กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 693: เมืองบริวารนครหมิง
ต้วนอี้ โจมตีเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถปราบพิชิต
ปีศาจมังกร ได้อย่างเด็ดขาด
ดูเหมือนปีศาจมังกรจะไม่ทันได้คาดคิดว่า ตนจะต้อง
มาเจอกับบุคคลที่ยากจะเล่นด้วยเช่นนี้ คนผู้นี้ไม่สน
แม้แต่คำข่มขู่ถูกของมัน
ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะ ต้วนอี้ มีความมั่นใจใน
ตัวเองมากเกินไป
แน่นอนว่าความมั่นใจของมันนั้นเกิดจากหลายสิ่ง
หลายอย่างรวมกัน เช่น พื้นฐานฝึกตน ความ
แข็งแกร่ง ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ฯลฯ ล้วน
จัดอยู่ในระดับที่ อู่ อวี้ ต้องสะพรึงกลัว
โดยเฉพาะ ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ มันใช้
โจมตีสังหารปีศาจมังกรในชั่วพริบตา
ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวก็คือ ผู้ที่สมควรมีชีวิต
รอดกว่า 50 คนต้องตกตายไป
หลังจากแก้ปัญหาลงได้ กองทัพหลี่เทียน เดินหน้า
อย่างรวดเร็ว ส่วนผู้ที่ถูกปีศาจมังกรกลืนกิน ไม่ว่าจะ
เป็นศพหรือคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งหมดจะถูกพาไปยัง
นครสุสานม่วง
แต่ด้วยเพราะไม่อาจทราบได้ว่าใครอยู่หรือตาย
ดังนั้นเวลานี้จึงวุ่นวายเป็นอย่างมากมาย
“เงียบ!” ต้วนอี้หยิบศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
ออกมา พร้อมกับส่งเสียงร้องคำราม ซึ่งเสียงนี้ทำให้
ฝูงชนทั่วทั้งนครสุสานม่วงต้องตกตะลึง ดวงตาของ
เขาดูเคร่งขรึมแล้วพูดขึ้นว่า ” ทุก ๆ ท่านปีศาจมังกร
ตัวนี้มันชั่วร้ายเป็นอย่างยิ่ง มันได้สร้างหายนะครั้ง
ใหญ่ หากมันสามารถหลบหนีออกจากแดนเหนือของ
เราได้ ปีศาจตัวอื่นอาจจะเลียนแบบทำตามมัน
ประการที่สองมันทำให้ไปเป่ยหมิงของเราเสียหน้า
ดังนั้นข้าจึงไม่อาจทำตามคำร้องขอของมันได้ โปรด
เข้าใจความลำบากใจของข้าด้วย ”
” ซึ่งเรื่องนี้…ไม่อาจปล่อยให้เวลาล่าช้าไปได้ ฉะนั้น
หลังจากที่ข้าลงมือสังหารมัน ถึงแม้ว่าจะมีผู้คนถูก
ปีศาจมังกรโจมตีเข่นฆ่าสังหารไปมากกว่า 50 คนก็
ตาม เนื่องจากมันเกินความสามารถของข้า แต่ข้าก็
เอาหัวเป็นประกันได้ว่าต่อให้เป็นขุนพลหลี่เทียน
และคนอื่น ๆ ก็คงไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องนี้ได้
เช่นกัน หากพวกท่านคนใดรู้สึกไม่พอใจ สามารถ
รายงานท่านเจ้าแคว้นได้ทันที ”
นับเป็นคำพูดที่ดีมากทีเดียว แสดงให้เห็นถึงข้อดีและ
ข้อเสียอย่างชัดเจน นครสุสานสีม่วงเป็นนครของผู้
ฝึกตน ซึ่งทุกคนเข้าใจถูกผิด อีกทั้งยังรู้ความน่า
สะพรึงกลัวของปีศาจมังกรตัวนี้ ถึงแม้ว่าจะมีบางคน
ตกตาย บางคนต้องสูญเสียคนที่รัก คงต้องกล่าวชื่น
ชมว่า ต้วนอี้ สามารถจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เรียบร้อย
อย่างเช่นก่อนหน้านี้ องค์หญิงโย่วเสี่ย ไร้ซึ่งหนทาง
พวกมันทั้งหมดล้วนเป็นคนตระกูลเป่ยหมิง นางรู้อยู่
แก่ใจดีว่าปีศาจมังกรตัวนี้คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย
มันช่างเป็นเรื่องน่าละอายยิ่งนัก ที่นางไม่สามารถ
ช่วยเหลือพวกเขาได้
ยิ่งกว่านั้นอัตลักษณ์ของ ต้วนอี้ แห่งกองทัพหลี่เทียน
ใครบ้างที่ไม่รู้ถึงกิตติศักดิ์ของมัน? ถ้าทุกอย่างผ่านไป
ด้วยดีมันจะกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าแคว้นหลี่
เทียนในอนาคต เพียงแต่การแสดงออกของมันนั้น
แตกต่างออกไป เนื่องจากในครั้งนี้มันมิได้นำศักดิ์
ของตนในฐานะบุตรของเจ้าแคว้นมากล่าวอ้างแม้แต่
น้อย แต่ผู้คนก็ยังไม่ลืมว่า มันคือบุตรของเจ้าแคว้น
ต้วนอี้ เป็นเสมือนดังสัญลักษณ์ประจำกองทัพหลี่
เทียน แม้นพวกมันทั้งริษยาทั้งชื่นชมในคราวเดียวกัน
พวกมันจะตำหนิได้อย่างไร? แต่ถ้าพวกมันต้องการ
จะกล่าวโทษจริง ๆ ในบรรดาญาติพี่น้องของผู้ตก
ตายทั้ง 50 คน ก็เป็นแค่บุคคลกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ควรค่า
แก่การกล่าวถึง
ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ล้วนต้องการเด็ดหัวปีศาจมังกร ด้วย
เพราะมันได้สังหารคนตกตายได้มากเหลือเกิน!
เมื่อ ต้วนอี้ เห็นผู้ฝึกตนที่เป็นพลเมืองของ นครสุสาน
ม่วง ไม่มีคำคัดค้านอันใด มันก็ก้มคารวะ ถึงแม้เรื่อง
นี้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่มันก็ยังรู้ดีอยู่แก่ใจว่าสิ่งที่มัน
กระทำฤาตัดสินใจในครั้งนี้ ถือเป็นการเดิมพันที่
ถูกต้อง
ในระหว่างที่กองทัพอื่น ๆ กำลังทำการฟื้นฟูนคร
สุสานม่วง ต้วนอี้ เดินเข้าไปหา องค์หญิงโย่วเสี่ย ทำ
การคารวะพร้อมกล่าวขึ้นว่า ” องค์หญิง เป็นเพราะต้
วนอี้แก้ปัญหาล่าช้าไม่ทันการ ทำให้ต้องมีผู้ล้มตาย
ไปมากกว่า 50 ชีวิต ขอให้องค์หญิงทรงโปรดอภัยให้
กระหม่อมด้วย ”
องค์หญิงโย่วเสี่ย ส่ายศีรษะแล้วพูดว่า ” เจ้าไม่ได้
กระทำผิดอันใด ผลงานของเจ้าถือว่าทำได้ดีมากแล้ว
”
ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน
หลังจากได้ยินประโยคนี้ขององค์หญิงโย่วเสี่ย ต้วนอี้
รู้ดีว่าภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีไม่มีปัญหาอันใด
ในเวลานี้กองทัพของมันกำลังเก็บกวาดพื้นที่ ซึ่งก็
หมายความว่าตอนนี้มันว่างงานแล้ว อีกทั้งตัวมันเอง
ก็เป็นอีกหนึ่งในผู้สมัครเป็นราชบุตรเขยของ จอม
จักรพรรดิหมิงไห่ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสในพานพบกับ
องค์หญิงโย่วเสี่ย จึงต้องรีบคว้าโอกาสนี้พูดคุยกับ
นางอย่างตรงไปตรงมาไม่เขินอาย ” การเดินทางของ
องค์หญิงในครั้งนี้คือมุ่งหน้าไปยัง นครหมิง หากองค์
หญิงไม่รีบร้อนเกินไปนัก สามารถรอได้สักสองสาม
วัน ให้ข้าได้มอบหมายงานกับลูกน้องให้เสร็จสิ้น
เสียก่อน แล้วหลังจากนั้นข้าจะเดินทางกลับไป
นครหมิงพร้อมกับองค์หญิง ”
มันเติบโตขึ้นมาในแคว้นหลี่เทียนตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อ
องค์หญิงโย่วเสี่ยได้ยินเช่นนั้นจึงตอบกลับไปว่า ” เจ้า
จะไปทำอะไรที่ นครหมิง ? ”
ต้วนอี้ ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า ” พอดีบิดาของ
กระหม่อมได้ไปสมัครเป็นผู้บัญชาการกองทัพหมิงไห่
ส่วนตัวกระหม่อมก็จะไปเข้าร่วมกับกองทัพหมิงไห่
ต่อจากนี้ข้าจะไม่ใช่คนของแคว้นหลี่เทียนอีกแล้ว ”
กองทัพหมิงไห่ แห่ง นครหมิง กำลังเติบโตเป็นอย่าง
มาก ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้ว่า อนาคตของเขา
จะรุ่งโรจน์อย่างที่สุด ซึ่งจุดสูงสุดของมันอาจไม่ใช่แค่
เพียงเจ้าแคว้น! คาดว่ากว่าจะได้เข้ามา เจ้าแคว้นหลี่
เทียน คงต้องใช้ความพยายามอย่างมากทีเดียว
” ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย แต่ข้า
อยากจะรีบกลับนครหมิงเร็ว ๆ คงไม่อาจรอเจ้าได้ ”
องค์หญิงโย่วเสี่ย ตอบ
นางกำลังคิดว่าจะส่ง อู่ อวี้ เข้าสู่ ‘กองทัพหมิงไห่’ ไม่
คาดคิดว่า ต้วนอี้ ก็จะเข้าร่วมกองทัพหมิงไห่
เช่นเดียวกัน
หลังจากทั้งสองแยกจากกันในอดีต ภาพที่เห็นยืนยัน
ได้อย่างชัดเจนว่าทั้งตำแหน่ง และ สถานะ ของพวก
เขา นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เมื่อได้ยินโย่วเสี่ยปฏิเสธ ต้วนอี้ ก็แสดงออกราวกับ
ว่ามันได้คิดไว้อยู่แล้ว มันจึงยิ้มพร้อมกล่าวขึ้นว่า ”
ถ้าเช่นนั้น กระหม่อมคงไม่อาจทำอันใดได้ นี่คงเป็น
โชคร้ายของตัวกระหม่อมเอง ที่ไร้ซึ่งวาสนาในการ
ปกป้ององค์หญิง อย่างไรก็ตามหลังจากเดินทาง
กลับไปยังนครหมิงแล้ว หากองค์หญิงต้องการใช้ข้า
ก็สามารถเรียกหาข้าได้ตลอดเวลา”
องค์หญิงโย่วเสี่ย ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ เจ้าเป็นถึงบุตร
ของจ้าวแคว้น แล้วข้าจะมาเรียกใช้เจ้าได้อย่างไร ข้า
ยังมีอะไรต้องทำอีก คงไม่มีเวลามานั่งเสวนากับเจ้า
ข้าขอลา ”
ปัญหาของมังกรเกล็ดแข็งคลี่คลายลงแล้ว ดังนั้นจึง
ไม่มีประโยชน์ที่นางจะรั้งอยู่ที่นี่ต่อไป กล่าวตาม
ตรงต้วนอี้ก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว อย่างน้อยหาก
เทียบกับอินเสวียนแล้ว ต้วนอี้ก็นับว่าดีกว่ามาก ทว่า
ยามนี้องค์หญิงโย่วเสี่ยหาได้แยแสเรื่องนี้ไม่
การกระทำของ อู่ อวี้ ในเส้นทางเซียนบรรพกาลทำ
ให้นางเปลี่ยนไป
จากนั้นองค์หญิงโย่วเสี่ย ก็หันไปกล่าวกับ อู่ อวี้ ท่าที
ของคนทั้งสองอยู่ภายใต้การจับตามองของ ต้วนอี้
เมื่อทั้งสองออกจากที่นี่แม้ อู่ อวี้ จะไม่ได้หันหลัง
กลับมามอง แต่ก็รู้ว่าได้ถูกมันจับตามองอยู่เป็น
เวลานาน
” ดูเหมือนคนผู้นั้นจะสนใจเจ้ามาก ขนาดเราเดิน
ออกมาไกลพอสมควรแล้ว ยังมองตามหลังไม่เลิก ” อู่
อวี้ พูดติดตลกเขายิ้มแล้วกล่าวว่า ” ถ้าไม่ติดที่ข้า
เจ้าเองก็คงคิดว่าเขาไม่เลวสินะ ”
องค์หญิงโย่วเสี่ย ส่ายศีรษะแล้วตอบกลับไปว่า ” ข้า
ไม่ได้รู้สึกพึงใจในตัวเขาสักนิด คนผู้นี้ทะเยอทะยาน
มากเกินไป อุปนิสัยใจคอของเขายากจะควบคุม ที่
สำคัญเขาเป็นประเภทไม่ยอมล้มเลิกง่าย ๆ ฉะนั้น
เขาต้องรู้ว่าเจ้าคือ อู่ อวี้ แล้วก็รู้ด้วยเช่นกันว่าเจ้า
เอาชนะ อิน เสวียน ในนครเซียนเหมันต์ แล้วก็คงได้
ยินข่าวเรื่องที่เจ้ากับข้ามีความสัมพันธ์ดี ๆ ต่อกัน ทั้ง
ยังรู้อีกด้วยว่าเจ้ามีศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่แม้แต่ชายตามองเจ้าแม้แต่น้อย
ไม่เอ่ยถึงเจ้าเลยแม้แต่น้อยนิด เห็นได้ชัดว่าเขาคง
รู้สึกมั่นใจภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเย่อหยิ่ง
สุขุม ไม่เห็นเจ้าอยู่ในสายตา ”
ถึงนางจะไม่พูด อู่ อวี้ เองก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่
เขาก็ไม่ได้มีทีท่าอันใด เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายมีเบื้องหลัง
และต้นทุนรออยู่ก่อนแล้ว
“ ว่าแต่… เมื่อเจ้าไปถึง นครหมิง เขาจะไม่ทำให้เจ้า
รู้สึกอึดอัดลำบากใจเช่นนั้นหรือ? ” องค์หญิงโย่ว
เสี่ย ไต่ถามด้วยความเป็นห่วง
ในเวลานี้ อู๋ อู่ อวี้ ได้เรียก ‘เมฆาตลบฟ้า’ ออกมาอีก
ครั้ง จากนั้นก็สั่งให้มันมุ่งหน้าไปยังนครหมิงอย่าง
รวดเร็ว ยิ่งเข้าใกล้นครหมิงมากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่ง
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายฟ้าดินท่วมท้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปริมาณที่ท่วมทะลักออกมากินระยะทางไกลเสมือน
ดั่งลาวาปะทุออกมาจากปล่องภูเขาไฟ
อู่ อวี้ พูดว่า ” กองทัพหมิงไห่มีขนาดใหญ่มาก คง
ยากจะพบพานกันได้ นอกจากนี้ข้าก็มิได้เกรงกลัวมัน
ไม่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเจ้า ”
ตอนนี้องค์หญิงโย่วเสี่ยอยู่ในมือของเขา แม้ว่าฝ่าย
ตรงข้ามจะมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่
ปัญหาใหญ่โตสำหรับ อู่ อวี้ เพราะสิ่งที่เขาปรารถนา
ก็คือการต่อสู้ และ ปล้นชิง ไม่สำคัญว่ามันจะเป็น
อย่างไร ตราบใดที่เขายังมีชีวิตก็ยังมีโอกาสเสมอ
แม้องค์หญิงโย่วเสี่ยจะไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยวจีใด แต่
ภายในใจของนางกลับยอมสิโรราบต่อ อู่ อวี้ ไปแล้ว
อย่างสมบูรณ์
ทุก ๆ ครั้งที่นางเข้าใจในตัวของ อู่ อวี้ ภายในแววตา
ของนางก็เต็มไปด้วยความแจ่มชัด เปี่ยมล้นไปด้วย
ความเลื่อมใสมากขึ้นเรื่อย ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นบนเส้นทางนี้ เป็นเรื่องยากที่จะพบเจอผู้
มีเจตจำนงเดียวกัน รวมถึงการได้พบเจอกับปีศาจ
มังกรก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน ในเวลานี้ทั้งสองกำลัง
เดินทางแหวกฝ่าท้องนภามุ่งหน้าไปยังเป้าหมาย
ระหว่างทาง อู่ อวี้ ยังได้พบนครที่ดูคล้ายคลึงกับ
‘นครจักรพรรดิเพลิง’ แต่นครแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่า
หลายสิบเท่า มันช่างใหญ่โตมโหฬารมากจริง ๆ
ตั้งอยู่ท่ามกลางลำธารธาราแลภูผาบรรพต มีวงเวท
คุ้มภัยปกปักษ์ป้องกันนครอยู่นับหมื่นวง เสียงจ๊อก
แจ๊กจอแจของผู้คนดังแว่วมาให้ยิน มันเกิดเป็นคลื่น
พลังอันแข็งแกร่งยิง
วงเวทที่ปกป้องนคร ว่ากันว่ามันมีประโยชน์ในเรื่อง
การรวมของตัวพลังกลิ่นอายฟ้าดิน ซึ่งก็เท่ากับว่า
พลังกลิ่นอายฟ้าดินถูกรวบรวมอัดแน่นอยู่ภายใน
นครแห่งนี้!
เมื่อมองจากระยะไกล ทุกอย่างที่อยู่นครแห่งนี้
ประดุจสรวงสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ
อาคารบ้านเรือน ทุกสรรพสิ่งล้วนถูกอาบชโลมไป
ด้วย พลังกลิ่นอายฟ้าดินของสวรรค์แลปฐพี
บนดินแดนโบราณเหยียนหวง นครที่ยิ่งใหญ่มาก
ที่สุดคืออาณาจักรเซียนผู้ฝึกตน ทุกคนพึ่งพาค่ายกล
ในการดูดซับพลังฟ้าดิน ดังนั้นหากให้กล่าวโดย
พื้นฐานแล้ว ยิ่งนครมีความสำคัญมากเท่าไหร่
สถานที่แห่งนั้นก็ยิ่งกลายเป็นแดนสวรรค์ของทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้งมากขึ้น
อู่ อวี้ ได้เห็นนครซึ่งมีขนาดใหญ่มากสุดเท่าที่เคยพบ
มา ใหญ่กว่านครจักรพรรดิเพลิงนับร้อยเท่า สามารถ
รองรับผู้ฝึกตนได้นับล้านคน ซึ่งบัดนี้เขายังไม่ได้เข้า
ไปใกล้ แต่เลือกจะชำเลืองมองตรวจสอบดูจาก
ระยะไกล นครแห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนดั่งเต่ายักษ์
ตนหนึ่ง ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวรรค์และปฐพี
ทั้งยิ่งใหญ่และทรงพลัง พลังฟ้าดินก่อรูปเป็นเสานับ
ร้อยต้นม้วนบิดเป็นเกลียวลงมาจากบนฟากฟ้า อีก
ทั้งใต้เสาพลังฟ้าดินนับร้อยต้น ยังมีรัศมีแสงสีเหลือง
แผ่ขยายออกมาจาง ๆ เสมือนดั่งภูเขาไฟที่กำลังรอ
การปะทุ
นครแห่งนี้เป็นจุดตัดของพลังฟ้าดินสองสาย แน่นอน
ว่าในสถานที่ซึ่งมีพลังฟ้าดินสองสายชนกัน นับเป็น
พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการฝึกฝนบำเพ็ญตนเป็น
อย่างยิ่ง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ อู่ อวี้ เข้าใจ
อย่างแจ่มแจ้งว่า เพราะวงเวทและผืนพิภพแห่งนี้ ทำ
ให้ดินแดนโบราณเหยียนหวง กลายเป็นสถานที่ซึ่งมี
โอกาสบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะมากที่สุด ทำให้
ยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งมากมายเดินทางมามายังที่แห่งนี้
และกลายเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า
ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งคือสถานที่ที่ไม่มีผู้ใดอยากไป
แท้จริงแล้วนครหมิงนั้นไม่ใช่สถานที่ที่ทุกคนจะเข้า
ไปได้ ไม่ว่าผู้ใดก็ตามจำเป็นต้องมีความแข็งแกร่ง
และศักดิ์ฐานะอยู่ในระดับบนสุด ถึงจะเข้าไปได้
บางครั้งบางคราอาจจะมีกรณีที่ความสามารถไม่ถึง
แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีสายโลหิตของตระกูลใหญ่ มีผู้คน
มากมายในจักรวรรดิเป่ยหมิง ใช้ความพยายามทั้ง
ชีวิต เพื่อส่งบุตรหลานของตนเข้าสู่นครหมิง
กล่าวได้ว่าภายในนครหมิงนั้น เต็มไปด้วยผู้มั่งคั่ง
ร่ำรวยและชนชั้นสูงมากมาย
บุคคลด้านนอกนครหมิง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าแห่งแว่น
แคว้นหรือเจ้านคร หากต้องการเข้าสู่นครหมิง ก็
จำเป็นต้องส่งมอบทรัพย์สินบางส่วน ถึงจะสามารถ
เข้าสู่นครหมิงได้
แค่การเข้าสู่นครหมิงยังไม่ใช่เรื่องง่าย คงไม่ต้อง
กล่าวว่า การเข้าร่วมกับกองทัพหมิงไห่จะยากเย็น
แสนเข็ญมากเพียงใด
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมการเข้าสู่นครถึงได้ยากลำบาก
เพียงนี้ นั่นก็เพราะนครหมิงมีสภาพแวดล้อมสำหรับ
การฝึกฝนดีที่สุดในจักรวรรดิเป่ยหมิง เหมาะสำหรับ
การฝึกฝนบำเพ็ญตนกลายเป็นเซียนมากกว่าสถานที่
อื่น ๆ
องค์หญิงโย่วเสี่ย เติบโตขึ้นในนครหมิง
แน่นอนว่าเพราะ อู่ อวี้ มีนางเป็นผู้สนับสนุน ดังนั้น
ไม่ว่าจะเป็นนครหมิงหรือกองทัพหมิงไห่ ก็ไม่น่าจะมี
ปัญหาอันใด เนื่องจากว่าทั่วทั้งจักรวรรดิแห่งนี้ อยู่
ภายใต้การปกครองของบิดานาง
“ เบื้องหน้านี้คือนครหมิงเช่นนั้นหรือ?” อู่ อวี้ จ้อง
มองไปยังเส้นขอบฟ้าไกล แลเห็นนครมืดทมิฬขนาด
ใหญ่ซึ่งไม่มีที่ใดสามารถเทียบเคียงได้ ขนาดของนคร
นั้นทำให้เขารู้สึกตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
แต่แล้ว องค์หญิงโย่วเสี่ย ก็ส่ายศีรษะแล้วพูดว่า ”
มิใช่ นี่คือ นครเทียนอิน มันเป็นเพียงแค่หนึ่งในเก้า
สิบเก้าเมืองที่ล้อมรอบนครหลวง เราเรียกมันว่า
‘นครบริวาร’ ”
จากสิ่งที่กล่าวก็สามารถประเมินได้ว่า นครหมิง ที่
สำคัญที่สุดจะมีขนาดใหญ่มากเพียงไหน
ไกลออกไปเหมือนดั่งมีสัตว์อสูรขนาดยักษ์ ส่งเสียง
อึกทึกตั้งตะหง่านอยู่ระหว่างกลิ่นอายฟ้าดินแห่ง
สวรรค์และปฐพี!
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ