กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 688: ตําหนักวารีล่อง
การมาเยือนอาณาจักรเหมันต์อุดรของ อู่ อวี้ จึง
บังเกิดเป็นความโกลาหนขึ้น
ดูเหมือนว่าทุกตรอกซอกซอย จะมีคนไม่น้อยมา
รวมตัวกัน สนทนาเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่าง
อู่ อวี้ องค์หญิงโย่วเสี่ย และ อินเสวียน
ในยามสนทนา ทุกคนล้วนรู้สึกขุ่นข้องใจและ
รังเกียจในตัวของ อู่ อวี้
แต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ เพราะเรื่องการพ่ายแพ้
นั้นมันเป็นความจริง พวกมันจึงทำได้เพียงยอมรับ
ว่า อู่ อวี้ นั้นแข็งแกร่ง และค่อนข้างรู้สึกผิดหวังใน
ตัวของ อินเสวียน
คนที่ได้ดูการต่อสู้ด้วยตาตนเอง แม้ว่าจะรู้สึกไม่
พอใจ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ เพราะว่า
อู่ อวี้ ได้รับชันะมาอย่างเปิดเผยและยุติธรรม ยิ่ง
ไปกว่านั้นเขายังเอาชนะ อินเสวียน ได้ง่ายดายราว
กับปอกกล้วย
คราแรก อินเสวียน ทำตัวเย่อหยิ่งอยู่เหนือผู้คน
แต่ทว่าเมื่อหลังจบการต่อสู้ กระทั่งแรงจะยืนยังไม่
มี
ไม่นานหลังจากนั้น อู่ อวี้ กับ องค์หญิงโย่วเสี่ย ก็
ได้เดินทางกลับมายังคฤหาสน์ของเจ้านคร พวก
เขาทั้งคู่กลับมาก่อน โย่ว เสี่ยวเตี๋ย และคนอื่นๆ
คฤหาสน์เจ้านคร เป็นสถานที่ที่งดงามที่สุดภายใน
อาณาจักรเซียนเหมันต์อุดร มันถูกล้อมรอบด้วย
กำแพงและค่ายกลฟ้าดินจำนวนมาก หากมองลึก
ลงไป แม้แต่ก้อนอิฐที่นำมาใช้สร้างกำแพง ล้วนแต่
เป็นสมบัติที่มีวิญญาณเซียน
ครั้งแรกที่มาถึงคฤหาสน์เจ้านครแห่งนี้ อู่ อวี้ ก็
ต้องตกตะลึงกับค่ายกลและสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ เมื่อ
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ พลันปรากฎทุกส่วน
ล้วนแล้วแต่เป็นวิหารที่ก่อสร้างมาจากหยกนวลสี
ขาวหิมะราวกับเมฆหมอกสีขาวบริสุทธิ์เข้าปกคลุม
คฤหาสน์นี้ จึงทำให้ที่แห่งนี้ดั่งกับสรวงสวรรค์ก็มิ
ปาน
พื้นที่ของคฤหาสน์เจ้านคร ถือว่าไม่ใหญ่มาก
จนเกินไป แต่ทุกๆส่วน ทั้งหมดมีการจัดตั้งค่ายกล
อันแสนซับซ้อน จากคำบอกเล่าของ องค์หญิงโย่ว
เสี่ย หลังจากที่เข้ามาภายในคฤหาสน์เจ้านครแล้ว
จะต้องติดตามนางอย่างใกล้ชิด หากพลัดหลงไปยัง
พื้นที่อื่น ก็มีโอกาสที่จะต้องเสียชีวิตสูง
สถานที่แห่งนี้คือคฤหาสน์ของผู้ฝึกตน เนื่องจาก
มันเป็นถึงป้อมปราการ จึงทำให้ไม่จำเป็นจะต้อง
เป็นกังวลว่าสถานที่แห่งนี้จะถูกบุกรุก ไม่ว่าจะเป็น
ผู้ใดหากอยู่ที่นี่ก็สามารถมั่นใจในความปลอดภัยได้
กล่าวได้ว่าไม่มีย่องเบาที่ไหนจะหาญกล้ามากพอ
บุกเข้ามายังคฤหาสน์เจ้านครแห่งนี้
หากคนอื่นคิดที่จะเข้ามาภายในคฤหาสน์เจ้านคร
โดยปกติแล้วจะต้องถูกตรวจสอบโดยละเอียด แต่
สำหรับองค์หญิงโย่วเสี่ยแล้ว ขั้นตอนเหล่านี้ล้วน
ไม่จำเป็น นางเป็นถึงแขกชั้นสูง ขณะที่นางปรากฎ
ตัว ทหารยามที่คอยเฝ้าปกป้องคฤหาสน์เจ้านคร
ต่างเร่งคุกเข่าลงเพื่อต้อนรับขับสู้องค์หญิงโย่วเสี่ย
เป็นอย่างดี สำหรับเรื่องของ อู่ อวี้ คาดว่าพวกมัน
พอจะได้ยินเรื่องราวมาบ้างแล้ว แต่พวกมันก็ไม่ได้
มีความกล้าหาญที่จะขัดขวาง อู่ อวี้ อยู่ดี
“ท่านอากลับมาหรือยัง?” หลังจากที่เข้ามา องค์
หญิงโย่วเสี่ย ก็เอ่ยถามขึ้น
“ท่านเจ้านครกลับมาแล้ว และได้สั่งว่าหาก องค์
หญิงกลับมาแล้วให้ไปที่ ‘ตำหนักวารีล่อง’ ทันที
นางกำลังรอท่านอยู่ที่นั่น” ทหารยามกล่าวตอบ
แม้ว่าจะเป็นทหารยาม แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตก่อ
ร่างกำเนิดจิตเทวะเสียก่อน จึงจะมีคุณสมบัติที่จะ
ประจำการภายในที่แห่งนี้ บนดินแดนโบราณเห
ยียนหวง ยอดฝีมือขอบเขตก่อร่างกำเนิดจิตเทวะมี
อยู่มากมายเกินไป สำหรับผู้ฝึกตนขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตก็เป็นได้เพียงแค่ผู้ฝึกตนทั่วๆไป
“แล้วนางให้ อู่ อวี้ ไปพบด้วยหรือไม่?” องค์หญิง
โย่วเสี่ย เอ่ยถาม
ทหารยามพยักหน้า “ท่านเจ้านครกล่าวว่า จะเป็น
การดีที่สุดหากให้เขาไปพบด้วย”
เมื่อ องค์หญิงโย่วเสี่ย รู้แล้ว นางก็หันไปมอง อู่ อวี้
แล้วกวักมือเรียกเขา พร้อมกล่าวว่า “ไปกันเถอะ”
เห็นได้ชัดว่านางน่าจะรู้ข่าวแล้ว เพราะยังไง
อาณาจักรเซียนเหมันต์อุดรก็อยู่ในการดูแลของ
นาง ไม่ว่าจะเป็นข่าวคราวใด นางย่อมล่วงรู้ได้เร็ว
กว่าผู้อื่น ยิ่งไปกว่านั้นนางยังได้ส่ง ‘เย่ ลี่ ’ มาจับ
ตาดู อู่ อวี้ เอาไว้อีกด้วย อู่ อวี้ รู้ว่า คนที่ชื่อ เย่ ลี่
ได้ติดตามพวกเขามาอย่างลับๆสักพักแล้ว
องค์หญิงโย่วเสี่ย เริ่มนำทาง ภายในคฤหาสน์ท่าน
เจ้านครเต็มไปด้วยตำหนักต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมา
จากหินหยก ยามนี้พวกเขาได้เดินผ่านตำหนักและ
ถนนหนทางที่เต็มไปด้วยความวิจิตรตระการตา
จำนวนมาก เดินผ่านสวนเซียนที่เต็มไปด้วยกลิ่น
อายอันหอมหวน ซึ่งภายในสวนมีจิตวิญญาณ
เซียนที่ล้ำค่าปลูกไว้อยู่มากมาย กระทั่งไม่น้อยไป
กว่าที่ อู่ อวี้ ได้พบเจอบนยอดเขาอัสนีเลยแม้แต่
น้อย
“เจ้าว่า นางคิดจะกล่าวสิ่งใดกัน?” ระหว่างทาง อู่
อวี้ เอ่ยถามขึ้น
“ก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าบอกให้ข้าอยู่ห่างๆจาก
เจ้าเอาไว้” องค์หญิงโย่วเสี่ย กล่าวตอบ
อู่ อวี้ รู้ทุกอย่างที่นางคิด ดังนั้นคำถามนี้เขาก็รู้
คำตอบอยู่แล้ว ซึ่งเจ้านครหยวนย่อมกังวลถึง
ความสัมพันธ์ระหว่าง องค์หญิงโย่วเสี่ย กับ อู่ อวี้
และที่สำคัญที่สุดก็คือ อู่ อวี้ ‘อยู่คนละตระกูลอย่าง
สุดขั้ว’ แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์เป็นสหายต่อกัน
แต่ก็ควรกันไว้ดีกว่าแก้
“นางคิดมากเกินไปแล้ว” องค์หญิงโย่วเสี่ย รู้ตัว
เองดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับ อู่ อวี้ ซึ่ง
อย่างมากที่สุดพวกเขาก็เป็นได้เพียงสหายกัน
เท่านั้น การที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านาย
กับทาสก็นับว่าไม่เลวแล้ว การเป็นสหายเต๋าเคียง
ข้างคาดว่าคงจะเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ เนื่องจาก
เขาไม่เคยสนใจในตัวนางเลยแม้แต่น้อย
ในใจของนางเต็มไปด้วยความขมขื่น ซึ่งไม่อาจจะ
รอดพ้นจากสายตาของ อู่ อวี้ ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ อู่
อวี้ รู้สึกชื่นชมในตัวนางคือ นางสามารถปรับตัวได้
อย่างดีเยี่ยมเพื่อที่นางจะได้มีชีวิตรอดต่อไป ซึ่ง
นางไม่มีความคิดด้านลบเลยแม้แต่น้อย
หากนางคิดที่จะล้างแค้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะ
ไม่ล่วงรู้
พริบตาพวกเขาก็มาถึง ‘ตำหนักวารีล่อง’ แล้ว
ด้านนอกตำหนักวารีล่องไร้ซึ่งผู้คนสัญจร เช่นนั้น
เจ้านครหยวนก็น่าจะอยู่ภายในนั้นเพียงลำพัง ดู
เหมือนว่านี่จะเป็นตำหนักที่เอาไว้เก็บตำราต่างๆ
เมื่อพวกเขามาถึงที่นี่ ประตูตำหนักก็เปิดขึ้นเอง
ภายในตำหนักเต็มไปด้วยความมืดมิด สามาร
มองเห็นแสงเทียนทั้ง 4 ทิศล้อมรอบด้วยกำแพง
มรกต ราวกับว่าพวกมันถูกสรรสร้างขึ้นมาจาก
หยก
หลังจากเข้าไปก็พบว่าภายในนี้มีม้วนตำราอยู่
จำนวนมหาศาล และในส่วนลึกเข้าไปก็มีสตรีผู้
งดงามอยู่ผู้หนึ่ง ยามนี้นางสวมใส่ชุดสีม่วงอ่อน
เอนกายนอนอยู่บนเก้าอี้ยาวอย่างเกียจคร้าน ซึ่ง
นางกำลังถือตำราแล้วอ่านอยู่ ภายใต้แสงเทียน
ผิวกายที่ลอดออกจากอาภรณ์นั้นได้สะกดตรึงตาผู้
ที่พบเห็นได้เป็นอย่างดี
แม้ว่าโย่วหยวนจะไม่ได้เป็นสาววัยรุ่นแล้ว แต่ก็มี
เสน่ห์ดึงดูดยิ่ง ยามนี้นางขนตายาวงอนของนาง
กำลังขยับ พร้อมกับวางตำราลงด้วยท่าทีสบายๆ
และยันกายยืนขึ้นมา ดวงตาทั้งคู่จ้องมองไปที่ องค์
หญิงโย่วเสี่ย จากนั้นก็ย้ายสายตาไปมอง อู่ อวี้
“กลับมาแล้วรึ?”
“ท่านอา”
ยามที่ องค์หญิงโย่วเสี่ย กล่าว อู่ อวี้ ก็ก้มศีรษะลง
เล็กน้อย เนื่องจากนางเปรียบเสมือนผู้อาวุโสคน
หนึ่ง จึงต้องมีความเคารพอยู่บ้าง
“อืม” โย่วหยวน กำลังค่อยๆย่างก้าวเข้ามาด้วย
เท้าเปล่า จากนั้นนางได้จ้องมองไปยัง อู่ อวี้ แล้ว
กล่าวขึ้น “ได้ยินมาว่าเจ้าได้รับศาสตราเต๋าวิถีแท้
สุดยอดวิญญาณ ขอให้ข้าได้เชยชม”
สตรีผู้นี้กล่าวออกมาด้วยท่าทีเอาแต่ใจ อย่างไรก็
ตาม อู่ อวี้ ก็ไม่สามารถปฎิเสธอันใดได้ นางไม่ใช่ผู้
ที่ไม่มีศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ จึงไม่น่า
คิดจะช่วงชิง เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องปิดบัง อู่
อวี้ นำพลองหมื่นมังกรออกมา และยื่นไปวางไว้บน
มือของ โย่วหยวน พร้อมกล่าวว่า “ท่านเจ้านคร
เจ้า มันค่อนข้างหนักเล็กน้อย โปรดท่านระวัง
ด้วย”
หลังจากที่ โย่วหยวน รับมันมา นางรู้สึกว่า
ค่อนข้างหนักยิ่ง แต่สำหรับนางแล้วมันไม่ใช่
ปัญหา นางควงมันไปมาสักพักหนึ่ง พร้อมกับแตะ
สัมผัสลวดลายบนตัวพลอง แล้วพึมพำออกมาว่า
“นี่เป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณที่ไม่เลว
ไม่รู้ว่าเจ้านายของมัน คู่ควรกับมันหรือไม่”
ยามที่นางกล่าว ดวงตาของนางก็พลันจับจ้องไป
ยัง อู่ อวี้ ราวกับจะชอนไชสู่ห้วงจิตวิญญาณ
อู่ อวี้ มีเนตรเพลิง ดวงตาของเขาจึงแข็งแกร่ง
เพียงพอ ยามนี้จึงไม่มีการหลบเลี่ยง และกล่าว
ออกไปว่า “ท่านเจ้านครยามนี้ข้าอาจจะไม่คู่ควร
กับมัน แต่หลังจากนี้อีกไม่นาน พลองหมื่นมังกรจะ
รู้ว่ามันเลือกเจ้านายไม่ผิด”
“เจ้าช่างมั่นใจจริงๆนะ” โย่วหยวน กล่าวออกมา
ด้วยรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มของนางค่อนข้างเย็นชา
เหมือนกับนางกำลังประชดประชัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้
คนอื่นรู้สึกไม่อึดอัดมากเกินไป นางส่งพลองหมื่น
มังกรคืนกลับไปหา อู่ อวี้ แล้วกล่าวว่า “หลังจาก
นี้เจ้าจงรับใช้โย่วเสี่ยให้ดี อย่าให้ข้ารู้ว่าเจ้ามีจิตใจ
อกุศล ข้าจะทำให้เจ้าต้องตายโดยไม่มีที่ฝังภายใน
จักรวรรดิเป่ยหมิงของข้า เจ้าก็น่าจะรู้ดีเมื่อเข้ามา
ภายในจักรวรรดิเป่ยหมิงแล้ว หากคิดจะออกไป
ย่อมเป็นเรื่องยาก ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยค่ายกลเขต
แดน ดังนั้นอย่าได้นำพาความวุ่นวายเข้ามาหา
ตระกูลเป่ยหมิงของข้า”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเย็นชา แฝงเอาไว้
ด้วยภัยคุกคาม ส่งแรงกดดันของขั้นก่อร่างกำเนิด
จิตเทวะออกมา ซึ่งมันได้สร้างแรงกดดันไม่น้อย
ให้กับ อู่ อวี้ จนเขาแทบจะหายใจไม่ออก แต่ก็
ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ บัดนี้อีกฝ่ายกำลังยืนอยู่
ด้านข้างขององค์หญิงโย่วเสี่ย นางจึงไม่อาจ
วิจารณ์อะไรได้ เหมือนจะรับรู้สัญญาณบางอย่าง
เขาจึงเร่งถอยจากไปในทันที
หลังจากที่ประตูปิดลง โย่วหยวน คิดว่าเมื่อมีค่าย
กลปิดกั้นอยู่ อู่ อวี้ ย่อมไม่อาจจะได้ยินหรือได้เห็น
สิ่งใดได้ แต่ความจริง อู่ อวี้ ก็สามารถรับรู้ผ่าน
ความคิดของ โย่วเสี่ย ได้อยู่ดี
ภายใน ‘ตำหนักวารีล่อง’ โย่วหยวน นอนเอนกาย
ไปบนเก้าอี้ยาว เอ่ยถามว่า “หลังจากก่อเรื่องแล้ว
ใช่คิดจะกลับไปยังนครหมิงรึเปล่า”
องค์หญิงโย่วเสี่ย ไปยืนนวดแขนนวดไหล่นาง
ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ยังมีท่านอาที่เข้าใจข้า
ข้าเตรียมตัวที่จะเดินทางในวันพรุ่งนี้ ครั้งต่อไป
หากไม่มีผู้ใดมากวนอารมณ์ เสี่ยเอ๋อจะมาเยี่ยม
ท่านอาอีกครั้ง”
โย่วหยวน ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้า
จะต้องออกเดินทาง เช่นนั้นข้าจะอธิบายให้เจ้าฟัง
เจ้าจะได้เข้าใจอย่างชัดเจน”
“เชิญท่านอากล่าว”
โย่วหยวน กล่าวออกมาอย่างไม่เกรงใจ “ข้ารู้ว่า
บนเส้นทางเซียนบรรพกาล พวกเจ้าอาจจะ
ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และมีความรู้สึกดีๆให้กัน แต่
เจ้าก็รู้ว่า ตัวเจ้าเป็นอนาคตของ ตระกูลเป่ยหมิง
เรา ไม่ว่าจะเป็นพ่อเจ้าหรือว่าคนในราชวงศ์ทุกคน
ไมอาจจะยอมรับการแต่งงานระหว่างเจ้ากับคน
ตระกูลเหยียนหวง ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถมีความ
รักใคร่กับ อู่ อวี้ ได้ ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่อาจจะเป็น
สหายเต๋าเคียงคู่กับเขาได้ เข้าใจหรือไม่?”
องค์หญิงโย่วเสี่ย ยิ้มแล้วกล่าวขึ้น “ท่านอาท่าน
คิดมาเกินไปแล้ว ข้าได้บอกแล้วว่าพวกเราเป็น
สหายกันจริงๆ ไม่มีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชาย
หญิง และหลังจากที่ผ่านพ้นการเดินทางบน
เส้นทางเซียนบรรพกาลแล้ว ในใจของเสี่ยเอ๋อได้
เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ข้าไม่เชี่อในเรื่องของสหาย
เต๋าเคียงคู่ อย่างน้อยภายในเวลาหลายสิบปี เสี่ย
เอ๋อจะต้องมุ่งมั่นในด้านการฝึกตน ไม่มีเวลามา
สนใจเรื่องพรรคนี้ ท่านอาก็ได้กล่าวแล้ว หาก
สหายเต๋าเป็นสิ่งที่ดี ตนเองก็จะสามารถก้าวหน้าได้
แต่หากว่าสหายเต๋าเป็นสิ่งไม่ดี มันก็จะกลายเป็น
การทำร้ายตัวเอง เป็นการยากจริงๆที่จะหาสหาย
เต๋าที่คู่ควร เสี่ยเอ๋อ ไม่อยากเสี่ยงเช่นกัน ข้า
อยากจะพึ่งพาตนเองมากกว่า”
แต่แล้ว โย่วหยวน กลับไม่เชื่อ นางจึงถามว่า “เจ้า
กล้าสาบานหรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้ากล่าวมาล้วนเป็น
ความจริง?”
องค์หญิงโย่วเสี่ย พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เสี่ยเอ๋
อกล้าสาบานต่อสวรรค์ ว่าข้าคิดกับ อู่ อวี้ เพียง
แค่สหายเท่านั้น แน่นอนว่าเขาเป็นสหายคนสนิท
ของข้า เขาเต็มใจที่จะช่วยเหลือข้า สำหรับ อิน
เสวียน ในวันนี้มันมีกิริยาที่ไร้ยางอายมากเกินไป
จึงยิ่งทำให้ข้าเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดเจนมากขึ้น
หากในอนาคตข้าต้องแต่งงานกับมัน มันจะต้อง
กลายเป็นภาระของข้าเสียเปล่าๆ จะดีกว่าหากข้า
ดับฝันของมันไปตั้งแต่ตอนนี้”
โย่วหยวน ครุ่นคิด จากนั้นก็สบตากับ โย่วเสี่ย 2-3
ครั้ง พร้อมกับพยักหน้าแล้วกล่าวออกมาว่า “เจ้า
มีความคิดเห็นเช่นนี้ข้าก็เบาใจ อย่างไรก็ตาม อิน
เสวียน ก็เป็นถึง ลูกหลานของ อิน กั๋วกง มีอนาคต
ที่สดใส หากเจ้าไม่สนใจมัน ก็อย่าตัดเยื่อไม่เหลือ
ใยมัน เข้าใจหรือไม่?”
“เสี่ยเอ๋อ เข้าใจทุกอย่าง”
โย่วหยวน กล่าวอีกรอบ “ก็ยังคงเป็นประโยคเดิม
เพราะพวกเราอยู่กันคนละตระกูล อู่ อวี้ เป็นคน
จากตระกูลเหยียนหวง ไม่ช้าก็เร็วเขาก็จะ
กลายเป็นคนของอาณาจักรโบราณเหยียนหวง
หากเป็นสหายที่ดีต่อกัน มันจะกลายเป็นที่ขบขัน
ของตระกูล ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้าจะ
ดีแค่ไหน อาขอแนะนำให้เจ้าระมัดระวังเขาเอาไว้
ทางที่ดีที่สุด เจ้าจงไขความลับในการฝึกตนของ
เขามาเพื่อทำให้เจ้าสามารถเติบโตขึ้นได้อีก ข้ารู้ว่า
นี่เป็นเรื่องยากสำหรับเจ้า ตอนนี้เจ้ายังเป็นเพียง
แค่เด็กน้อย อาจจะให้ความสำคัญในเรื่องของ
ความสัมพันธ์มากเกินไป แต่สิ่งที่อาบอกมันจะเป็น
ตัวเลือกที่ดีที่สุดของเจ้าอย่างแน่นอน สักวันหนึ่ง
เจ้าจะเข้าใจเอง สำหรับ อู่ อวี้ ผู้นี้….ให้เขากลับไป
ที่นครหมิงด้วยกันกับเจ้าเถิด แต่ข้าหวังว่าเขาจะ
ไม่อยู่นานจนเกินไป”
โย่วเสี่ย ถามขึ้นด้วยความสงสัย “ทำไมหรือ?”
“คนผู้นี้ชอบทำตัวโดดเด่นจนเกินไป ไม่เข้าใจถึง
เรื่องการวางตัว ในฐานะที่เป็นคนต่างตระกูลกลับ
ไม่รู้จักจัดการเงียบๆ ต้องมีสักวันหนึ่งที่ตระกูลเป่ย
หมิงของพวกเราจะต้องกำจัดเขา เจ้าจะต้อง
แนะนำเขาด้วยความจริงใจ มิฉะนั้นเจ้าก็ไม่อาจจะ
ช่วยเขาได้”
“ข้าเข้าใจแล้ว” องค์หญิงโย่วเสี่ย ก้มหัวลงแล้ว
กล่าวออกมา
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ