กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 722: การลงโทษ
ภายในถ้ำเต๋าสมุทรทมิฬ เขาไม่พบเจอเคล็ดวิชาเต๋าที่
เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งแต้มผลงานที่ได้รับมาใหม่จึงถือ
ว่าไร้ประโยชน์ ดังนั้นเขากระทำได้เพียงออกไปจาก
ที่นี่
การเดินออกมาด้านนอก ให้ความรู้สึกง่ายดายกว่า
ตอนเข้าไปมาก เสมือนดั่งถูกผลักออกมาก็มิปาน
ยังไม่ทันที่จะได้ออกไปข้างนอก เขาก็ได้ยินเสียงแว่วดัง
เข้ามาในรูหู เสียงของเหล่าทหารจาก ‘ค่ายผลาญนภา’
กำลังส่งเสียงกึกก้องเดือดพล่าน
เป็นไปได้ว่ายังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า อู่ อวี้ เข้ามายัง ‘ถ้ำเต๋า
สมุทรทมิฬ’ ไม่เช่นนั้นพวกมันคงมาตามหาเขาแล้ว
เมื่อ อู่ อวี้ ออกมาจาก ‘ถ้ำเต๋าสมุทรทมิฬ’ แล้วมุ่งไป
ยังทิศทางกองร้อยหยวนโย่วอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลายคน
บนถนนก็เห็นเขา
สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดเทวะ อยากจะรู้ว่า
เขาอยู่ที่นี่หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายอย่างมาก
เวลานี้พวกมันจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างจริงจัง เมื่อ อู่ อวี้
ผ่านมา พวกมันก็หุบปากลงอย่างรวดเร็ว
ด้วยเพราะกลัวว่าเขาจะได้ยินในสิ่งที่พวกมันหารือกัน
สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือ ต้วนอี้ ได้กลับมาแล้ว ซึ่งมันก็ได้
รู้ความจริงเกี่ยวกับข่าวที่แพร่กระจายออกไป ในเวลา
นี้มันกำลังรอให้ อู่ อวี้ กลับไปยังกองร้อยหยวนโย่ว
มันเพิ่งขึ้นมารับตำแหน่งเป็น ขุนพลโย่วหมิง มาได้
หมาด ๆ ทั้งยังเป็นคนของกองทัพอื่น ฉะนั้นปัจจุบัน
มันจึงยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ และสิ่งที่มัน
ทำกับองครักษ์หมิงไห่ถือเป็นเรื่องหยาบช้าเกินไป
จากการสนทนาของพวกมัน อู่ อวี้ อาจจะรู้ว่าเชื้อไฟที่
เขาทิ้งลงไปได้แพร่กระจายไปทั่วทั้ง ค่ายผลาญนภา
จนลุกเป็นไฟ
ยันต์สื่อสารในมือเป็นเสมือนดังระเบิดเวลา ตราบใดที่
ประกายเพลิงถูกจุดขึ้น เมื่อนั้นข่าวลือก็จะ
แพร่กระจายออกไป
ภายในพิภพต่างมิติก่อนหน้านี้ อยู่ ๆ จักรพรรดิอสูร
แดนเหมันต์ ก็ปรากฏตัวขึ้นในพื้นที่ระดับห้า พร้อมกับ
ข่าวเรื่องหลานสาวของอินกั๋วกงที่ถูกแช่แข็งโดย ‘ผลึก
น้ำแข็งนิรันดร์’ ก็แพร่กระจายออกไปให้ทั่วทั้งนครห
มิง
ทุกคนต่างเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ อินอิง อย่างแท้จริง
เหตุผลที่ : จักรพรรดิอสูรแดนเหมันต์ เข้ามาในพื้นที่
ห้าได้นั้นเป็นเพราะต้วนอี้เป็นผู้ชักนำมันมา ด้วยเพราะ
ปรารถนาจะปลิดชีพ อู่ อวี้ ให้แดดิ้นไปอย่างเงียบ
เชียบไร้ร่องรอย ส่วนต้นสายปลายเหตุแรงจูงใจของ
มันคือ องค์หญิงโย่วเสี่ย มันจึงร่วมมือกับอินเสวียน
และ กง เสิ่นจุน
คนเหล่านี้ล้วนมีศักดิ์ฐานะสูงส่งในนครหมิง แล้วก็มา
จับมือกัน
ว่ากันว่าด้วยหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้นี้ ทำให้เจ้า
แคว้นหลี่เร่งรีบเดินทางมาที่นครหมิงด้วยตนเอง
อู่ อวี้ ยิ้มอย่างพึงพอใจ เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ มันยิ่งลึกลับ
ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ บางคนเปลี่ยนแปลงเนื้อความ
จากเรื่องหนึ่ง กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ข้อเท็จจริง
สุดท้ายถูกแปรเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น
แต่โดยทั่วไปเขาบรรลุสิ่งที่ต้องการแล้ว อย่างน้อยก็ทิ้ง
ระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้กลับ ต้วนอี้ , อินเสวียน , กง เสิ่น
จุน ฯลฯ คาดว่าแผนที่วางไว้น่าจะประสบความสำเร็จ
ต้วนอี้ เป็นเสมือนดั่งดวงตะวันที่เฉิดฉายอยู่ในแคว้นห
ลี่เทียน ด้วยตัวตนและผลงานอันโดดเด่น ทำให้มันถูก
เรียกตัวเข้าร่วมกับกองทัพหมิงไห่โดยตรง ซึ่ง
เป้าหมายของมันก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่ขุนพลโย่วหมิงเพียง
อย่างเดียวเท่านั้น และอนาคตของมันคงไม่หยุดอยู่ที่
ขุนพลไห่หมิง หรือ ขุนพลเทียนหมิง มันอาจกลายเป็น
ผู้บัญชาการใหญ่แห่งกองทัพหมิงไห่เลยก็ได้ แน่นอน
ว่าตราบใดที่มันได้รับหัวใจขององค์หญิงโย่วเสี่ย และ
กลายเป็นราชวงศ์ หลังจากนี้อีก 100 ปี มันอาจจะ
กลายเป็นผู้บัญชาการกองทัพก็เป็นได้!
บางทีนี่อาจเป็นความทะเยอทะยานที่แท้จริงของ ต้วน
อี้
ด้วยเหตุนี้ องค์หญิงโย่วเสี่ย จึงสำคัญสำหรับมันมาก
เพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ไม่ควรมีที่ว่างให้กับความ
ล้มเหลว
ก่อน อู่ อวี้ จะปรากฏตัว มันรู้ดีว่าองค์หญิงโย่วเสี่ย
รู้สึกดีกับมัน เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่มีมากอินเสวียนเสีย
อีก เมื่อเปรียบเทียบทางด้านพรสวรรค์หรือพยายาม
ระหว่างตัวมัน กับ อินเสวียน ตัวมันนั้นเหนือกว่ามาก
นัก
ทว่าเมื่อเรื่องอื้อฉาวแดงขึ้น ภาพลักษณ์อันเลิศหรู
ประดุจดั่งวีรบุรุษของ ต้วนอี้ ก็ถูกทำลายลงอย่าง
สิ้นเชิง ภาพลักษณ์กลับตาลปัตรจากหน้ามือเป็นหลัง
มือ ในตอนนี้มันกลายเป็นจอมวายร้ายคิดแผนชั่วช้า
ต่ำทราม ที่ยอมกระทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้บรรลุตาม
เป้าหมายของมัน
แทบจะไม่ต้องกล่าวถึงภาพลักษณ์ของ อินเสวียน ที่
แม้แต่น้องสาวฝาแฝดของตนเองก็ยังคิดกำจัด การ
กระทำบ่งบอกถึงจิตใจอันเลวทรามราวกับสัตว์
เดรัจฉานอย่างแท้จริง
อู่ อวี้ ระบายความโกรธแค้นแทน อินอิง หากไม่
กล่าวถึงระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อตัวของ ต้วนอี้ กับ
พรรคพวกของมันโดยตรง บางทีระเบิดทางจิตใจเช่นนี้
อาจเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุด ซึ่งมันอาจส่งผล
กระทบต่อการพัฒนาในอนาคตของ ต้วนอี้
หากลองจินตนาการดูว่าตอนนี้ ต้วนอี้ จะโกรธเป็นฟืน
เป็นไฟมากเพียงใดระหว่างรอตนเองอยู่
ฉะนั้นในเวลานี้ยิ่ง อู่ อวี้ เข้าใกล้อีกฝ่ายหนึ่งมาก
เท่าไหร่ เหล่าองครักษ์หมิงไห่ก็ยิ่งติดตามเขามามาก
ขึ้นเท่านั้น คาดว่าพวกมันพยายามเกาะติดสถานการณ์
หวังจะได้รับชมเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้น
คาดว่าเวลานี้ไพร่พลทหารจากค่ายผลาญนภา กำลัง
เดือดพล่านปั่นป่วน พวกมันต่างไปรวมตัวกันอยู่ที่
กองร้อยหยวนโย่ว
” สถานการณ์เช่นนี้ อู่ อวี้ ยังกล้าย้อนกลับไปอีก!”
” ข้าคิดว่าขุนพลโย่วหมิงจะต้องแก้แค้นเขาแน่ ไม่ว่า
เรื่องนี้จะจริงแท้แค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ เขาก็ไม่จำเป็นต้อง
ยอมรับมัน เขาสามารถถอยออกมา …”
“หุบปาก!”
เมื่อ อู่ อวี้ มาถึงกองร้อยหยวนโย่ว นับตั้งแต่ก้าวแรกที่
เหยียบย่างเข้ามา เขาก็สัมผัสถึงจิตสังหารอย่างแรง
กล้า หลายพันคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ หลายคนถึง
ขนาดนั่งอยู่บนหลังคา เพื่อให้ตนเองเห็นทุกอย่างได้
ครอบคลุม
หลังจากเขาก้าวเข้ามาในประตู เขาก็สัมผัสได้ถึงจิต
สังหารที่เต็มไปด้วยโทสะอย่ารุนแรง ต้วนอี้ ยืนอยู่ที่
นั่นถูกล้อมรอบไปด้วยหัวหน้ากองร้อย และ หัวหน้า
กองพันหลายสิบคน ซึ่งเฮยคูก็ปะปนอยู่ที่นั่นด้วย สี
หน้าของมันน่ารังเกียจดูมืดมนเป็นอย่างมาก
การมาถึงของ อู่ อวี้ เสมือนกับระเบิดเวลาที่ถึงกาล
ระเบิด
ต้วนอี้เพิ่งกลับมาจากคฤหาสน์ตระกูลอิน เรื่องของอิน
อิงยังไม่จบสิ้น ซึ่งบิดาของมันจะเป็นผู้ดำเนินการใน
เรื่องนี้เอง ฉะนั้นแค่เพียงขอโทษคาดว่ายังไม่เพียง
พอที่จะแก้ไขปัญหานี้ คาดเจ้าแคว้นหลี่เทียนคงต้อง
สูญเสียครั้งใหญ่
ไม่ว่าภูมิหลังของผู้ใด ก็ไม่ดีเท่า กง เสิ่นจุน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ หากทางฝั่งตระกูลอินก่นด่า
สาปแช่งบิดาของมัน คาดว่าหากเจ้าแคว้นหลี่เทียนอยู่
ที่นี่ เขาก็คงต้องก้มโค้งคารวะขออภัย เพื่อระงับโทสะ
ของคฤหาสน์ตระกูลอิน ให้ตระกูลอินยอมวางมือจาก
เรื่องนี้เป็นแน่แท้
การที่มันถูกปล่อยตัวกลับไป มิได้หมายความว่าเรื่องนี้
จะจบลง เหตุที่คฤหาสน์ตระกูลอินทำเช่นนี้ ก็เพื่อ
แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป
เนื่องจากอินเสวียนมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้
ด้วย หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปชื่อเสียงเกียรติยศ
ของ คฤหาสน์ตระกูลอิน คงถูกทำลายจนป่นปี้
ไม่คาดคิดว่าหลังจากที่มันเดินทางกลับมายัง ค่าย
ผลาญนภาด้วยความโล่งอก ‘ความจริง’ จะ
แพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศแล้ว ซึ่งสายเกินไป
สำหรับมันแล้วที่จะปิดข่าว เนื่องจากการพูดคุยกัน
ปากต่อปากนี้ทำให้ ‘ความจริง’ แพร่กระจายไปยัง
ค่ายทหหารอื่น ๆ หลังจากนั้นมันก็กระจายไปทั่วทั้ง
นครหมิง
ตราบจนกระทั่งปัจจุบัน ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าแหล่งข่าว
มาจากใคร
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้แทบจะทำให้ ต้วนอี้ สิ้นสติ
มันจดจำได้อย่างชัดเจนว่า ขุนพลเทียนเอี่ยนแห่ง
กองทัพรัตติกาลทมิฬน ‘อินติ่ง’ เป็นผู้กล่าวเตือนข่มขู่
อู่ อวี้ ด้วยตนเอง ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่สามารถแพร่ง
พรายออกไปได้
ภายใต้สถานการณ์เช่น เป็นไปไม่ได้เลยที่ อู่ อวี้ จะ
หาญกล้าแพร่กระจายข่าวออกไป
แต่ทำไมมันเขาได้กล้าทำเช่นนี้? เขาลืมคำมั่นสัญญาที่
เคยให้ไว้ไปแล้วหรือไร? มันหาญกล้าถึงขนาดสร้าง
ความขุ่นเคืองให้กับคนในตระกูลใหญ่มากมายเช่นนี้
เลยงั้นหรือ?
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มันคิดว่า อู่ อวี้ เสียสติไปแล้ว
เขาไม่สนแม้กระทั่งชีวิตของตนเอง ซึ่งในสถานการณ์
วิกฤตเช่นนี้ มันก็กระทำได้เพียงค้นหาร่องรอยของ อู่
อวี้ เท่านั้น โดยเริ่มจากการมุ่งตรงไปที่กองร้อยโย่วห
ยวน หลังจากการสืบสวน มันก็ได้ยินว่า อู่ อวี้ กำลัง
เข้าไปในถ้ำเต๋าสมุทรทมิฬ ซึ่งยามนี้ อู่ อวี้ ได้กลับ
มาแล้ว
ภายใต้การจับจ้องจากสายตาทั่วทั้ง 4 ทิศ สิ่งนี้ทำให้ต้
วนอี้รู้สึกโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง มันกรีดร้องคำราม
ด้วยโทสะต่อหน้าของทุกคนว่า ” องค์รักษ์หมิงไห่ อู่
อวี้ โอหังอาจหาญถึงขีดสุด! สร้างข่าวลือเท็จ ใส่ร้าย
ทำลายชื่อเสียงของขุนพลโย่วหมิง ถือเป็นกบฏ ละเมิด
กฎแผ่นดิน ไม่สนใจกฎระเบียบทหาร! มันผู้นั้นขาด
คุณสมบัติในการเป็นองครักษ์หมิงไห่ภายใต้ร่มเงาของ
ข้า ต้วนอี้! เนื่องจากมันได้ก่ออาชญากรรมอย่างใหญ่
หลวง บ่อนทำลายสร้างความแตกแยกในกองทัพ มี
เพียงโทษสถานหนักอย่างเดียวเท่านั้นคือ ประหาร!
ตามระเบียบกองทัพ! ”
มันตระหนักได้ในทันทีว่าตนนั้นควรสังหาร อู่ อวี้
โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้มีผู้ใดมาสืบเสาะสาวความถึง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนี่ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะทำให้
มันควบคุมสถานการณ์ไว้ในมือได้อีกครั้ง ตราบใดที่ อู่
อวี้ ตาย ผู้คนก็จะไม่คิดว่ามันถูก อู่ อวี้ สะกดข่มไว้ใต้
ฝ่าเท้า
สิ่งนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในชีวิตมัน
ยามนี้มันหาได้สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใด ๆ อีก
ต่อไป เนื่องจากผู้เขียนประวัติศาสตร์มีเพียงผู้ชนะ
เท่านั้น ส่วนผู้แพ้ก็กระทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตา
กรรม ตกตายไปอย่างไร้ซึ่งคำพูดใด
อีกทั้งเรื่อง ‘ไร้สาระ’ ที่มันสาดสีตีไข่ให้แก่ อู่ อวี้ ไม่ว่า
จะเป็น ‘ใส่ร้ายป้ายสีสร้างความอัปยศให้แก่ขุนพล
โย่วหมิง’ ‘บ่อนทำลายสร้างความแตกแยกในกองทัพ’
เพื่อตัดสินโทษ อู่ อวี้ ถ้าหากเขาสร้างข่าวลือเท็จขึ้นมา
จริง ๆ การกระทำของมันก็ถือว่าเป็นความยุติธรรม
ตามความเหมาะสม หลังจากทั้งหมดแล้ว ข่าวลือนี้ไม่
มีหลักฐานใด ๆ ซึ่งผู้คนจำนวนมากก็ต้องการเห็น
หลักฐานมายืนยันเรื่องที่เกิดขึ้น
อู่ อวี้ ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขายิ้มแล้วกล่าวขึ้น
ทันทีว่า ” วินัยทางทหารข้ายังพอเข้าใจ แต่ที่สิ่งหนึ่งที่
ข้าไม่เข้าใจก็คือ ขุนพลโย่วหมิงผู้สูงส่ง เหตุใดถึงได้
พยายามคิดค้นหาวิธี มาสังหารองค์รักษ์หมิงไห่ตัวเล็ก
ๆ คนหนึ่ง ไม่เพียงแต่ล้มเหลว ทว่ายังลากผู้อื่นเข้ามา
เกี่ยวข้อง ทำให้เขาต้องได้รับบาดเจ็บ หลังจากความ
จริงถูกเปิดเผย ก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง จนต้องหา
ข้ออ้างมาสังหารข้า อีกทั้งยังกล่าวอ้างเรื่อง ‘วินัย
ทหาร’ อีกด้วย! ต้วนอี้ ไม่ใช่ว่าเจ้าคิดว่าข้าเป็นก้าง
ขวางคอขัดขวางเส้นทางรักระหว่างเจ้ากับองค์หญิง
เช่นนั้นหรือ? รับประกันได้เลยว่า เรื่องระหว่างข้ากับ
องค์หญิงหาได้มีอะไรลึกซึ้งกันเช่นนั้น เช่นนั้นเจ้าควร
จะให้อภัยข้า อย่าได้หาข้ออ้างใช้วิธีการไร้ยางอาย
เหล่านี้อีก ดีหรือไม่? ”
ไม่ว่ามันจะมีโทสะ ไม่พอใจ แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังคงยิ้ม
และใช้คำพูดถากถางเยาะเย้ยมันอย่างสนุกสนาน
ถึงแม้ว่าอัตลักษณ์ตัวตนระหว่างคนทั้งสองนั้นจะมี
ช่องว่างขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีความต่างชั้นกันใน
แง่ของอาณาจักรฝึกตนอย่างใหญ่หลวง หนึ่งคือ
ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 9 ส่วนอีกหนึ่งคือก่อร่าง
กำเนิดจิตเทวะขั้นที่ 9 ถือเป็นการก้าวข้ามอาณาจักร
การฝึกตนหนึ่งขั้นใหญ่เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามการเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา
ระหว่างคนทั้งสอง อู่ อวี้ หาได้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
แม้แต่น้อย อย่างน้อย ๆ คำพูดของเขา ก็สะกดข่มคู่
ต่อสู้ไว้ได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้ต้วนอี้ตกอยู่ในสถานการณ์
อึดอัดน่าอับอายยิ่ง
อู่ อวี้ หาได้เกรงกลัวมันแม้แต่น้อย อันที่จริงแล้ว
ภายในจิตใจของเขาตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า หากไม่
มีวิชาที่เป็นหลักประกันชีวิต อู่ อวี้ จะมิกล้ากระทำ
เช่นนี้เด็ดขาด ใครมันจะไปอยากสร้างศัตรูให้กับ
ตนเอง ทั้งยังมีแต่พวกตระกูลใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น
คฤหาสน์ตระกูลอิน แคว้นหลี่เทียน หรือแม้กระทั่ง
ตำหนักราชครูกรมอาญา
อย่างไรก็ตามท่ามกลางสายตาจากฝูงชน การที่ต้วนอี้
ต้องแบกรับความอัปยศอดสูเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่มันไม่
อาจทานทนได้!
” อย่าได้พ่นวาจาไร้สาระ นี่คือกองทัพหมิงไห่ วาจา
สอพลอกะล่อนปลิ้นปล้อนของเจ้า ไม่สามารถทำให้
หลบหนีการลงโทษไปได้ เป็นแค่องครักษ์หมิงไห่ตัว
เล็ก ๆ แต่บังอาจเหิมเหริมกับข้า การกระทำนี้ถือเป็น
อาชญากรรมที่ร้ายแรงยิ่ง! หัวหน้ากองพัน จงจับกุมตัว
อู่ อวี้ เสีย!”
มันล่วงรู้ดีว่าไม่อาจเปิดโอกาสให้ อู่ อวี้ พูดคุยได้อีก
ต่อไป ไม่เช่นนั้นมันจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
มันไม่เพียงลงมือด้วยตัวเอง แต่กลับใช้เหล่าหัวหน้า
กองพันช่วยลงมือเพื่อรีบขจัด อู่ อวี้ ให้สิ้น
หัวหน้ากองพันประมาณห้าถึงหกคน รวมถึงต้วนอี้
เริ่มที่จะลงมือโจมตี ส่งผลให้เกิดเสียงดังกึกก้องขึ้น
ในเวลานั้นผู้คนต่างอดคิดไม่ได้ว่า อู่ อวี้ สมควร
หลบหนี หากยังคงดื้อดึงหยิ่งทะนงต่อไป เขาคงจะเป็น
คนฟั่นเฟือนหรือไม่ก็โง่เขลาจนเกินเยียวยา อยากจะ
ถูกส่งกลับบ้านเก่าเสียเหลือเกิน
สถานการณ์ในตอนนี้ ต้วนอี้ สามารถส่งเขากลับบ้าน
เก่าไปได้อย่างแน่นอน ความผิดที่มันมอบให้แก่ อู่ อวี้
เพื่อทำให้เรื่องราวครั้งนี้ผ่านไปได้
ขณะ อู่ อวี้ กำลังถูกพวกมันไล่ล่า เขาหัวเราะแล้ว
กล่าวว่า “ข้าจะนอนรอเจ้านี่แหละ ดูซิว่า…พวกเจ้าจะ
มีปัญญาจับข้าหรือไม่ เจ้าก็รู้นี่แม้แต่จักรพรรดิอสูร
แดนเหมันต์ยังตามจับข้าไม่ได้ แล้วพวกเจ้าล่ะจะมี
ปัญญาจับข้าเช่นนั้นรึ ”
ทันทีที่เขาทิ้งตัวลง ฉับพลันก็มีก้อนเมฆมาปรากฏอยู่
เบื้องล่างรอรับร่างของเขา ร่างของ อู่ อวี้ ตกลงมาอยู่
บนปุยเมฆานุ่มนิ่ม ผนวกกับช่วงเวลาที่เหล่าไพล่พล
ของมันกำลังไล่เขาอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย
พวกมันแลเห็น อู่ อวี้ เอนกายนอนอยู่บนก้อนเมฆา
ไขว่ห้างกระดิกขาดิก ๆ แล้วทันใดนั้นเมฆาตลบฟ้าก็
ส่งเสียงหวีดหวิวแล้วบินทะยานขึ้นสู่ท้องนภาทันที
ระดับความเร็วนี้นั้นร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวอย่าง
แท้จริง
อันที่จริงตอนที่อยู่ในพิภพต่างมิติ ยามที่จักรพรรดิอสูร
แดนเหมันต์ปรากฏกายขึ้นอย่างฉับพลัน ด้วยความ
หวาดกลัวทำให้ อู่ อวี้ รีบหลบหนีออกมาด้วยเมฆา
ตลบฟ้าขั้น 2 ถึงแม้ในเวลานั้นเขาจะใช้เมฆาตลบฟ้า
ขั้นแรกหลบหนี บางทีเขาอาจจะรอดและพาอินอิง
ออกมาได้ด้วยซ้ำ
ความเร็วปัจจุบันของเมฆาตลบฟ้า โดยที่ยังไม่ได้ตี
ลังกาม้วนตลบ เพียงแค่นี้ก็ทำให้ต้วนอี้ถูกทิ้งไว้
เบื้องหลัง ส่วนบรรดาหัวหน้ากองพัน พวกมันกระทำ
ได้เพียงถอดใจยอมแพ้ที่จะติดตาม อู่ อวี้ ไปแล้วอย่าง
สิ้นเชิง
ภาพฉากที่เห็นทำให้ทุกคนเชื่อว่า สิ่งที่เขาได้เคยพูด
ออกมานั้นคือความจริงทุกประการ …
ซึ่งบัดนี้ต้วนอี้ไม่สามารถไล่ตาม อู่ อวี้ ได้ทัน!
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ