กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 695 : เส้นทางเชียนบรรพกาลใกลปดตัวลง
อันที่จริง อู่ อวี้ หาได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนเส้นทาง
เซียนบรรพกาลแม้แต่น้อย
นั่นเป็นเพราะเขารู้ดีว่า เหล่าฝึกตนอัจฉริยะรวมถึง
ปีศาจชั้นแนวหน้า เขาได้ส่งมันไปลงนรกตั้งแต่หก
เดือนที่แล้ว
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกมันจะไม่รู้ ตอนนี้
เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยามถึงหนึ่งชั่วยาม
คาดว่าหลายคน กำลังเฝั้ารอคอยเหล่าองค์ชายด้วย
ความกระวนกระวายใจ เพราะผู้เยาว์เหล่านั้นคือ
ความหวังในอนาคต ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงเฝั้ารอคอย
การกลับมายังชมพูทวีปโลกธาตุ จนถึงลมหายใจ
สุดท้าย
ถึงเวลานี้คาดว่าหลายคนคงเริ่มถอดใจยอมแพ้ ถ้า
หากพวกมันยังมีชีวิตอยู่ปั่านนี้คงต้องรีบออกมาแล้ว
อย่างไรก็ตามผู้คนก็ยังคงไม่ยอมแพ้ พวกมันต่างคาด
เดาไปต่าง ๆ นานาคิดว่าหากเป็นกรณีนี้ ภายในต้อง
มีเรื่องสำคัญบางอย่าง? ที่จะต้องยึดมั่นให้ถึงที่สุด?
ถ้าให้กล่าว อัตราการเสียชีวิตของผู้ที่เข้าไปใน
เส้นทางเซียนบรรพกาล นั้นไม่สูงมาก โดยเฉพาะ
กลุ่มเหล่าอัจฉริยะชั้นนำ จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่พวกเขา
จะประสบอุบัติเหตุจนต้องเสียชีวิต ยกตัวอย่าง
เหตุการณ์โอรสเล่อประสบอุบัติเหตุจนหายตัวไป
หรือการตกตายอย่างลึกลับของฉลามนิรันดร์ ซึ่ง
เรื่องเหล่านี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอได้
ยากยิ่ง
ถ้าจวบจนปั่านนี้พวกมันยังไม่กลับมา บางคนก็เริ่ม
ตัดใจแล้วคิดว่าพวกมันคงได้ตกตายอยู่ภายใน
เส้นทางเซียนบรรพกาล ไปแล้วจริง ๆ ความสนใจ
และ ความห่วงกังวลในการรอคอยครั้งนี้ก็คือเหล่า
อัจฉริยะทั้ง 7 ซึ่งพวกมันล้วนมียันต์เซียนบรรพกาล
ติดตัว ดังนั้นจึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่พวกมันจะไม่กลับ
ออกมา
ระดับศักดิ์ฐานะทั้งพลังฝีมือของพวกมันที่เทียบเท่า
กัน มีกันอยู่ประมาณสิบคน แต่กลับกลายเป็นว่ามี
เพียงองค์หญิงโย่วเสี่ยที่สามารถกลับมาได้เพียงผู้
เดียว มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
สิ่งนี้เป็นข้อกังขาของผู้คนในชมพูทวีปโลกธาตุ
ถ้าให้กล่าวในครั้งนี้ประตูทางเข้าเส้นทางเซียนบรรพ
กาล เปิดอยู่หลายแห่ง ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิด
ขึ้นมาก่อน ถ้าหากเหล่าอัจฉริยะกลุ่มนี้ไม่สามารถ
กลับมาได้จริง ๆ คาดว่าจะต้องเป็นเหตุการณ์ที่
สั่นสะเทือนไปทั้งปฐพี หากครั้งหน้าเส้นทางเซียน
บรรพกาลเปิดขึ้นอีกครั้ง คงจะต้องกลับมาพิจารณา
กันยกใหญ่ว่าควรจะส่งอัจฉริยะชั้นนำเหล่านี้เข้าไป
อีกดีอีกหรือไม่ ว่ามันจะคุ้มกับการลงทุนมากน้อย
เพียงใด
อู่ อวี้ รู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญมากเพียงใด ดังนั้นเขาจึง
เตรียมคำพูดพร้อมไว้ในใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมัน
ต้องตรงกับองค์หญิงโย่วเสี่ยที่อยู่อีกด้าน หลังจาก
ทบทวนดูแล้วว่าไม่มีปัญหาหรือช่องโหว่อันใด ทั้ง
สองจึงรีบรุดหน้าไปยังพระราชวังจักรพรรดิหมิง
พระราชวังจักรพรรดิหมิงตั้งอยู่ในใจกลางนครหมิง
ซึ่งเทียบเท่าได้กับเขตพระราชฐานของนครเยว่อู่
เป็นดั่งเมืองที่อยู่ในนครอีกที เนื่องจากว่านี่คือ
จักรวรรดิเปั่ยหมิงอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นซึ่งถือเป็นเรื่อง
ยากที่จะมีผู้ใดฝั่าเข้าไปได้ บรรพชนของตระกูลเปั่ย
หมิงเมื่อนับแสนปีก่อน ได้เลือกสร้างนครหลวงไว้ใน
ที่แห่งนี้ เป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับ
ไปถึงยุคของบรรพชนมารกลืนสวรรค์เลยทีเดียว
แน่นอนว่าด้วยช่วงเวลาอันยาวนาน มรดกที่
หลงเหลือถูกส่งต่อมาถึงปัจจุบันย่อมมีน้อย
อย่างไรก็ตาม พระราชวังจักรพรรดิหมิง มีประวัติอัน
เก่าแก่ยาวนาน ในความคิดของ อู่ อวี้ ในคราแรก
สถานที่แห่งนี้งดงามประดุจอัญมณีที่ส่องสว่างเจิดจ้า
ทว่าเมื่อมองอย่างใกล้ชิดมันกลับถูกปลูกสร้างด้วยอิฐ
ดูเรียบง่ายอย่างที่สุด บนพื้นผิวมีวงเวทประทับให้
เห็นอยู่นับหมื่นวง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นวงเวทโจมตี
กล่าวได้ว่ายากจะจินตนาการได้ เมื่อใดก็ตามที่วงเวท
เหล่านี้เปิดใช้งานมันจะแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวมาก
เพียงใด
สำหรับพระราชวังจักรพรรดิหมิง ดูเหมือนจะไม่
จำเป็นต้องรับการปกปั้องคุ้มกัน ด้วยเหตุนี้ทหารของ
กองทัพหมิงไห่จึงมีไม่มากนัก หากมองลึกเข้าไป
ภายในพระราชวังจักรพรรดิหมิงจากระยะไกล จะให้
ความรู้สึกเหมือนดังความว่างเปล่า นอกจากนี้พลัง
ฟั้าดินที่ถูกดึงดูดเข้าไปยังอยู่เหนือไปอีกระดับหนึ่ง
ซึ่งมันได้ก่อตัวเป็นหมอกสีดำอ่อน ๆ ปกคลุมห่อหุ้ม
พระราชวังไว้ ดังนั้นการสอดส่องสายตาตรวจสอบดู
ภายในพระราชวังจึงค่อนข้างมีจำกัด
แม้แต่ประตูพระราชวังจักรพรรดิหมิงก็ยังไม่มีการคุ้ม
กัน
เมื่อเห็นประตูพระราชวัง องค์หญิงโย่วเสี่ย ก็ทำท่าดี
ใจเป็นอย่างมาก นางลืมตัวเอื้อมมือจับ อู่ อวี้ ดึงผ่าน
ประตูพระราชวังพร้อมกล่าวว่า ” ผู้ที่เข้าไปได้
จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ข้า
จึงต้องดึงเจ้าเข้าไป ไม่เช่นนั้นแล้ววงเวทคุ้มกันจะ
ทำงาน แล้วเจ้าก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านไปในพริบตา
ความน่าสะพรึงกลัวของมันต่อให้ผู้อยู่ในระดับสาม
ภัยพิบัติค้นหาเต๋าก็ยังไม่สามารถผ่านเข้ามาได้ ผู้ที่
สามารถผ่านเข้ามาได้ภายในโลกนี้มีไม่มากนัก ส่วน
ใหญ่แล้วใกล้เคียงจะบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ ซึ่ง
เป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าระดับสามภัยพิบัติเต๋าขึ้นไป
เท่านั้น”
อู่ อวี้ สามารถรับรู้ข้อมูลเหล่านี้ได้เพียงแค่ องค์หญิง
โย่วเสี่ย คิดขึ้นภายในใจเท่านั้น ส่วนตัวเขารู้สึกว่า
จิตใจของสตรีนั้นช่างซับซ้อนมาก ทุกวันนี้เขาได้รับ
ข้อมูลมากมายปวดเศียรเวียนเกล้าไปหมด แม้น
จะต้องแบกรับภาระ ทว่าก็เพื่อความปลอดภัยของ
ตัวเอง แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าไม่ได้เป็นปัญหามากมาย
อะไร อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาได้รู้ว่า องค์หญิงโย่ว
เสี่ย ยอมแพ้ให้แก่ตนเองอย่างแท้จริง
เมื่อนางเป็นผู้ดึง อู่ อวี้ เข้ามา การเข้าสู่พระราชวัง
จักรพรรดิหมิงจึงเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง พระราชวัง
จักรพรรดิหมิงเปรียบเสมือนดั่งสรวงสวรรค์สำหรับผู้
ฝึกตน ทว่ามีผู้ฝึกตนเพียงแค่หยิบมือพี่จะได้รับ
อนุญาตให้เข้ามาที่นี่ได้ คงยากจะเห็นได้ว่ามีใครอยู่
ในนี้กี่คน สาเหตุอาจเป็นเพราะส่วนใหญ่พวกเขา
เหล่านั้นจงอยู่ในห้วงแห่งการฝึกฝนบำเพ็ญตน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในระดับสูง ๆ พวกเขา
เหล่านั้นพยายามอย่างที่สุดเพื่อให้ตนเองกลายเป็น
เซียนอมตะ
” บิดาของเจ้าอยู่ด้านในเช่นนั้นหรือ? ” อู่ อวี้ ยังคง
หวั่นเกรงจอมจักรพรรดิหมิงไห่อยู่ไม่น้อย หลังจาก
ได้ข้อมูลจากองค์หญิงโย่วเสี่ย เขาเป็นชายผู้
แข็งแกร่งมากที่สุดใน จักรวรรดิเปั่ยหมิง
“ พระบิดาของข้าไล่ล่าตามหาเส้นทางเซียนไปทั่ว
ท่านไม่ได้อยู่ในพระราชวังหลวงนี้มานานแล้ว แต่มัน
ก็ไม่ได้เรื่องใหญ่โตอันใด โดยปกติหากมีเหตุการณ์
สำคัญเกิดขึ้น ท่านก็จะมาจัดการ ” ในขณะองค์หญิง
โย่วเสี่ยกำลังพูดคุยเกี่ยวกับ ‘จอมจักรพรรดิหมิงไห่’
แววตาของนางเปียมล้นไปด้วยความเคารพเลื่อมใส
“ตามข้ามา” ดูเหมือนว่าภายในน้ำเสียงของนางจะ
แฝงไว้ด้วยความวิตกกังวลอยู่ไม่น้อย องค์หญิงโย่ว
เสี่ย กับ อู่ อวี้ เข้าไปด้านในพระราชวังจักรพรรดิหมิ
งอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางพวกเขาทั้งสองไม่ได้พบ
เจอผู้ใดเลย พระราชวังจักรพรรดิหมิงมีขนาดใหญ่
มาก อันที่จริงคงต้องบอกว่าขนาดของมันเท่ากับนคร
จักรพรรดิเพลิงทั้งนคร ทว่าจำนวนคนกลับน้อยกว่า
มาก
ในที่สุดทั้งสองก็เข้ามาถึงพระราชวังแห่งหนึ่ง ซึ่ง
งดงามวิจิตรเป็นยิ่งนัก มีตัวอักษรขนาดใหญ่ 3 ตัว
แกะสลักอยู่บนพื้นโลหะ อักษรโลหะทั้ง 3 ตัวเขียน
เอาไว้ว่า : ตำหนักโย่วหมิง
เมื่อทั้งสองมาถึง ตำหนักโย่วหมิง ประตูหลังก็ถูกเปิด
ออกโดยปริยาย ภายในวิจิตรตระการตาเป็นอย่างยิ่ง
ทว่ายังไม่ได้กวาดสายตาสำรวจโดยรอบ พวกเขาทั้ง
สองก็ถูกอากาศดูดเข้ามาในตำหนักโย่วหมิง ด้านใน
พระราชวังนั้นว่างเปล่าและหนาวเย็น อู่ อวี้ กวาด
สายตามองไปรอบ ๆ ทิศทาง สิ่งที่เห็นคือผู้ฝึกตน 5
คน
เมื่อมองจากทางด้านหน้าของประตูหลักลึกเข้าไปใน
ตำหนักโย่วหมิง ภายในนั้นมีบัลลังก์สีดำทมิฬตั้ง
ตระหง่านอยู่ ใต้บัลลังก์มีหนังพยัคฆ์แผ่ราบอยู่
ด้านล่างผืนหนึ่ง และตำแหน่งที่ขาทั้งสองข้างของคน
ผู้นั้นเหยียบลงไป คือหัวพยัคฆ์ทมิฬ
ชายผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ ทำให้ อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงแรง
กดดันมหาศาลและรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง บุรุษผู้
นี้มีลักษณะเหมือนชายวัยกลางคน สวมใส่อาภรณ์สี
ดำทมิฬ หนวดเครายาว รูปลักษณ์ที่ปรากฏนี้ดู
เสมือนดั่งบัณฑิต อย่างไรก็ตามภายใต้รูปลักษณ์ของ
บัณฑิต กลับแฝงเร้นไปด้วยดวงเนตรคู่หนึ่งที่เย็นยะ
เยือกประดุจดังน้ำแข็ง ซึ่งดวงเนตรคู่นี้ให้ความรู้สึก
ประดุจดังโลกแห่งเหมันต์ก็มิปาน แค่กวาดสายตาก็
ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกหนาวเย็นไปทั่วทั้งสรรพรางค์กาย
บุรุษผู้นี้หาได้มีส่วนสูงอะไรมากมาย แต่เหมือนนั่งอยู่
บนบัลลังก์ กลับแผ่กลิ่นอายอันอหังการบดบังสูงส่ง
เหนือล้ำยิ่งกว่าขุนเขาสายธารและจักรวรรดินี้
อู่ อวี้ ย่อมรับรู้ได้โดยธรรมชาติ ว่าบุคคลนี้คือผู้
บัญชาการของ ‘กองทัพหมิงไห่’ เป็นเสด็จอาของ
องค์หญิงโย่วเสี่ย พระอนุชาของจอมจักรพรรดิหมิง
ไห่ นามว่าโย่วชาง
อันที่จริงแล้วภายในอาณาจักรมนุษย์ พระอนุชาของ
จักรพรรดิ จะถูกแบ่งแยกศักดิ์ฐานะออกเป็นองค์ชาย
ซึ่งถือเป็นการดีที่สุดถ้าจะไม่แต่งตั้งให้กลายเป็นผู้
ควบคุมกองทัพ เนื่องจากเป็นกังวลว่าจะใช้อำนาจที่
มีอยู่ในมือเพื่อยึดบัลลังก์ แต่ที่นี่ดูเหมือนว่าจะ
แตกต่างกันออกไป อู่ อวี้ เดาว่าอาณาจักรการ
บำเพ็ญตนของจอมจักรพรรดิหมิงไห่อาจมีระดับ
สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นไปได้ว่าเขาสามารถพึ่งพา
เพียงระดับการบำเพ็ญเพียรของตนเองโยกคลอนได้
ทั้งหมิงชางและกองทัพ ด้วยเหตุนี้จึงไม่จำเป็นต้อง
กังวลเรื่องการแย่งชิงบัลลังก์ใช่หรือไม่?
ยังไม่ทันครุ่นคิดให้มากความ บุคคลสี่คนที่อยู่ทางฝัง
ซ้ายและฝังขวา ก็แผ่แรงกดดันอย่างหนักหน่วงมายัง
องค์หญิงโย่วเสี่ยกับอู่ อวี้ เมื่อรู้สึกได้เช่นนั้นเขาก็
กวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง เขาพบว่ามีบุรุษ
สามและหญิงหนึ่งอยู่รอบข้าง ซึ่งอายุอานามของ
ผู้คนเหล่านี้ก็น่าจะใกล้เคียงกับโย่วชาง ผู้บำเพ็ญตน
มานานกว่า 300 ปี ถือเป็นช่วงเวลารุ่งโรจน์มาก
ที่สุด!
เห็นได้ชัดว่าอาณาจักรการฝึกตนของคนเหล่านี้ อยู่
เหนือยิ่งกว่า ต้วนอี้ ไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า
ต้องอยู่ในอาณาจักรสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า หากไม่
ผิดพลาดอันใด ผู้แข็งแกร่งมากที่สุดในที่แห่งนี้ก็
น่าจะเป็นโย่วชาง อู่ อวี้ รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า เขามี
ความแข็งแกร่งมากกว่าเจ้านครหยวนเป็นเท่าตัว
สำหรับมนุษย์ผู้ฝึกฝนเพื่อบำเพ็ญเพียรกลายเป็น
เซียนอมตะ อาณาจักรสามภัยพิบัติค้นหาเต๋านั้น ถือ
เป็นขอบเขตการฝึกตนระดับสุดท้ายก่อนจะบรรลุ
กลายเป็นเซียน และผู้ที่รู้แจ้งในเต๋าจนถึงภัยพิบัติ
ครั้งที่สาม กล่าวได้ว่าเป็นขอบเขตอีกเพียงก้าวก็จะ
บรรลุกลายเป็นเซียน แน่นอนว่าถ้าหากผิดพลาดก็
จะถูกทำลายสูญสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน ถือเป็น
อาณาจักรที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุด แต่ก็นับเป็นการ
เก็บเกี่ยวได้มากที่สุดเช่นกัน
สำหรับ อู่ อวี้ บุคคลเหล่านี้คือผู้แข็งแกร่งที่
สั่นสะเทือนได้ทั้งชมพูทวีปโลกธาตุ พวกเขาไม่ใช่
อัจฉริยะ แต่คือบุคคลผู้เหนือล้ำยิ่งกว่าอัจฉริยะ ซึ่ง
แปรเปลี่ยนความสามารถของตนเป็นกลายเป็นผู้
แข็งแกร่งดั่งเช่นปัจจุบัน
ในบรรดาคนทั้งสี่ ผู้ที่ อู่ อวี้ รู้สึกประทับใจมากที่สุด
น่าจะเป็นบุคคลผู้สวมใส่ชุดคลุมสีทอง ผู้มีดวงตาสี
ทอง ส่องสว่างประดุจดวงประทีป ท่ามกลางความ
มืดมิดยามราตรี ซึ่งมันดูไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้อย่าง
สิ้นเชิง! เนื่องจากสภาพแวดล้อมโดยรอบมืดมิดมาก
เกินไป ดังนั้นจึงขลับให้แสงส่องสว่างกระจ่างชัดเป็น
พิเศษ อยากดูเหมือนว่าคนผู้นี้จะมุ่งความสนใจมาที่
อู่ อวี้ เป็นพิเศษ ซึ่งทางฝังของ อู่ อวี้ ก็ตระหนักได้
อย่างชัดแจ้งว่า เขามาจากอาณาจักรโบราณเหยียน
หวงเพราะเรื่องขององค์ชายน้อย ซึ่งถ้าดูจากสีหน้า
และแววตา คนผู้นี้น่าจะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย
ขององค์ชายน้อยอย่างแท้จริง
ส่วนอีกสามคนที่เหลือ คนหนึ่งสวมใส่ชุดคลุมกระบี่
ผมสีขาวโพลน ท่ามกลางความเลือนรางสามารถ
สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเย็นยะเยือก คงต้องกล่าวว่า
บุคคลผู้นี้คือ ‘ผู้ฝึกตนกระบี่นิรันดร์’ ผู้ที่มาเพราะ
เฟิง เจี้ยนชิง
ส่วนอีกผู้หนึ่งทั่วทั้งร่างคลุมไว้ด้วยเสื้อคลุมยาวสีดำ
ทมิฬ ทว่าเสื้อคลุมยาวขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถปิด
ซ่อนร่างกายอันเย้ายวนได้ ทั่วทั้งสรรพรางค์กายเต็ม
ไปด้วยบรรยากาศอันน่าดึงดูดและลึกลับ นับว่าเป็น
สตรีที่ไม่อาจละสายตาไปได้ นางสง่างามเหมือนเจ้า
นครหยวน แต่ดูมีเสน่ห์ยิ่งกว่า คนผู้นี้น่าจะมาจาก
ราชวงศ์มารฟั้า
และคนสุดท้ายแต่งกายเหมือนบัณฑิต ดูสุภาพ
เรียบร้อย ให้ความรู้สึกเสมือนดั่งสายลมในฤดูใบไม้
ผลิ ถึงแม้ว่ายามนี้บนใบหน้าจะฉาบไปด้วยรอยยิ้ม
แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความกังวลใจ ทั่วทั้งร่างห้อม
ล้อมไปด้วยเมฆาสีขาว ไม่ต้องกล่าว อู่ อวี้ ก็รู้ว่า
บุคคลผู้นี้มาจากโลกแห่งผู้ฝึกตนนอกรีต ‘อาณาจักร
เมฆาทะยาน’
อันที่จริงแล้วจักรวรรดิเปั่ยหมิง คือราชวงศ์ผู้บำเพ็ญ
เพียรกลายเป็นเซียน แต่กลับดูมืดมิดและหนาวเย็น
ส่วนทางฝังของอาณาจักรเมฆาทะยานชัดเจนว่าพวก
มันเป็นผู้ฝึกตนนอกรีต แต่กลับดูอบอุ่นประดุจดั่ง
ดวงตะวัน ทั้งสองล้วนแตกต่างกันสุดขั้ว
บางครั้งก็ยากจะล่วงรู้ได้
พวกเขาสองคนเพิ่งก้าวเข้ามา ผู้บัญชาการกองทัพห
มิงไห่ก็เอ่ยขึ้นทันทีว่า ” เสี่ยเอ๋อ น่าจะทราบแล้วว่ามี
ผู้เยาว์บางคนในเส้นทางเซียนบรรพกาลยังไม่กลับ
ออกมา เอาล่ะ…ด้วยเวลาจำกัดข้าจะไม่พูดมากให้
เวิ่นเว้อ พวกเขาจะถามเจ้า แล้วเจ้าก็ตอบเรื่องที่
เกิดขึ้น เนื่องจากยามนี้เวลานี้เหลือน้อยเต็มทีแล้ว
เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เส้นทางเซียนบรรพกาล ก็จะ
ปิดตัวลง ”
องค์หญิงโย่วเสี่ย ตอบกลับไปว่า ” ไม่ต้องถามข้า
หรอก เพราะข้าไม่มีอะไรจะพูด เกี่ยวกับเบาะแสของ
พวกเขาข้าไม่รู้จริง ๆ ”
โย่วชางมอง อู่ อวี้ แล้วพูดว่า ” แต่คราวนี้คงแตกต่าง
ออกไป เพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย ” เห็นได้ชัดว่าเขารู้
การคงอยู่ของ อู่ อวี้ และวีรกรรมที่เขาได้สร้างขึ้น
ภายในนครเซียนเหมันต์
เป็นไปได้ว่าแม้แต่เรื่องปีศาจมังกรเขาก็อาจจะล่วงรู้
องค์หญิงโย่วเสี่ยรีบให้ข้อมูลของคนเหล่านี้กลับ อู่
อวี้ อย่างรวดเร็ว โดยการสื่อสารผ่านทางกระแสจิต
” คนผู้นั้นมาจากอาณาจักรโบราณเหยียนหวง มีนาม
ว่าชื่อเหยียนชิง ดูเหมือนว่าจะเป็นองครักษ์ของ
‘องค์ชายตงอี้’ เป็นผู้ที่มีศักดิ์ฐานะสูงส่งในอาณาจักร
โบราณเหยียนหวง รับภารกิจพิเศษจากองค์ชาย อีก
ทั้งยังเป็นคนสนิทและได้รับความไว้วางใจจาก องค์
ชายตงอี้”
องค์ชายตงอี้ เป็นบุคคลที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง เขา
มีอำนาจปกครองอยู่หนึ่งทวีป ซึ่งคล้ายคลึงกับจอม
จักรพรรดิหมิงไห่
” ส่วนสตรีผู้มาจากราชวงศ์มารฟั้า มีนามว่า ‘ชิง เสี่ย
อิ้น’ เป็นอาของ องค์ชายเฟิง ร่ำลือว่ามีนิสัยดุร้าย
อำมหิต มีจิตใจคดเคี้ยวเสมือนดั่งอสรพิษ และดู
เหมือนว่าจะเป็นห่วงองค์ชายเฟิงมาก ”
” ส่วนคนผู้นั้นมาจากอาณาจักรเมฆาทะยาน เป็นผู้
บัญชาการ ‘กองทัพสุนัขหยก’ มีตัวตนสูงส่งเป็น
อย่างยิ่ง นามว่า : ชิงอู๋ ต้าฉี ”
และคนสุดท้าย
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ