กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 694: พระราชวังจักรพรรดิหมิง
เมื่อมาถึงเมืองบริวารเก้าสิบเก้าเมือง ก็สามารถถือได้
ว่าเหยียบย่างเข้าสู่อาณาเขตของ นครหมิง แล้ว
เมื่อรวม นครหมิง เข้ากับเมืองบริวารอีกเก้าสิบเก้า
เมือง ก็จะเป็นหนึ่งร้อยพอดิบพอดี ซึ่งทั้งหมดนี้รู้จัก
ในนาม ‘อาณาเขตจักรพรรดิหมิง’
อาณาเขตจักรพรรดิหมิง มีขนาดพื้นที่เทียบเท่าได้กับ
หนึ่งเขตแดนแว่นแคว้น กล่าวได้ว่าจักรวรรดิเปั่ยหมิง
คือแกนหลักของ ทวีปเปั่ยหมิง มีนครแลผู้ฝึกตน
จำนวนมากอัดแน่นอยู่ที่นี่
ผู้ฝึกตนหลายคน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถ
ฝึกฝนอยู่ในนครหมิง แต่ก็สามารถเข้ามาฝึกฝนใน
เมืองบริวารได้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็ค่อนข้างดีมาก
ทีเดียว อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นนครบริวาร แต่ก็
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้ามาได้
หลังจาก อู่ อวี้ มาถึง ‘อาณาเขตจักรพรรดิหมิง’ เขา
ก็สัมผัสได้ทันทีว่าได้อย่างชัดเจนว่า ที่นี่ไม่ได้อยู่ใน
ระดับเดียวกับที่อื่น ๆ ที่อยู่ใน จักรวรรดิเปั่ยหมิง
เพราะที่นี่จัดเป็นสถานที่ระดับสูงมากเลยทีเดียว
นครเทียนอิน เป็นเมืองบริวารที่อยู่ชั้นนอกสุดเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ เข้าใจผิดคิดว่าเป็นนครหมิง จาก
สิ่งที่เห็นคงต้องกล่าวว่า อู่ อวี้ ยากจะจินตนาการว่า
นครหมิง แท้จริงจะเป็นเช่นไร
ทั้งสองมาถึงที่นี่ในยามราตรี แม้นจะเป็นยามราตรี
มืดมิด ทว่าทุกเมืองที่อยู่ภายในพื้นที่แห่งนี้กลับสว่าง
ไสวเป็นอย่างมาก
ตลอดอาณาเขตจักรพรรดิหมิง มีการลาดตระเวน
ของกองทัพผู้บำเพ็ญเพียรเป็นเซียนอยู่ทุกหนทุกแห่ง
อย่างไรก็ตามด้วยศักดิ์ฐานะความโดดเด่นของ องค์
หญิงโย่วเสี่ย ดังนั้นไม่ว่านางจะไปในที่แห่งใดก็จะมี
คนออกมาคุกเข่าต้อนรับทันที
ตลอดการเดินทางผ่านเมืองบริวาร ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึก
ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
” อันที่จริงแล้วสถานที่แห่งนี้ก็ถือว่ามีความสำคัญ
มากเช่นกัน เนื่องจากค่ายกลของเมืองบริวาร จะช่วย
หนุนเสริมไปยังนครหมิง รวบรวมพลังของค่ายกล
และผู้ฝึกตนทั้งหมด ก่อรูปเป็นอภิมหาค่ายกลปก
คลุม ทั่วทั้งอาณาเขตจักรพรรดิหมิง ”
” วงเวทปั้องกันนี้บรรพชนเป็นผู้ออกแบบสรรค์สร้าง
แต่มันก็ยังไม่เคยได้ใช้งานจริง ๆ สักครั้ง ”
สถานการณ์ใน ดินแดนโบราณเหยียนหวง ยังคงมี
เสถียรภาพมั่นคง อาณาจักรโบราณเหยียนหวง เป็น
อาณาจักรที่มีขนาดใหญ่ ส่วนพันธมิตรอาณาจักรอื่น
ๆ ก็มีการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันบ้างพอหอมปากหอม
คอ ดังนั้นก็จึงมีเรื่องกระทบกระทั่งขัดแย้งกันบ้าง
เล็กน้อย ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา
เขาค่อย ๆ เดินทางผ่านเมืองบริวารขนาดยักษ์ ซึ่งใน
เวลานี้ก็เริ่มเข้าใกล้ นครหมิง มากขึ้นเรื่อย ๆ
อันที่จริงขนาดของเมืองบริวารแต่ละเมือง ต่างมี
ขนาดค่อนข้างใกล้เคียงกันหมด สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึง
พลังอำนาจของ จักรวรรดิเปั่ยหมิง ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่
ล้วนอยู่ภายใน อาณาเขตจักรพรรดิหมิง กล่าวได้ว่า
ที่นี่คือหัวใจหลักของจักรวรรดิอย่างแท้จริง
หลังจากผ่านเมืองบริวารหลายแห่ง ในที่สุด อู่ อวี้ ก็
เห็นเค้าลางของ นครหมิง
เมื่อได้เห็น นครหมิง อู่ อวี้ ตระหนักได้ทันทีว่าเมือง
บริวารก่อนหน้านี้ไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิด นั่นเป็น
เพราะว่า นครหมิง เป็นนครที่มีขนาดกว้างใหญ่ที่สุด
ตั้งแต่ อู่ อวี้ เคยพบเห็นมา ขนาดความกว้างใหญ่
ของนครเป็นอะไรที่ไม่สามารถพรรณนาออกมาเป็น
ถ้อยคำได้ มันเปรียบเสมือนดั่งเกาะขนาดใหญ่บนผืน
ปฐพี
เหนือขึ้นไปบน นครหมิง จะสามารถแลเห็นเสามังกร
ฟั้าดินนับพันต้น ซึ่งก่อรูปเป็นมังกรเทวะทมิฬ
ทะยานเข้าสู่ นครหมิง นอกจากนี้บนพื้นปฐพีก็ยังมี
เสาพลังฟั้าดินมังกรเทวะทมิฬอยู่นับพันต้น
เช่นเดียวกัน พลังฟั้าดินทั้งสองสายได้พุ่งปะทะเข้า
หากัน จนระเบิดกระจายกลายเป็นคลื่นพลังฟั้าดิน
แผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง
ภายใต้ความสับสนวุ่นวาย ม่านเมฆาฟั้าดินนี้ได้ปก
คลุม นครหมิง ไว้จนดูเสมือนดังตำหนักเซียน
เมื่อสูดลมหายใจเข้าไป ทำให้รู้สึกสะอาดสดชื่น
ปลอดโปร่งอย่างที่สุด
นครหมิง แห่งนี้เสมือนดั่งถูกเคลือบด้วยผลึกแก้วสีดำ
ราวกับอัญมณีก็มีปาน ส่องแสงประกายระยิบระยับ
ภายใต้ผืนท้องฟั้ายามราตรี ราวกลับอุกกาบาตขนาด
ยักษ์ ที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องนภาซึ่งเต็มไปด้วยหมู่
มวลดารา
ในอดีตเขาคิดว่า นครจักรพรรดิเพลิง มีขนาดใหญ่โต
เป็นอย่างมาก แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ นครหมิง
ที่เป็นเหมือนดั่งมงกุฎทองคำ ทำให้นครจักรพรรดิ
เพลิงกลับกลายเป็นเพียง หนึ่งในอัญมณีที่อยู่
ท่ามกลางอัญมณีอำพัน ที่เม็ดเล็กที่สุดทั้งยังสุกสกาว
เปล่งปลั่งน้อยที่สุดอีกด้วย
คำเปรียบเทียบนี้ถือว่าถูกต้องอย่างที่สุด นครหมิง
เป็นเสมือนดั่งยอดมงกุฎที่ทำจากอัญมณีสีดำ ตั้ง
ตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวรรค์และปฐพี กลายเป็น
นครหลวงแห่งเปั่ยหมิง
ผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วน กำลังไล่ล่าแสวงหาตามฝัน
ที่จะกลายเป็นเซียนอมตะ
แต่สุดท้ายตอนจบ อาจจะมีเพียงหนึ่งหรือสองคนที่
สามารถเซียนอมตะได้ดั่งฝัน
โดยไม่ต้องกล่าวคนอื่น ๆ แม้แต่ผู้คนในกองทัพหมิง
ไห่ ซึ่งอยู่นครหมิง ก็ยังปรารถนาสิ่งนี้เช่นเดียวกัน
แม้ว่านครหมิงจะมีขนาดใหญ่มากก็ตาม แต่องค์หญิง
โย่วเสี่ยก็ยังคงนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ภายใน
นครหมิง มีคนไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่พักอาศัย
อยู่ในเมืองบริวาร อันที่จริงแล้วยิ่งภายในนครหลวงมี
คนน้อยเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้การแบ่งปันทรัพยากร
ให้แต่ละคนได้มากขึ้น
การมีองค์หญิงโย่วเสี่ยเป็นผู้นำทาง ทำให้ไม่พบ
อุปสรรคใด ๆ แม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่มีผู้ใดซักถามว่า
อู่ อวี้ ที่ติดตามมาด้วยเป็นใคร
แม้นว่าจะไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยถามด้วยวาจา อันที่จริง
ข่าวคราวได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วมาก
ข่าวเกี่ยวกับองค์หญิงโย่วเสี่ยแห่งนครเซียนเหมันต์
อุดร ได้ถูกส่งถึงนครหมิงเป็นที่เรียบร้อย เรื่อง
ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับอิน เสวียนแห่งนครหมิง
เช่นเดียวกัน
องค์หญิงโย่วเสี่ยเป็นผู้นำทางพา อู่ อวี้ มาจนถึง
ประตูนคร
เมื่อมาถึงที่นี่จะสามารถเห็น ‘กองทัพหมิงไห่’ ที่โด่ง
ดังที่สุดในนครหมิง
ทหารทั้งหมดที่ประจำการอยู่บนกำแพงล้วนเป็นของ
‘กองทัพหมิงไห่’ ทั้งสิ้น
จำนวนคนของ ‘กองทัพหมิงไห่’ ในนครหมิง นั้นมี
จำนวนสูงกว่าผู้มีศักดิ์ฐานะอื่น ๆ ในนครหมิงเสียอีก
เมื่อมองเหล่าทหารที่ประจำการอยู่บนกำแพง
โดยรอบ ทุกคนล้วนชุดเกราะสีดำของกองทัพหมิงไห่
ซึ่งเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้ บนชุดเกราะสีดำถูกตกแต่ง
ด้วยสีแดงโลหิต สีดำให้ความรู้สึกเย็นชามืดทะมึน
ส่วนสีแดงให้ความรู้สึกดุดันน่าสะพรึงกลัว นับเป็น
การจับคู่ที่ลงตัวผสมผสานกับความชื่นชอบของ
จักรวรรดิเปั่ยหมิง ทั้งหมดถูกสรรสร้างใส่ลงยังชุด
เกราะกองทัพหมิงไห่ ซึ่งทำให้ดูน่าเกรงขามมาก
ยิ่งขึ้น
เมื่อมองดูใกล้ ๆ ทหารส่วนใหญ่ยังมีอายุน้อยมาก
ทหารหลายพันคนที่พิทักษ์อยู่บนกำแพง ไม่มีผู้ใด
เลยที่อยู่ต่ำกว่าระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ขั้นที่ 1
เท่ากับว่าในสถานที่แห่งนี้พื้นฐานฝึกตนของ อู่ อวี้
อยู่ในระดับต่ำสุด
แน่นอนว่ากองทัพหลักทั้งแปด นั้นมีระดับสูงกว่า
กองทัพหลี่เทียนอยู่ระดับหนึ่งทีเดียว ซึ่งคล้ายคลึง
กับกองทัพมังกรเพลิงที่ อู่ อวี้ เคยพบเจอในนคร
จักรพรรดิเพลิงก่อนหน้านี้ และนี่คือดินแดนโบราณ
เหยียนหวงอันเก่าแก่ ดังนั้นประสิทธิภาพของ
กองทัพน่าจะอยู่สูงสุด
หากได้เข้าร่วมกองทัพหมิงไห่ กรำศึกต่อสู้ร่วมกับ
กองทัพหมิงไห่ ทำให้เขามีความมุ่งมั่นพยายามมาก
ยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความคาดหวังบางอย่าง
หากยืนมองจากยืนอยู่ในตำแหน่งนี้ จะสามารถ
มองเห็นนครหมิงเพียงแค่มุมเล็ก ๆ แต่มันก็ยอด
เยี่ยมเป็นอย่างยิ่งแล้ว ทั้งหนาวเย็น, ดุดัน, มีลำดับ
ชั้นที่เข้มงวด, แข็งแกร่ง และอยู่ในระดับสูงสุด
ทุกคนที่เข้าสู่ นครหมิง จะต้องได้รับการตรวจสอบ
อย่างเข้มงวด แน่นอนว่า องค์หญิงโย่วเสี่ย เป็น
ข้อยกเว้น เมื่อนางกลับมา คนในกองทัพหมิงไห่พลัน
รับรู้ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับรีบแจ้นเข้ามาทันที
จากนั้นก็แนะนำให้นางเข้าสู่ช่องทางพิเศษ
” การได้พบพาน องค์หญิงโย่วเสี่ย ถือเป็นโชควาสนา
อย่างสูงของกระหม่อม เกา จุ่นชิง ได้รับมอบหมาย
หน้าที่จาก ‘ขุนพลหมิงหยุน’ ในวันนี้! ยินดีต้อนรับ
องค์หญิงกลับไปสู่นครหมิง!”
ชายวัยกลางคน ผู้มีความแข็งแกร่งและดูเคร่งขรึม
เป็นอย่างยิ่งปรากฏกายขึ้น คาดว่ามันน่าจะมี
อาณาจักรการบำเพ็ญตนคล้ายคลึงกับ เซียว ชิงซาน
และ ต้วนอี้ก่อนหน้านี้ ซึ่งพวกมันทั้งหมดถือเป็นผู้ที่
มีความแข็งแกร่งใกล้จะบรรลุเข้าสู่อาณาจักรค้นหา
เต๋า
” ไม่ต้องมากพิธี ” องค์หญิงโย่วเสี่ย กล่าวสองสามคำ
จากนั้นก็พา อู่ อวี้ เข้าสู่ช่องทางพิเศษ
” องค์หญิง บุคคลนี้ … ” เกา จุ่นชิง ลุกขึ้นยืนพร้อม
กับถอยไปด้านข้าง ขณะนี้องค์หญิงโย่วเสี่ยได้เดิน
ก้าวเข้าไปแล้ว ส่วนอู่ อวี้ยังอยู่ข้างหลัง ซึ่งเกา จุ่นชิง
ได้มองมาทางเขา พร้อมกล่าวกับนางขึ้นอย่างลังเล
ว่า ” ตามกฎของจักรวรรดิเปั่ยหมิง เขาไม่สามารถ
เข้าสู่นครหมิงได้ … ”
องค์หญิงโย่วเสี่ย ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” เจ้ากำลังล้อข้า
เล่น? ”
เกา จุ่นชิง สลดลงในทันที มันรู้ดีว่าไม่สามารถ
หยุดยั้งได้ ดังนั้นจึงกล่าวขึ้นเพียงว่า ” ไม่พะยะค่ะ
แต่ … ช่างเถอะ ไม่มีอะไรพะยะค่ะ” มันลังเลอยู่นาน
แต่ในที่สุดก็ต้องกัดฟันพูดออกมา แน่นอนว่าการ
ปล่อยให้ อู่ อวี้ เข้าไปข้างในถือเป็นความผิดของมัน
แต่มันก็ไม่มีทางเลือก จากบุคคลที่พาเขาเข้ามาก็คือ
องค์หญิงโย่วเสี่ย
ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งนางได้
สิ่งที่ประสบในวันนี้ถือเป็นโชคร้ายของตัวมันเอง แต่
อันที่จริงแล้ว ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตจนถึงขนาดทำให้
มันต้องถูกตัดศีรษะหรอกกระมั้ง
” ใช่แล้วพะยะค่ะ องค์หญิง ก่อนหน้านี้เบื้องบนได้
ถ่ายทอดคำสั่งแก่กระหม่อมว่า หากองค์หญิงกลับ
มาแล้วให้บอกกล่าวแก่พระองค์ว่า จงรีบกลับมาที่
‘พระราชวังจักรพรรดิหมิง’ มีคนต้องการพบท่าน ”
เกา จุ่นชิง กล่าว
โย่วเสี่ย หยุดเดิน พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นด้วยความ
ประหลาดใจว่า “ผู้ใดกันที่อยากพบข้า?”
เกา จุ่นชิง สายศีรษะแล้วตอบไปว่า ” เรื่องนี้
กระหม่อมก็ไม่ทราบ รู้เพียงว่านี่เป็นคำสั่งของผู้
บัญชาการกองทัพ ถ่ายทอดมายังกระหม่อมโดยตรง
เพื่อบอกกับองค์หญิงว่า ให้รีบกลับไปยัง ‘พระราชวัง
จักรพรรดิหมิง’ โดยเร็วที่สุด”
” อาหวง? ข่าวอะไรกัน ที่ต้องใช้การติดต่อวิธีนี้ คาด
ว่าท่านอาคงไม่ต้องการให้ข้ารีบกลับไป อย่างไรก็
ตามหากกลับไปยังนครหมิงตั้งแต่ตอนนี้ อาจต้องพบ
เจออะไรบางอย่าง ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องรีบ
ร้อน ” ด้วยเหตุนี้ องค์หญิงโย่วเสี่ย จึงไม่รีบร้อน
หลังจากเข้าสู่นคร ก็เป็นไปตามคาด ภายในสถานที่
แห่งนี้มีความกว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง มีสถาปัตยกรรม
และอาคารอันสวยงามอยู่ทุกแห่งหน ทว่าผู้คนกลับดู
บางตาเล็กน้อย แต่ก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสถานที่
แห่งนี้งดงามและมีมนต์เสน่ห์มากจริง ๆ อย่างน้อย ๆ
ในแง่ของพลังฟั้าดินแห่งสวรรค์และปฐพี มันได้
กลายเป็นปราณเซียน ที่ควบแน่นเป็นกลุ่มก้อน จนดู
เสมือนดั่งสัตว์อสูร ม้วนกลิ้งพุ่งทะยานไปตามท้อง
ถนน บางครั้งบางคราก็กระแทกเข้าใส่ร่างของ อู่ อวี้
เมื่อสูดดมเข้าไป เขาก็รู้สึกราวกับว่าตนนั้นได้ขึ้นไป
อยู่บนสรวงสวรรค์ก็มิปาน
“ ข้าจะพาเจ้าเดินชมไปรอบ ๆ นครหมิงก่อน เพื่อ
ทำความคุ้นเคยกับที่นี่ หลังจากนั้นเราค่อยกลับไปยัง
‘วังจักรพรรดิ’ เมื่อไปพบท่านอาหวง ข้าจะแนะนำให้
ท่านรู้จักเจ้า ” โย่วเสี่ย กล่าวพร้อมกับยิ้มไปด้วย
การได้กลับมายังบ้านนั้นทำให้นางอารมณ์ดียิ่ง
” ตกลง ”
สถานที่แห่งนี้ใหญ่โตมากจริง ๆ เมื่อกวาดสายตามอง
ไปรอบ ๆ จะสามารถแลเห็นสิ่งปลูกสร้าง ภายใต้
แสงจากดวงดาราท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดยามราตรี
นี้ ทำให้ทั่วทั้งนครหมิงเปล่งประกายงดงามประดุจ
ดั่งอัญมณีก็มิปาน ทุกแห่งหนล้วนเป็นภาพอันวิจิตร
งดงาม เมื่ออยู่ภายในนครหมิงแห่งนี้ ผู้คนส่วนใหญ่
ล้วนมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับการฝึกฝนบำเพ็ญตน ดังนั้นจึง
แลเห็นผู้คนอยู่บนท้องถนนได้น้อย ซึ่งผู้คนเหล่านี้ ก็
ออกมาเพื่อหาซื้อวิญาณเซียน และ ศาสตราวิถีแท้ที่
อยู่ตามร้านค้า
บนท้องถนน ล้วนเต็มไปด้วยกลุ่มทหารของกองทัพห
มิงไห่ ที่กำลังลาดตระเวนกันขวักไขว่ แต่โดยทั่วไป
แล้วพวกมันก็ดูผ่อนคลายกันยิ่ง
หลังจากเดินมาได้ไม่กี่ก้าว องค์หญิงโย่วเสี่ย ก็ได้รับ
ข้อความจากยันต์สื่อสาร หลังจากเปิดอ่าน อู่ อวี้ ก็
รับรู้เรื่องราวได้ในทันที แต่ องค์หญิงโย่วเสี่ย ก็ยังคง
กล่าวอธิบายว่า ” โชคร้ายเสียจริง ดูเหมือนว่าเรา
จะต้องย้อนกลับไปก่อน เนื่องจากเวลาใกล้หมดแล้ว
”
“ เวลาอันใด? ”
องค์หญิงโย่วเสี่ย ตอบว่า “ เวลาที่เส้นทางเซียน
บรรพกาลจะปิดตัวลง นี่เป็นวันสุดท้าย แล้วเหลือ
เพียงหนึ่งชั่วยามสุดท้ายเท่านั้น ”
“ แล้วมันเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร? ”
“ คาดว่ากลุ่มอำนาจต่าง ๆ ของเหล่าผู้เยาว์ที่อยู่บน
เวทีเซียนเหลียวยังไม่ทราบความจริง ว่าเหตุใดพวก
เขาถึงยังไม่กลับออกมา ดังนั้นยกเว้นพวกปีศาจ
กลุ่มอำนาจเหล่านี้จึงได้ส่งส่งทูตของตนเองมา เพื่อ
รอให้ข้ากลับไปยังวังจักรพรรดิหมิง คาดว่า อาหวง
คงไม่ต้องการให้ข้ามีปัญหา ดังนั้นจึงได้ส่งคนมา
เตือนข้า แต่ตอนนี้เวลาใกล้หมดแล้ว คนเหล่านี้จึงยิ่ง
กังวลใจมากยิ่งขึ้น ทั้งยังโวยวายใหญ่โต ว่าต้องการ
ไต่ถามข้าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ชัดแจ้ง ยิ่งไปกว่านั้น
พวกมันได้ยินว่า เจ้าอยู่ที่นี่ด้วย ถ้าให้กล่าวถึงเรื่อง
เวลาแล้ว เจ้าเป็นคนที่ออกมาจากเส้นทางเซียน
บรรพกาลเป็นคนสุดท้าย ดังนั้นเมื่อพวกมันได้ยิน
ข่าวของเจ้า จึงอยากเจอเจ้าด้วย ”
นับว่าเป็นปัญหาจริง ๆ
แน่นอนว่าพวกมันมิได้กังวล หรือมีผู้ใดรู้ว่า อู่ อวี้
เป็นคนลงมือสังหารอัจฉริยะทั้งหลายจนเหี้ยน
สำหรับวิธีตอบโต้พวกมัน อู่ อวี้ ได้คิดไว้ในใจอยู่แล้ว
มิใช่เรื่องยาก ที่เขาจะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นอันใด
ท้ายสุดแล้ว เมื่อเส้นทางเซียนบรรพกาลปิดตัวลง ก็
ไม่มีทางที่ผู้ใดจะล่วงรู้ถึงความจริง ว่าเกิดอะไรขึ้น
ภายในนั้น
ซึ่งถ้าหากพวกมันตั้งคำถามกับเขา ก็คงไม่รู้ว่าจะถาม
อันใดอยู่ดี ถามไปก็ไร้ประโยชน์ เป็นเพราะอัจฉริยะ
เหล่านั้นคงไม่มีโอกาสที่จะได้ออกมาอีก
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ต้องรู้สึกเศร้าสลดลงอีกครั้งหนึ่ง
เขาเอ่ยถามขึ้นว่า ” มีทูตจากอาณาจักรโบราณเห
ยียนหวงมาด้วยหรือไม่? ”
องค์หญิงโย่วเสี่ย ตอบ “น่าจะมี”
” แล้วพวกมันต้องการพาตัวข้าไปไหม? ”
” ข้าไม่ทราบ ”
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า การมีทูตหลายคนต้องการ
พบตน เช่นนั้นเขาก็คงต้องไป
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ