กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 720: แก้ปัญหาภายใน
“การชักนำล่อจักรพรรดิอสูรแดนเหมันต์ จำเป็น
จะต้องมีของบางอย่างไปกระตุ้น แน่นอนว่ามันจะต้อง
เป็นสมบัติที่มีความร้อนสูง ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพบข้าภายใน
พิภพต่างมิติได้อย่างไร แต่ข้ามั่นใจว่าของสิ่งนั้นจะต้อง
อยู่บนตัวของเจ้า คาดว่าน่าจะอยู่ภายในถุงจักรวาล
ของเจ้านะ?”
ในน้ำเสียงของ อู่ อวี้ มันเต็มไปด้วยแรงกดดันอย่าง
มหาศาล
ทั้งยังมั่นอกมั่นใจอย่างมาก
แม้ว่า ต้วนอี้ จะมีความตั้งใจที่แน่วแน่ แต่ในครั้งนี้ตัว
มันไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ ยิ่งไปกว่านั้นดั่งที่ อู่ อวี้ ได้กล่าว
เอาไว้ แน่นอนว่ามันไม่อาจทำใจทิ้งสมบัติที่ล้ำค่าเช่น
ศิลาแสงตะวันลงไปได้
มันนึกว่า อู่ อวี้ จะไม่เห็นการปรากฏตัวของมัน นี่
นับเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่มหันต์
เมื่อ อู่ อวี้ กล่าวคำพูดนี้ออกมา มันก็ถึงกับถอย
กลับไปหนึ่งกล่าว แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวตอบ แต่การถอย
หลังไปหนึ่งก้าวนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์แล้ว อย่างน้อย
สำหรับเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ภายในที่แห่งนี้ ก็ได้ล่วงรู้ถึง
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้วเช่นกัน
หลังจากที่กล่าวจบ ใบหน้าของ อินเสวียน กง เสิ่นจุน
พลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นขาวซีด
แน่นอนว่า ต้วนอี้ ยังคงเถียงข้างๆคูๆอยู่ มันกล่าวว่า
“พูดจาไร้สาระ เจ้าคิดจะหาข้ออ้างเพื่อที่จะตรวจค้น
ถุงจักรวาลของข้า! ถุงจักรวาลของผู้ฝึกตนแต่ละคน
นับเป็นของส่วนตัวไม่อาจจะให้คนนอกตรวจสอบได้
โดยง่าย! เป็นตัวเจ้าปั้นแต่งเรื่องสมบัติชิ้นนั้นขึ้นมา ข้า
คงไม่อาจที่จะให้พวกเจ้าทำการตรวจสอบถุงจักรวาล
ของข้าได้ หากเจ้าทำเช่นนั้นมันอาจจะทำให้ชื่อเสียง
ของข้าต้องด่างพร้อย? อู่ อวี้ เจ้านี่มันไร้เดียงสาเกินไป
แล้ว!”
มันปฏิเสธออกมาในทันที
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังมีวิธีที่จะรับมือกับมันอยู่
เพียงแต่ว่าในเวลานี้ อินติ่ง ตะโกนแทรกขึ้นมาอย่าง
ฉับพลันว่า “พอได้แล้ว พวกเจ้าทั้งหมดหุบปาก!”
เสียงที่ตวาดที่ดังก้องไปทั่วทุกสารทิศทำให้เหล่าผู้เยาว์
ทั้งหลายสงบปากสงบคำลง เหมือนกับว่าหูของทุกคน
ได้ดับไปจนไม่อาจได้ยินเสียงใดๆได้ในเวลาสั้นๆ
อินติ่ง ได้เพ่งเป้าไปที่ อู่ อวี้ แล้วกล่าวกับ อินหยาง ว่า
“ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร เรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน
ของตระกูลอินของข้า แคว้นหลี่เทียน และตำหนัก
ราชครูกรมอาญา ไม่อาจให้คนนอกเช่นเจ้าพูดมากได้
หลังจากนี้ข้าจะทำการตรวจสอบเอง อินหยาง เจ้าพา
อู่ อวี้ ออกไปซะ”
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่ได้แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับ อินอิง แน่นอนว่า อินติ่ง ก็ไม่ได้
คาดหวังว่ามันจะเกิดขึ้นและจบลงเช่นนี้ เนื่องจากว่า
สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นการฉีกหน้าแคว้นหลี่เทียน
ตำหนักราชครูกรมอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำหนัก
ราชครูกรมอาญา
พวกมันเต็มใจที่จะแก้ไขปัญหาภายในมากกว่าการที่
จะเปิดเผยเรื่องอื้อฉาวเช่นนี้ออกไปสู่สาธารณชน หาก
ว่าเรื่องนี้ถูกป่าวประกาศออกไป อินติ่ง ก็จะต้องอยู่
ภายใต้แรงกดดัน และอาจจะเกิดเรื่องขัดแย้งกับ
แคว้นหลี่เทียนและตำหนักราชครูกรมอาญาเอาได้ แต่
อย่างน้อยมันก็จะต้องทวงความยุติธรรมให้กับธิดาของ
มันเอง
ยามนี้พวกมันได้รู้ถึงความจริงแล้ว แน่นอนว่าก็ไม่คิดที่
จะให้ อู่ อวี้ อยู่ที่นี่อีกต่อไป จึงได้สั่งให้ อินหยาง พา
ตัว อู่ อวี้ ออกไปในทันที
ความจริงแล้ว หากว่า อู่ อวี้ ไม่มี องค์หญิงโย่วเสี่ย
คอยปกป้อง ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าพวกมันจะไม่ปล่อย
ให้ อู่ อวี้ มีชีวิตรอดออกไปได้
หลังจากที่ได้บทสรุปทั้งหมดแล้ว อินติ่ง ก็ยังคงไม่ให้
ความสำคัญกับ อินอิง หากว่ามันให้ความสำคัญ
มากกว่านี้ เกรงว่าบัดนี้มันคงจะต้องบุกเข้าไปสังหาร
ต้วนอี้ และคนอื่นๆไปแล้ว!
สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุด แน่นอนว่าก็คือการที่บุตรชาย
ของมัน อินเสวียน เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หากเรื่อง
นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็อาจจะทำให้ชื่อเสียงของ อิน
กั๋วกง ต้องมัวหมอง
เพราะว่าเรื่องนี้มันหนักหนาเกินไป
ยามนี้ อินติ่ง เกิดโทสะอย่างที่สุด จนอยากจะเข้าไป
สับพวกมันทั้ง 3 ให้เป็นหมื่นๆชิ้น แต่ว่าเรื่องนี้มัน
เกี่ยวพันถึงหลายฝ่าย อีกทั้งยังเป็นมหาขั้วอำนาจ
ภายในจักรวรรดิเป่ยหมิงทั้งสิ้น ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้อง
ตัดสินใจอย่างใจเย็น
เมื่อ อินติ่ง ได้ตัดสินใจออกมาเช่นนี้แล้ว อู่ อวี้ อด
ไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะ เขารู้สึกสงสาร อินอิง อย่างแท้จริง
ที่มีพ่อที่ให้ความสำคัญลูกชายมากกว่าลูกสาว
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากของ อินติ่ง อินเสวียน
และคนอื่นๆ ก็ได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทั่ว
ร่างของมันหลั่งเหงื่อเย็นยะเยือกออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว
มันหันกลับไปมอง อู่ อวี้ อีกครั้งด้วยสายตาที่แฝงไป
ด้วยความเกลียดชังและขุ่นเคือง ในวันนี้มันมีชีวิตรอด
ไปได้ แต่ว่าหาก อู่ อวี้ ไม่ตายพวกมันก็ย่อมไม่มีทางรา
มือ
เดิม อู่ อวี้ ก็ไม่ได้คิดว่า อินติ่ง จะลงโทษพวกมันต่อ
หน้าเขาอยู่แล้ว การตัดสินและลงโทษตักเตือนพวกมัน
ทั้ง 3 คนก็เพื่อที่จะให้มันรับผิดชอบต่อลูกสาวของมัน
เอง เขาก็ไม่รู้สึกประหลาดใจต่อผลลัพธ์เช่นนี้แต่อย่าง
ใด
แม้ว่าในใจของเขาจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยยุติธรรม
สำหรับ อินอิง เท่าไหร่ แต่เขาก็ได้คิดแผนอื่นเอาไว้
รับมืออยู่แล้ว อีกอย่าง ที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เขาควร
จะอยู่
“อู่ อวี้!” ในตอนที่เขากำลังจะจากไป อินติ่ง ก็ตะโกน
บอกให้หยุด ในครั้งนี้มันมายืนอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ ด้วย
ตัวของมันเอง บนร่างปลดปล่อยแรงกดดันเข้าสู่ อู่ อวี้
พร้อมกับกล่าวออกมาทีละคำว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่
สำคัญมาก พวกเราจะให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ
เอง และไม่มีทางที่จะยกโทษให้คนผิด แต่ก็ไม่อาจจะ
ใส่ความผู้อื่นได้ ในตอนนี้ความจริงยังไม่ปรากฏออกมา
ข้าขอสั่งห้ามเจ้านำเรื่องไร้สาระนี้ไปพูดที่ภายนอก
แม้แต่ครึ่งคำ! หากวันใดที่ด้านนอกเกิดข่าวลือขึ้น ไม่
ว่า องค์หญิงโย่วเสี่ย จะคุ้มครองปกป้องเจ้าอยู่หรือไม่
ก็ตาม พวกเราตระกูลอินก็จะให้เจ้าต้องจ่าย
ค่าตอบแทนออกมาอย่างสาสม เข้าใจหรือไม่?”
สิ่งนี้ก็ไม่อยู่เหนือความคาดหมายของ อู่ อวี้
เนื่องจากว่ามันต้องการที่จัดการปัญหาภายใน มันย่อม
ไม่หวังว่าจะมีข่าวใดแพร่กระจายออกไป มิฉะนั้นมัน
จะกลายเป็นที่เสื่อมเสียภายในตระกูลของมัน
อู่ อวี้ ก็ยังคงกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่สงบว่า “โปรด
วางใจ ข้าจะไม่ปริปากบอกใครแน่นอน เรื่องนี้เดิมทีก็
ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้าอยู่แล้ว และข้าก็ไม่ได้รับ
บาดเจ็บร้ายแรง เพียงแต่หวังว่าจะมอบความเป็น
ธรรมให้แก่ อินอิง ด้วย นางต่อสู้ดิ้นรนแทบลากเลือด
เพื่อที่จะกลายเป็นหัวหน้ากองพัน ตรากตำทำงาน
หนัก ตอบตามตรง ข้ารู้สึกชื่นชมนางจากใจจริง การที่
นางต้องประสบกับเคราะห์กรรมเช่นนี้ ข้ารู้สึกสงสาร
นางเป็นอย่างยิ่ง….”
ในคำพูดของเขาได้แฝงเอาไว้ด้วยถ้อยคำเหน็บแนม
ทำให้โทสะที่อยู่ในอกของ อินติ่ง พรั่งพรูออกมา แต่ว่า
สิ่งที่ อู่ อวี้ กล่าวมาไม่มีสิ่งใดผิด อินอิง นับว่าน่า
สงสารเป็นอย่างมาก กล่าวได้ว่า อินติ่ง ก็รู้สึกอึดอัดใจ
ไม่แพ้กัน!
อินหยางและคนอื่นๆก็มีใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ยามนี้ดู
เหมือนว่า อินติ่ง จะเริ่มบังเกิดโทสะขึ้นแล้ว จึงรีบพา
ตัว อู่ อวี้ ออกไปด้านนอกโดยเร็ว
“อู่ อวี้ ข้ารู้ว่าเจ้าออกปากแทน อินอิง แต่ว่าเรื่องนี้
ผลลัพธ์มันเห็นแต่แรกแล้ว มันไม่เกี่ยวข้องอันใดกับ
เจ้า ข้ารู้จุดประสงค์ในการมาที่จักรวรรดิเป่ยหมิงของ
เจ้า เจ้าคิดที่จะใช้ประโยชน์จาก องค์หญิงโย่วเสี่ย ซึ่ง
จะทำให้เจ้าได้รับทรัพยากรในการฝึกตนมาเพื่อ
เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเจ้าเอง จงจำ
จุดประสงค์ของเจ้าเอาไว้ให้ดี และอย่าได้มาข้อง
เกี่ยวกับเรื่องของพวกเราอีก มิฉะนั้นพี่ชายข้าจะทำให้
เจ้าต้องรู้สึกเสียใจในภายหลัง เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
หลังจากที่ออกมา อินหยาง ก็เอ่ยเตือนเขา
อู่ อวี้ รีบพยักหน้าตอบกลับโดยเร็ว กล่าวว่า “ข้ารู้ว่า
ท่านก็น่าจะรู้ความจริงแล้ว แต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้อง
กับกับจำนวนมาก จึงทำได้เพียงแค่จัดการตัดสินกัน
ภายใน หากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปมันจะไม่เป็นการ
ดี แต่ท่านโปรดวางใจ ข้ามีแผนการอยู่ในใจแล้ว”
อินหยาง พยักหน้าตอบ “เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว จงจำ
เอาไว้ หากไม่มีองค์หญิงโย่วเสี่ย ในวันนี้เจ้าก็คงไม่
อาจจะออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลอินได้ เจ้าเข้าใจ
หรือไม่?”
อู่ อวี้ ตอบรับ เขากล่าวต่อว่า “ท่านไม่ต้องส่งข้าแล้ว
ข้าจะกลับไปที่ค่ายด้วยตัวเอง”
เมื่อกล่าวจบเขาก็หันกายทะยานจากไปในทันที
อินหยาง ดูก็รู้ว่า อู่ อวี้ ไม่ใช่พวกโง่เขลา เช่นนั้นเขาจึง
รู้สึกวางใจ
“เสี่ยวอิง ถือว่าครั้งนี้เจ้าโชคร้ายนัก จะต้องถูกลากเข้า
มาพัวพันกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามอีกฝ่ายก็เป็นคนที่มี
ความสำคัญอย่างยิ่ง! การดุด่ายังพอทำได้ แต่ก็ไม่
อาจจะทำสิ่งใดได้นอกเหนือจากนั้น คาดว่าแคว้นหลี่
เทียนและตำหนักราชครูกรมอาญาน่าจะรู้เรื่องแล้ว
อาจจะแวะเข้ามาเพื่อขออภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น เกรงว่า ต้
วนอี้ กับ กง เสิ่นจุน ก็คงจะไม่ถูกลงโทษใดๆ คนที่ถูก
ทำโทษหนักที่สุดก็น่าจะเป็น เสวียนเอ๋อ” อินหยาง
ถอนหายใจ จากนั้นก็กลับไปที่ตระกูล เขาคาดว่า
ในตอนนี้ อินติ่ง ก็น่าจะส่งยันต์สื่อสารไปหาเจ้า
แคว้นหลี่เทียนและราชครูกรมอาญาไปเรียบร้อยแล้ว
……………..
“ทำไมเจ้าถึงยอมแพ้ไปเช่นนี้ เจ้าจะให้มันจบไปเช่นนี้
รึ?” ระหว่างทาง หมิงซวงก็ถามขึ้นอย่างไม่สบายใจ
วันนี้ อู่ อวี้ ล่าถอยออกมาเร็วเกินไป ซึ่งดูไม่เหมือนกับ
นิสัยของเขาเลยแม้แต่น้อย
พริบตาเดียว อู่ อวี้ ก็กลับมาถึงค่ายทหารผลาญนภา
แล้ว เขากล่าวว่า “ข้าจะยอมง่ายๆได้ยังไงเล่า เมื่อมา
ที่จักรวรรดิเป่ยหมิงแห่งนี้ สิ่งที่ข้าไม่กลัวมากที่สุดก็คือ
ความตาย ทุกอย่างย่อมมีความยุติธรรมเสมอ หาก
ตระกูลของ อินอิง ไม่ให้ความเป็นธรรมกับนาง เมื่อ
นั้นข้าก็จะเป็นผู้ลงมือเอง”
เขามี องค์หญิงโย่วเสี่ย และ เมฆาตลบฟ้า ทำให้เขาไม่
กลัวฟ้า ไม่กลัวดิน
“เจ้าวางแผนจะทำอะไรกันแน่?” หมิงซวง เอ่ยถามขึ้น
ด้วยความสงสัย
“เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง” ยามนี้ อู่ อวี้ ได้รับยันต์สื่อสาร
ของ องค์หญิงโย่วเสี่ย นางเอยถาม อู่ อวี้ ว่าเกิดสิ่งใด
ขึ้น
อู่ อวี้ เร่งตอบกลับไปในทันที “ข้าเตรียมที่จะจัดการ
อะไรบางอย่าง เจ้าเตรียมตัวสนับสนุนข้าให้ดีล่ะ”
องค์หญิงโย่วเสี่ย พอที่จะเข้าใจสถานการณ์มาบ้างแล้ว
แน่นอนว่านางจะไม่ขัดขวางการตัดสินใจของ อู่ อวี้
แต่กลับกล่าวออกมาว่า “ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใด ข้าก็
จะจัดการให้เจ้าเอง”
นอกจากนี้ นางก็รู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ อู่ อวี้ ควรทำ จริงๆ
แล้วนางรู้จักกับ อินอิง ความสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ก็นับ
ได้ว่าไม่เลวร้าย เพียงแต่ว่า อินอิง มักจะอยู่คนเดียว
และไม่ค่อยปรากฏตัวออกมาเท่าไหร่นัก
หลังจากที่กลับมายังค่ายทหารผลาญนภาแล้ว อู่ อวี้ ก็
ไม่ได้กลับไปที่ที่พักของตัวเอง กลับมุ่งหน้าเข้าไปยัง
พื้นที่แห่งนี้ภายในค่ายทหาร สถานที่แห่งนั้นมีชื่อ
เรียกว่า ‘วิหารผลงานหมิงกง’
สถานที่แห่งนี้มีไว้เพื่อบันทึก ‘แต้มผลงาน’
ยามที่ อู่ อวี้ อยู่ภายในพิภพต่างมิติ เขาได้สังหาร
สิ่งมีชีวิตประหลาดไปมากมาย และได้เก็บหลักฐาน
เอาไว้ รวมถึงส่วนของ อินอิง ด้วย
คนที่คอยจดบันทึกแต้มผลงานภายในวิหารผลงานหมิ
งกง ก็ล้วนอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของค่ายทหาร
ผลาญนภา การจัดการภายในนี้เข้มงวดอย่างยิ่งยวด
ว่ากันว่าพวกเขาจะทำการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
และยังมีกลไกหลายอย่างที่นำมาใช้ในการตรวจสอบ
จึงสามารถรับประกันได้เลยว่าจะไม่มีผู้ใดได้รับแต้ม
ผลงานมาอย่างฉ้อโกง
อย่างไรก็ตามอาจจะเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในพิภพ
ต่างมิติ จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างวุ่นวาย และผู้ที่
ทำการจดบันทึกกำลังพูดคุยเกี่ยวกับจักรพรรดิอสูร
แดนเหมันต์ ภายในวิหารผลงานหมิงกง จึงยังไม่มีผู้ใด
มาทำการบันทึกแต้มผลงาน
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็มาปรากฏขึ้น ถึงชื่อเสียงของเขาจะ
เลื่องลือ แต่ไม่เคยมีใครเห็นใบหน้าแท้จริงของเขา ทำ
ให้ยามนี้ทุกคนต่างคิดว่าเขาคือองครักษ์หมิงไห่สามัญ
คนหนึ่ง
“นำหลักฐานสำหรับแต้มผลงานของเจ้าออกมา” อู่
อวี้ เดินไปที่โต๊ะไม้ตัวหนึ่งซึ่งอยู่เบื้องหน้า คนผู้นั้น
กำลังสนทนาอยู่กับคนอื่น ซึ่งหันมากล่าวกับ อู่ อวี้
เพียงหนึ่งประโยค
อู่ อวี้ จึงพยักหน้าและเริ่มนำสิ่งของออกมาจากภายใน
ถุงจักรวาล ‘หลักฐาน’ ของเขามีจำนวนมหาศาล และ
อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อย่างยิ่ง เมื่อเขานำมันออกมา
หมด ก็บังเกิดความโกลาหน บัดนี้มันได้ทำให้คนไม่
น้อยรู้สึกหวาดกลัว
“องครักษ์หมิงไห่ผู้หนึ่ง ไยจึงมีมากมายขนาดนี้!”
“นี่มัน ‘วายุทมิฬ’? ส่วนนี่ ‘ธาราทมิฬ’? ของเหล่านี้
รวมกัน ก็เท่ากับแต้มผลงานมากกว่า 200 แต้มเข้าไป
แล้ว!”
“องครักษ์หมิงไห่ผู้หนึ่ง ทำไมถึงสร้างแต้มผลงานได้
มากมายเช่นนี้?”
โดยปกติแล้วหากเข้าไปที่พิภพต่างมิติรอบหนึ่ง จะ
แสดงหลักฐานเพื่อมาแลกเปลี่ยนเป็นแต้มผลงาน
ออกมาอย่างเก่งก็ไม่เกินสิบชิ้น นอกจากว่าองครักษ์ห
มิงไห่จะต้องเข้าไปอยู่ภายในพิภพทมิฬเป็นเวลาหลาย
ปี มิฉะนั้นก็ไม่สามารถนำหลักฐานมาได้มากมายเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม โดยปกติองครักษ์หมิงจะต้องมีหัวหน้า
กองร้อยเป็นผู้นำ ไม่เช่นนั้นจะสามารถอยู่เพียงลำพัง
เป็นเวลาหลายปีได้เช่นไร?
“คนผู้นี้ คือ อู่ อวี้ มิใช่หรือ? ว่ากันว่าในตอนที่เกิด
เรื่องกับ อินอิง เขาได้ทำการหลบหนีไป แต่ทว่า อินอิง
กลับหนีไม่รอดเงื้อมมือจักรพรรดิอสูรแดนเหมันต์!”
“คนผู้นื้คือ อู่ อวี้ ที่องค์หญิงโย่วเสี่ยพากลับมาเช่นนั้น
หรือ?” ในเวลานี้ทุกคนไม่ได้จับกลุ่มสนทนาอีกต่อไป
แต่เข้ามารุมล้อม อู่ อวี้ และมองเขาด้วยความอยากรู้
อยากเห็น
“อู่ อวี้ เจ้าได้พบกับ จักรพรรดิอสูรแดนเหมันต์ จริงๆ
ใช่หรือไม่? แล้วตอนนี้ อินอิง เป็นเช่นไรบ้าง?”
“ไม่ใช่สิ เจ้าใช้วิธีอะไรถึงหนีรอดจากเงื้อมมือของ
จักรพรรดิอสูรแดนเหมันต์ ได้?”
ฝูงชนต่างแย่งกันพูด
อู่ อวี้ จึงถามตัดบทขึ้น “ข้ามาที่นี่เพื่อบันทึกแต้ม
ผลงาน ช่วยจัดการให้ข้าก่อนได้หรือไม่?”
“แต้มผลงาน? ของเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าได้รับมาในตอน
ที่ล่ากับ อินอิง ใช่หรือไม่?” ทุกคนรู้ว่าความแข็งแกร่ง
ของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่า อินอิง ดังนั้นการที่สามารถ
เกี่ยวได้มากมายเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
หลักฐานเหล่านี้ถือเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมาก แต่ อู่
อวี้ ก็ไม่มีเวลารั้งอยู่นานนัก
“ถูกต้อง”
“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องมาที่นี่พร้อมกับ อินอิง ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ อู่ อวี้ ก็นิ่งเงียบ แล้วหันไปมองทุก
คน กล่าวออกมาว่า “เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นปัญหา นาง
อาจจะมาไม่ได้ตลอดไป แต่สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ ไม่มี
ผู้ใดสามารถช่วยให้นางรอดพ้นจากหายนะในครั้งนี้ได้
เฮ้อ น่าเสียดายจริงๆ….. ”
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ