กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 709: คายผลาญนภา
เช้าตรู่ในวันรุ่งขึ้นทุกคนก็มารวมตัวกันที่ลานกว้าง
หยวน ซุนอวี้ เอามือไพล่หลังพร้อมกับทำท่าทางขึง
ขัง รอหลังจากที่ทุกคนมากันครับแล้ว มันก็กระแอม
ไอ จากนั้นกล่าวว่า “เช้าวันนี้ ข้าจะบอกข่าวดีให้
พวกเจ้าฟัง 2 เรื่อง! ข่าวทั้ง 2 นี้มีผลกระทบต่อ
อาชีพองครักษ์หมิงไห่ของทุกคนมาก เข้าใจ
หรือไม่?”
“เข้าใจ!” ทุกคนก็ตอบรับมัน
หยวน ซุนอวี้ รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง และกล่าวต่อว่า
“เรื่องแรก เมื่อคืนวานนี้ ข้าได้ยื่นเรื่องกับหัวหน้า
กองพัน เนื่องจากว่าในกองร้อยของพวกเราได้
ปรากฏยอดฝีมือขึ้นมา และข้าก็ได้ใช้ถ้อยคำต่างๆ
นานาทำให้ในที่สุดผู้บัญชาการกองพันก็ตกลง ยอม
ให้พวกเราเข้าไปฝึกฝนในพิภพต่างมิติเป็นที่
เรียบร้อย!”
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ ทุกคนก็ตะโกนโห่ร้อง
ออกมา แน่นอนหลังจากที่ได้กลายเป็นองครักษ์หมิง
ไห่แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดที่ไม่อยากจะเข้าไปภายในพิภพต่าง
มิติ เพราะการที่ต้องอยู่ที่นี่มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ
หน่ายมากเกินไป
“ทุกคนต้องการจะเข้าไปภายในพิภพต่างมิติ ไม่มี
ใครอยากจะรั้งอยู่ที่นี่ แต่พวกเจ้าทุกคนจะต้องรู้
เอาไว้ว่าการยื่นเรื่องเพื่อเข้าสู่พิภพต่างมิติมันไม่ใช่
เรื่องง่าย ข้าต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการ
โน้มน้าวหัวหน้ากองพัน….” จากนั้น หยวน ซุนอวี้
พูดพร่ำพรรณนาถึงความยากลำบากของมันออกมา
มากมาย
อย่างไรก็ตามทุกคนก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นส่วน
ใหญ่แล้วจึงทำท่าคล้อยตามมันไป
ข่าวนี้ความจริงก็ไม่ผิดไปจากที่ อู่ อวี้ ได้คาดเอาไว้
ซึ่งเขาได้เตรียมตัวที่จะเข้าสู่พิภพต่างมิติเรียบร้อย
แล้ว
เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่า วันนี้ หยวน ซุนอวี้ ได้
เหลือบมองมาทางเขาอยู่หลายครั้ง บางทีอาจเป็น
เพราะว่ามันรู้สึกหวาดกลัวเกี่ยวกับความสัมพันธ์
ระหว่างเขากับองค์หญิงโย่วเสี่ย?
“ใช่แล้ว ท่านผู้บัญชาการ ท่านเพิ่งจะบอกว่ามีข่าวดี
อยู่ 2 เรื่อง เช่นนั้นอีกเรื่องนั้นคืออะไรล่ะ?” มีคน
เอ่ยถามขึ้น
หยวน ซุนอวี้ เก็บงำเอาไว้ ให้ทุกคนทำการคาดเดา
สุดท้ายทุกคนก็เดาไม่ออก มันจึงกล่าวออกมาว่า
“ทุกคนก็รู้ว่า เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ขุนพลโย่วหมิง
ของพวกเราค่ายทหารวิญญาณโลหิตได้บรรลุถึงขั้น
‘สามภัยพิบัติค้นหาเต๋า’ เมื่อรวมกับแต้มผลงานที่
มากพอทำให้เขาได้รับการเลื่อนขั้นให้กลายเป็น
‘ขุนพลไห่หมิง’ กลายเป็นบุคคลสำคัญภายใน
กองทัพหมิงไห่ เมื่อไม่กี่เดือนนี้ พวกเรา ‘ค่ายทหาร
วิญญาณโลหิค’ จึงไม่มี ขุนพลโย่วหมิง คอย
บัญชาการมาโดยตลอด”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ทุกคนก้รู้แล้วว่า เรื่องนี้จะต้อง
เกี่ยวข้องกับ ขุนพลโย่วหมิงคนใหม่อย่างแน่นอน
หันหน้าหมู่ หน้ากองร้อย หัวหน้ากองพัน เป็นเพียง
แค่ยศระดับล่างเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมด
ขุนพลโย่วหมิง ขุนพลไห่หมิง ขุนพลเทียนหมิง
เหล่านี้คือผู้ที่อยู่ในระดับสูงอย่างแท้จริง
จากหัวหน้ากองพันไปถึง ขุนพลโย่วหมิง จริงๆแล้ว
มันก็เหมือนกับการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ เชื่อว่า เฮย
คู เองก็ใฝั่ฝันที่จะก้าวสู่ขุนพลโย่วหมิงเช่นกัน
อย่างไรก็ตามตอนนี้ความแข็งแกร่งและแต้มผลงาน
ของ เฮยคู ยังอยู่ห่างไกลจากการเป็นขุนพลโย่วหมิง
อีกไกลนัก
“ข่าวดีที่ว่านี่ก็คือ! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ค่ายทหาร
วิญญาณโลหิตของพวกเรามีขุนพลโย่วหมิงคนหใหม่
แล้ว! จากวันนี้เป็นต้นไป ค่ายทหารวิญญาณโลหิต
ของเราก็จะถูกเปลี่ยนชื่อ! สำหรับว่าขุนพลโย่วหมิง
คนใหม่เป็นใครและชื่อใหม่ของพวกเราคืออะไรนั้น
ขอให้พวกเจ้าทุกคนติดตามข้าไปที่ ‘เวทีวิญญาณ
โลหิต’ เพื่อที่จะต้อนรับขุนพลโย่วหมิงคนใหม่ เมื่อ
ถึงเวลานั้น พวกเราทุกคนก็จะได้รู้ว่าขุนพลโย่วหมิง
คนใหม่เป็นใครกันโดยทั่วกัน!”
คำกล่าวของ หยวน ซุนอวี้ ทำให้โลหิตของทุกคน
เดือดพล่าน ความจริงเหล่าองครักษ์เก่าเหล่านี้ รู้ว่า
การที่มีหรือไม่มีขุนพลโย่วหมิงคอยบัญชาการค่าย
ทหารนั้นมีความสำคัญมากเพียงใด หากไม่มีขุนพล
โย่วหมิง แล้วก็เหมือนกับเป็นมังกรไร้หัว รังแต่จะถูก
ผู้อื่นดูถูก และไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือได้
ขุนพลโย่วหมิง ก็เป็นเหมือนกับแกนหลักของค่าย
ทหาร
กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าก่อนที่จะเข้าสู่พิภพต่างมิติ ก็
จะต้องไปที่ ‘เวทีวิญญาณโลหิต’ เสียก่อน
อู่ อวี้ รู้สึกเฉยชา สำหรับเรื่องขุนพลโย่วหมิงคนใหม่
เขาไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย
อยางไรก็ตามบัดนี้ หยวน ซุนอวี้ ก็ได้พากองร้อยของ
มันมุ่งหน้าไปที่ เวทีวิญญาณโลหิต ซึ่งตั้งอยู่ตรง
ตำแหน่งใจกลางของค่ายทหารวิญญาณโลหิต เวที
วิญญาณโลหิตหิตนี้ก็เป็นเวทีสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด
ใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกับกองร้อยหยวนโย่ว อย่าง
น้อยก็ยิ่งใหญ่กว่านับร้อยเท่า
ค่ายทหารวิญญาณโลหิตมีองครักษ์หมิงไห่ที่อยู่ในขั้น
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะมากกว่าหนึ่งหมื่นคน ทุกคน
ต่างมารวมตัวกันอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ เพื่อที่จะ
ต้อนรับขุนพลโย่วหมิงคนใหม่ วันนี้ไม่ว่าผู้ใดจะกำลัง
ปิดด่าน หรือว่าอยู่ที่พิภพต่างมิติ หรือว่ากำลังทำ
ภารกิจอยู่ใน ‘อาณาเขตจักรพรรดิหมิง’ ก็ต้องเร่งรีบ
กลับมาให้ทันคืนนี้
อู่ อวี้ และคนอื่นๆไม่รู้ว่าค่ำคืนนี้จะเกิดเรื่องที่ยิ่งใหญ่
ขนาดไหน จนกระทั่งทำให้เหล่าองครักษ์หมิงไห่
จะต้องเร่งรีบกลับมาถึงเพียงนี้
แต่ว่าแน่นอนว่าพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะบ่นอะไร เพราะ
พวกเขาส่วนใหญ่ก็กำลังรอขุนพลโย่วหมิงคนใหม่เข้า
รับตำแหน่งให้เสร็จเสียก่อนจึงจะสามารถกลับไปทำ
ภารกิจของพวกเขาแต่ละคนต่อได้ พยายามที่จะ
ได้รับแต้มผลงานให้มากยิ่งขึ้นเพื่อจะสามารถ
แลกเปลี่ยนทรัพยากรในการฝึกตน ในไม่กี่เดือนมานี้
ที่ไม่มีขุนพลโย่วหมิง พวกเขารู้สึกว่าในการแข่งกัน
เพื่อทรัพยากรและภารกิจต่างๆค่อนข้างเสียเปรียบ
ไม่น้อย เนื่องจากว่าทรัพยากรของค่ายทหาร
วิญญาณโลหิตล้วนถูกค่ายอื่นแย่งชิงไปจำนวนมาก
นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่!
อู่ อวี้ และคนอื่นๆมาถึงเวทีวิญญาณโลหิตแห่งนี้ นับ
ได้ว่าเป็นกลุ่มแรกๆ
แต่ที่นี่ก็มีคนมารวมตัวกันมากกว่า 5,000 คนแล้ว!
เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นยอดฝีมือมากกว่า 5,000 คนมา
รวมอยู่ในสถานที่เดียว พวกเขาแต่ละคนล้วนอยู่ใน
ระดับเดียวกับเจ็ดเซียนแห่งซูซัน นับว่าเป็นการเปิด
หูเปิดตาจริงๆ
แม้แต่ หลิวชิง และคนอื่นๆเมื่อมาเห็นฉากเบื้องหน้า
นี้ก็ยังต้องเบิกตากว้าง รู้สึกตกใจจนควบคุมตัวเองไม่
อยู่
ผู้คนยังหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน
คนทั้งหลายเหล่านี้ล้วนสวมใส่ชุดเกราะหมิงไห่
ปลดปล่อยบรรยากาศอันเย็นยะเยือก ยืนอยู่
ท่ามกลางเวทีวิญญาณโลหิต บริเวณพื้นมีสีแดงราว
กับโลหิตที่ดูน่าเกรงขาม คนกลุ่มนี้ที่มารวมตัวกันราว
กับว่ากำลังจะมุ่งหน้าไปที่สนามรบด้วยใจที่ฮึกเหิม
กลิ่นอายพวยพุ่ง ทำให้พื้นที่โดยรอยไร้ซึ่งสุ่มเสียง
ใดๆ
แม้ว่าคนหลายพันคนจะมารวมตัวกันอยู่ในที่แห่งนี้
แต่เสียงพูดคุยแม้แต่เสียงเดียวก็ยังไม่มีปรากฏให้ได้
ยิน ทุกคนเต็มไปด้วยแววตาที่เคร่งขรึม ไร้ซึ่งการ
พูดคุย นี่ก็คือรูปแบบของผู้ที่เป็นทหารอย่างแท้จริง
กองทัพทหารผู้ที่บำเพ็ญเพียรเป็นเซียนที่แข็งแกร่ง
นับหมื่นคนนี้ แต่ละคนล้วนอยู่ในขอบเขตก่อร่าง
กำเนิดจิตเทวะ ทำให้ อู่ อวี้ เกิดแรงปรารถนาว่าจะ
กลายมาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังทหารเช่นนี้
เมื่อดูไปแล้วการที่ได้กลายมาเป็นขุนพลโย่วหมิง ก็
ถือเป็นเรื่องที่ไม่เลวเลยทีเดียว
หลังจากที่มาถึง หยวน ซุนอวี้ ก็มองไปยังตำแหน่ง
ของ เฮยคู ตอนนี้ที่ค่ายทหารวิญญาณโลหิตมีหัวหน้า
กองพันรวมตัวกันอยู่ 10 คน ซึ่งหัวหน้ากองพัน
ทั้งหมดกำลังยืนอยู่ที่ด้านหน้าสุดของกองทัพทหาร
หัวหน้ากองร้อยคนอื่นๆกำลังยืนอยู่ที่ด้านหลังของ
เฮยคู ตามหน่วยของตน ส่วนหัวหน้าหมู่ก็เป็นผู้นำ
องครักษ์หมิงไห่ทั่วไปยืนอยู่ที่ด้านหลังของหัวหน้า
กองร้อยทั้งหลายอีกต่อหนึ่ง ที่ด้านหลังของหัวหน้า
กองพันก็มีอยู่แถว 10 แถว ในแต่ละแถวก็มีคน
รวมกันถึง 100 คน
กองทัพของ เฮยคู เพิ่งจะถูกเรียกตัวมา ดังนั้นในครั้ง
นี้กองพันของ เฮยคู จึงผู้ที่มาเร็วที่สุดและเป็น
ระเบียบมากที่สุด ส่วนกองพันอื่นก็กำลังเร่งรีบ
กลับมาจากการไปทำภารกิจที่ข้างนอก ดังนั้นจึงต้อง
ใช้เวลาสักพัก ในช่วงเวลานี้ขุนพลโย่วหมิงก็ยังไม่
น่าจะปรากฏตัวออกมา ทุกคนจึงทำได้แค่เพียงยืนรอ
อยู่เงียบๆเท่านั้น
ยามนี้ไร้ซึ่งสุรเสียงใดๆทั้งสิ้น
อู่ อวี้ มองดูแล้วก็คิดว่าเขาจะต้องใช้เวลาอยู่ในที่แห่ง
นี้อีกพักใหญ่ แต่ก็ไม่มีทางอื่นแล้ว เขาอยากจะไปยัง
พิภพต่างมิติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยามนี้เขาจึง
ตัดสินใจทำการครุ่นคิดเกี่ยวกับเคล็ดอิทธิฤทธิ์ และ
ค่ายกลอยู่ภายในหัวไปพลางขณะที่รั้งรอ
ผ่านไปแล้วครึ่งวันเต็มๆ ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวัน
เหล่าทหารหาญแห่งค่ายทหารวิญญาณโลหิตทั้ง
10,000 คนได้มารวมตัวกันครบแล้ว
บัดนี้หัวหน้ากองพันทั้ง 10 คนก็ได้ยืนขึ้นอยู่ที่
ด้านหน้าสุดของกองทัพ หันไปเผชิญหน้ากับกองพัน
ของตนในแต่ละกอง เพื่อประกาศให้คนในกองพันได้
รับรู้
“ขุนผลโย่วหมิงจะปรากฏตัวออกมาในไม่ช้านี้ ทุก
คนน่าจะรู้แล้วว่าควรทำสิ่งใดเมื่อถึงเวลานั้น”
“ขอรับ!”
ยามนี้แววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นของ
องครักษ์หมิงไห่ทุกคน ได้จับจ้องไปที่ตำหนักที่อยู่
ด้านหน้าสุด ความจริงแล้วขุนพลโย่วหมิงอยู่ภายใน
นั้นมาโดยตลอด
เมื่อทุกคนมากันครบแล้ว ขุนพลโย่วหมิง ก็
แปรเปลี่ยนกลายเป็นประกายแสงพุ่งออกมาจาก
ภายในตำหนัก ลอยตัวอยู่บนท้องนภา ปรากฏตัวอยู่
ต่อหน้าทุกคน
สิ่งแรกที่ทุกคนคิดก็คือ ทำไมขุนพลโย่วหมิงถึง
เยาว์วัยเช่นนี้!
เดิมทีคนที่อยู่ในระดับของขุนพลโย่วหมิง อย่างน้อย
จะต้องเป็นคนวัยกลางคนที่ฝึกตนมาแล้วไม่ต่ำกว่า
200 ปี ไม่คาดคิดว่าขุนพลโย่วหมิงผู้นี้จะเป็นเพียง
แค่ผู้เยาว์เท่านั้น!
หากว่าเป็นเพียงผู้เยาว์ นั่นก็หมายความว่านี่คือสุด
ยอดอัจฉริยะ!
สามารถกล่าวได้ว่า ขุนพลโย่วหมิง เป็นตำแหน่งที่
สูงส่ง จึงถือว่าเป็นโชคดีของพวกเขาทุกคน ที่มี
ขุนพลโย่วหมิงเปียมพรสวรรค์เช่นนี้ การแข่งขันกัน
เพื่อแย่งชิงทรัพยากรฝึกตนของแต่ละค่าย ด้วยการที่
มีขุนพลโย่วหมิงผู้มากฝีมือจะทำให้มีความได้เปรียบ
ที่ยิ่งใหญ่
ในไม่ช้าทุกคนก็จดจำได้ว่าคนผู้นี้คือใคร
อู่ อวี้ ใช้เนตรเพลิงเพ่งมองไปที่อีกฝั่าย ความจริงเมื่อ
คำนวนตามเวลาแล้ว ก็พอจะคาดเดาได้แต่แรกว่า
เป็นใคร เพราะก่อนหน้านี้คนผู้นี้ก็ได้กล่าวว่าต้องการ
จะเป็นขุนพลโย่วหมิงแห่งกองทัพหมิงไห่
ใช่แล้ว คนผู้นั้นก็คือบุตรชายของเจ้าแคว้นหลี่เทียน
มันเป็นผู้ที่สามารถสังหารมังกรปีศาจลงได้ ต้วนอี้
ซึ่งเป็นผู้ย้ายมาและเข้ารับตำแหน่ง ขุนพลโย่วหมิง
กล่าวตามตรง ความจริงแล้วเขาไม่มีแต้มผลงาน
ภายในกองทัพหมิงไห่ อย่างไรก็ตามภายในกองทัพห
มิงไห่ก็ยังมีกฏอยู่ หากเมื่อสังกัดอยู่ในกองกำลังหรือ
ว่ากองทัพอื่นแล้วสร้างผลงานที่โดดเด่นออกมาจนมี
ชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ก็สามารถถูกย้ายเข้ามารับ
ตำแหน่งภายในกองทัพหมิงไห่ได้โดยตรง
ยามที่ ต้วนอี้ อยู่ในกองทัพหลี่เทียน เขามีแต้ม
ผลงานที่มหาศาล ความแข็งแกร่งก็เพียงพอ การที่
กลายมาเป็นขุนพลโย่วหมิงจึงไม่มีปัญหาใดๆ
แน่นอนสำหรับ อู่ อวี้ แล้ว ไม่ว่าผู้ใดจะมาเป็นขุนพล
โย่วหมิง ก็น่าจะไม่มีอะไรเสียหาย นอกเสียจากว่า ต้
วนอี้ ผู้นี้จะเพ่งเปั้ามาที่ตัวเขา
แน่นอนว่าตัวเขากับ อู่ อวี้ มีความขัดแย้งกันอยู่ ใน
ตอนที่พบกันภายในนครสุสานม่วง ก็เห็นได้ชัดว่าเขา
รู้ถึงสถานะของ อู่ อวี้ แต่ก็ไม่ได้เห็น อู่ อวี้ ในสายตา
เลยแม้แต่น้อย แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันไม่พอใจในเรื่อง
ความสัมพันธ์ระหว่าง อู่ อวี้ กับ องค์หญิงโย่วเสี่ย
มันเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับเลือกให้กลายมาเป็นผู้ที่จะได้
อภิเสกสมรสกับ องค์หญิง ชื่อเสียงของมันก็ยังโด่งดัง
ยิ่งกว่า อินเสวียน
“คาราวะขุนพลโย่วหมิง!” ยามนี้องครักษ์หมิงไห่ทุก
คน คุกเข่าลงไปข้างหนึ่งแล้ว ตะโกนด้วยเสียงอัน
กึกก้อง เมื่อยอดฝีมือขอบเขตก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
นับหมื่นคนกู่ร้องออกมาเช่นนี้ จึงทำให้ค่ายทหาร
วิญญาณโลหิตสั่นสะท้าน
อู่ อวี้ ก็ทำเช่นเดียวกันกับทุกคน ยามนี้เขาอยู่ใน
สถานะของทหาร จึงมีแต่ต้องทำตามระเบียบ
ต้วนอี้ กล่าวออกมาด้วยเสียงที่ดังสนั่นและชัดเจนว่า
“ทุกท่าน ลุกขึ้นเถิด!“
การพบกันเช่นนี้ แม้ว่าน้ำเสียงขององครักษ์หมิงไห่
นับหมื่นคนจะแข็งแกร่ง แต่ทว่าผู้ที่เป็นถึงขุนพล
โย่วหมิงกลับทรงพลังและแข็งแกร่งยิ่งกว่า
เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกตกใจ
“ทุกท่านอาจจะรู้จักข้าอยู่แล้ว ตัวข้ามาจากแคว้นห
ลี่เทียน มีนามว่า ต้วนอี้ ฝึกตนมาได้ 70 ปี ยามนี้ได้
บรรลุถึงขอบเขตก่อร่างกำเนิดจิตเทวะระดับที่ 9
แม้ว่าจะไม่เท่ากับขุนพลโย่วหมิงคนก่อนหน้านี้ แต่
ข้า ต้วนอี้ ก็เชื่อว่าจะทำให้ค่ายทหารของเรายิ่งใหญ่
และเกรียงไกรได้มากกว่าในนี้ในภายภาคหน้า!”
“ข้าจะไม่กล่าวสิ่งใดมากความนัก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้น
ไป ตามกฏแล้ว ‘ค่ายทหารวิญญาณโลหิต’จะถูก
เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ค่ายผลาญนภา’! และเวทีวิญญาณ
โลหิต ก็จะถูกเปลี่ยนเป็น เวทีผลาญนภา!”
เมื่อกล่าวจบเขาก็ประกาศให้ทุกคนแยกย้าย การ
กระทำนี้นับว่าตรงไปตรงมาและเรียบง่ายยิ่ง
องครักษ์หมิงไห่ที่ยังไม่อาจจะตอบสนองได้ทัน เขาก็
ได้หายตัวไปแล้ว จำได้ว่าก่อนที่ขุนพลโย่วหมิงจะ
ปรากฏตัวขึ้น โดยปกติจะต้องมีการปราศัยไม่ต่ำกว่า
ครึ่งวัน
แต่อีกฝั่ายกลับหายตัวกลับเข้าไปอยู่ภายในตำหนัก
ในทันที อู่ อวี้ จึงลองใช้เนตรเพลิงเพ่งมองเข้าไปดู
แม้ว่าจะมีระยะทางที่ไกลมาก แต่พริบตาที่มองเข้า
ไป อู่ อวี้ ก็เห็นได้ว่าภายในตำหนักยังมีคนอื่นอยู่ด้วย
ถึงแม้ว่าประตูจะปิดลงด้วยความรวดเร็ว ทว่า อู่ อวี้
ยังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
และกลุ่มคนที่อยู่ข้างใน ก็มี กง เสิ่นจุน อยู่ภายในนั้น
ด้วย!
คนที่เหลือก็ล้วนเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยกันดี
เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ตะโกนโหวกเหวกโวยวายอยู่
กับ กง สิงเว่ย บนถนนเมื่อวานนี้
“ไม่คิดว่า ต้วนอี้ จะมีความสัมพันธ์กับคนกลุ่มนี้ แต่
ก็แน่นอนอยู่แล้ว พวกมันล้วนอยู่ในฐานะระนาบ
เดียวกัน จะรู้จักกันก็ไม่แปลก”
ยามนี้ หยวน ซุนอวี้ ก็ได้กล่าวกับทุกคนว่า “ไปกัน
เถอะ มุ่งหน้าสู่พิภพต่างมิติ!”
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ