กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 726: เคล็ดเขตแดนโลหิตกําสรวล
ใจความตัวอักษรย่อหน้าแรกเขียนว่า “เคล็ดวิชาเตา
หลอมราชันทิวากาล บรรพชนรุ่นที่ 8 ถูกสร้างขึ้นโดย
‘พยัคฆ์เงาแสง’ เป็นเคล็ดวิชาแก่นแท้ฟ้าดิน หาก
ฝึกฝนจนสำเร็จ ด้วยลำแสงยามทิวา จะสามารถหลอม
สร้างเป็นเตาหลอมแห่งราชัน พลังอำนาจของมัน
สั่นคลอนสิ่งมีชีวิตทุกชนิด”
ส่วนย่อหน้าที่ 2 เขียนเอาอธิบายเอาไว้ว่า “พยัคฆ์เงา
แสง ‘มู่เสิ้ง’ ยามที่อยู่ในพรรคเต๋าวิถีอสูร มีตำแหน่ง
เป็น ‘หัวหน้าผู้อาวุโส’ ยามรุ่งโรจน์ที่สุดอยู่ในขอบเขต
ค้นหาเต๋าระดับที่ 6 มันตกตายไปในจากการต่อต้าน
ภัยพิบัติค้นหาเต๋าครั้งที่ 2 เป็นปีศาจที่มีคุณธรรม
สูงส่ง อาสาเข้ามาประจำการอยู่ภายใน ‘วิหารบัญญัติ
เต๋าปีศาจ’ เพื่อชี้นำคนรุ่นหลัง ส่งต่อ ‘เคล็ดวิชาเตา
หลอมราชันทิวากาล…..’”
ปีศาจพยัคฆ์ขาวตนนี้มีชื่อว่า พยัคฆ์เงาแสง ม้วนตำรา
ที่อยู่ภายในนั้นก็คือ ‘เคล็ดวิชาเตาหลอมราชันทิวา
กาล’ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาเต๋าที่มันสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วย
ตัวเอง แม้ว่าพยัคฆ์เงาแสงจะสิ้นชีพไปแล้ว แต่มันก็
ยังคงเฝ้าปกป้องอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้
กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า อู่ อวี้ จะต้องเอาชนะ พยัคฆ์เงา
แสงตนนี้ เขาจึงจะได้รับเคล็ดวิชาเตาหลอมราชันทิวา
กาล
ยิ่งไปกว่านั้น บางทีในระหว่างการต่อสู้หรือว่าหลังจาก
ต่อสู้เสร็จสิ้นแล้ว ยามฝึกฝนเคล็ดวิชาเต๋านี้ พยัคฆ์
แสงเงาก็น่าจะให้ความช่วยเหลือชี้แนะด้วยตัวมันเอง
อีกด้วย
นี่คือเคล็ดวิชาเต๋าที่อีกฝ่ายเป็นผู้รังสรรค์ขึ้นมา หาก
ได้รับคำแนะนำโดยตรงจากผู้ที่สร้างก็จะสามารถ
ฝึกฝนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
บัดนี้ อู่ อวี้ ก็เข้าใจแล้วว่า ‘วิหารบัญญัติเต๋าปีศาจ’
เป็นสมบัติที่อยู่ในระดับใด! มันสามารถรองรับบรรพ
ชนพยัคฆ์เงาแสงผู้นี้ได้ นอกจากจะมี ‘เคล็ดวิชาเตา
หลอมราชันทิวากาล’ ก็ยังมีสมบัติอย่างอื่นอยู่อีกเป็น
จำนวนมาก แสดงให้เห็นว่า ‘วิหารบัญญัติเต๋าปีศาจ’
ต้องเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างไม่ต้องสงสัย!
เห็นได้ชัดเลยว่ามูลค่าของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพลอง
หมื่นมังกรเลย
อู่ อวี้ ไม่เชื่อว่าภายในสถานที่แห่งนี้จะมีบรรพชน
พยัคฆ์เงาแสงอยู่ตนเดียว และมีเคล็ดวิชาเต๋าเพียงแค่
วิชาเดียวเท่านั้น
ยามที่พยัคฆ์แสงเงา‘มู่เสิ้ง’ อยู่ในจุดสูงสุดก็คือ
ขอบเขตค้นหาเต๋าระดับที่ 6 มันเป็นถึงยอดฝีมือที่
เกือบสำเร็จกลายเป็นเซียนอมตะ
ไม่รู้ว่าหากมีชีวิตอยู่จนจวบปัจจุบัน มันจะมีความ
แข็งแกร่งถึงระดับไหน?
เห็นได้ชัดว่าสถานที่ที่มีไว้เพื่อการท้าทายนี้ หากทำ
การท้าทายสำเร็จก็จะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาเต๋าของ
บรรพชนได้
แต่การจะทำการท้าทายสำเร็จย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงบรรพชนของพรรค
อู่ อวี้ ได้ตัดสินใจว่าจะลองเดินทางไปดูในพื้นที่แห่งอื่น
ก่อน
หลังจากนั้นเขาก็เดินทางออกจากจุดนี้ มุ่งหน้าไปยัง
ทิศทางอื่นๆ แต่แล้วเขาก็ค้นพบว่า ‘วิหารบัญญัติเต๋า
ปีศาจ’ แห่งนี้มันกว้างใหญ่ไพศาลมากจริงๆ หลังจาก
ผ่านไปสักพักก็ค้นพบ ‘เวทีท้าทาย’แห่งอื่นอีก
บน ‘เวทีท้าทาย’ โดยทั่วไปแล้วมักจะมีม้วนตำราอยู่
1 ม้วน และ ‘บรรพชน’ อยู่อีกหนึ่งปกปักษ์
เคล็ดวิชาเต๋า กับ ปีศาจ มีมากมายกระจายไปทุกหหน
แห่ง และเคล็ดวิชาเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ปีศาจแต่ละตน
สร้างขึ้นมาเองกับมือ มีแทบจะทุกประเภทและ
มากมายหลายรูปแบบ แม้ว่าจะไม่รู้ถึงพลานุภาพของ
มัน แต่เมื่อได้เห็นชื่อ และคำอธิบาย ก็คาดเดาได้เลย
ว่าเคล็ดวิชาเต๋าเหล่านี้ไม่ใช่เคล็ดวิชาธรรมดาสามัญ
ทั่วไป
บรรพชนปีศาจที่คอยปกปักษ์อยู่ภายในวิหารบัญญัติ
เต๋าปีศาจแห่งนี้ เดิมทีพวกเขาล้วนมีความแข็งแกร่งอยู่
ในขอบเขตค้นหาเต๋าทั้งสิ้น
อู่ อวี้ เดินทางไปรอบๆมาเป็นเวลาครึ่งวันแล้ว เขาได้
พบเจอกับเคล็ดวิชาเต๋าอย่างต่ำ 300 เคล็ด และปีศาจ
300 กว่าตน! ท่ามกลางปีศาจที่เขาค้นพบ ตัวตนที่
แข็งแกร่งที่สุด เป็นปีศาจที่มีชื่อเรียกว่า ‘กิเลนเก้า
เศียร’ กิเลนเก้าเศียรตนนี้ ไม่ใช่สัตว์สวรรค์กิเลน เมื่อ
มองแวบแรกก็รู้ได้เลยว่ามันมีสายโลหิตชั้นสูง และอยู่
ในขอบเขตค้นหาเต๋าระดับที่ 10 ซึ่งเป็นขอบเขตที่สูง
ที่สุด ว่ากันว่ามันได้ตายไปในขณะที่กำลังต้านทานภัย
พิบัติสุดท้ายจนเกือบจะกลายเป็นเซียนอมตะ
หากว่ามันสามารถเอาชนะมหาภัยพิบัติแห่งเซียนได้
เช่นนั้นมันก็จะกลายเป็นเซียน ปีนป่ายขึ้นไปอยู่บน
สวรรค์ชั้นฟ้า
‘เคล็ดวิชาเป็นตายหวนคืนฟ้า’ ที่มันหลงเหลือเอาไว้ก็
เป็นถึงเคล็ดวิชาชั้นสูง เหนือชั้นกว่าเคล็ดแก่นแท้ฟ้า
ดิน ซึ่งมีเพียงแค่ขอบเขตค้นหาเต๋าเท่านั้นจึงจะสำแดง
เคล็ดวิชานี้ออกมาได้
อย่างไรก็ตามเมื่อ อู่ อวี้ มองเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของ
กิเลนเก้าเศียรตัวนี้ ก็รู้ดีว่าในยังไงๆตัวเขาไม่ใช่คู่มือ
ของมัน เช่นนั้นหากคิดที่จะนำเคล็ดวิชาเป็นตายหวน
คืนฟ้ากลับไป ย่อมมิอาจกระทำได้
“สาวกของพรรคเต๋าวิถีอสูร หากต้องการเข้ามาภายใน
‘วิหารบัญญัติเต๋าปีศาจ’ ก็จะต้องสร้างคุณงามความดี
หรือว่าได้รับรางวัลบางอย่างเสียก่อน จึงสามารถเข้า
มาภายในนี้ได้ อีกทั้งยังจำกัดจำนวนหนึ่งครั้ง แต่
ตอนนี้พรรคเต๋าวิถีอสูรได้สูญสิ้นไปแล้ว ตัวข้าสามารถ
เข้ามาภายในนี้ได้นับครั้งไม่ถ้วน เคล็ดวิชาเต๋าจำนวน
มากมายเช่นนี้ พวกมันถือเป็นของข้า เพียงแค่ข้าต้อง
ทำการท้าทายมันให้สำเร็จเท่านั้น!”
เขายังไม่ทันได้สำรวจพื้นที่รอบๆอย่างละเอียด ก็ได้
เห็นเคล็ดวิชาเต๋าจำนวนหลายร้อยวิชาไปแล้ว
เมื่อมาถึงขั้นนี้ ตัวเขาแทบจะอดทนรอไม่ไหวต้องการ
เข้าไปทำการท้าทาย
การท้าทายครั้งแรกน่าจะต้องหาปีศาจตนที่อ่อนแอ
ที่สุดก่อน แน่นอนว่าจะต้องเป็นเคล็ดวิชาเต๋าที่
เหมาะสมกับตัวเขาด้วย
หลังจากที่เขาเดินไปรอบๆก็ตัดสินใจได้แล้ว
ยามนี้เขาไปปรากฏตัวอยู่บนเวทีท้าทายแห่งหนึ่ง เมื่อ
เขาก้าวเหยียบลงมาบนเวทีก็ปรากฏเป็นวานรที่มีขนสี
เทาตัวหนึ่ง วานรตัวนั้นรูปร่างไม่ใหญ่เท่าใดนัก ซึ่งตัว
เล็กเพียงแค่แขนมนุษย์เพียงเท่านั้น ทั่วทั้งร่างของมัน
เต็มไปด้วยขนสีเทา แต่ใบหน้าของมันกลับเป็นสีโลหิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาทั้งคู่ล้วนเป็นสีโลหิตตลอด
ทั้งตา
แม้ว่าจะเป็นเพียงวานรตัวเล็ก แต่ก็ไม่อาจจะรับมือได้
ง่ายๆ
วงเวทได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นตัวอักษร ซึ่งเขียนเอาไว้
ว่า “วานรปีศาจโลหิต จี้เอี้ยว’ เป็นผู้อาวุโส รุ่นที่ 10
ของพรรคเรา มีพลังต่อสู้โดดเด่น ระดับสูงสุดอยู่ที่
ขอบเขตสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าระดับที่ 2 เนื่องจาก
เกิดความขัดแย้งกับผู้ฝึกตน เขาจึงได้ทำการเสียสละ
อย่างกล้าหาญ”
“เขตแดนโลหิตกำสรวลสร้างขึ้นโดย วานรปีศาจโลหิต
จะส่งเสียงแหลมบาดหูที่สามารถฉีกกระชาก ทำลาย
โสตประสาทหูของศัตรูและจิตเทวะ ยามปลดปล่อย
เสียงขจร ฟ้าดินยังต้องเปลี่ยนสี มันเป็นเสียงที่ตัดได้
แม้กระทั่งโลกหล้า! เขตแดนโลหิตกำสรวลนี้ยังไม่
สมบูรณ์ แม้ว่าจะมีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ แต่จะต้องมี
สายโลหิตของวานร จึงจะสามารถฝึกฝนได้ นี่เป็น
ข้อจำกัดของมัน จึงถือเป็นเคล็ดวิชาที่ไม่สามารถสืบ
ทอดต่อกันได้อย่างแพร่หลายในพรรค”
แม้ว่าจะมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตามมันประจวบเหมาะ
กับพอดี
ยิ่งไปกว่านั้นขอบเขตของ ‘วานรปีศาจโลหิต’ ก็
อ่อนแอที่สุดภายในวิหารบัญญัติเต๋าปีศาจแห่งนี้แล้ว
เมื่อเป็นเช่นนั้น อู่ อวี้ จึงได้ตัดสินใจทำการท้าทาย
วานรปีศาจโลหิต
“วิหารบัญญัติเต๋าปีศาจสามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วน
ของข้าได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามการจะคว้าโอกาส
นี้เอาไว้ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวของข้าเอง!”
การต่อสู้นี้ อู่ อวี้ ไม่กล้าประมาท เขาถือ ‘พลองหมื่น
มังกรพิภพอนันต์’ ใช้ออกด้วยเทียมฟ้าจรดดิน
แปรเปลี่ยนร่างกายให้เล็กที่สุด ให้เล็กเช่นเดียวกับ
‘วานรปีศาจโลหิต’ เพื่อแลกเปลี่ยนกับความเร็วสูงสุด
เพราะว่าเขาดูออกว่าความเร็วของ ‘ปีศาวานรน้ำตา
โลหิต’ นี้จะต้องรวดเร็วจนน่าหวาดกลัว
แน่นอนว่าเขาก็ได้แปลงกายมาอยู่ในรูปแบบร่าง
จำแลงเซียนวานร จนให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับวานร
ปีศาจโลหิต ไม่ผิดเพี้ยน
ในตอนที่ อู่ อวี้ ก้าวขึ้นมา นัยน์ตามีโลหิตของวานร
ปีศาจโลหิต ก็เพ่งเป้ามาที่เขาอย่างชัดเจน!
“ช่างน่าทึ่งจริงๆ!”
อู่ อวี้ ได้ค้นพบว่าเมื่ออยู่ภายในกำแพงนี้ และเมื่อ
เผชิญหน้ากับวานรปีศาจโลหิตโดยตรง แม้ว่าอีกฝ่าย
จะได้ตายไปแล้ว แต่ทว่าปีศาจตนนี้กลับให้ความรู้สึก
ราวกับว่ากำลังมีชิวิตอยู่ก็มิปาน
“ฟู่ว ฟู่ว” ปีศาจวานรโลหิตตัวนี้ส่งเสียงออกมา มัน
ไม่ใช่เสียงเห่าหอน แต่ อู่ อวี้ ก็เกิดความรู้สึก
เหมือนกับว่าหูของเขาเกือบจะถูกฉีกออก
สีหน้าของวานรปีศาจโลหิต ตนนี้ไม่พอใจ แม้กระทั่งมี
ความรู้สึกผิดหวัง ราวกับกำลังร่ำไห้
เพียงพริบตาต่อมา วานรปีศาจโลหิต ก็ง้างปากขึ้น
แววตาของมันหรี่ลงเล็กน้อย จากนั้นมันเริ่มส่งเสียงร่ำ
ไห้ออกมา ทำให้คนที่ได้ยินเสียงรู้สึกสงสารเจ้าตัวเล็ก
ตัวนี้ไม่น้อย แต่ทว่าในพริบตาต่อมามันกลับได้
แปรเปลี่ยนกลายเป็นรู้สึกน่าหวาดกลัวแทน
“ฮือ ฮือ ฮือ……”
จากร้องไห้ ก็ได้เริ่มเปลี่ยนเป็นการร้องไห้ด้วยความ
โกรธเกรี้ยว และแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้อง! วานร
ปีศาจโลหิต ตัวนี้ไม่ได้เข้าใกล้กับ อู่ อวี้ เลยแม้แต่น้อย
แต่กลับซ่อนตัวอยู่ในระยะไกล กรีดร้องคำรามออกมา
อย่างบ้าคลั่ง ซึ่งเสียงกรีดร้องของมันก็คือสิ่งที่ อู่ อวี้
จะต้องรับมันไปให้ได้ ซึ่งมันคือ ‘เคล็ดวิชาเขตแดน
โลหิตกำสรวล’!
ท่ามกลางความไร้รูปแบบ กำแพงภายใน ‘เวทีท้าทาย’
พลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า เช่นเดียวกับ
พื้นที่ภายในเขตแดนเนตรทองคำของ อู่ อวี้ ภายใน
พื้นที่แห่งนี้ เสียงร่ำไห้และเสียงกรีดร้องของมันได้ดัง
กึกก้องวนเวียนอยู่ภายในพื้นที่ จึงทำให้เกิดเป็นความ
ดังกังวานยิ่งขึ้น และวานรปีศาจโลหิต ก็ยังคงเพิ่มเสียง
ร้องของมันเข้าไปไม่หยุด จิตเทวะผสานเข้ากับเนื้อ
เสียงจนยิ่งมายิ่งรุนแรงกระชากบาดหู!
ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ อานุภาพของมันยิ่งน่า
หวาดหวั่นมากกว่าเดิม!
จนกระทั่งถึงตอนนี้ อู่ อวี้ ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดราวกับว่าหู
ของเขาถูกฉีกกระชาก
ตัวเขายังไม่มีอำนาจจิตเทวะ ทว่าวิญญาณของเขากลับ
ต้องเผชิญกับการโจมตีทางเสียงที่รุนแรงเช่นนี้ ดังนั้น
ตั้งแต่เริ่มต่อสู้ อู่ อวี้ จึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบให้แก่
ปีศาจวานรโลหิตไป พริบตาเขากลับเป็นฝ่ายถูกต้อน
ให้เพียงต้านรับเท่านั้น!
“น่ากลัวมาก!”
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือเสียงเหล่านั้นไม่ได้หายไป แต่
ยังคงก้องกังวาลอยู่ภายในพื้นที่แห่งนี้ต่อไปไม่หยุด
หย่อน เสียงเริ่มทับซ้อนกันมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่ม
เปลี่ยนกลายเป็นสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ภาพเบื้อง
หน้ากลายเป็นเส้นด้ายสีโลหิตสายหนึ่ง มันหมุนวนไป
รอบๆ จากนั้นก็พวยพุ่งเข้าหา อู่ อวี้ เสียงกรีดร้องของ
มันเป็นเหมือนกับดั่งเข็มโลหิต ชอนไชเข้าไปในร่างกาย
ของเขาอย่างต่อเนื่อง!
เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้ว่าการโจมตีเช่นนี้
ไม่ใช่แก่นแท้พลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ แต่ทว่ามันกลับเป็น
เคล็ดวิชาเต๋าที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมา
ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงความแข็งแกร่งของปีศาจวานร
โลหิตในตอนนี้เลย เพียงแค่เขตแดนโลหิตกำสรวลก็
สามารถมอบความตายให้กับ อู่ อวี้ ได้แล้ว!
ตอนนี้ อู่ อวี้ ตระหนักถึงความน่าหวาดกลัวของ
‘บรรพชน’ ที่อยู่ที่นี่ได้อย่างแจ่มแจ้ง
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งเขาเผชิญหน้ากับวานรตัวนี้นาน
เท่าไหร่ ผลของมันก็ยิ่งทวีคูณความน่ากลัวมากขึ้น
เท่านั้น!
วิธีเดียวที่ จะหยุดยั้งเคล็ดวิชาเต๋าประเภทนี้ได้ก็คือเร่ง
รีบขัดขวางไม่ให้มันใช้งานได้สำเร็จ เพราะตราบใดที่
เคล็ดวิชานี้ได้เริ่มสำแดง ศัตรูก็จะต้องตกอยู่ในห้วงวัง
วนแห่งความทรมานยากที่จะรับไหว และไร้ซึ่งหนทาง
ที่จะต่อต้านพลังอำนาจของเคล็ดวิชานี้
ยามนี้เขาอยู่ภายใน ‘วิหารบัญญัติเต๋า’ที่อยู่ในเจดีย์
ล่องกำเนิดอีกที ทำให้ไม่สามารถพาหุ่นเชิดขาวดำเข้า
มาภายในได้
โชคยังดีที่ อู่ อวี้ ครอบครองกายเนื้อที่ค่อนข้าง
แข็งแกร่ง เขาจึงสามารถต้านทานมันเอาไว้ได้ภายใน
ชั่วระยะเวลาสั้นๆ เขาอาศัยช่วงเวลานี้ตอบโต้กลับไป
อย่างรวดเร็ว เขาไม่อาจจะสำแดงเคล็ดอิทธิฤทธิ์วิชา
อื่นได้ จึงใช้ออกด้วยร่างอวตารนอกวิถีอย่างรวดเร็ว
ในยามที่เขากำลังรู้สึกเจ็บปวดนี้ ก็รีบดึงเส้นขนออกมา
กระจุกหนึ่ง จากนั้นก็เป่ามันออกไปทำให้ร่างอวตาร
นับพันร่างของเขาบินกระจายออกมาเต็มทั่วทุกพื้นที่!
ร่างอวตารของเขาไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี
ด้วยเสียงนี้ พวกมันจึงพุ่งเข้าไปทำการโจมตีอีกฝ่าย
ในทันที!
มีคนไม่มากที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีทาง
เสียง สาเหตุที่ร่างอวตารไม่ได้รับผลกระทบ เพราะว่า
พวกมันเป็นเพียงแค่เส้นขนของเขา
ตูม ตูม ตูม!
ร่างอวตารจำนวนมากชักศาสตราเต๋าวิถีแท้ออกมาถือ
เอาไว้ เมื่อ อู่ อวี้ ถูกกดดันและต้องทนทรมาน พวก
มันได้พุ่งทะยานเข้าไปโจมตี ‘ปีศาจวานรโลหิต’อย่าง
บ้าคลั่ง
อีกฝ่ายก็ไม่ได้คาดคิดว่า อู่ อวี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงที่
น่าอัศจรรย์เช่นนี้ จึงไม่อาจตอบสนองได้ทัน ถูกทุบตี
จนต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ทำให้พลังอำนาจของ
‘เคล็ดเขตแดนโลหิตกำสรวล’นี้อ่อนกำลังลง
ไม่นาน วานรปีศาจโลหิต ก็ค้นพบได้ว่า ร่างอวตาร
ของ อู่ อวี้ ทำได้เพียงแค่สร้างความรำคาญให้กับมัน
เท่านั้น แต่ไม่มีพลังอำนาจมากพอที่จะเอาชนะมันได้
ดังนั้นมันจึงทำการวิ่งหนีไปพลางและสำแดงเคล็ดเขต
แดนโลหิตกำสรวลออกมาอย่างต่อเนื่อง
แต่ ยามนี้ อู่ อวี้ ฉวยโอกาสชั่วอึดใจนี้
ซึ่งมันก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว
“เขตแดนเนตรทองคำ!”
แม้ว่าภายในที่แห่งนี้จะไม่มีดวงตะวัน แต่ว่าพลัง
อำนาจของเขตแดนเนตรทองคำสามารถสร้างดวง
ตะวันขึ้นมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ภายในพื้นที่
ปิดกั้นเช่นเวทีท้าทายแห่งนี้ ดวงตาของเขาจึงยิ่งส่อง
ประกายแสงออกมา เขตแดนเนตรทองคำของ อู่ อวี้
สามารถปกคลุมพื้นที่แห่งนี้ได้รวดเร็วยิ่งกว่าเคล็ดเขต
แดนโลหิตกำสรวล เขตแดนเนตรทองคำได้ก่อตัวเป็น
บอลเพลิงขนาดยักษ์ ปกคลุมไปทั่วเวทีท้าทายแห่งนี้
พื้นที่ภายในเวทีท้าทายถูก อู่ อวี้ กลืนกินอย่าง
ฉับพลัน แน่นอนว่าวานรปีศาจโลหิตก็ถูกลืนกินเข้าไป
อยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
เมื่อมันสำแดงเคล็ดเขตแดนโลหิตกำสรวลออกมา มัน
ก็ถูกเคล็ดแดนเนตรทองคำนี้แผดเผาต่อต้านในทันที
สุดท้ายแล้วเขตแดนเนตรทองคำของ อู่ อวี้ จะ
แข็งแกร่งกว่าหรือว่าจะเป็นเคล็ดเขตแดนโลหิต
กำสรวลนี้………
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ