กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 729: ขั้นที่ 10
กล่าวได้ว่าการเผชิญหน้ากับ ‘อสูรกลืนทมิฬ’ ต่อให้เขา
จะใช้เขตแดนเนตรทองคำ ก็ยังยากที่จะจัดการกับมัน
ได้ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเจ็บปวดเศียรเวียนเกล้า
เป็นอย่างยิ่ง
หากไม่สามารถสังหารมันได้ เขาก็จำเป็นต้องหลบหนี
หากจำไม่ผิดถ้า อู่ อวี้ สามารถสังหาร อสูรกลืนทมิฬ
ได้โดยลำพังเขาจะได้รับแต้มผลงานอย่างน้อย 300
แต้ม นี่คือความต่างชั้นระหว่างตัวมันกับ ‘ธาราทมิฬ’
แต่ตอนนี้เขายังมีหนทางอื่นอีก
หากพลังอิทธิฤทธิ์ล้มเหลว เพียงแค่แสดงเคล็ดวิชาเต๋า
ออกมาเท่านั้น!
ในขณะนี้ ‘ อสูรกลืนทมิฬ ‘ ได้กลืนกลิ่นอายหยินและ
ความเย็นสุดขั้วจากพื้นที่ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ร่างกาย
ของมันเริ่มโป่งพองอีกครั้ง เป็นไปได้ว่าการโจมตีใน
ครั้งนี้ของมันอาจสังหาร อู่ อวี้ ลงได้ ซึ่งทั้งหมดก็มี
สาเหตุมาจากมันถูกยั่วยุกวนโทสะโดยเขตแดนเนตร
ทองคำของ อู่ อวี้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการโจมตีในครั้ง
นี้ย่อมทรงพลังกว่าครั้งก่อนอย่างแน่นอน!
ในขณะที่มันกำลังกลืนกินพื้นที่อยู่นั้น ท้องขนาดใหญ่
ของมันได้บังเกิดรอยแตกปรากฏให้เห็น จนกระทั่ง
บัดนี้คางคกทมิฬดูเสมือนดั่งลูกบอลขนาดใหญ่ มันจึง
หยุดการดูดกลืน
สามารถแลเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การที่ อู่ อวี้ ใช้
อุณหภูมิความร้อนอย่างรุนแรงแผดเผาพิภพต่างมิติ
ทำให้สิ่งมีชีวิตประหลาดที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ รู้สึกอึด
อัดไม่พอใจ
ด้วยพลังระดับนี้ ถ้าอสูรกลืนทมิฬปลดปล่อยออกมา
รับรองว่าอานุภาพล้างผลาญจะต้องรุนแรงอย่าง
แน่นอน
อย่างไรก็ตามเวลานี้ มันไม่ทราบว่าร่างอวตารนับพัน
นของ อู่ อวี้ ซ่อนอยู่ภายในเขตแดนเนตรทองคำ
“เขตแดนโลหิตกำสรวล!”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงของวานรกำลังกรีดร้องร่ำไห้ออกมา
เป็นโลหิต เสียงของมันโหยหวนดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง
อู่ อวี้ แสดงให้เห็นถึงคลื่นพลังเสียงอันยิ่งใหญ่ โดยการ
ปลดปล่อยผ่าน ‘เคล็ดเขตแดนโลหิตกำสรวล’
นอกจากพลังเสียงที่รุนแรงมันยังคมชัดอยู่ในระดับสุด
ยอด ความคมชัดของมันเปรียบได้ดั่งคมดาบคมกระบี่
ก็มิปาน!
ด้วยโลหิตกำสรวล ส่งผลให้พื้นที่แห่งนี้ กลายเป็น
อาณาเขตที่ท่วมท้นไปด้วยโลหิตทันที กล่าวได้ว่าเวลา
นี้เขตแดนโลหิตกำสรวลขนาดใหญ่ ได้กลืนกิน ‘อสูร
กลืนทมิฬ’ เข้าไปด้วย
ปลดปล่อยเคล็ดวิชานี้เพียงผู้เดียวก็รุนแรงหนักหน่วง
มากพอแล้ว แต่ในเวลานี้มันทวีเพิ่มขึ้นอีกพันเท่า ส่ง
ให้เคล็ดเขตแดนโลหิตกำสรวลพันเท่า ผสานรวมเข้า
ด้วยกัน!
อีกทั้งยังถือเป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ พยายามใช้โจมตีศัตรู!
ฉะนั้นเขาจึงลงมืออย่างเต็มกำลังไร้ความปราณี ทุกสิ่ง
ทุกอย่างที่วานรปีศาจโลหิตกำสรวลสอนให้แก่เขา
บัดนี้มันได้ถูกปลดปล่อยออกไปแล้ว!
ตูมมมมมม!
นอกเหนือจากเขตแดนเนตรทองคำ เพียงชั่วพริบตา
เขตแดนโลหิตก็กลายเป็นม่านทรงกลมขนาดใหญ่ราว
กับรังไหม กลืนกินทั้งเขตแดนเนตรทองคำและอสูร
กลืนทมิฬไว้ภายไว้ภายใน!
บัดนี้คลื่นเสียงจาก เคล็ดเขตแดนโลหิตกำสรวล ได้
ควบแน่นกลายเป็นเม็ดโลหิต คาดว่าแม้แต่วานรปีศาจ
กำสรวลโลหิตก็ยังไม่สามารถกระทำเช่นนี้ได้
ตูมมมมมม!
เกิดการสั่นสะเทือนเกิดขึ้น
เครื่องเสียงจากทั่วทุกแห่งหนของ อู่ อวี้ ได้ระเบิด
แพร่กระจายแทรกซึมเข้าสู่ร่างของ อสูรกลืนทมิฬ
สามารถแลเห็นได้ว่า โลหิตทั้งหมดของเขตแดนโลหิต
กำสรวล บัดนี้ได้พรั่งพรูเข้าสู่ร่างกายของ อสูรกลืน
ทมิฬ ทันใดนั้นอสูรกลืนทมิฬก็ต้องหยุดกลืนกิน แล้ว
ร่างของมันก็เกิดระเบิดขึ้น ตูมมมม! ผิวสีดำของมัน
กลายเป็นโลหิตในทันที!
ตูม!
อู่ อวี้ พุ่งทะยานออกมาจากเขตแดนเนตรทองคำ
พลองหมื่นมังกรซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอันมหาศาล
บัดนี้ได้ยืดขยายใหญ่ขึ้น จากนั้นก็ถูกตะวัดฟาดเข้าใส่
หัวของอสูรทมิฬทันที!
เสมือนดั่งขุนเขาไท่ซานกดทับลงมา
ปัง!
อสูรกลืนทมิฬซึ่งถูกโจมตีโดย พลังของเขตแดนโลหิต
กำสรวล และบัดนี้มันได้ถูก อู่ อวี้ โจมตีเข้าใส่อีกครั้ง
ส่งผลให้อสูรกลืนทมิฬถูกบดขยี้ลงอย่างราบคาบ เดิม
ทีร่างกายร่างกายของมันก็เกือบจะระเบิดเต็มทีแล้ว
ดังนั้นเมื่อถูกพลองของ อู่ อวี้ ฟาดอัดกระแทกเข้าใส่
ร่างของมันระเบิดทันที!
ตึงตูมมม!
อสูรกลืนทมิฬ ถูกบดขยี้จนไม่เหลือซาก!
พลังหยินอันหนาวเย็นสุดขั้ว ที่เก็บสะสมอยู่ในตัวของ
มันได้ระเบิดออกมาด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่ามันอสูร
กลืนทมิฬจะถูกบดขยี้ไปก่อนแล้ว แต่พลังหยินที่ปะทุ
ออกมานี้ก็ส่งผลกระทบต่อ อู่ อวี้ อย่างใหญ่หลวง โชค
ดีที่ อู่ อวี้ ยังคงรักษาพลังของเขตแดนเนตรทองคำไว้
ซึ่งองค์หญิงโย่วเสี่ยที่อยู่ในเขตแดนก็ได้รับการปกป้อง
ไปด้วย ทำให้พวกเขาไม่ได้รับผลกระทบจากแรง
ระเบิด มีเพียงความหนาวเย็นเท่านั้นที่พวยพุ่งออกมา
“จบเสียที!”
อู่ อวี้ แทบจะใช้ทุกอย่างออกไปจนหมด จังหวะ
สุดท้ายเขาได้ใช้เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง ซึ่งเป็นพลัง
อำนาจที่รุนแรงมากที่สุด อัดกระแทกเข้าใส่อสูรกลืน
ทมิฬโดยตรง แน่นอนว่าถ้าไม่ใช่เพราะมีเขตแดนโลหิต
กำสรวลขวางกั้นการโจมตีของมันไว้ เขตแดนเนตร
ทองคำของเขาก็คงถูกทำลายไปแล้ว เสียงในหูอื้ออึง
ยามต่อสู้ทางกายเป็นอะไรที่ค่อนข้างอันตรายมากกว่า
ที่ใครจะคาดคิด
แน่นอนว่าหากไม่มีเขตแดนโลหิตกำสรวล อู่ อวี้ ก็ไม่
แน่ใจว่าตนเองจะเป็นคู่ต่อสู้ของสิ่งมีชีวิตประหลาดตน
นี้หรือไม่
แต้มผลงานที่ได้รับจากการสังหารอสูรกลืนทมิฬ อย่าง
น้อยมันก็มากพอจนเกือบทำให้เขากลายเป็นหัวหน้า
กองร้อย! อย่างไรก็ตามการต่อสู้ครั้งนี้มันค่อนข้าง
รุนแรงใหญ่โตมากเกินไป ฉะนั้นหลังจากที่รวบรวม
หลักฐานการต่อสู้เสร็จสิ้น เขาจึงรีบพา องค์หญิงโย่ว
เสี่ย ขี่เมฆาตลบฟ้าออกจากที่นี่ทันที
” อู่ อวี้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการต่อสู้ หรือ เจ้าก้อนเมฆนี้
มันน่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก … ” สำหรับองค์หญิงโย่ว
เสี่ยยิ่งนางได้เห็นความสามารถอันท่วมท้นของเขามาก
ขึ้น ก็ยิ่งทำให้นางเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า แม้ปัจจุบัน อู่
อวี้ จะยังไม่แข็งแกร่งมากก็ตาม ทว่าในอนาคตจะไม่มี
ผู้ใดหยุดยั้งเขาได้ ที่สำคัญยามนี้ยังมีอีกหลายคนไม่รู้
ว่าเขามีศักยภาพที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
อู่ อวี้ เพียงแค่ยิ้มแต่ก็ไม่พูดอันใด เพราะเคล็ดวิชาส่วน
ใหญ่นั้นมาจากฉีเทียนต้าเซิ่น โดยเฉพาะกายาเพชร
อมตะ กับ พลังอิทธิฤทธิ์สี่วิถี
“ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เป้าหมายของข้าตอนนี้คือก้าว
ตามวิถีของเจ้า เพื่อไม่ให้เป็นการถ่วงแข้งถ่วงขา
ฉะนั้นครั้งต่อไปถ้าพบเจอกับสิ่งมีชีวิตประหลาดข้าจะ
เป็นคนลงมือเอง ” องค์หญิงโย่วเสี่ยตัดสินใจ
” ย่อมได้ ข้าจะคอยดู ”
” ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าดูถูกข้าหรอก ฮิฮิ ” ตั้งแต่มาที่นี่
ทั้งสองก็เข้ากันได้ดีมากยิ่งขึ้น อารมณ์บรรยากาศผ่อน
คลายมากขึ้น บางครั้งนางก็ดูน่ารักน่าชังเป็นอย่างมาก
อู่ อวี้ พร้อมจะอยู่ที่นี่จนกว่าแต้มผลงานของเขาจะ
ครบ 1,000 แต้ม เมื่อถึงตอนนั้นเขาค่อยวางแผน
ออกไปด้านนอก
แน่นอนว่ายังคงพยายามไล่ล่าแสวงหาการต่อสู้ที่
หลากหลาย
ไม่ว่าจะเต๋าของอสูรทมิฬ หรือเต๋าของสิ่งมีชีวิต
ประหลาดตนอื่น ๆ พวกมันทั้งหมดล้วนสะท้อนให้เห็น
ในการต่อสู้ของพวกเขา
เต๋าแห่งสวรรค์และปฐพี ล้วนซ่อนอยู่ในทุกสรรพสิ่ง
อู่ อวี้ ไล่ล่าติดตามอย่างไม่เป็นอันกินอันนอน
เมื่อเวลาผ่านพ้นไป อู่ อวี้ ก็พบว่าด้วยความแข็งแกร่ง
และ ความพิเศษทางกายเนื้อของเขา ส่งผลให้อัตรา
ความรวดเร็วในการเพิ่มขึ้นของแต้มผลงานหาใช่
ปัญหาแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าการได้พบกับสิ่งมีชีวิต
ประหลาดอย่าง ‘อสูรกลืนทมิฬ ‘ จะเป็นเรื่องยาก แต่
สิ่งมีชีวิตประหลาดที่มีระดับเทียบเท่ากับ ‘ธาราทมิฬ’
ก็สามารถพบเห็นได้มากมาย
เขาเข่นคร่าสังหาร ไปพร้อมกับโย่วเสี่ยตลอดทุก
ทิศทาง
สิ่งมีชีวิตประหลาดส่วนใหญ่ไร้ซึ่งสติปัญญา ซึ่ง อู่ อวี้
ก็คิดว่าบางครั้งสติปัญญาที่มีก็ถือเป็นกุญแจสำคัญใน
การต่อสู้ ถึงแม้ว่าสรรพเทวะวิญญาณบางชนิดจะ
แข็งแกร่งมาก แต่ถ้ามันไร้ซึ่งปัญญา ก็จะติดข้อจำกัด
อยู่มากมาย น่าจะทราบว่า การที่มนุษย์ธรรมดา
สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย ก็เป็นเพราะ
สติปัญญาที่มี
พิภพต่างมิติเป็นดินแดนอันมืดมิด ที่ไร้ซึ่งแสงเดือน
แสงตะวันตลอดกาล
อู่ อวี้ ก็รู้สึกเกียจคร้านเกินไปที่จะมัวมานับเวลา
ดังนั้นเขาจึงมุ่งเน้นไปที่การล่าสังหารและตระหนักใน
เต๋า ซึ่งทางฝั่งของโย่วเสี่ยก็กระทำเช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้นับ แต่เขาก็มั่นใจว่าตอนนี้เขามี
แต้มผลงานเกิน 1,000 แต้มไปแล้ว หรืออาจจะ
มากกว่า 2,000 แต้มเลยด้วยซ้ำ
ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทในการยกระดับระดับการฝึกตน
ของ องค์หญิงโย่วเสี่ย ได้ส่งผลกระทบต่อ อู่ อวี้ อย่าง
ยิ่ง ทั้งคู่ต่างมุ่งเน้นความสนใจไปที่สิ่งนี้ บางครั้งบาง
คราเมื่อพวกเขาหันมาสบตากันและกัน พวกเขาก็
สามารถเข้าใจความคิดของกันและกันได้ทันที เสมือน
กับว่า อู่ อวี้ เชื่อมโยงอยู่กับนาง
เนื่องจากความสัมพันธ์ที่บังเกิดขึ้นจากวงเวทพันธะ
โลหิตควบคุมวิญญาณ ทำให้ อู่ อวี้ รู้ได้ว่านางกำลังคิด
อะไรอยู่ตลอดเวลา ในช่วงเวลานี้ความคิดของนางมี
ความบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง จิตใจของนางมีเพียงเต๋า
เท่านั้น ซึ่ง อู่ อวี้ ก็ไล่เรียงค้นหาไปตามการรู้แจ้งใน
เต๋าของนาง อย่างไรก็ตามหากใคร่ครวญอย่างพินิจ
แล้วล่ะก็ อาณาจักรการฝึกตนของนางนั้นสูงกว่า อู่ อวี้
มาก ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้เกิดสภาวะอย่างที่อธิบายมา
ข้างต้นขึ้น
เป็นความจริงที่ว่าการที่ อู่ อวี้ รับรู้ได้ถึงการตระหนักรู้
และความคืบหน้าในเต๋าของนาง จึงเป็นผลพลอยได้ทำ
ให้เขาพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ถึงแม้ว่าเต๋าจะแตกต่างกัน แต่สัมผัสแห่งการรู้แจ้งนั้น
เหมือนกัน ภายในมหาวิถีแห่งเต๋าอันลึกลับพิสดาร อู่
อวี้ กำลังพยายามไล่ล่าติดตามมันอย่างบ้าคลั่ง อีกทั้ง
ความเข้าใจขององค์หญิงโย่วเสี่ยยังทำให้ อู่ อวี้
ตระหนักรู้ได้ถึงวิถีแห่งเต๋าของตนเองบางส่วน
แล้ววันหนึ่ง โย่วเสี่ยก็กล่าวว่านางต้องการจะออกไป
ข้างนอก เนื่องจากว่านางสามารถทะลวงฝ่าเข้าสู่
ขอบเขต ‘ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ’ ขั้นที่ 7 ได้แล้ว ส่วน
ทางฝั่งของ อู่ อวี้ เขาก็พบว่า ตนเองเกือบจะทะลวงฝ่า
เข้าสู่ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 10 ได้แล้ว
เช่นกัน
หากยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งเขาสามารถควบแน่น
จิตเทวะ ก็จะถือว่าเขานั้นบรรลุรู้เข้าสู่ระดับ ‘ก่อร่าง
กำเนิตจิตเทวะ’ ได้สำเร็จ และเขาก็จะมีร่างกายของ
‘บรรพชนมารกลืนสวรรค์’ จากดวงจิตดวงที่ 2!
ด้วยเหตุนี้คนทั้งสองจึงตัดสินใจออกจากพิภพต่างมิติ
ซึ่งถ้าคำนวณเวลาดู นี่ก็ล่วงเลยผ่านมาถึง 2 เดือนแล้ว
อย่างไรก็ตามครั้งนี้ อู่ อวี้ มิได้มุ่งหน้าไปที่พระราชวัง
จักรพรรดิหมิง เนื่องจากพายุได้ผ่านพ้นไปแล้ว อีกทั้ง
เขายังหาได้เกรงกลัวต้วนอี้ไม่ ดังนั้น อู่ อวี้ จึงไม่คิดจะ
หลบซ่อนตัวอีก
ด้วยเหตุนี้โย่วเสี่ยจึงมุ่งหน้ากลับไปที่พระราชวัง
จักรพรรดิหมิงก่อน ส่วน อู่ อวี้ ก็มุ่งหน้ากลับไปยังที่
พักของตนเองในค่ายผลาญนภา ซึ่งยามนี้เขาต้องการ
จะปิดตนเพื่อทะลวงฝ่าด่าน ดังนั้นจึงกลับไปอย่าง
เงียบ ๆ โดยที่ไม่ให้ผู้ใดพบเห็น
เมื่อกลับมาถึงที่พัก อู่ อวี้ ก็วางเจดีย์ล่องกำเนิดไว้ใน
มุมลับมุมหนึ่ง จากนั้นก็เข้าไปในเจดีย์ล่องกำเนิดทันที
ในถุงจักรวาลของเขา ยังพอมีเม็ดยาจิตเทวะหลงเหลือ
อยู่บ้าง ทว่าก็มิได้มีจำนวนมากมายเท่าใดนัก แต่ก็พอ
ให้ใช้ปรับแต่งทะลวงฝ่าด่านอาณาจักรการฝึกตน
“ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 10!”
หลังจากปิดด่าน อู่ อวี้ ก็เริ่มการปรับแต่งดูดซับเม็ดยา
10 วันต่อมา เม็ดยาจิตเทวะของเขาก็หมดลงอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้เขาสามารถทะลวงฝ่าด่านตำหนักม่วงทะเล
มรกตได้สำเร็จ!
ขั้นที่ 10!
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในระดับตำหนักม่วง หลังจากนี้
ก็รอแค่ควบแน่นจิตเทวะเท่านั้น
ตอนนี้ทะเลตำหนักม่วงของเขา ได้กลายเป็น
มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มันคือพลังแก่นแท้ตำหนัก
ม่วงชั้นเลิศที่ถูกบ่มเพาะขึ้นโดยมหาเคล็ดวิถีเทียน
เซียน กลายเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ โดยมีตำหนัก
ม่วงตั้งตระหง่านอยู่ตรงจุดกึ่งกลาง บังเกิดเป็นเสียง
หวีดหวิวทุกครา ที่คลื่นสมุทรม้วนกวาดผ่าน
เดิมทีแล้ว อู่ อวี้ ยังค่อนข้างบกพร่องในแง่ของพลัง
ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญเพียรใน
ช่วงเวลาอันสั้น ซึ่งบัดนี้เขาได้ทะลวงฝ่าเข้าสู่ขั้นที่ 10
ทำให้ปริมาณและความแข็งแกร่งของพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วง พุ่งทะยานสูงขึ้นจนเทียบเคียงได้กับผู้ที่อยู่
ในอาณาจักรกำเนิดจิตเทวะ
อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกปวดเศียร
เล็กน้อย
“ การยกระดับความแข็งแกร่งของร่างอวตาร
จำเป็นต้องใช้เม็ดยาจิตเทวะจำนวนมาก แต่ตอนนี้ข้า
ใช้มันจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้
แต้มผลงานแลกเปลี่ยนเม็ดยาจิตเทวะมาเท่านั้น ”
หลังจากกลับมา เขาก็รีบยกระดับพื้นฐานฝึกตนเข้าสู่
ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 10 ดังนั้นจึงยังมิได้
แลกเปลี่ยนแต้มผลงาน
ซึ่งในครั้งนี้เขามีป้ายคำสั่งของผู้บัญชาการกองทัพ
ดังนั้นเมื่อมีหลักฐานจากการสังหารสิ่งมีชีวิตประหลาด
ทั้งหมด อู่ อวี้ จึงสามารถแลกเปลี่ยนแต้มผลงานได้
อย่างง่ายดาย เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นภายในค่ายผลาญ
นภา ฝูงชนก็มุ่งเป้าความสนใจมาที่เขาทันที
“เขาจะกลับมาเมื่อไหร่ … ”
” ไม่ใช่ว่าเขากับองค์หญิงโย่วเสี่ย เข้าไปในภพต่างมิติ
ด้วยกันงั้นหรือ?”
“เป็นไปได้ว่าเขาเพิ่งกลับมาวันนี้!”
เนื่องจากความขัดแย้งระหว่าง อู่ อวี้ กับ ต้วนอี้ ทำให้
องครักษ์หมิงไห่ในค่ายผลาญนภา มิกล้าพูดคุยกับ อู่
อวี้ นอกจากนี้เพราะ อู่ อวี้ จึงทำให้ยังไม่มีขุนพลโย่วห
มิงคนใหม่ในค่ายผลาญนภา ดังนั้นสถานการณ์ในยาม
นี้นับว่าน่าอึดใจเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งหมดก็เป็นเพราะ ต้วนอี้ กล่าวไว้ว่า มันขอเวลาหนึ่ง
ปี เพื่อย้อนกลับมาตำแหน่งนี้อีกครั้ง ซึ่งยามนี้ ต้วนอี้
ก็กลายเป็นหัวหน้ากองร้อย ที่อยู่ภายใต้การควบคุม
ของหัวหน้ากองพันผู้หนึ่ง
” อู่ อวี้ … ” ระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าไปยัง ‘วิหารแต้ม
ผลงานหมิง’ ก็มีเสียงของใครบางคนตะโกนเรียก
ตนเอง เมื่อมองย้อนกลับไปก็แลเห็นว่าบุคคลผู้นั้นคือ
‘หลิวชิง’ ผู้ที่เข้าร่วมกองทัพหมิงไห่มาพร้อม ๆ กับ
ตนเอง
“ มีอะไรงั้นหรือ? ”
หลิวชิงกล่าวขึ้นด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย
” ไม่ ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากมาทักทาย แล้วบอกให้เจ้า
ระวังตัวด้วย ” เมื่อกล่าวจบ มันก็วิ่งหนีออกไปทันที
อย่างไรก็ตาม เพียงไม่นานมันก็ย้อนกลับมา แล้วมา
กระซิบข้างหูของ อู่ อวี้ ว่า ” ข้าได้ยินมาว่า ขุนพล
โย่วหมิงกำลังควานหาตัวเจ้าในพิภพต่างมิติ แต่ก็ไม่
พบ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกมีโทสะยิ่ง ”
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” ขอบคุณ ข้าจะคอยระวัง ”
เห็นได้ชัดว่า ต้วนอี้ กลืนน้ำลายตัวเอง ถ้าหากมัน
ต้องการจะเริ่มต้นแผนต่อไป มันก็ควรจะเก็บซ่อนให้
ได้มากกว่านี้
การที่อยู่ อู่ อวี้ กับ องค์หญิงโย่วเสี่ย ในพิภพต่างมิติ
เป็นเวลานาน คาดว่ามันคงจะต้องเป็นกังวลมากขึ้น
ด้วยเพราะความใฝ่ฝันของมันคือการขึ้นเป็นผู้
บัญชาการกองทัพ และเหนือยิ่งไปกว่านั้น
ณ วิหารผลงานหมิง
” ทั้งหมดได้ 2,700 แต้มผลงาน! มากเกินพอที่จะเป็น
หัวหน้ากองร้อย! ตราบใดที่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ…
ก็จะขึ้นเป็นหัวหน้ากองพันได้!” เวลานี้กงหยางฝูจ้อง
มอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาตกตะลึง
” 2,700 แต้มผลงาน เพียงพอที่จะแลกเปลี่ยนเม็ดยา
จิตเทวะ ” ในที่สุดเขาก็สามารถยกระดับร่างอวตารได้
เสียที
กง หยางฝู จ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยอาการตกตะลึงนิ่งค้าง
ไม่ได้สติอยู่เป็นเวลานาน
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ