กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 719: ไต่สวน
อู่ อวี้ กล่าวออกมาต่อหน้าธารกำนัล พวกเขาแต่ละคน
เป็นผู้ฝึกตนที่มากด้วยชื่อเสียงภายในจักรวรรดิเป่ยหมิ
งแห่งนี้ เป็นดั่งคนที่จะกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนจักรวรรดิ
เป่ยหมิงในอนาคต
การที่เขาหาญกล้ากล่าวออกมาต่อหน้าคนเหล่านี้ ทำ
ให้ภายในคฤหาสน์ตระกูลอินตกอยู่ในความเงียบสงัด
แววตาของ อินติ่ง กลายเป็นจริงจัง กล่าวตอบกลับไป
ว่า “อู่ อวี้ เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหลไร้สาระ หากไร้ซึ่ง
หลักฐานก็เท่ากับว่าเจ้ากำลังปรักปรำผู้อื่น เจ้าเข้าใจ
หรือไม่?”
อู่ อวี้ ยังไม่ทันได้ตอบกลับไป ก็มีผู้อาวุโสคนขึ้นกล่าว
ขึ้น “ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ตัวข้าซึ่งอยู่ภายในค่ายทหาร
เป่ยหมิงได้พบเห็น เสวียนเอ๋อเข้าไปภายในค่ายทหาร
ด้วยตาของข้าเอง ข้าได้ถามเขาว่าเขาไปที่ค่ายทหาร
ทำไม เหมือนเขาจะตอบกลับมาว่า เขาไปแสดงความ
ยินดีกับ ต้วนอี้ ที่เข้ารับตำแหน่งขุนพลโย่วหมิง……”
คนผู้นี้คือผู้อาวุโสภายในตระกูล ดังนั้นยามที่เขากำลัง
พูดจึงไม่ได้รู้สึกกังวลใดๆ เพียงแค่พูดออกมาตามที่
เห็นเท่านั้น
อู่ อวี้ ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าการ
วางแผนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะมีคนของ กง เสิ่นจุน
เพียงกลุ่มเดียวแล้ว ต้วนอี้ กับ อินเสวียน ก็อาจจะมี
ส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย? เพราะพวกเขาต่างมีความ
ขัดแย้งกับข้าไม่ใช่หรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้วนอี้ กับ
อินเสวียน สำหรับสาเหตุข้าไม่จำเป็นต้องกล่าว ทุก
ท่านก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว”
ทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าของเขาล้วนแต่เป็นยอดฝีมือ
ขอบเขตค้นหาเต๋าอันทรงพลัง อู่ อวี้ เปรียบเหมือนกับ
กระต่ายที่หลงเข้ามาอยู่ในฝูงของพยัคฆ์ ทว่าเขากลับ
ยังสามารถสงบจิตสงบใจและกล่าวได้คล่องแคล่ว
เช่นนี้ นับเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน
ในตระกูลอิน
“ไร้สาระ!” แต่ในขณะที่ อู่ อวี้ กล่าวจบ เนื่องด้วย
เรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนนของตน
อินติ่ง จึงแผดเสียงคำรามขัดขึ้น เสียงของเขาดังก้อง
อยู่ภายในหูของ อู่ อวี้ ดูเหมือนว่าเขาพยายามที่จะ
หยุดยั้ง อู่ อวี้ เอาไว้ เพียงแต่ว่า อู่ อวี้ ก็สามารถ
กลับมายืนหยัดอย่างมั่นคงได้ในเวลาอันรวดเร็ว
แววตาของ อู่ อวี้ กลายเป็นจริงจัง กล่าวออกมาว่า
“กล่าวไร้สาระเช่นนั้นหรือ แต่ข้าก็ไม่กล้าที่จะไม่
เพิกเฉยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตัวข้ากับ อินอิง ออก‘ล่า’
ด้วยกัน ในตอนนี้นางจะเป็นตายร้ายดีเช่นไรก็ยังมิอาจ
รู้ได้ ข้าเพียงแค่คิดที่จะออกปากแทนนาง ท่านไม่
จำเป็นจะต้องตะโกนตำหนิข้า ในฐานะที่ท่านเป็นบิดา
ของนาง ในตอนนี้ไม่ใช่ว่าท่านควรจะตามหา ต้วนอี้
อินเสวียน กง เสิ่นจุน ผู้ซึ่งเป็นอริกับข้า เพื่อเค้นหา
ความจริงเป็นอันดับแรกหรอกหรือ?”
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ความสำคัญของของ อิน
เสวียน กับ อินอิง ในใจของ อินติ่ง มันไม่เท่าเทียมกัน
อู่ อวี้ เพิ่งจะลาก อินเสวียน เข้ามาพัวพัน จึงทำให้เขา
รู้สึกโกรธอย่างเห็นได้ชัด
ยามนี้ อินหยาง ก้าวออกมาพร้อมกล่าวว่า “ทุกท่าน
รอข้าสักครู่ ข้าจะรุดหน้าไปที่กองทัพหมิงไห่ เพื่อพา
คนเหล่านี้กลับมาด้วยตัวข้าเอง”
ภายในกองทัพหมิงไห่ตัว อินหยาง เป็นถึง ‘ขุนพลไห่ห
มิง’ การจะพา ต้วนอี้ กลับมาจึงเป็นเรื่องที่ง่ายดาย
ราวกับพลิกฝ่ามือ สำหรับคนอื่นๆที่เหลือก็ไม่น่าจะมี
ปัญหาอะไร
พริบตาเดียว อินหยาง ก็หายตัวไปจากที่แห่งนี้ คนที่
เหลืออยู่ ส่วนใหญ่จับจ้องมองมาที่ อู่ อวี้ พวกเขารู้สึก
ประหลาดใจ ว่าไฉนเด็กผู้นี้ไปจึงมีความกล้าบ้าบิ่นยิ่ง
นัก ทำไมถึงกล้าที่จะมาโต้เถียงกับ อินติ่ง ภายในที่
แห่งนี้ได้?
อินติ่ง ผู้นี้จะกลายเป็นผู้บัญชาการ ‘กองทัพรัตติกาล
ทมิฬ’ ในอนาคต
ตั้งแต่ที่ อู่ อวี้ มาที่แห่งนี้ แน่นอนว่าเขาไม่สามารถ
จากไปเฉยๆได้ เนื่องจากว่าคนกลุ่มนี้อาจจะดักซุ่มสั่ง
สอนบทเรียนให้แก่เขาก็เป็นได้
แม้ว่า อินติ่ง จะเป็นผู้นำในที่แห่งนี้ แต่ก็ยังต้องคอย
โน้มน้าวใจทุกคนอยู่ ดังนั้นยามนี้เขาจึงไม่อาจจะทำ
อะไรได้ ในฐานะที่เป็นพ่อของ อินอิง ตั้งแต่ต้นจวบจน
ปัจจุบัน เขากลับเหลือบมองไปที่ ‘ผลึกน้ำแข็งนิรันดร์’
ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจที่นางจะพยายามอย่าง
สุดชีวิตเช่นนี้ เพื่อให้ได้การยอมรับ
ยิ่งเป็นเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็ยิ่งไม่คิดที่จะยอมวางมือยุติไป
เฉยๆ
ด้วยความเร็วของ อินหยาง เขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็
นำผู้เยาว์กลุ่มนี้กลับมายังคฤหาสน์ตระกูลอิน ดู
เหมือนว่าเขาจะใช้กำลังบีบบังคับพาตัวมา ทั้งหมด 3
คนที่เขาพามาก็คือ กง เสิ่นจุน อินเสวียน และ ต้วนอี้
พวกมันทั้ง 3 คนกำลังจะออกจากค่ายทหารผลาญ
นภา ประจวบเหมาะกับที่ อินหยาง เดินทางไปถึงพอดี
อินหยาง ไม่พูดพร่ำทำเพลง ทำการพาพวกมันมาที่นี่
ในทันที และจับพวกมันทั้ง 3 คนกดลงไปบนพื้น
อินเสวียน ต้วนอี้ และ กง เสิ่นจุน กวาดสายตามองไป
รอบๆ ก็รู้ได้ในทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นในตอนที่เพิ่งจะมาถึงที่นี่ สิ่งที่ทำให้พวก
มันรู้สึกหดหู่มากที่สุด ไม่ใช่ อินติ่ง แต่เป็น อู่ อวี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้วนอี้ พริบตาที่มันมองมาที่ อู่ อวี้
สายตาของทั้งสองปะทะกัน สามารถจินตนาการได้เลย
ว่าในใจของมันรู้สึกอกสั่นขวัญหายมากถึงเพียงไหน
มันมีควานมั่นใจว่า ตนเองสามารถทำการซ่อนตัวได้
อย่างรวดเร็ว แต่มันไม่รู้ว่า อู่ อวี้ มีเนตรเพลิง แม้ว่า
จะเห็นเพียงแค่เงา แต่ก็พอจะคาดเดาออกว่าใครเป็น
คนที่กำลังเพ่งเล็งเขาอยู่
“ท่านพ่อ ข้าเพิ่งจะได้ยินว่าน้อง…..” อินเสวียน เร่งรีบ
กล่าวขึ้น
“หุบปาก” อินติ่ง มองมันด้วยท่าทางดุร้าย หลังจาก
นั้นหันไปมอง อู่ อวี้ แล้วกล่าวว่า “ทุกคนก็มารวมตัว
กันครบแล้ว ไหนละหลักฐานของเจ้า?”
อู่ อวี้ หยุดคิดสักครู่นึง
“ทั้ง 3 คนนี้ คนหนึ่งเป็นบุตรของมัน คนหนึ่งเป็นลูก
ชายของเจ้าแคว้นหลี่เทียน อีกคนเป็นบุตรชายของ
‘ราชครูกรมอาญา’ พวกมันล้วนแล้วแต่สำคัญกว่า
อินอิง ทั้งสิ้น เกรงว่าหากจับคนร้ายได้ก็คงถูกลงโทษ
เพียงสถานเบา อีกทั้งมันคงต้องปิดข่าวเพื่อไม่ให้พวก
มันเสื่อมเสียชื่อเสียง!”
นี่คือสิ่งที่เขาคิดออกมาในพริบตา
ซึ่งความคิดนี้ได้ตรงกับใบหน้าของ อินติ่ง ที่แสดง
ออกมาได้อย่างชัดเจน บัดนี้สีหน้าของมันไม่ค่อยสู้ดี
นัก แต่ไม่ใช่เพราะอาการของบุตรสาว หากแต่เป็นตัว
ผู้กระทำผิดเหล่านี้ต่างหาก
หากว่ามีเพียงแค่ อู่ อวี้ อยู่ที่นี่ อินติ่ง คงจะไม่ปล่อย
โอกาสให้ อู่ อวี้ ได้กล่าวสิ่งใด แต่ อินหยาง ก็อยู่ที่นี่
ด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้อาวุโสในตระกูลอินอยู่อีกจำนวน
หนึ่ง รวมทั้งเขาที่เป็นพ่อของ อินอิง ย่อมต้องทำ
หน้าที่บิดาให้ดีที่สุด ดังนั้นเขาจึงไม่มีวิธีใดที่ยุติเรื่องนี้
ลงไปง่ายๆได้
เช่นนั้นเขาจึงลองเสี่ยงดู เพราะเดิมที อู่ อวี้ ก็ไม่มี
หลักฐานอะไรอยู่แล้ว
ยามนี้ อู่ อวี้ กำลังเผชิญหน้ากับผู้เยาว์ทั้ง 3 คน คนที่
น่ากลัวที่สุดก็คือ ต้วนอี้ ที่อยู่ในขอบเขตก่อร่างกำเนิด
จิตเทวะระดับที่ 9 ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้บัญชาการ
โดยตรงของ อู่ อวี้
แต่เมื่ออยู่ที่นี่สถานะใดๆล้วนไร้ผล
เขาจ้องมองไปที่รูปร่างของ ต้วนอี้ แล้วกล่าวว่า “ต้วน
อี้ พริบตาที่จักรพรรดิอสูรแดนเหมันต์ปรากฏออกมา
เจ้าทำการซ่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่าข้ากลับ
สามารถมองเห็นเจ้าได้อย่างชัดเจน บางทีเจ้าอาจจะ
ประเมินสายตาของข้าต่ำไปกระมัง?”
ยามที่เขากล่าว ดวงตาของเขาก็ร้อนแรงดั่งเปลิว
เปรียบเสมือนกับดวงตะวันบนท้องฟ้า นำพาความ
ตกใจไปสู่อีกฝ่าย
ม่านตาดำของ ต้วนอี้ พลันหดเล็กลง!
การที่ อู่ อวี้ สามารถหลบหนีออกมาจากความตายได้
นี่เป็นครั้งแรกที่อยู่เหนือความคาดหมายของมัน ทั้งยัง
อ้างว่าเขาเห็นตัวมัน และยังใช้เรื่องนี้แว้งกลับมาโจมตี
ตัวมันเองอีกด้วย
แต่มันก็ยังคงใจเย็นอยู่ รู้ว่านี่เป็นเพียงแค่คำพูดฝ่าย
เดียวของ อู่ อวี้ ทั้งยังไร้ซึ่งหลักฐาน ดังนั้นมันจึง
โต้ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว กล่าวออกมาด้วยโทสะ
“ประการแรก เจ้าเป็นองค์รักษ์หมิงไห่ที่อยู่ใต้สังกัด
ค่ายทหารผลาญนภาของข้า เมื่อเห็นขุนพลโย่วหมิง
เจ้าควรที่จะคุกเข่าแสดงความเคารพ มิใช่เรียกชื่อข้า
ออกมาห้วนๆเสียด้วยซ้ำ! ประการที่ 2 ใครมอบความ
กล้าให้เจ้ามาใส่ร้ายข้าเช่นนี้? ความหมายของเจ้าก็คือ
เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนที่ชักนำจักรพรรดิอสูรแดนเหมันต์
มาเช่นนั้นรึ? คิดว่าข้ากำลังจะกำจัดเจ้า? ช่างน่าขำ
oyd!”
มันกำลังใช้อำนาจของตนมากดดัน อู่ อวี้
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ กลับยิ้มออกมา เรื่องนี้เขาจะไม่
ยอมรับความพ่ายแพ้ไปเช่นนี้แน่นอน และส่วนหนึ่ง
เขาก็ทำเพื่อ อินอิง ด้วย
เขาหัวเราะขึ้นแล้วกล่าวออกมาว่า “ตั้งแต่ต้นจนจบข้า
ยังไม่ได้กล่าวเลยว่าผู้ใดเป็นคนชักนำจักรพรรดิอสูร
แดนเหมันต์ ข้าแค่กล่าวว่าเจ้าอยู่ระแวกใกล้ๆในตอน
ที่จักรพรรดิอสูรแดนเหมันต์ปรากฏตัวขึ้นเท่านั้น แต่
เจ้ากลับร้อนตัวแล้วหลุดออกมาเอง? สำหรับแรงจูงใจ
ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าที่เจ้ารู้สึกอิจฉาข้า ที่ข้าใกล้ชิด
สนิทสนมกับ องค์หญิงโย่วเสี่ย มากเกินไป เหตุผลแค่นี้
พอหรือไม่?”
ยามนี้ ต้วนอี้ ได้ถูกกดดันทางวาจาอย่างหนักหน่วง
อย่างไรก็ตามมันยังไม่สูญเสียความเยือกเย็นไป “ไม่มี
หลักฐานก็อย่ากล่าววาจาเพ้อพกอันใด ยิ่งไปกว่านั้น
การที่เจ้าใกล้ชิดกับ องค์หญิงโย่วเสี่ย ซึ่งเจ้าเป็นเพียง
แค่คนต่างตระกูล และจักรวรรดิเป่ยหมิงก็ไม่ใช่บ้าน
เกิดเมืองนอนของเจ้า ข้าจำเป็นจะต้องใส่ใจกับบุคคล
ที่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามเช่นเจ้าด้วย?”
มันกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา แต่แน่นอนว่ามันจะต้อง
ไต่ถาม อู่ อวี้ ดู อยากจะรู้ว่าเขาจะแก้สถานการณ์เช่น
ไร
อู่ อวี้ โบกมือแล้วกล่าวว่า “ไม่มีหลักฐาน? เรื่องนี้
นับว่าง่ายดายยิ่ง คนที่อยู่เบื้องหน้าเจ้าเป็นถึงขุนพล
ไห่หมิง ท่านได้ตรวจสอบบันทึกการเข้าออกพิภพต่าง
มิติในช่วงไม่กี่วันมานี้แล้ว และได้ยินมาว่าในวันนี้เจ้า
กับ อินเสวียน กง เสิ่นจุน และคนอื่นๆได้ไปพบปะ
สังสรรค์กันที่ค่ายทหารเป่ยหมิง ทั้งยังมีคนจำนวนไม่
น้อยที่เห็นพวกเจ้า ทั้งยังได้จัดเตรียมอาหารให้กับพวก
เจ้าอีกด้วย ช่วงเวลาพบปะสังสรรค์ เกรงว่าพวกเจ้าคง
ต้องอยู่กันครบใช่หรือไม่? หากว่าเจ้าปรากฏตัวที่พิภพ
ต่างมิติ จะถือว่าแปลกประหลาดเกินไปรึเปล่า?”
ต้วนอี้ ไม่คิดว่า อู่ อวี้ จะสามารถสังเกตเห็นตัวมันได้
จริงๆ แต่ความจริงมันเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ อู่ อวี้ เห็นเป็น
เพียงแค่เงาเท่านั้น
ซึ่งภายใต้ช่วงเวลาที่สับสนวุ่นวาย มันไม่ได้ตระหนักถึง
จุดนี้ เพราะยังไงแล้วนี่ถือเป็นครั้งแรกที่มันเข้าไปยัง
พิภพต่างมิติ ยิ่งไปกว่านั้น อินหยาง ก็ไม่ปล่อยให้มัน
เผาทำลายบันทึกเข้าออก นับว่าหลักฐานมัดตัว
ค่อนข้างสมบูรณ์
ยามนี้ใบหน้าของ ต้วนอี้ เปลี่ยนไป ซึ่ง อินหยาง ก็
สังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน อินหยาง จึงกล่าวออกมาว่า
“ไม่จำเป็นต้องกังวลไป ข้าได้ให้ขุนพลไห่หมิงคนอื่น
คอยปกป้องบันทึกเข้าออกเอาไว้แล้ว หากเจ้าไม่ได้เข้า
ไปที่พิภพต่างมิติ เจ้าก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ข้า
จะไปถามพวกเขาว่า มีรายชื่อเจ้าอยู่ในบันทึกหรือไม่”
เมื่อกล่าวเขาจบก็ทำท่าทางจะเปิดใช้งานยันต์สื่อสาร
ภายใต้กระบวนการนี้ เขาสามารถเห็นได้ชัดว่า อิน
เสวียน กับ กง เสิ่นจุน มีท่าทีร้อนรน
ต้วนอี้ กัดฟัน และเอ่ยออกมาว่า “ท่านลุงอิน ไม่
จำเป็น ข้าได้เข้าไปภายในพิภพต่างมิติจริงๆ แต่ว่าข้า
เพิ่งเข้าสู่กองทัพหมิงไห่ ข้าต้องการที่จะเติมเต็มความ
ปรารถนาในการจะเข้าไปภายในพิภพต่างมิติ ดังนั้นจึง
ถือโอกาสสังสรรค์กับทุกคนเพื่อประเดิมเข้าไปยังพิภพ
ต่างมิติเป็นครั้งแรก นี่ไม่ถือเป็นเรื่องปกติหรอกหรือ?
ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในกองทัพหมิงไห่ หากไม่คิดที่จะ
เข้าไปภายในพิภพต่างมิติก็นับว่าแปลกเกินไปแล้ว? ใน
จุดนี้ อินเสวียน กง เสิ่นจุน สามารถเป็นพยานได้”
เขาสามารถตอบสนองและพลิกสถานการณ์กลับมาได้
อย่างรวดเร็ว และยังให้ อินเสวียน กับ กง เสิ่นจุน
กลานมาเป็นพยานให้กับ ต้วนอี้ ได้อีกด้วย
“ท่านพ่อ ในยามที่ อู่ อวี้ ผู้นี้อยู่ด้วยกันกับ อินอิง แต่
มันกลับหลบหนีไปคนเดียว เป็นสาเหตุให้น้องสาวของ
ข้าต้องถูก จักรพรรดิอสูรแดนเหมันต์ ทำร้าย มัน
จะต้องกังวลว่าพวกท่านต้องลงโทษมันอย่างแน่นอน
ดังนั้นจึงใส่ความ ต้วนอี้ และพวกข้า!” อินเสวียน รีบ
กล่าวอย่างรวดเร็ว
ยามนี้ อู่ อวี้ กลับยังยิ้มอยู่ได้ ในเวลานี้เขามีท่าทีผ่อน
คลาย แล้วกล่าวอย่างสบายๆว่า “ตัวข้าอยู่ภายใน
พื้นที่ระดับ 5 เพียงแค่ไม่กี่วัน และเพิ่งจะออกมากับ
ขุนพลไห่หมิงไม่นาน แล้วข้าจะรู้ได้ยังไงว่า ต้วนอี้ ไปที่
พิภพต่างมิติ? แล้วข้าจะไปเอาความมั่นใจมาจากไหนที่
จะกล่าวหาเจ้า? ความจริงมันก็ชัดเจนมากอยู่แล้ว จะ
ให้ข้าควักหลักฐานอะไรเพิ่มอีกหรือไม่?”
ความจริงในตอนนี้ตราบใดที่ไม่โง่เขลาจนเกินไป ก็จะรู้
ว่า ต้วนอี้ เป็นผู้ลงมือ นอกจากนี้ยังอาจจะเป็นไปได้ว่า
พวกมันทั้งกลุ่มได้ปรึกษาหารือกันเป็นอย่างดี
เมื่อ อู่ อวี้ มองไปที่ใบหน้าเขียวคล้ำของ อินหยาง ก็รู้
ได้ว่าเขารู้ถึงความจริงนี้แล้ว
ถึงแม้ว่า ต้วนอี้ เพิ่งจะคิดหาวิธีการโต้กลับออกมาใน
ยามคับขัน แต่การโกหกแบบเด็กน้อยเช่นนี้ จะ
สามารถหลอกสุนัขจิ้งจอกเฒ่าคนนี้ได้อย่างไร?
ความจริงทุกคนก็รู้ว่าสิ่งที่ อู่ อวี้ กล่าวมานั้นไม่ผิด
เรื่องนี้เกิดจากฝีมือของพวกมัน คาดว่าในใจของ อิน
ติ่ง ตอนนี้คงเต็มไปด้วยโทสะ อู่ อวี้ มองไปที่เขาและ
สลับกลับไปมองยังใบหน้าอันบิดเบี้ยวของ อินเสวียน
คาดว่าอีกไม่นาน อินเสวียน จะต้องถูกจัดการอย่าง
แน่นอน เพราะมันเกือบจะสังหารน้องสาวของตนเอง
ไปจากแผนการอันชั่วช้า เรื่องเช่นนี้ไม่ว่าจะคนใน
ตระกูลไหนก็ไม่อาจจะยอมรับได้
“หากว่ามีหลักฐานเจ้าก็นำออกมา ไม่มีหลักฐาน นั่นก็
หมายความว่าเจ้าจะต้องรับผิดชอบ ต้องชดใช้ในเรื่อง
ของน้องสาวของข้า!” อินเสวียน กล่าวออกมาด้วย
โทสะ
อู่ อวี้ ไม่รู้สึกร้อนรนเมื่ออยู่ท่ามกลางสายตาของทุก
คน เขามองไปยัง ต้วนอี้ แต่ก็ยังไม่เปิดปากกล่าวสิ่งใด
ออกมา จนกระทั่ง ต้วนอี้ ยามนี้ก็ยังไม่กล้าสบสายตา
สู้ เขาจึงเริ่มเอ่ยปากกล่าวบางสิ่ง
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ