ข้าจะตัดลิ้นของพวกเจ้าทิ้งซะ!”
ทุกคนไม่คิดมาก่อนว่า องค์หญิงโย่วเสี่ย จะปกปั้อง
อู่ อวี้ เช่นนี้ นางนั้นยืนอยู่ข้างเดียวกับ อู่ อวี้ อย่าง
เปิดเผย ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นกังวล เหล่าคนของ
อิน กงกั๋ว บัดนี้ไม่กล้าที่จะยั่วโทสะของ องค์หญิง
โย่วเสี่ย อีกต่อไป ยามนี้พวกมันจึงทำได้เพียงแค่
จ้องมองอยู่ที่เดิม
“ข้าจะพูดอีกครั้ง อู่ อวี้ ได้ช่วยชีวิตข้าบนเส้นทาง
เซียนบรรพกาล และเขาให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนข้า
ถึงถิ่น ผู้ใดยังคิดกล้าลงมือกับสหายข้าอีก? ”
เมื่ออยู่ภายในจักรวรรดิเปั่ยหมิง นางค่อนข้างมี
อำนาจที่เด็ดขาด ทำให้เมื่อกล่าวประโยคนี้ออกมา
ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็พลันเงียบเป็นเปั่าสาก จากนั้นนาง
ก็พา อู่ อวี้ จากไป คนที่ปิดกั้นเส้นทางอยู่ ยังคงมี
ความรู้สึกลังเล แต่ก็รีบหลีกทางให้กับองค์หญิงโย่
วเสี่ยอย่างรวดเร็ว
อู่ อวี้ หันหน้ากลับไปมอง อินเสวียน แม้ว่ามันจะ
ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็รู้ว่ารอบข้างเกิดเรื่องอัน
ใดขึ้น
“อินเสวียน จงจำสิ่งที่พวกเราได้เดิมพันกันไว้
หลังจากนี้ก็อย่าได้มารังควานนางอีก บุรุษต้องพูด
คำไหนคำนั้น อย่าทำให้คนอื่นมาหัวเราะเยาะเอา
ได้”
อู่ อวี้ กล่าวประโยคนี้พร้อมกับยกยิ้มขึ้น การลั่น
วาจานี้ ทำให้เหล่ารุ่นเยาว์รอบด้านพลันเกิดโทสะ
อย่างยิ่ง แต่ไม่มีผู้ใดหาญกล้าลงมือกับ อู่ อวี้
เนื่องจากว่าองค์หญิงโย่วเสี่ยได้ยืนอยู่ฝังเขา
ดังนั้นถึงคนจึงทำได้เพียงแค่จ้องมอง องค์หญิงโย่ว
เสี่ย จากไป
การต่อสู้นี้ ได้สร้างผลกระทบทางจิตใจมากเกินไป
คนผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้ฝึกตนขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต
กลับสามารถเอาชนะผู้ฝึกตนขั้นก่อร่างกำเนิดจิตเท
วะระดับที่ 6 ได้อย่างง่ายดาย มันคือสิ่งอัศจรรย์ที่
ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เชื่อว่าคนจำนวน
มากจะให้ความสนใจในตัวของ อู่ อวี้ มากยิ่งขึ้น
ข่าวนี้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วภายใน
อาณาจักรเซียนเหมันต์อุดร แม้กระทั่งกระจายไป
ยัง ‘นครหมิง’ นครหมิงเป็นนครที่ใหญที่สุด
ภายในจักรวรรดิเปั่ยหมิง ซึ่งที่แห่งนั้นเป็น
เหมือนกับแกนกลางของจักรวรรดิเปั่ยหมิงก็ว่าได้!
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้คนจำนวนมากแอบสะกดรอย
ตามพวกเขาทั้งคู่จากมุมมืด และแอบนินทาถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งคู่อย่างลับๆ
“ไม่ใช่ว่า องค์หญิงโย่วเสี่ย ชอบพอกับ อู่ อวี้ ผู้นี้
หรอกหรือ”
“นี่เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากเชียวนะ พวกเราเป็น
สายเลือดบริสุทธิ์ของตระกูลเปั่ยหมิง จะปล่อยให้
ตระกูลเหยียนหวงมาทำให้นางมีมลทินได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นสถานะของมันก็ต่ำต้อยเสีย
เหลือเกิน!”
“วางใจเถอะ เจ้านครหยวน กับจอมจักรพรรดิหมิง
ไห่ ต้องไม่ปล่อยให้แผนชั่วของ อู่ อวี้ ผู้นี้สำเร็จ
อย่างแน่นอน ข้าว่า หาก อู่ อวี้ ผู้นี้หาญกล้าไปยัง
‘นครหมิง’ แม้ว่าจะได้รับการคุ้มครองจากองค์
หญิงโย่วเสี่ย แต่มันก็คงมีชีวิตรอดไปได้อีกไม่นาน
หรอก”
“ตระกูลเหยียนหวง มันจะต้องมีสักวันหนึ่งเถอะที่
พวกเราตระกูลเปั่ยหมิง จะกลายเป็นผู้ที่ได้
ครอบครองดินแดนโบราณเหยียนหวงแห่งนี้
จากนั้น ดินแดนโบราณเหยียนหวง ก็จะถูกเปลี่ยน
ชื่อเป็น ‘ดินแดนโบราณเปั่ยหมิง’ ”
ระหว่างทาง องค์หญิงโย่วเสี่ย ได้ถามถึงแผนการ
ของ อู่ อวี้
“อาณาจักรเซียนเหมันต์อุดรมีขนาดเล็กเกินไป
เรื่องในวันนี้ทำให้เราสามารถไปยัง ‘นครหมิง’ ได้
ในทันที เจ้าจะไปหรือไม่?” องค์หญิงโย่วเสี่ยเอ่ย
ถาม
“แล้วจะออกเดินทางเมื่อไหร่กัน?”
“รอให้ข้าลาท่านอาเสียก่อน พรุ่งนี้เช้าพวกเรา
ค่อยออกเดินทาง”
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ