กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 710: คลื่นพายุคลั่งในพิภพตางมิติ
อู่ อวี้ ตัดสินใจเข้าสู่ ‘ พิภพต่างมิติ ‘ ทั้งหมดทั้งมวล
เป็นเพราะเขาอยากจะค้นหาในเส้นทางแห่ง ‘เต๋า’
ต่อไป
อีกประการหนึ่ง เขายังต้องการศึกษาเพิ่มความ
ชำนาญเกี่ยวกับกลั่นสกัดปรุงยา และ วงเวทค่ายกล
ด้วยวิถีของคนรุ่นก่อนทำให้สัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของ
เต๋า นี่คือการปรับปรุงอาณาจักรการฝึกตน ซึ่งต้องใช้
เวลามากโขทีเดียว
ในขณะเดียวกันการอยู่ท่ามกลางวังวนแห่งการต่อสู้
ถึงแม้ว่าจะยังไม่พบเส้นทางแล้วยังคงสับสนอยู่ แต่
มันก็ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยอดเยี่ยมขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นความคิด จิตใจ หรือ เจตจำนง ล้วนช่วย
ปรับปรุงอาณาจักรการฝึกตน ยกระดับความเข้าใจ
ใน ‘เต๋า’ ให้พุ่งทะยานสูงขึ้น
เขาเชื่อเสมอว่าทั้งสองวิธีนี้ คือสิ่งที่ขาดไปไม่ได้
ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางเซียนบรรพกาล เขาต้องใช้
เวลาหลายปี เพื่อขบคิดไตร่ตรองแล้วก็ค่อย ๆ
เปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ
ตอนนี้เขาต้องการที่จะต่อสู้มากขึ้น
องครักษ์หมิงไห่ทั้งหมดที่อยู่ ‘เวทีผลาญนภา’ หยุด
การต่อสู้และเริ่มแยกย้ายกระจายตัวกันออกไป
บางส่วนได้ย้อนกลับไปยัง ‘ พิภพต่างมิติ ‘
หยวน ซุนอวี้ พากองร้อยมายัง ‘ค่ายผลาญนภา’
หรือมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า ‘ประตูทางเข้าพิภพต่างมิติ’
ก่อนถึงวังเขาจะต้องมาจัดแถวที่นี่
หยวน ซุนอวี้ กล่าวว่า พวกเขาต้องรอให้องครักษ์ห
มิงไห่ที่เข้าไปก่อนหน้านี้ออกมาก่อน ถึงจะสามารถ
เข้าไปได้
ระหว่างทาง อู่ อวี้ คิดถึงต้วนอี้ไปด้วย
” การที่เห็น กง เสิ่นจุน อยู่ที่นั่นกับพวกมัน แสดงให้
เห็นว่ามันต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับต้วนอี้
นอกจากนี้ความอัปยศที่กง เสิ่นจุนได้รับ จะทำให้มัน
รู้สึกโกรธแค้น และพยายามควานหาตัวว่าข้าอยู่ที่ใด
กันแน่ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะรู้ว่าข้าอยู่
ภายใน ‘ค่ายผลาญนภา’ ”
” แม้ว่าองค์หญิงโย่วเสี่ยจะเคยเตือนพวกมันแล้วก็
ตาม ทว่า … การให้คนพวกนี้วางมือจากการล้างแค้น
นั้น ถือเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญยิ่ง ฉะนั้นพวกมัน
ต้องรู้ว่าต้วนอี้ เป็นขุนพลโย่วหมิงอยู่ที่นี่ และขอ
ความช่วยเหลือจากต้วนอี้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็
นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว ”
” แต่ข้ากำลังจะเข้าสู่พิภพต่างมิติในไม่ช้านี้แล้ว หาก
ระหว่างนี้ข้าไม่ได้กระทำความผิดอันใด ต้วนอี้ก็จะไม่
สามารถยุ่งเกี่ยวกับข้าได้ ”
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ต้องกังวลใด ๆ อันที่จริงเขาเองก็
ไม่ได้ฟันเฟือน จนถึงขนาดต้องการจะยั่วโมโหให้คน
เหล่านี้ขุ่นเคืองตนเองเล่น ๆ ซึ่งการกระทำนี้ได้ทำให้
หยวน ซุนอวี้ รู้สึกหวาดกลัวจนต้องพาเขาเข้าสู่พิภพ
ต่างมิติ แน่นอนว่าสำหรับ กง เสิ่นจุนแล้ว อู่ อวี้ ยัง
ไม่ได้เปิดเผยความแข็งแกร่งออกไป ต่อให้มันรู้สึก
โกรธเคืองมากเพียงใด เขาก็หาได้แยแสมันไม่
” หากพวกมันพบข้าในพิภพต่างมิติ ก็มีโอกาสที่ข้าจะ
ถูกลอบโจมตีได้ ภายในพิภพต่างมิตินั้นกฎเกณฑ์ใน
กองทัพจะเข้าไม่ถึง เช่นนั้นเมื่อเข้าไปในนั้นข้าต้อง
ระวังให้มาก ”
เขาครุ่นคิดหลายอย่างในใจ
กระทั่งบางครั้งเขาถึงกับระแวง จนต้องคอยสอดส่อง
สายกวาดไปรอบ ๆ ด้วยเขารู้สึกว่ามีสายตาที่มองไม่
เห็นกำลังจับจ้องเขาอยู่
การที่เขารู้สึกว่าตนเองนั้นถูกจับจ้อง ทั้งหมดล้วน
เป็นสัญชาตญาณ
ไม่นานหลังจากนั้น ในที่สุดก็ถึงครากองร้อยโย่วห
ยวน จากนั้น หยวน ซุนอวี้ ก็พากองร้อยเข้าสู่ ‘
ประตูพิภพต่างมิติ ‘
มีทหารกองทัพหมิ่งไห่ หลายสิบคนประจำการอยู่ที่
ประตูทางเข้าพิภพต่างมิติ คอยตรวจสอบคนเข้าออก
ถึงแม้พวกมันจะเป็นคนในกองทัพ ทว่าก็ไม่ใช่
องครักษ์หมิงไห่ หรือ หัวหน้ากองร้อย แต่เป็นระดับ
หัวหน้ากองพัน ซึ่งมันเหล่านี้ล้วนแยกตัวเป็นอิสระไม่
มีคนอยู่ในสังกัดของตนเอง เนื่องจากได้รับภารกิจ
พิเศษบางอย่าง
เมื่อเข้ามาด้านในสามารถแลเห็น ห้องโถงอันว่าง
เปล่าที่ถูกปกคลุมไปด้วยสีดำมันมืดมิด อยู่ในส่วนลึก
พระราชวัง ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด เมื่อมอง
ลึกเข้าไปจะเห็นเพียงความดำมืดเท่านั้น อู่ อวี้
มองเห็นช่องทางวงกลมซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณหนึ่งจั้ง บนเส้นช่องทางนั้นถูกปกคลุมไป
ด้วยม่านปราการโปร่งใส แต่ก็ยังสามารถมองเห็นเค้า
ลางได้บ้าง อีกด้านหนึ่งของม่านปราการดูเหมือนว่า
จะมีอีกโลกหนึ่งอยู่ นอกจากภายในพระราชวัง เขา
แทบไม่ได้ยินเสียงฝังตรงข้ามเลย
“นี่คือ ‘ค่ายกลปั้องกัน’ ระหว่างพิภพต่างมิติกับ
นครหมิงใช่หรือไม่?”
ถ้าหากสิ่งนี้คือ ม่านปราการที่กั้นระหว่างพิภพต่าง
มิติ กับ นครหมิง มันก็ควรจะแข็งแกร่งมาก จนก็ไม่มี
ทางทะลวงผ่านได้ง่าย ๆ อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์
ของภายนอกของม่านปราการนี้ช่างดูเปราะบางง่าย
จะทะลวงผ่านเสียจริง
ในเวลานี้ ทุกคนมองไปด้านหน้าด้วยความอยากรู้
อยากเห็น หยวน ซุนอวี้ ได้นำปั้ายคำสั่งของหัวหน้า
กองพันออกมาให้ผู้ตรวจสอบดู หลังจากนั้นไม่นาน
พวกเขาก็สามารถผ่านไปได้
ผู้ตรวจสอบมีข้อสงสัยเล็กน้อยเกี่ยวกับกองของพวก
เขา แต่เพราะจดหมายแนะนำตัวเฮยคูเป็นผู้ลงมือ
เขียนด้วยตนเอง ฉะนั้นพวกมันจึงไม่อยากจะพูด
อะไร
” หยวน ซุนอวี้ ในกองของท่านมีชายชื่อ อู่ อวี้ ไป
ด้วยหรือไม่?” ผู้ตรวจสอบกระซิบถาม
“ มี… มีอะไรเช่นนั้นหรือ? ”
“ ข้าเพิ่งได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน…หาได้มีอื่นใด
เข้าไปข้างในได้กันเลย ” ชายผู้นี้พูดจาคลุมเครือครึ่ง
ๆ กลาง ๆ บางทีอาจเป็นเพราะมันเห็น อู่ อวี้ เลยไม่
กล้าเอ่ยอันใดออกมา
หยวน ซุนอวี้ เดินนำกองพลผ่านอาณาเขตคุ้มกัน มัน
ให้ความรู้สึกเสมือนดั่งทะลุผ่านคลื่นวารี ทว่า หยวน
ซุนอวี้ ก็มิได้หยุดฝีเท้ามันยังคงเดินหน้าต่อไป เพียง
ชั่วพริบตาเขาก็เข้ามายังพิภพต่างมิติ
จากนั้นหัวหน้ากองหมู่ ก็นำผู้บังคับบัญชาใต้สังกัด
เข้าไปทีละคน ๆ ส่วน อู่ อวี้ เดินตามหลังปิดขบวน
เมื่อเขายืนอยู่ด้านหน้าของค่ายกลกั้นขวางระหว่าง
มิติ เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้ไม่น้อยจึงค่อย ๆ เอื้อมมือ
ทะลุผ่านม่านปราการออกไป จึงทราบว่าม่าน
ปราการนี้นี้เสมือนดั่งวารี
แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเสมือนอยู่ก้นบึ้งวารี แต่เป็น
พื้นผิววารีเท่านั้น
เมื่อข้ามผ่านม่านปราการมาได้ อู่ อวี้ ก็พบว่าตัวเอง
ยืนอยู่ในวังแห่งหนึ่ง ซึ่งก็เหมือนกับวังก่อนหน้านี้ แต่
อู่ อวี้ ก็ยังรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจน มันให้ความรู้สึก
เหมือนเมื่อครั้งที่เขาอยู่ภายใน เส้นทางเซียนบรรพ
กาล กำลังถูกส่งไปยังพื้นที่อื่น
“ ที่นี่คือ นครหมิงอี้ ไปได้!” หยวน ซุนอวี้ นำไพร่พล
ทหารของตนเองออกจากวัง หลังจากออกมาด้าน
นอกกวาดสายตามองรอบรอบแล้วพบว่า ที่นี่หาได้
เหมือนกับ นครหมิง !
อันดับแรก สถาปัตยกรรมของ ‘นครหมิงอี้’ นั้น
แตกต่างจากนครหมิงเล็กน้อย ดินแดนทมิฬอันกว้าง
ใหญ่สุดลูกหูลูกตา เต็มไปด้วยก้อนกรวดสีดำบนพื้น
ให้ความรู้สึกหนักหน่วงอย่างบอกไม่ถูก
ขนาดของมันน่าจะคล้ายคลึงกับ นครหมิง
เหนือขึ้นไปบนท้องนภา มีม่านปราการค่ายกลส่อง
ประกายสดใสอย่างไร้สิ้นสุด เบญจธาตุแทบทุกชนิด
ไม่ว่าจะเป็น วาโย อัคคี วารี หรือ ปฐพี ล้วน
ไหลเวียนคลื่นคล้อยอยู่บนนั้น ทำให้ท้องนภาส่อง
สว่างกระจ่างแจ้งดูงดงามยิ่ง
รูปแบบค่ายกลนี้ถูกเปิดใช้งานเอาไว้ตลอดเวลา
สูงขึ้นไปด้านนอกค่ายกลสามารถสัมผัสได้ถึง
บรรยากาศแห่งความตายและดุร้าย บางครั้งบางครา
ก็สามารถแลเห็นได้ว่าชั้นนอกสุดของค่ายกล มีสิ่ง
ชีวิตอันแปลกประหลาดฝั่าทะลวงเข้ามาได้ แต่ในชั่ว
พริบตานั้นเองม่านปราการก็บีบอัดเข้ามา แล้ว
สังหารมันทันที โดยสิ่งที่ปรากฏขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่า
ไม่มีสิ่งใดที่สามารถสร้างภัยคุกคามให้แก่ นครหมิงอี้
นี้ได้เลย
ค่ายกลนับร้อยเหล่านี้ ถูกก่อตั้งขึ้นโดยบรรพชนของ
จักรวรรดิเปั่ยหมิงเมื่อหลายแรมปีก่อน และพวกเขา
ก็ยังคงขยายค่ายกลออกไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้
นครหมิงอี้กลายเป็นปั้อมปราการอันน่าสะพรึงกลัว
มากที่สุดในใต้หล้านี้
สิ่งที่ อู่ อวี้ เห็นในตอนนี้คือส่วนหนึ่งของค่ายกล ซึ่ง
มันก็ทรงพลังยิ่ง นอกจากนี้ค่ายกลยังทำงานได้ไม่ถึง
แปดสิบในร้อยส่วนด้วยซ้ำ ซึ่งนี้สามารถพิสูจน์ได้
อย่างชัดเจนว่า นครหมิงอี้ จะต้องปลอดภัยอย่าง
แน่นอน
ทั้งหมดนี้ อู่ อวี้ อ่านเจอในบันทึกโบราณของ
‘กองทัพหมิงไห่’
เขากับทหารใหม่คนอื่น ๆ รู้สึกตกตะลึงกับมหาเวท
ฟั้าดิน ผลงานวิจิตรตระการตาที่ดูราวกับสวรรค์
สรรค์สร้าง มหาเวทฟั้าดินในที่แห่งนี้ เกือบจะ
เทียบเคียงได้กับนครหมิงเลยทีเดียว ซึ่งนครหมิงก็มี
ค่ายกลที่เอาไว้ใช้ต่อต้านศัตรูจากภายนอก ส่วน
ภายใน ‘ พิภพต่างมิติ ‘ มันเอาไว้ใช้ต่อต้านการ
รุกรานจากสิ่งมีชีวิตประหลาด
” พวกเจ้าจงรอที่นี่ ข้าจะไปรับ ‘ยันต์แสงทำลาย
รัตติกาล’ สักสองสามแผ่นก่อน ” หยวน ซุนอวี้ ทิ้ง
พวกเขาไว้ และมุ่งหน้าเข้าไปใน นครหมิงอี้ พร้อม
กับวิ่งเข้าไปในพระราชวังโลหิตแห่งหนึ่งทันที
อู่ อวี้ จดจำยันต์แสงทำลายรัตติกาลได้ดี มันเป็น
เสมือนดั่งสัญญาณขอความช่วยเหลือภายใน พิภพ
ต่างมิติ ทันทีที่ถูกเปิดใช้งาน ลำแสงสีแดงส่องสว่าง
ประกายเจิดจ้า จะพุ่งทะยานแผ่ขยายออกไปไกลสุด
ลูกหูลูกตา เพื่อให้คนในกองทัพหมิงไห่ที่อยู่ใกล้เคียง
กับบริเวณนั้น เข้ามาช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ตามบทบัญญัติกองทัพหมิงไห่ ด้านการรักษาความ
ปลอดภัย เมื่อแลเห็น ‘ยันต์แสงทำลายรัตติกาล’
บุคคลภายในกองทัพจะต้องเข้าไปช่วยเหลือทหารผู้
นั้นทันที อันที่จริงแล้วสำหรับกองทัพหมิงไห่ มันถือ
เป็นหลักประกันเมื่อพวกเขาออกจาก นครหมิงอี้ ไป
ต่อสู้อยู่ในแนวหน้า
มันคือการเดินทางเข้าสู่สมรภูมิรบอย่างแท้จริง
นครหมิงอี้ มีสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเป็นอย่างยิ่ง
บนท้องนภาไม่มีดวงตะวัน มืดสลัว ไร้ซึ่งแสงสว่าง ที่
สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือทั่วทุกสารทิศล้วนถูกปกคลุม
ไปด้วยคลื่นพายุพลังฟั้าดิน เปียมล้นไปด้วยแรงฉีก
กระฉากอันมหาศาล ทุกแห่งหนล้วนเต็มไปด้วย
อันตรายอย่างสุดจะเปรียบปาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้อง
มี ‘ยันต์แสงทำลายรัตติกาล’ เพื่อให้ผู้ที่อยู่โดยรอบ
สามารถคอยช่วยเหลือกันได้อย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตามแม้กระทั่งภายในนครหมิงอี้ ยังถูกขวาง
กั้นไว้ด้วยค่ายกลจำนวนมากมาย จนแทบจะทำให้
ไม่ได้ยินเสียงพายุคำรามจากเบื้องนอก
ไม่นานหลังจากนั้น หยวน ซุนอวี้ ก็กลับมา พร้อมกับ
จ้องมองมายัง อู่ อวี้ โดยปกติแล้วทหารที่เข้ามา
ภายในพิภพต่างมิติ จำเป็นต้องหาสมาชิกคนอื่น ๆ
เพื่อร่วมเดินทางด้วย แต่ตอนนี้มี อู่ อวี้ แล้ว ดังนั้น
มันจึงกล่าวว่า ” ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็อย่าเสียเวลากัน
เลยดีกว่า ตอนนี้ในกลุ่มของเรา มีทหารใหม่อยู่มาก
เกินไป ดังนั้นจึงมีข้อจำกัดมากขึ้น พวกเราจึงเข้าไป
ใน ‘พื้นที่ระดับ 1’ ได้เพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตามแค่
พื้นที่ระดับ 1 ก็มี ‘สิ่งมีชีวิตประหลาด’ ที่ทรงพลังอยู่
ภายในนั้นจำนวนมาก พวกเจ้าจงอย่าได้ประมาท
เด็ดขาด ”
อาณาเขตที่ถูกเรียกว่าพื้นที่ระดับ 1 นั้น เป็นดินแดน
ที่อยู่ใกล้เคียงกับ นครหมิงอี้
ยิ่งห่างออกไปจากนครหมิงอี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็น
อาณาเขตที่มีระดับสูงมากขึ้นเท่านั้น ร่ำลือกันว่า
อาณาเขตสูงสุดภายในพิภพต่างมิติคือ ‘พื้นที่ระดับ
9’ แน่นอนว่าไม่อาจระบุได้ว่าพื้นที่ระดับ 9 นั้นมี
ขนาดกว้างใหญ่มากแค่ไหน
เนื่องจากว่าตั้งแต่พื้นที่ระดับ 8 ขึ้นไป จะถือเป็น
พื้นที่ระดับ 9 ทั้งหมด
อันที่จริงแล้วภายในพื้นที่ระดับ 9 นั้น เป็นสถานที่ซึ่ง
เต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย มีสภาพแวดเลวร้าย
จนถึงขนาดผู้ที่อยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะไม่
สามารถอยู่ในนั้นได้ มันคือสถานที่อันมืดมิด เงียบ
เชียบราวกับความตาย ร่ำลือกันว่ามันคือจุดสิ้นสุด
ของพิภพต่างมิติ เป็นอาณาเขตที่ ‘ไร้’ ซึ่งสิ่งใด
ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดเข้าไปที่นั่น
และภายในพื้นที่ระดับ 1 นั้น คือพื้นที่ระดับปกติ ซึ่ง
ยากจะพบพานกับ ‘สิ่งมีชีวิตประหลาด’ ได้
เนื่องจากว่าในท้ายสุดแล้ว มีทหารนับหมื่นที่ออกไป
ด้านนอก นครหมิงอี้ เพื่อแสวงหาแต้มผลงาน ดังนั้น
ภายในพื้นที่ระดับ 1 จึงเต็มไปด้วยการเข่นฆ่าสังหาร
ทำให้มีโอกาสน้อยมาก ที่จะหลงเหลือสิ่งมีชีวิต
ประหลาดอยู่
เป็นเวลานานหลายปีแล้ว ที่สิ่งมีชีวิตประหลาดถือ
กำเนิดขึ้น ดังนั้นพวกที่ฉลาดมาก ๆ ก็มักจะหลบ
ซ่อนตัวกันอยู่
หยวน ซุนอวี้ พาคนในหน่วยออกเดินไปตามทาง
ทหารใหม่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น โลหิตในกาย
เดือดพล่าน
การจะออกจากนครหมิงอี้ ต้องเดินผ่านประตูหลาย
บาน ซึ่งก็ต้องพบเจอกับด่านทดสอบบางอย่างที่นี่
อันที่จริง อู่ อวี้ ได้พบเจอกับผู้แข็งแกร่งมากมาย
พวกเขาคือผู้ควบคุมค่ายกลวงเวทของที่นี่ ผู้ควบคุม
วงเวทค่ายกลทั้งหมดเป็นชายชราท่าทางเฉยชาไม่
เอื้อนเอ่ยพูดคุยกัน นอกจากนี้ทุกคนยังดูตึงเครียด
เป็นอย่างมาก
หลังจากเดินผ่านอย่างน้อยสามสิบประตู ในที่สุดก็
ออกมาจากนครหมิงอี้ ยิ่งเข้าใกล้ประตูทางออกมาก
ขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งได้ยินเสียงหวีดวิวของกระแสลมดังมา
จากภายนอกมากยิ่งขึ้น ด้านหน้ามีแต่ความมืดทะมึน
เงียบสงบประดุจแดนมรณะ มันมืดขนาดที่ว่าไม่
สามารถมองเห็นแม้แต่นิ้วมือของตนเองได้ ถ้าไม่มี
เนตรเพลิง เขาก็คงไม่สามารถมองเห็นอันใดได้
ยิ่งไปกว่านั้น จะถือเป็นการดีที่สุดหากไม่จุดประกาย
แสงสว่างขึ้นที่ภายนอก เนื่องจากเป็นไปได้ว่า มัน
อาจดึงดูดสิ่งมีชีวิตประหลาดที่แข็งแกร่งมากให้เข้า
มาได้ อีกทั้งจำนวนของพวกมันจะต้องมีมากมาย
อย่างแน่นอน ทว่าปัจจุบันภายในหน่วยของเขา มีแต่
ทหารอ่อนแอไร้ประสบการณ์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า
อาจโดนโจมตีราวกับพายุคลั่ง
สิ่งมีชีวิตประหลาดภายในดินแดนแห่งนี้ ล้วนเต็มไป
ด้วยความดุร้าย
ฟิววว ฟิวววว ฟิวววว…
หลังจากออกมาก็ต้องพบกับพายุพลังฟั้าดิน อัด
ปะทะเข้าใส่ร่างกาย แม้ว่าจะสวมใส่ชุดเกราะหมิงไห่
อันแข็งแกร่งยังถูกกัดเซาะอย่างไม่น่าเชื่อ ถึงกระนั้น
คงต้องบอกว่านี่คือพายุที่อ่อนแอที่สุดเท่านั้น
พิภพต่างมิติแห่งนี้มันช่างน่าตื่นตะลึงอย่างแท้จริง
มันให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับอยู่ในเส้นทางเซียน
บรรพกาล !
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ