กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 728: อสูรกลืนทมิฬ
ท้องฟ้าเหนือจักรวรรดิเป่ยหมิง มีแสงเรืองรองสว่าง
เจิดจ้าปรากฏให้เห็น
บริเวณทิศเหนือของท้องนภาในวันนี้ มีแสงสีแดงส่อง
สว่างวูบวาบไปมา แผ่ปกคลุมนางฟ้านครหมิง แสงสี
แดงนี้ดูเสมือนดั่งภูตพรายก็มิปาน
อู่ อวี้ อยู่กับองค์หญิงโย่วเสี่ยมาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว
พระราชวังจักรพรรดิหมิงนั้นเงียบสงบเป็นอย่างมาก
ในแต่ละวันจะเห็นเหล่าราชวงศ์ส่วนใหญ่ กำลังฝึกฝน
บ่มเพาะกันอย่างแข็งขัน มีบางส่วนที่ฝึกฝนบ่มเพาะอยู่
ด้านนอก
ปัจจุบัน อู่ อวี้ อยู่ในส่วนหนึ่งของวังแห่งนี้เท่านั้น
ภายในพระราชวังจักรพรรดิหมิงนั้นยังมีพื้นที่ลึกลับอีก
มากมาย ซึ่งองค์หญิงโย่วเสี่ยไม่สะดวกพาเขาไปเดิน
ชม
ถ้าอยู่ภายในพระราชวังจักรพรรดิหมิง จะมีเพียงไม่กี่
คนเท่านั้นที่คอยจับตาให้ความสนใจกับพวกเขาทั้งสอง
แต่เมื่อใดที่ทั้งสองออกไปด้านนอก พวกเขาจะ
กลายเป็นเป้าสายตาจุดสนใจของคนจำนวนมากทันที
โดยเฉพาะองค์หญิงโย่วเสี่ยไม่ว่านางจะไปที่ใดความ
โดดเด่นของนาง จะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้
“ พวกเขาออกมาแล้ว ”
“ อู่ อวี้ หลบซ่อนตัวอย่างมิดชิดนานกว่าหนึ่งเดือน ไม่
มีผู้ใดสามารถเข้าถึงตัวเขาได้เลย ”
“ ความหาญกล้าของเขาเรียกได้ว่าสูงเทียมฟ้าเลย
ทีเดียว ว่ากันว่าแม้แต่ ‘อินติ่ง’ ก็ยังถูกเขาปั่นหัวราวก็
เป็นของเล่น เนื่องจากว่าตอนนั้น อู่ อวี้ บอกว่าจะไม่
ปริปากพูดอะไรออกมา ดังนั้นอินติ่งจึงยอมปล่อยไป
แต่โดยดี ”
” นับว่าฉลาดไม่น้อย เพิ่งปรากฏตัวด้านนอกหลังจาก
สิ่งต่างๆได้ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้ต้วนอี้หาเรื่องเขา ก็คง
ไม่สามารถทำอันใดได้ ”
” มันก็แค่ลูกไม้ตื้น ๆ ของคนต่างถิ่น มาตีสนิทกับองค์
หญิงโย่วเสี่ยหมายมาดใช้ประโยชน์จากนาง ทั้งยังทำ
ตัวยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนของ
นครหมิง ยอมสนับสนุนเขาได้ ความรู้สึกของทุกคน
ยามนี้เสมือนดั่งถูกเอาเลือดสุนัขราดหัว ”
คนเหล่านี้พูดคุยเรื่องของ อู่ อวี้ กันอย่างสนุกปาก
ทว่าพวกมันก็ทำได้เพียงแค่ส่ายศีรษะเท่านั้น เพราะ
พวกมันไม่รู้ว่าควรจะชื่นชมหรือจะรังเกียจเขาดี
ท้ายสุดแล้ว อู่ อวี้ ก็เป็นเพียงแค่คนต่างถิ่นสำหรับ
พวกมันเท่านั้น
ระหว่างที่ผู้คนกำลังพูดถึงเรื่องนี้ อู่ อวี้ กับ องค์หญิงก็
รีบมุ่งหน้าไปยัง ‘ค่ายเป่ยหมิง’ อย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใด
กล้าขวางกั้นพวกเขาแม้แต่ผู้เดียว หลังจากนั้นไม่นาน
ทั้งคู่ก็มาถึงค่ายทหาร
ในมือขององค์หญิงโย่วเสี่ย มีป้ายคำสั่งผู้บัญชาการ
กองทัพโย่วฉาง ฉะนั้นการที่นางจะเข้าหรือออกค่าย
เป่ยหมิงจึงเป็นเรื่องที่ง่ายมาก
ทั้งสองมิได้ไปยัง ‘ค่ายผลาญนภา’ แต่มองหาค่ายใกล้
ที่สุด เพื่อเข้าสู่นครหมิงอี้
ทั้งสองหายตัวไปนานกว่าหนึ่งเดือน เรื่องราวใหญ่โตที่
เกิดก่อนหน้านี้เกือบเริ่มซาหายไปจนสิ้นแล้ว แต่การ
ปรากฏตัวของคนทั้งสองได้กลายเป็นพายุลูกใหญ่อีก
ครั้ง ข่าวเรื่องนี้ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
หลายคนจับตาให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะ
อยากรู้ว่า อู่ อวี้ นั้นวิเศษวิโสมากเพียงใด?
“ คนผู้นี้เองน่ะหรือ อู่ อวี้ ที่กล้ากระทำตัวใหญ่โต
โอหัง เห็นทีทั้งตัวมันคงมีดีแค่ความบ้าบิ่นซะล่ะกระมัง
”
“ ไม่รู้ว่าไปกินดีเสือดาวหรือหัวใจหมีที่ไหนมา ถึงได้
หาญกล้าท้าทายคนตระกูลใหญ่โตเช่นนั้น กองทัพหลี่
เทียน , ตำหนักราชครูกรมอาญา , คฤหาสน์ตระกูล
อิน , แล้วยังอีกไม่น้อยที่มีส่วนเกี่ยวข้องพัวพัน ”
” ในคราแรกข้ายังแอบคิดว่า เขาคงหวาดกลัวอิทธิพล
จนไม่กล้าออกมา แต่ในเมื่อเขาออกมาแล้ว คาดว่า
จะต้องโดนลงโทษทางวินัยเป็นแน่ คนพวกนั้นจะต้อง
ไม่นิ่งเฉย ”
” ถ้าเป็นข้าก็คงไม่นิ่งเฉย ตระกูลเป่ยหมิง อันทรง
เกียรติ จะให้คนต่างถิ่นมาเหยียดหยามศักดิ์ศรีได้
อย่างไร ? ถึงแม้ว่าต้วนอี้จะถูกลดขั้นกลายเป็นเพียง
แค่หัวหน้ากองร้อย แต่อำนาจอิทธิพลความแข็งแกร่ง
ของเขาก็ยังคงอยู่มิได้เปลี่ยนแปลง เมื่อไม่นานมานี้เขา
เพิ่งสังหารสิ่งมีชีวิตประหลาด ในพิภพต่างมิติมา
จำนวนหนึ่ง ซึ่งแต้มผลงานของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่าง
รวดเร็วยิ่ง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเขาจะกลับคืนสู่
ตำแหน่ง ขุนพลโย่วหมิง! ”
เมื่อได้ยินเรื่องนี้มันก็ทำให้ อู่ อวี้ อดยิ้มขึ้นมาอย่าง
ช่วยไม่ได้
การขึ้นเป็นหัวหน้ากองร้อย จะต้องมีแต้มผลงาน
1,000 แต้ม
หัวหน้ากองพัน 10,000 แต้ม
ขุนพลโย่วหมิง 100,000 แต้ม
หากมันต้องการขึ้นเป็นขุนพลโย่วหมิง มันจะต้องมี
แต้มผลงาน 100,000 แต้ม ทว่าตอนนี้มันมีแต้ม
ผลงานเหลือเพียงแค่ 1,000 แต้มเท่านั้น การจะสะสม
ให้ได้ถึง 100,000 แต้มนับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่น้อย
คงไม่ต้องพูดถึงว่ามันจะใช้เวลาแค่ไม่กี่ปี ต่อให้สิบปียัง
เป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ กล่าวได้ว่าการเปิดเผยความ
จริงของ อู่ อวี้ นี้ เป็นการทำลายเวลาในอนาคตของ
มันเกือบครึ่งเลยก็ว่าได้
นับเป็นการเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
แล้วผู้ใดกันเล่าที่คิดร้ายกับผู้อื่นก่อน? ดั่งคำกล่าวที่ว่า
ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นย่อมถึงตัว ดาบนั้นย่อมคืน
สนองกลับ
“ สมควรเรียกว่าทำตัวเอง ”
ท่ามกลางสายตาจากฝูงชน คนทั้งสองในมุ่งหน้าเข้าสู่
ค่ายทหาร จากนั้นก็ตรงไปยังทางเข้าสู่พิภพต่างมิติ
ทันที เนื่องจากองค์หญิงโย่วเสี่ย มีป้ายคำสั่งของโย่
วชางอยู่ในมือ ฉะนั้นทั้งสองจึงสามารถผ่านทางกันได้
อย่างราบรื่น มุ่งเข้าสู่พิภพต่างมิติได้โดยตรง
กลับมาเยือนนครหมิงอี้อีกครั้งในที่สุด! นครแห่งนี้รก
ร้างไร้ซึ่งผู้คน แต่ก็มีหลายคนเข้ามาเพื่อไล่ล่าสังหาร
‘สิ่งมีชีวิตประหลาด ‘ ดังนั้นจึงสามารถพบเห็น
องครักษ์หมิงไห่อยู่ทุกหนทุกแห่ง
บางคนก็เข้ามาฝึกฝนบ่มเพาะอยู่ภายในนครหมิงอี้อยู่
ชั่วระยะหนึ่ง จากนั้นค่อยย้อนกลับไปอีกครั้ง
“ เสด็จอาสั่งให้พวกเราไปได้แค่พื้นที่ระดับ 6 เท่านั้น
ห้ามเข้าไปลึกมากกว่านี้ ”
” ไม่มีปัญหา ร่างกายของข้ามันดึงดูดสิ่งมีชีวิต
ประหลาดเสียด้วยสิ แม้แต่พื้นที่ระดับ 5 ข้ายังพบเจอ
กับสิ่งมีชีวิตประหลาดอันทรงพลังมากมาย ” อู่ อวี้
กล่าว
” ใช่ การอยู่ที่นี่ เจ้าก็เหมือนกับเนื้อย่างดี ๆ นี่แหละ ”
หลังจากองค์หญิงโย่วเสี่ยพูดจบประโยค หลายคนก็
เริ่มให้ความสนใจพวกเขาทั้งสอง วันแรก ๆ พวกเขาก็
อาจจะกลายเป็นจุดสนใจ แต่พอนานวันเข้า คนเหล่านี้
เห็นพวกเขาทั้งสองจนชินชา
ทั้งสองหาได้ใส่ใจบทสนทนาของคนอื่น ๆ ทั้งมุ่งหน้า
เดินทางสู่เป้าหมายอย่างรวดเร็ว หลังจากได้รับ ‘ยันต์
แสงทำลายรัตติกาล’ ก็รีบเข้าสู่พิภพต่างมิติ เมื่อเข้า
มาถึงก็พบเจอกับความมืดมิดผสานกับเสียงหวีดหวิว
อย่างต่อเนื่อง ในเวลานี้พวกเขาอยู่ท่ามกลางโลกอัน
มืดสนิทเต็มไปด้วยความโหดร้าย
ว่ากันว่าต้วนอี้อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน มันกำลังพยายามเก็บ
สะสมแต้มผลงานอย่างบ้าคลั่ง
ช่างน่าเสียดายที่ อิงอิง ไม่ได้มาที่นี่ด้วย
อู่ อวี้ กับ องค์หญิงโย่วเสี่ย ยังคงมุ่งหน้าไปยังส่วนลึก
โดยมิได้รั้งรอแม้แต่น้อย
ทั้งสองผ่านหลาย ๆ พื้นที่ เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิต
ประหลาดมากมาย ทันทีที่พวกมันเห็น อู่ อวี้ พวกมัน
ก็ประโคมเข้ามาโจมตีใส่พวกเขาอย่างบ้าคลั่ง แต่แล้วก็
ถูกฆ่าตายลงอย่างรวดเร็ว
ภายในพื้นที่ระดับ 2 ระดับ 3 พวกเขายังคงพบเจอกับ
สิ่งมีชีวิตประหลาดที่มีความแข็งแกร่งยังไม่สูงมากนัก
“ การที่มีเจ้าอยู่ ไม่ใช่ว่านี่เท่ากับใช้เจ้าเป็นเหยื่อล่อ
มนุษย์เช่นนั้นหรือ? ” ระหว่างที่องค์หญิงโย่วเสี่ยร่วม
ทางไปกับ อู่ อวี้ นางก็แสดงออกด้วยท่าทางผ่อนคลาย
ยิ่ง นอกจากนี้ยังคอยหันมามอง อู่ อวี้ เป็นครั้งคราว
ภายในแววตาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนละมุนอย่างที่
ไม่เคยปรากฏมาก่อน
” ก็น่าจะเป็นแบบนั้น ฮ่าฮ่า”
อู่ อวี้ ก็ควบคุมเมฆาตลบฟ้า เดินทางมุ่งหน้าลึกเข้าไป
อย่างต่อเนื่อง ผ่านดินแดนอันหนาวเหน็บสุดขั้วและ
พายุที่พัดโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งตลอดเส้นทาง แล้ว
ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงพื้นที่ระดับ 6 ภายในพิภพต่างมิติ
ซึ่งนี้ก็ถือว่ามีระดับสูงกว่าครั้งล่าสุดที่ อู่ อวี้ เข้ามา 1
ระดับ
ภายในสถานที่แห่งนี้ มีพายุพัดโหมกระหน่ำปกคลุมไป
ทั่วทั้งน่านฟ้า ทรายสีดำที่ฝุ้งตลบอบอวลดูเสมือนดัง
สัตว์อสูรขนาดยักษ์ กรีดร้องคำรามไปทั่วทั้งสวรรค์
และปฐพี ความหนาวเย็นสุดขั้วที่แทบจะแทรกซึมลึก
เข้าไปถึงกระดูก ดินแดนแห่งนี้เปรียบเสมือนดั่งโลก
แห่งการทำลายล้าง
ถึงแม้ว่าจะยังไม่พบสิ่งมีชีวิตประหลาด แต่เมื่ออยู่ใน
สถานที่แห่งนี้ พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับ
สภาพแวดล้อมอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงเช่นนี้อยู่
ตลอดเวลา
เมื่อมาถึง องค์หญิงโย่วเสี่ย ก็กล่าวขึ้นว่า ” เราจะรู้ได้
อย่างไร ว่าเจ้าจะเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ทำ
ให้เจ้าต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดเมื่อใด?”
เพียงเมื่อเสียงพูดคุยจบลง ทรายสีดำเบื้องหน้า ก็พุ่ง
พล่านปั่นป่วนอย่างรุนแรง โหมกระหน่ำม้วนยิ่งจนดู
เสมือนดั่งคลื่นสมุทร เปี่ยมล้นไปด้วยบรรยากาศอันดุ
ร้ายและความหนาวเย็นสุดขั้ว ซึ่งสิ่งนั้นมาจากใต้ผืน
พิภพเบื้องหน้า
“ ข้าเดาว่า ก็น่าจะเป็นตอนนี้แหละ ” อู่ อวี้ ได้
เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตประหลาดมามากมาย ดังนั้นเขา
จึงสามารถตัดสินความแข็งแกร่งของสิ่งมีชีวิต
ประหลาดที่อยู่เบื้องหน้าได้ เช่น เจ้าตัวที่อยู่เบื้องหน้า
นี้ มันจะต้องแข็งแกร่งกว่าธาราทมิฬอย่างแน่นอน
“ แข็งแกร่งขนาดนั้นเลยเช่นนั้นหรือ? ” องค์หญิงโย่ว
เสี่ย รู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าอันที่จริงแล้ว
การเดินทางในครั้งนี้ นางก็ตั้งใจมาฝึกฝนเพื่อพัฒนา
ขอบเขตการฝึกตนด้วยเช่นกัน
” สิ่งมีชีวิตประหลาดเบื้องหน้า เป็นรองแค่ ‘จักรพรรดิ
อสูรแดนเหนือ’ เท่านั้น ” อู่ อวี้ อย่างจริงจัง
” ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ลงมือได้เลย ข้าจะลอบโจมตีมันเอง ”
โย่วเสี่ย แย้มยิ้มอย่างงดงาม ท่ามกลางพายุกระหน่ำ
ผมของนางปลิวพริ้วไสวไปตามสายลม แล้วทันใดนั้น
นางก็หายตัวไป ราวกับว่าได้ผสานเป็นหนึ่งกับกระแส
สายวาโย
“ อืม ” อู่ อวี้ มิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดมากนัก เขาถือ
ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณไว้ในมือ ใช้ออกด้วยร่าง
จำแลงเซียนวานร แปลเปลี่ยนกลายเป็นเซียนวานร
ทองคำ ขนสีทองอร่าม ร่างกายบึกบึน ดวงเนตรสี
โลหิต คมเขี้ยวคู่ยาว ทั้งหมดล้วนแสดงออกมาใน
รูปลักษณ์ของสัตว์ร้ายอันอหังการ
“เทียมฟ้าจรดดิน” หลังจากนั้นก็ใช้ออกด้วยพลัง
อิทธิฤทธิ์เพียงฟ้าจรดดินแบบเต็มกำลัง ส่งผลให้บัดนี้
ร่างกายของเขายืดขยายใหญ่ขึ้น จนดูเสมือนดั่งวานร
ยักษ์ ยามนี้กระทั่งองค์หญิงโย่วเสี่ยก็สูงถึงแค่น่องของ
เขาเท่านั้น
“ก๊าซซซ!!” บางทีอาจเป็นเพราะการกระตุ้นจากดวง
เนตรที่ลุกโหมกระหน่ำประดุจเพลิงของ อู่ อวี้
สิ่งมีชีวิตประหลาดจึงกรีดร้องคำรามขึ้นมาอย่าง
ฉับพลัน จากนั้นมันก็พุ่งกระโจนออกมาจากผืนทราย
ทมิฬในทันที
หาเพ่งมองอย่างพินิจ จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้ว
สิ่งมีชีวิตประหลาดตนนี้ คือคางคกทมิฬแสนน่าเกลียด
น่ากลัวตนหนึ่ง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยปุ่มนูน
ตะปุ่มตะป่ำ ดวงตาสีเขียว ปากขนาดใหญ่ ที่ดู
เหมือนว่าจะสามารถกลืนกินได้ทั้งสวรรค์และปฐพี
คางคกตัวนี้ดูดุร้ายยิ่ง ขาทั้ง 4 ข้างเหยียบอยู่บนพื้น
พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงของมัน
ดังก้องกังวาล สะเทือนฟ้าสะเทือนดินไปทั่วทั้งสิบทิศ
“อสูรกลืนทมิฬ” อู่ อวี้ หรี่ตาลง ในที่สุดเขาก็รับรู้ได้
ถึงอัตลักษณ์ของ ‘สรรพเทวะวิญญาณ’ ตนนี้
‘อสูรกลืนทมิฬ’ ถือเป็นสรรพเทวะวิญญาณที่กำเนิด
ขึ้นท่ามกลางความเย็นยะเยือกสุดขั้วแห่งสวรรค์และ
ปฐพี บางส่วนของมันคล้ายคลึงกับ ‘บรรพชนมารกลืน
สวรรค์’ อย่างไรก็ตามสิ่งที่มันต่างไปจากบรรพชนมาร
กลืนสวรรค์ คือบรรพชนมารสามารถกลืนกินได้ทุก
สรรพสิ่ง เพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น ส่วนอสูรกลืน
ทมิฬสามารถกลืนกินได้เพียงปราณหยินอันเย็นยะ
เยือกเท่านั้น ซึ่งการโจมตีของมันก็ถือเป็นขั้วตรงข้าม
แตกต่างจากพลังอิทธิฤทธิ์ ‘กักตะวัน’ ของ อู่ อวี้
ถึงกระนั้นอสูรทมิฬก็ถือว่าน่าสะพรึงกลัวมากเช่นกัน
โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ร่างกายขนาดใหญ่ของมันปรากฏ
ขึ้นเบื้องหน้าของเขา
โดยทั่วไปแล้วสิ่งมีชีวิตประหลาด จะมีความสามารถ
และชนิดแตกต่างกันไป และในส่วนของอสูรกลืนทมิฬ
ตนนี้ ก็มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ซึ่งตัวเล็กสุดก็มี
ขนาดเท่าฝ่ามือเท่านั้น แน่นอนว่าพวกมันไม่ควรค่า
แม้แต่ชายตามองด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามอสูรกลืนทมิฬที่
อยู่เบื้องหน้าเขา เป็นประเภทตัวใหญ่มากที่สุด
ในเวลานี้อสูรกลืนทมิฬได้มุ่งเป้ามาที่ อู่ อวี้ กับ หญิง
โย่วเสี่ยแล้ว มันแผดเสียงร้องคำรามดังกึกก้อง ปาก
ขนาดใหญ่ที่ดูเสมือนดั่งหลุมดำทมิฬ แล้วในชั่วพริบตา
นั้นเอง ความโกลาหลปั่นป่วนทั้งหมดในพิภพต่างมิติ
ไม่ว่าจะเป็นพายุที่พัดโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง หรือ
ความมืดมิดทมิฬ ล้วนถูกมันกลืนกินเข้าไปจนสิ้น เห็น
ได้ว่ายามนี้ท้องของมันกำลังโป่งพองขยายใหญ่ขึ้น
เรื่อย ๆ แม้กระทั่งกระพุ้งแก้มด้านข้างของมันก็
กลายเป็นถุงลมขนาดใหญ่ แล้วทันใดนั้นหลังจากการ
กลืนกิน ความหนาวเย็นรอบ ๆ บริเวณจะหายไปทันที
“ระวังตัวด้วย!” องค์หญิงโย่วเสี่ยร้องเตือน
กล่าวได้ว่า ‘อสูรกลืนทมิฬ’ ตนนี้ ลงมือได้อย่างรวดเร็ว
ยิ่ง ภายใต้การกลืนกิน ร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้น
นับสิบเท่า แล้วทันใดนั้นเองมันก็พ่นสิ่งที่กลืนกินไป
ออกมา ไม่ว่าจะเป็นความเย็นสุดขั้ว หรือแม้กระทั่ง
พายุทมิฬ ล้วนถูกเร่งปฏิกิริยาโดย ‘เต๋า’ เมื่อทั้งหมดนี้
ถูกปลดปล่อยออกมา ก็เพียงพอที่จะบดขยี้ทำลายทุก
สรรพสิ่งให้สิ้นราพณาสูร
ฟูมม ตูมมม!
อสูรกลืนทมิฬ พ่นกระแสสายเชี่ยวกรากทมิฬออกมา
สิ่งที่มันปลดปล่อยออกมานั้นเสมือนดั่งจักรพรรดิอสูร
แดนเหนือก็มิปาน พวยพุ่งเข้ามาพร้อมกับคลื่นพายุ
คลั่ง และ ความหนาวเย็นสุดขั้ว
“เขตแดนเนตรทองคำ!” ถึงแม้จะต้องเผชิญหน้ากับ
อสูรกลืนทมิฬอันน่าสะพรึงกลัว แต่บัดนี้ อู่ อวี้ ก็หาได้
เกรงกลัวมันไม่ ดวงเนตรของเขาส่องสว่างเจิดจ้า
ประดุจดวงตะวัน แล้วทันใดนั้นมันก็พุ่งทะยานโจมตี
เข้าใส่อสูรกลืนทมิฬทันที พิภพแห่งดวงตะวันอัน
ร้อนแรง แผ่ขยายปกคลุมร่างของเขาและโย่วเสี่ยไว้
ภายใน
เปลวเพลิงทองคำลุกโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง!
ดวงเนตรทองคำที่ห้อมล้อม อู่ อวี้ อยู่นั้น กลายเป็น
ลูกไฟขนาดใหญ่ลุกไหม้แผดเผาระหว่างสวรรค์โลกา
ทันใดนั้นเอง มันก็ปะทะเข้าใส่ กระแสสายทมิฬอัน
เชี่ยวกรากเย็นเยือกสุดขั้วที่ ‘ อสูรกลืนทมิฬ ‘
ปลดปล่อยออกมา!
เมื่อความร้อนและความเย็นปะทะเข้าหากัน ก็บังเกิด
เป็นเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างรุนแรง บัดนี้ อู่ อวี้ ได้พบ
เจอกับคู่ต่อสู้ซึ่งมีฝีมือเท่าเทียมกันแล้ว แม้ว่าเขาจะใช้
เขตแดนเนตรทองคำโจมตีเข้าใส่คู่ต่อสู้จากทั่วทุก
สารทิศ แต่ก็ไม่คาดคิดว่า จะตึงมือถึงเพียงนี้
บอลเพลิงนี้ทำให้อสูรทมิฬรู้สึกโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง
จากนั้นมันก็เริ่มการดูดกลืนอีกครั้ง! เมื่ออยู่ภายใน
พิภพต่างมิติมันย่อมได้เปรียบอย่างแน่นอน หากอยู่
ภายใต้ดวงตะวันอันร้อนแรงแล้วละก็ อู่ อวี้ คงหาได้
เกรงกลัวมันไม่
หลังจากเตรียมพร้อมโจมตีอีกครั้ง อู่ อวี้ ก็ปลกล่อย
‘เขตแดนเนตรทองคำ’ ที่กักเอาไว้ออกไปทันที!
เขาจะไม่ปะทะกับมันซึ่ง ๆ หน้า แต่เขาจะใช้วิธีอื่น
“ร่างอวตารนอกวิถี!”
ท่ามกลางเขตแดนเนตรทองคำ ร่างอวตารนับพัน
พร้อมกลับ อู่ อวี้ ร่างต้น ก็ปรากฏขึ้นไปบนหัวของ
อสูรกลืนทมิฬ
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ