กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 72 : เคล็ดแปลงอสูร
“ศิษย์พี่เจียง นางจวนจะไม่ไหวแล้ว”
หยวนเฉิน ที่กำลังเฝ้ารอคอย แต่กลับไม่เห็น อู่ อวี้
แม้แต่เงา ทำให้ความอดทนที่อัดอั้นแทบจะหมดสิ้น
ไป
“หืม?”
เจียง จุนหลินได้เปิดเปลือกตาขึ้น พร้อมมองไปยัง อู่
หยู๋ และกล่าวว่า “ไม่หรอก สตรีนางนี้กระดูกแข็งยิ่ง
ถึงนางอยากจะตายแต่ก็ตายไม่ได้”
“แล้วพวกเราจะต้องคอยเช่นนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ ?
เวลา 5 วัน นี้ก็ผ่านมาเกินกว่าครึ่งแล้ว ข้าเดาว่ามัน
คงจะไม่มา”
เห็นว่า เจียง จุนหลิน ที่ดูเหมือนจะไม่เป็นเดือดเป็น
ร้อนต่อการตายของ ฮ่าวเทียนและครอบครัวคนอื่นๆ
ของมัน ทำให้ภายในหัวใจของ หยวนเฉิน ที่เสมือนมี
หนามแหลมปักคายังไม่ถูกถอนออกไป
“หรือว่าเจ้า อู่ อวี้ มันคิดจะใช้เวลา 5 วันนี้ ในการ
เพิ่มพลังให้ตัวเอง?”
เจียง จุนหลิน ยิ้มเยาะขึ้น มันคิดว่ามีแนวโน้มสูงที่จะ
เป็นเช่นนั้น
“เช่นนั้นเราก็อย่าได้ปล่อย ยัย อู่ หยู๋ ไว้อีกเลย เรา
ควรจะแขวนคอนางซะเดี๋ยวนี้ เช่นนั้นแล้วมันจะต้อง
โผล่หัวออกมาอย่างแน่นอน!” หยวนเฉินกล่าว
เจียง จุนหลินขดริมฝีปากลง และกล่าวว่า “ถ้าแขวน
คอ นางก็ตายน่ะสิ!?”
หยวนเฉิน เกิดความกังวลขึ้นเล็กน้อย ตัวมันเห็นว่า
เจียง จุนหลิน อาจมีความเป็นห่วง อู่ หยู๋ จึงรีบกล่าว
ออกไปว่า “ศิษย์พี่เจียง ไม่ใช่ว่าท่านชมชอบสตรีนาง
นี้หรอกนะ! เช่นนั้นข้าจะสังหารนางเอง!”
“สามหาว!”
เจียง จุนหลินหลี่ตาลงเล็กน้อย จากนั้นก็จ้อง หยวน
เฉิน เขม็ง ด้วยแววตาที่เสียดแทง จนทำให้มันต้อง
ผงะถอยออกไป3ก้าว ต่อมา เจียง จุนหลิน ก็ได้กล่าว
ออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หยวนเฉิน อย่าได้
สงสัยวิธีของข้า ข้าคิดจะทำอะไร ไม่จำเป็นที่จะต้อง
บอกแก่เจ้าทุกเรื่อง!”
“ขอรับ….” หยวนเฉิน กล่าวออกมาด้วยเสียงอัน
สั่นเครือ มันนึกเสียใจเล็กน้อยที่ตนเองนั้นพลั้งปาก
และผลีผลามเกินเหตุ
ที่จริงมันรู้ดีว่า เจียง จุนหลิน ไม่ได้ชอบพอ อู่ หยู๋ แต่
ภายในใจของมันทั้งสับสนและกระวนกระวายไปกับ
การมานั่งรอคอยให้เวลา 5 วัน มาถึง ขณะที่เหล่า
ผู้คนต่างจดจ้องมายังพวกมันเช่นนี้
“ข้าล่ะอยากจะรู้จริงๆ หากตกอยู่ในสภาพนี้ถึง 5
วัน นางจะตายหรือไม่?”
เจียง จุนหลิน ได้หัวเราะด้วยท่าทีเย้ยหยัน สำหรับมัน
แล้ว อู่ หยู๋ เป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น ตัวมัน
จึงอยากเฝ้าดูว่ามดปลวกตัวนี้จะอยู่ได้อีกสักกี่วัน
อู่ หยู๋ นับเป็นมดปลวกที่ดื้อด้านจึงสะกิดความสนใจ
ของ เจียง จุนหลิน ไม่น้อย สำหรับมันแล้ว การที่ได้
เย้าแหย่และกลั่นแกล้งนางเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการฆ่า
เวลาที่เพลิดเพลิน
“มานวดให้ข้า” เจียง จุนหลิน กล่าว
“ขอรับ”
หยวนเฉิน ก้าวไปยังเบื้องหน้า
เป็นอย่างที่ เจียง จุนหลิน คาดการณ์ไว้ อู่ อวี้ นั้นได้
แอบอยู่ในมุมมืดของ นครหลวงเย่วอู่ เพื่อทำการบีบ
อัดทะลวง บัญญัติก่อกำเนิด ในขั้นที่ 2
“ด้วยมหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน และ กายาเพชร
อมตะ สองสิ่งนี้ จะช่วยให้ข้าย่นระยะเวลาทำการบีบ
อัดและทะลวงจุดเพื่อเปิดบัญญัติก่อกำเนิดขั้นที่ 2 ได้
เร็วยิ่งขึ้น”
ด้วยพื้นฐาน กายาเพชรอมตะ มหาเคล็ดวิถีเทียน
เซียน และรากของผลกำเนิดชีวิต
ทำให้เวลาสั้นๆเพียงแค่ 2 วัน เขาประสบความสำเร็จ
ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
“มีอะไรน่าแปลก ไม่เห็นรึยังไงว่าทั้ง กายาเพชร
อมตะ และ มหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน มีที่มาเช่นไร มัน
ย่อมต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว”
หมิงซวง เอ่ยเชิงตำหนิ
ความรวดเร็วเช่นนี้ เป็นสิ่งที่นางคาดการณ์เอาไว้แต่
แรก
เมื่อนำปัจจัยทั้งหมดมารวมกัน ทำให้การเปิด จุด
เสินถิง จึงสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และภายใต้มหา
เคล็ดวิถีเทียนเซียนนั้น ทำให้จุดเสินถิง มีกระแส
พลังหยินหยางเอ่อล้นออกมาจน บัญญัติก่อกำเนิด ใน
ขั้นที่ 2 นี้เกิดความสมบูรณ์สมดุล
การทะลวงจุดและการหล่อหลอม จุดถานจง และ จุด
เสินถิง ทั้งสองนี้ ทำให้การไหลเวียนของพลังศักดิ์สิทธิ์
มาผสมผสานกันจนอำนาจพลังของ อู่ อวี้ เพิ่มพูนขึ้น
อย่างมหาศาล หากมองดูโดยรวม แน่นอนว่า
คุณสมบัติของ พลังศักดิ์สิทธิ์ ที่บ่มเพาะจาก มหา
เคล็ดวิถีเทียนเซียน ย่อมจักต้องเหนือกว่า เคล็ดวิถี
บ่มเพาะของพรรคจงหยวน อย่างแน่นอน
แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุด ก็คือความรวดเร็วในการ
ก่อกำเนิดพลังศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการดูดซับพลังจาก
สวรรค์ ปฐพี ที่รวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ ซึ่งน่าอัศจรรย์
เป็นอย่างมาก
“ทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 2 สำเร็จ
แล้ว!”
ในที่สุดก็ถึงเวลาเสียที หากคำนวณเวลาดีๆ คืนวันที่
4 พึ่งจะผ่านพ้นไปเท่านั้น
โชคดีที่ยังเหลืออีกหนึ่งวัน
อู่ หยู๋ จะได้ไม่ต้องรอนานเกินไป
เมื่อมองออกไป พบเห็น อู่ หยู๋ ที่มีสภาพอ่อนล้า ผู้ซึ่ง
เป็นน้องชายอย่าง อู่ อวี้ ย่อมต้องเกิดความรู้สึกผิด ที่
ตนไร้ความสามารถ ปล่อยให้นางรอจนถึงป่านนี้
หลังจากที่ดื่มด่ำกับความสำเร็จ อู่ อวี้ ก็เตรียมตัวเข้า
สู่สมรภูมิเพื่อเปิดฉากต่อสู้
“จะไปทั้งๆแบบนี้เลย ?” หมิงซวง เอ่ยถามขึ้น
“อืม”
“ไม่คิดจะวางแผนหน่อยรึไง?” หมิงซวง มองมายัง
อู่ อวี้ ด้วยสายตาที่ไม่เห็นดีด้วย
“หมายความว่ายังไง?”
“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่อยากจะบอกกับเจ้าว่าหาก
ไม่รอบคอบระมัดระวัง เจ้าจะไม่สามารถปกป้อง
พี่สาวของเจ้าเอาไว้ได้ เช่นนั้นจะไม่กลายเป็นตรา
บาปติดตัวเจ้าไปชั่วชีวิตหรอกหรือ?”
ดวงตาของ หมิงซวง กำลังกระพริบขึ้นลง ทำให้รู้ได้
ว่านางกำลังครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่าง
แต่สิ่งที่นางกล่าวเตือนออกมานั้น ทำให้ อู่ อวี้ พลัน
ตระหนักขึ้นมาได้
ถูกต้อง ในสมรภูมิมือเท้าไร้ตา เบื้องหน้ายังมี หยวน
เฉิน อยู่ ทำให้การจะบุกทะลวงฝ่า เพื่อเข้าไปช่วย อู่
หยู๋ นั้นทำได้ยากลำบากยิ่ง
“มีวิธีอะไรดีๆงั้นหรือ?”
“วิธีน่ะมันมี แต่เจ้าต้องหา ‘โอสถถามวิญญาณ’
ให้แก่ข้าเพิ่มอีก 3 เม็ด ”
ในที่สุด หมิงซวง ก็เผยหางจิ้งจอกที่แสนจะเจ้าเล่ห์
ออกมาให้เห็น
อู่ อวี้ รู้สึกว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ในอนาคต
ก็เหมือนกับเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง โอสถถาม
วิญญาณ จำนวน 4 เม็ด แล้วใครจะรู้ว่ามันคือสิ่งใด….
“ไม่ได้ อย่างมากแค่ 1 เม็ดเท่านั้น” อู่ อวี้ ทำการ
ต่อรอง
“งั้นก็เลิกเจรจา”
สีหน้าของ หมิงซวง ได้แปรเปลี่ยนไป จากนั้นนางก็
หายลับเข้าไปในร่างของ อู่ อวี้
พลังในการต่อรองของอีกฝ่ายนั้นช่างกล้าแกร่งเหนือ
ชั้นเสียยิ่งกระไร
อู่ อวี้ กล่าวออกไปในทันที “ท่านบอกก่อนสิว่าจะ
ช่วยข้ายังไง?”
หมิงซวง ไม่ตอบกลับแม้แต่คำเดียว
นางมีนิสัยดื้อรั้นหัวแข็ง หากเงื่อนไขไม่ตรงตามที่นาง
หวัง ดูเหมือนนางจะไม่ยอมปริปากบอกแม้แต่คำ
เดียว
ขณะที่ หมิงซวง เงียบและหายไปนั้น อู่ อวี้ ก็ได้
กระโจนขึ้นสู่หลังคาเพื่อติดตามสถานการณ์อย่าง
ใกล้ชิด เขารู้ดีว่า เจียง จุนหลิน และ หยวนเฉิน
คงเหลือความอดทนอีกไม่มากแล้ว พวกมันจึงให้เวลา
เขา 5 วัน ขณะนี้ก็จวนใกล้จะครบเวลาที่กำหนด
“เจ้าลิงโง่ ข้าจะบอกให้นะ หากเจ้าไม่ยอมรับ
ข้อเสนอ โอสถถามวิญญาณ 3 เม็ดแล้วละก็ ผลลัพธ์
ยังไงก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นเจ้าจงรีบคว้า
เงื่อนไขของข้าไว้ จะเป็นการดี” หมิงซวง ค่อยๆกล่าว
ออกมาอย่างสบายเฉิบสบายใจ
“ก็ได้ คราวนี้ข้าจะเชื่อท่าน”
อู่ อวี้ ได้ตัดสินใจแล้ว เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวกับความ
เป็นความตายของ อู่ หยู๋ เขาจึงยอมเสียเปรียบ หาก
มันช่วยให้รอดพ้นวิกฤตนี้ไปได้ แต่ก่อนที่ตก
หลุมพรางไปมากกว่านี้ เขาจะไม่ทำข้อตกลงใดๆกับ
หมิงซวง อีก
จากนั้น หมิงซวง ก็ยอมออกมาจากตัวของเขา ทว่า
ใบหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอม ยิ้มแฉ่งจน
แววตาโค้งกลายเป็นจันทร์เสี้ยว เวลาต่อมานางก็
กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจิ๊จ๊ะว่า “นับว่าเจ้ายังมีความ
ฉลาดอยู่บ้าง งั้นวันนี้ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาแห่งเต๋า
ให้แก่เจ้าสัก 1 วิชาก็แล้วกัน แม้มันจะเป็นเคล็ดวิชาที่
มีแต่เซียนอมตะจริงๆเท่านั้นที่สามารถปลดปล่อย
พลังที่แท้จริงของมันออกมาได้ และมันก็เป็นเคล็ด
วิชาที่น่าทึ่งมากที่สุดของ ‘ราชาวานร’ ก็ว่าได้ กระทั่ง
ข้าเองก็ยังสามารถเข้าใจได้แค่บางส่วนเท่านั้น แต่
กระนั้นข้าก็ได้ใช้มันสังหารผู้คนมากมายจนพวกมัน
กลายเป็นแป้งกรอบที่หอมกรุ่นมาแล้ว!”
มหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน ของนางไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้
จริงๆ
อู่ อวี้ จึงค่อนข้างคาดหวังไว้มาก
“เคล็ดวิชานี้ แน่นอนว่ามันคือหนึ่งในวิชาแห่งเต๋า
ที่จริงข้าจำได้ว่าตอนที่เหล่าเทพเซียนใช้กัน รู้สึกจะมี
ชื่อเต็มว่า 72 รูปแบบอิทธิฤทธิ์ หรือชื่อที่เรียกกันว่า
‘เคล็ดแปลงอสูร’ ”
“72 รูปแบบอิทธิฤทธิ์?”
“ถูกต้อง เคล็ดวิชานี้คือ 72 ทำลายสวรรค์ ปฐพี
หยินหยางแตกฉาน ล่องลอยบนท้องนภา แปลง
เปลี่ยนไม่รู้จบ ลึกล้ำเหนือคำบรรยาย กระทั่งเทพ
เซียนที่แท้จริงก็ยังยากที่จะหาเคล็ดวิชาเลิศล้ำเช่นนี้
ได้ เมื่อเทียบกับ กายาเพชรอมตะ และ มหาเคล็ดวิถี
เทียนเซียนแล้ว นับว่ามีค่ามากกว่าถึงสิบเท่า แต่มันก็
มีความลึกล้ำสุดจะหยั่งถึงด้วยเช่นกัน ตอนที่ข้าอยู่ใน
จุดสูงสุด ข้าสามารถเข้าใจมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่กระนั้นมันกลับทำประโยชน์ให้แก่ข้านับอนันต์ ถือ
ได้ว่าเป็นวิชาเต๋าที่แข็งแกร่งที่สุดของข้าในตอนนั้น
เลยก็ว่าได้!”
จุดสูงสุดของ หมิงซวง ผู้ที่เกือบจะก้าวเข้าสู่เซียน
อมตะ ทว่านางกลับเข้าใจเพียงแค่ผิวเผิน ซึ่ง
หมายความว่าก็ยังเหลือกว่า 60 รูปแบบอิทธิฤทธิ์ ที่
นางยังไม่สามารถเข้าถึงได้ แสดงว่าเคล็ดวิชานี้จักต้อง
น่ากลัวเหลือคณานับ
ยามนี้เขาได้แต่มองไปยัง อู่ หยู๋ ขณะส่ายศีรษะอย่าง
ฉับพลัน จากนั้นก็กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น ข้าที่พึ่งเข้าสู่
ขั้นหลอมรวมลมปราณ ก็ไม่มีทางที่จะฝึกฝนมันได้
เลยน่ะสิ”
หมิงซวง อมยิ้ม จากนั้นกล่าวว่า “วางใจเถอะ มีข้าอยู่
ด้วย เจ้าย่อมพบวิธีที่จะทำความเข้าใจ กล่าวตามจริง
‘ 72 รูปแบบอิทธิฤทธิ์’ ปุถุชนธรรมดายังไงก็ไม่
สามารถทำความเข้าใจได้ แต่มรดกตกทอดที่ ‘ราชา
วานร’ ได้ทิ้งไว้ ก็เพื่อส่งต่อให้พวกเราได้ใช้มันไม่ใช่
หรอกหรือ ? ดังนั้น ข้าจึงเฝ้าขบคิดมาได้สักพัก และก็
พบว่าเมื่อเริ่มเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ และทุกๆ
ช่วงขั้นใหญ่ๆนั้น ‘ราชาวานร’ จะทิ้งคำชี้แนะและ
แนวทางการฝึกฝนไว้ให้”
“หรือก็คือ เมื่อข้าเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ ก็จะ
สามารถฝึกฝนได้ 1 รูปแบบ พอเข้าสู่ขั้นสร้างแกน
นภา ข้าก็จะสามารถฝึกฝนได้อีก 1 รูปแบบ?” อู่ อวี้
เริ่มเข้าใจในสิ่งที่นางกล่าว
แต่ จะเอาแนวทางคำชี้แนะจาก ‘ราชาวานร’ มาจาก
ที่ใด?
“เจ้าหนู โอสถถามวิญญาณเพียง 3 เม็ด นับว่ายัง
น้อย เคยมีบางคนยอมใช้ โอสถถามวิญญาณ นับ
หมื่นๆเม็ด มาเพื่อแลกกับเคล็ดวิชานี้ ข้ายังไม่ยอม
เลย!” หมิงซวง ยืนเท้าสะเอวแล้วจ้องเขาอย่างดูถูก
“ข้าตกลง”
จากที่ อู่ อวี้ ประเมิน หากได้เรียนรู้ศึกษาเคล็ดวิชานี้
มันจะต้องเป็นไม้ตายก้นหีบที่สามารถใช้รักษาชีวิตตน
ได้อย่างแน่นอน
ถึงอย่างไรแล้ว การที่ขั้นหลอมรวมลมปราณสามารถ
ฝึกฝนได้ 1 รูปแบบ ก็นับว่าคุ้มค่า!
“เช่นนี้ ราชาวานรจะต้องเป็นหนึ่งในเซียนอมตะ
เป็นแน่! ด้วยเคล็ดวิชาที่เซียนอมตะทิ้งเอาไว้ให้
จะต้องเป็นเคล็ดวิชาแห่งเซียนอย่างแน่นอน ซึ่ง
เจตจำนง ของท่านราชาวานร ที่ทิ้งมรดกตกทอดให้
เช่นนี้ ก็เพื่อรอให้ผู้สืบทอดของท่านแข็งแกร่ง จน
ฝึกฝน เคล็ดแปลงอสูรได้นั่นเอง”
ในใจของ อู่ อวี้ ในตอนนี้ มันเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ที่เปี่ยมล้น
เดิมเขาคิดว่า พลองทองสมปรารถนา เป็นเพียงแค่
มรดกตกทอดทั่วๆไปเท่านั้น แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ราชา
วานร จะเป็นเซียนอมตะที่แท้จริงเช่นนี้!
“บนโลกแห่งนี้มีมรดกตกทอดอยู่มากมายหลาย
ระดับนับไม่ถ้วนข้ากลับได้พบมัน แม้กระทั้งอาจารย์
ของข้าเองก็ยังดูแคลน!” พอคิดได้เช่นนี้แล้ว อู่ อวี้ ก็
อดที่จะแสดงความตื่นเต้นยินดีออกมาไม่ได้
ดูเหมือนว่าเส้นทางสู่การเป็นเซียนจะอ้าแขนต้อนรับ
เขา ซ้ำยังมี หมิงซวง คอยให้คำชี้แนะปรึกษา
“เอ่อ…แม่นางผู้มากพร้อมด้วยความงดงามยากหา
สิ่งใดเปรียบ ท่านราชาวานรเป็นเซียนอมตะที่
เทียบเคียงสวรรค์ใช่หรือไม่?” อู่ อวี้ ถามออกมาอย่าง
นอบน้อม
“ไร้สาระ มันก็ต้องแหงอยู่แล้วสิ”
สายตาของ หมิงซวง นั้น หากไม่มอง อู่ อวี้ ผู้นี้เฉก
เช่นกบ คงจะไม่มีใครถามเช่นนี้ออกมาอย่างแน่นอน
“นี่ข้าเป็นผู้สืบทอดแห่งเซียนอมตะจริงๆหรือนี่!!”
นี่นับว่าเป็นข่าวดีจนแทบสะกดข่มไว้ไม่อยู่
“อย่าพึ่งดีใจไป ในตอนนี้เจ้ายังอ่อนหัด หากถูก
สังหารทุกอย่างที่ได้มาล้วนย่อมสูญเปล่า ข้าจึงจะ
ถ่ายทอดเคล็ดวิชาแปลงอสูรให้แก่เจ้า เพื่อให้เจ้าได้ใช้
มันเอาตัวรอดได้ยังไงล่ะ” หมิงซวง กล่าวออกมา
อย่างเกียจคร้าน
นางนั้นเอ่ยราวกับว่า อู่ อวี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องหา
โอสถถามวิญญาณ 3 เม็ด มาแลกเปลี่ยนกับนาง
“ใช่แล้ว ข้าได้เลือกรูปแบบจาก เคล็ดแปลงอสูร
มา 1 รูปแบบ ข้าคิดว่ารูปแบบนี้มันเหมาะสมกับ
สถานการณ์ปัจจุบันของเจ้าที่สุดแล้ว”
“หืม”
อู่ อวี้ ใคร่รู้จนอดใจแทบไม่อยู่
“มันคือหนึ่งในรูปแบบของ 72 รูปแบบอิทธิฤทธิ์
ซึ่งก็คือการสะกด มันมีชื่อว่า ‘เคล็ดตรึงกายา’ ”
“เคล็ดตรึงกายา?”
แค่ฟัง ก็ทำให้นึกภาพไปว่ามันคือการทำให้คนหยุดนิ่ง
ไม่สามารถขยับเขยื้อนไหวติง เช่นนั้น ?
“ถูกต้อง เคล็ดตรึงกายา”
หมิงซวง กล่าวถึง เคล็ดตรึงกายา จากนั้นก็เริ่มกล่าว
ต่อว่า “เคล็ดตรึงกายา นี้สามารถใช้ได้ในทันที แม้จะ
กินพลังศักดิ์สิทธิ์ค่อนข้างมากก็ตาม แต่เจ้าลองคิดดู
ในตอนที่อยู่ในสมรภูมิกำลังต่อสู้ห้ำหั่นนั้น หากเจ้าใช้
เคล็ดตรึงกายา ออกไปเพื่อสะกดฝ่ายศัตรู มันจะทำ
ให้อีกฝ่ายขยับเขยื้อนไม่ได้ เช่นนั้นไม่ใช่ว่าเจ้า
สามารถสังหารมันได้ราวกับสังหารหุ่นปั้นตัวนึงหรอก
รึ ? ย้อนนึกกลับไป เคยมียอดฝีมือกว่าสิบคนมารุม
ล้อมข้า แต่ชั่วพริบตาที่ข้าใช้ เคล็ดตรึงกายา ออกไป
ยอดฝีมือ 2 คนก็ถูกข้าปลิดชีพกลายเป็นเถ้าธุลี!”
“ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้จริงๆหรอ?”
ลึกๆ อู่ อวี้ เกิดความคิดขึ้นมาว่า ในโลกใบนี้ยังมี
เคล็ดวิชาพิลึกเช่นนี้อยู่ด้วยงั้นรึ!
“แน่นอน! แต่ว่านั่นมันสำหรับข้า ไม่ใช่เจ้า พลัง
ของเจ้ากับข้ามันยังห่างชั้น ด้วยความช่วยเหลือของ
‘ราชาวานร’ เจ้าสามารถฝึกฝนเรียนรู้มันได้เพียง
เล็กน้อยเท่านั้น สำหรับศัตรูที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์น้อยกว่า
เจ้า เจ้าสามารถตรึงอีกฝ่ายได้นานกว่า ครึ่งชั่วยาม
แต่หากอีกฝ่ายมีพลังศักดิ์สิทธิ์เหนือกว่าเจ้า 1 ขั้น เจ้า
จะสามารถตรึงอีกฝ่ายได้เพียง 3 ลมหายใจ ส่วนผู้ที่มี
พลังศักดิ์สิทธิ์เหนือกว่าเจ้า 2 ขั้น เจ้าจะสามารถตรึง
ไว้ได้เพียง 1 ลมหายใจ แต่สำหรับผู้ที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์
เหนือกว่าเจ้า 3 ขั้น เจ้าสามารถตรึงเอาไว้ได้แค่ผาย
ลมเท่านั้น!”
แม้ หมิงซวง จะกล่าวออกมาอย่างเรียบง่าย สำหรับ
อู่ อวี้ มันคือคำขู่ที่แสนน่ากลัว 1 ใน 72 รูปแบบ
อิทธิฤทธิ์ เคล็ดตรึงกายา นั้น ช่างแปลกประหลาดจน
ในโลกนี้อยากหาสิ่งใดเสมอเหมือน
ยกตัวอย่าง หากเขาเผชิญหน้ากับ ฮ่าวเทียน อีกครั้ง
หนึ่ง การที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ห่างกับเขา 1 ขั้น แค่ อู่ อวี้
ตรึงร่างมันเอาไว้ได้ 1 ลมหายใจ แค่นั้นก็พอที่จะให้
สังหารมันได้เป็นสิบรอบ
“เคล็ดตรึงกายา กินพลังศักดิ์สิทธิ์มหาศาล คาดว่า
ใน 1 วัน เจ้าคงใช้มันได้เพียงครั้งหรือสองครั้ง
เท่านั้น”
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ