กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 730: การละเล่น
อู่ อวี้ เดินมุ่งหน้าสู่ ‘วิหารโอสถหมิง’
‘วิหารโอสถหมิง’ สามารถใช้แต้มผลงานมาแลกเปลี่ยน
สมุนไพรหรือโอสถได้
เขาต้องการ ‘เม็ดยาจิตเทวะ’ เป็นจำนวนมากที่สุด
เพื่อยกระดับพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง และ ยกระดับ
จิตเทวะให้แข็งแกร่งมากขึ้น
แต้มผลงานปัจจุบันที่ อู่ อวี้ ได้ครอบครองสามารถ
นำไปใช้แลกเปลี่ยนเม็ดยาจิตร์เทวะได้จำนวนหนึ่ง ทั้ง
ยังสามารถนำไปเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองร้อย
” หากต้องการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองร้อย
จะต้องไปยังค่ายเป่ยหมิง จากนั้นเข้าไปที่ ‘วิหาร
เทียนหมิง’ เพียงลำพัง เมื่อถึงที่นั่นจะถูกตรวจสอบ
จำนวนแต้มผลงานกับความแข็งแกร่ง เมื่อการ
ตรวจสอบคุณสมบัติผ่านเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อนั้นก็จะ
ได้เลื่อนยศขึ้นเป็นหัวหน้ากองร้อย ซึ่งการแต่งตั้งนี้จะ
ถูกประกาศไปยังทุกค่ายทหารให้ได้รับรู้ ”
เมื่อเขาสามารถขึ้นเป็นหัวหน้ากองร้อยแล้ว การ
เดินทางไปยังพิภพต่างมิติจะกลายป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
คราวนี้เขาไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากองค์
หญิงโย่วเสี่ยอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ อู่ อวี้ จึงนำแต้มผลงานส่วนหนึ่งไป
แลกเปลี่ยนเม็ดยาจิตเทวะเสียก่อน จากนั้นก็แจกจ่าย
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ให้กับร่างอวตาร แล้วค่อยมุ่งหน้าไป
ที่ วิหารเทียนหมิง เพื่อทดสอบเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า
กองร้อย
ลำดับแรกเขาเดินทางไปยัง ‘วิหารโอสถหมิง’ จากนั้นก็
ใช้แต้มผลงานเกือบ 1,500 แต้มแลกเปลี่ยนเม็ดยาจิต
เทวะ เพื่อนำมายกระดับร่างอวตาร
จากนั้นไปที่ ‘วิหารศาสตราหมิง’ โดยใช้แต้มผลงาน
ส่วนที่เหลือ ทั้งหมดจับจ่ายใช้สอยไปกับการเลือกซื้อ
ศาสตราวุธที่เหมาะสมให้แก่ร่างอวตาร
” ถ้ามีเวลาจะให้ร่างอวตารฝึกฝนเคล็ดวิชาเต๋าอื่น ๆ
เพิ่มเติม จากนั้นก็เพิ่มจำนวนร่างอวตาร แล้วก็
ยกระดับพลังอิทธิฤทธิ์ให้ดีมากยิ่งขึ้น ถึงแม้พลัง
ปัจจุบันมันจะน่าสะพรึงกลัวมากแล้วก็ตาม แต่ยังไงข้า
ก็ต้องใช้งานมันอยู่บ่อยครั้ง ”
วิหารเทียนหมิงอยู่ห่างจากที่นี่เล็กน้อย อู่ อวี้ ยังคง
ครุ่นคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับเม็ดยาจิตเทวะ และ ศาสตรา
เต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยเพราะเขา
ต้องการให้ร่างอวตารมีความแข็งแกร่งขึ้นสู่จุดสูงสุด
ถึงแม้จะเป็นเพียง แค่การทดสอบเลื่อนยศหัวหน้า
กองร้อยก็ตามที แต่เขาก็ต้องคอยระวังตัวไม่อาจ
ประมาทเลินเล่อได้ นั่นเป็นเพราะว่าตัวเขาหาใช่คน
ของนครเป่ยหมิง เห็นได้ชัดว่ายังมีคนเข้าใจผิดในตัว
เขาอยู่อีกมาก
ฉะนั้นหลังจากที่เขาได้ใช้แต้มผลงาน แลกเปลี่ยนนั่น
โน่นนี่มากมาย เมื่อเสร็จสิ้นแล้วเขาจึงเดินทางกลับไป
ยัง ‘กองร้อยหยวนโย่ว’
แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อระหว่างทางเขาถูก
สกัดกั้นจากคนผู้หนึ่ง
ระหว่างการเดินทาง ทันใดนั้นก็ปรากฏเงาร่างของคน
กลุ่มหนึ่งมายืนอยู่เบื้องหน้าของเขา เมื่อเขาเงยหน้า
ขึ้นมองก็เห็นว่าคนผู้นี้สวมใส่ชุดเกราะของหัวหน้า
กองร้อย ถึงแม้จะติดยศแค่ระดับหัวหน้านายร้อย แต่ก็
สัมผัสได้ถึงพลังฝีมือที่แข็งแกร่งอย่างหาผู้ใดเปรียบ
คนผู้นี้หาใช่ใครอื่นมันคือ ต้วนอี้
นอกจากต้วนอี้ ยังมี กงเสิ่นจุน พร้อมกับสหายของ
พวกมันอีกหลายคนอยู่ด้วย คนเหล่านี้ล้วนเป็น
อัจฉริยะที่มากด้วยพรสวรรค์ของนครหมิงทั้งสิ้น แต่
แล้วเพราะกระทำความผิด พวกมันทั้งหมดจึงถูก
ลงโทษ ซึ่งในเวลานี้พวกมันทั้งหมดมาสกัดกั้นอยู่เบื้อง
หน้าของ อู่ อวี้
จะว่าไปก็ขาดอยู่ผู้หนึ่งนั่นก็คือ อินเสวียน
นั่นเป็นเพราะอินเสวียนยังคงถูกกักขังจองจำอยู่ในคุก
ฉะนั้นมันจึงไม่สามารถออกมาสู่โลกภายนอกได้ด้วย
เวลาอันสั้น
พวกมันเฝ้ารอคอยฟังข่าวคราวการปรากฏตัวของ อู่
อวี้
นอกจากพวกมันแล้ว ยังมีองครักษ์หมิงไห่มากมาย
ติดตามมาด้วย จากภาพการที่เห็นพวกมันคงคิดว่าจะ
มีเหตุการณ์สนุก ๆ เกิดขึ้น ดังนั้นจึงมองหาสถานที่ลับ
ตาทำเลดี ๆ ที่เหมาะสำหรับการสอดแนม ผู้คน
มากมายต่างพากันหยิบยันต์สื่อสารออกมา ติดต่อ
สหายของตนว่าจะเรื่องใหญ่เกิดขึ้นที่นี่แล้ว
” ต้วนอี้กับพรรคพวกของมัน คงไม่อาจกล้ำกลืนฝืนทน
กับความอัปยศได้” ผู้คนจำนวนมากเริ่มกระซิบ
กระซาบ
ทางด้านของ อู่ อวี้ เองก็ไม่เคยคิดว่าพวกมันจะมาดัก
รอเขาอย่างเปิดเผยเช่นนี้
ถึงแม้อีกฝ่ายจะมีจำนวนคนมากกว่า แต่เขาก็หาได้มี
ความหวาดกลัวในหัวใจไม่ เขายังคงก้าวเดินไป
ข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นจับจ้องสายตาไปที่คนเหล่านั้น
พลังที่แผ่ออกมามิได้บ่งบอกถึงความอ่อนแอแม้แต่
น้อย
ต้วนอี้ มีพลังฝีมืออยู่ในระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
ขั้นที่ 9 ซึ่งความแข็งแกร่งระดับนี้ ก็มิใช่ปัญหาสำหรับ
มันเลยที่จะสยบ อู่ อวี้ ทว่ามันกลับรู้สึกว่าหวั่นเกรง
ความคิดเช่นนี้ของตนเอง ด้วยเพราะเหตุการณ์ที่ผ่าน
มาเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า มันถูก อู่ อวี้ สยบอย่างราบคาบ
กลายเป็นความรู้สึกหวาดกลัวอย่างสุดแสนว่าตนเอง
จะพ่ายแพ้อีกครา
การที่มันยังสามารถอยู่ภายในนครหมิงได้ เป็นเพราะ
บิดาของมันมาขอขมาด้วยตนเอง มิเช่นนั้นมันคงถูก
ขับไล่ออกจากนคร โดยไม่ต้องพูดถึงความก้าวหน้าใน
กองทัพหมิงไห่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่เพียงใด
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในตรอกกว้าง พวกเขาแทบ
จะอดใจกล้ำกลืนฝืนไม่ไหว
นับตั้งแต่แรกเห็น อู่ อวี้ ต้วนอี้ไม่สามารถสะกดข่มจิต
สังหารของตนเองได้ มันสำรวจตรวจสอบ อู่ อวี้ ด้วย
สายตาเย็นชา จากนั้นมันก็หยุดฝีเท้าของตนเองลงแล้ว
กล่าวขึ้นว่า ” ว่าไง…ไอ้เต่าหดหัวหลบซ่อนตัวอยู่นาน
ในที่สุดก็ยอมโผล่หัวออกมาจนได้?”
อู่ อวี้ ยิ้มอย่างไม่ยี่หระล่ะแล้วตอบกลับไปว่า ” ก็ข้าไม่
อยากออกมาใครจะทำไม ในเมื่อมีโอกาสอยู่กับสาว
งามตลอดทิวาราตรี โอกาสดี ๆ อย่างนี้ใครหลายคนก็
ใฝ่ฝันถึง ”
ต้วนอี้ รู้สึกว่า อู่ อวี้ มิได้รู้สึกอัปยศจากคำพูดมันเลย
แม้แต่น้อย
” ดี! แล้วข้าจะคอยดูว่านาคตของเจ้าจะไปได้ไกลสัก
แค่ไหน” อู่ อวี้ ไม่ทราบวัตถุประสงค์การมาของพวก
มันในวันนี้ จวบจนปัจจุบันมันก็ยังไม่ยอมลงมือ ซึ่งถ้า
หากพวกมันจะลงมือก็สามารถกระทำได้ เพราะ
สำหรับ อู่ อวี้ นอกจากองค์หญิงโย่วเสี่ยคงไม่มีผู้ใด
ออกตัวมาปกป้องอีก ท้ายสุดเขาก็ไร้ซึ่งอำนาจอิทธิพล
อู่ อวี้ หัวเราะกับคำพูดของมัน แล้วเอ่ยกลับไปว่า ”
ผู้ใดกันแน่ที่ต้องรอดู เจ้างั้นสิหัวหน้ากองร้อย”
ประโยคสุดท้ายทำให้หัวใจของ ต้วนอี้ เจ็บปวดแปล๊บ
ขึ้นมา ซึ่งอู่ อวี้ ก็เห็นได้ชัดเจนว่ามันผงะไปชั่วขณะ
อีกฝ่ายยังสามารถสงวนท่าทีแล้วถามขึ้นอย่างไม่แยแส
ว่า “วันนี้ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้าว่า เจ้ายินดีที่จะ
ต่อสู้กับข้าอย่างตรงไปตรงมา เพื่อยุติความเกลียดชัง
ระหว่างเรา เจ้ามีความกล้าพอหรือไม่? หรือจะคอยแต่
เอาหัวหด หลบหลังกระโปรงสตรี เหมือนกับเต่าหดหัว
อยู่ในกระดอง? ”
เจตนาของมันคือการยั่วยุ อู่ อวี้ คิดว่าหากเขาไม่กล้า
ลงมือก็จะหลบหนีหัวซุกหัวซุน
แต่น่าเสียดายที่ อู่ อวี้ หาใช่คนเช่นนั้นไม่ เขาหัวเราะ
แล้วเอ่ยขึ้นว่า ” ฮ่ะ ๆ ๆ เจ้ามีปัญหาอะไรกับอิสตรี
นักหนางั้นรึ? การที่สาวงามผู้หนึ่งเต็มใจที่จะปกป้อง
ข้ามันไม่ดีตรงไหน อีกอย่างข้าเองก็เต็มใจที่ได้รับการ
ปกป้องจากนาง ว่าแต่มันไปหนักศีรษะส่วนไหนของ
เจ้า ? มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าต้วนอี้มีพรสวรรค์โดดเด่น
มากมายเพียงใด ภายในเป่ยหมิงแทบจะไม่มีผู้ใด
สามารถทำให้เจ้าเจ็บหรือตายได้ ข้าไม่ใช่คนโง่เง่า
หรือ กินหญ้าเป็นอาหาร ไฉนข้าถึงต้องต่อสู้กับเจ้า
ด้วย ”
แม้ว่า ต้วนอี้ พยายามใช้วาจาสะกดข่มให้ตนเองนั้น
เหนือกว่า ทว่าอีกฝ่ายกลับตอบโต้สวนกลับมาอย่าง
เผ็ดร้อน สถานการณ์ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่าย
กำลังระเบิดคารมใส่กัน บรรยากาศเริ่มคลุกรุ่นรุนแรง
มากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมที่จะระเบิดตลอดเวลา
” ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าเจ้าไม่ยอมคว้า
จับมันไว้ หากเจ้ายินดีที่จะหลบซ่อนตัวเป็นเต่าหดหัว
อยู่ในพระราชวังจักรพรรดิหมิงไปตลอดชีวิตก็ตามใจ
เมื่อวันนั้นมาถึงข้าจะไม่ให้แม้แต่โอกาสเจ้าได้ตอบโต้
อีกไม่นานเกินรอหรอก ข้าอยากจะเตือนเจ้าเอาบุญไว้
สักอย่าง เจ้าจงอย่าลืมว่าที่นี่คือจักรวรรดิเป่ยหมิงทุก
คนยืนอยู่ข้างข้า ” ต้วนอี้ พูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา
” อ๋อออ นอกจากองค์หญิงโย่วเสี่ยสินะ ” อู่ อวี้ ยิ้ม
” เจ้าไม่ต้องมายั่วโมโหข้า ๆ ไม่ติดกับเจ้าหรอก ถือเสีย
ว่าวันนี้เราไม่ได้เจอกัน วันนี้เจตนาของข้าแค่ต้องการ
มาพูดคุยด้วยตนเอง หากเจ้าไม่ต้องการจะต่อสู้ที่คลาย
ปัญหาแบบตัวต่อตัว เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ ”
นับว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ช่วยเปิดหูเปิดตาให้กับชุมชน
อย่างแท้จริง คนมันต่างคิดไปในทิศทางเดียวกันว่า
เหตุใดคนนอกอย่าง อู่ อวี้ ไฉนถึงกล้าหยิ่งผยองโอหัง
ถึงเพียงนี้?
สำหรับ อู่ อวี้ แล้วมีเพียงผู้เดียวที่คอยปกป้อง
สนับสนุนเขานั่นก็คือ องค์หญิงโย่วเสี่ย การสังหาร อู่
อวี้ ถึงแม้จะสังหารอย่างยุติธรรม แต่มันก็เหมือนกับ
การมาหาเรื่ององค์หญิงโย่วเสี่ย ซึ่งอาจทำให้นางต้อง
ขุ่นเคืองใจ ฉะนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ
พวกมันเป็นกลุ่มของเหล่าอัจฉริยะพูดมากด้วย
พรสวรรค์ ทุกคนต่างภาคภูมิใจยกย่องพวกมัน ไม่ต่าง
จากบุตรแห่งสวรรค์มาหลายปีดีดัก ฉะนั้นแล้วคน
อย่างพวกมันย่อมไม่ยินยอมที่จะให้คนนอกมาเหยียด
หยามดูถูกลูบคมได้เช่นนี้
ครั้งที่แล้วแผนการผิดพลาด ด้วยเพราะมีอินอิงเข้ามา
เกี่ยวข้องอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่จนนางได้รับบาดเจ็บ
เพราะอุบัติเหตุในครั้งนั้นทำให้พวกมันต้องถูกย้อน
รอยสวนกลับ หากไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุ ย่อมไม่มีผู้ใด
มาลงโทษทัณฑ์สร้างความอัปยศให้แก่พวกมันได้
แม้ในวันนี้จะได้มีโอกาสพบหน้ากับ อู่ อวี้ อีกครั้ง โดย
ไม่ต้องพูดถึงต้วนอี้ว่าจะเลือดขึ้นหน้ามากเพียงใด
แม้แต่คนอื่น ๆ ก็ไม่อาจจะทนได้อีกต่อไป
ดังนั้นทันทีที่ต้วนอี้พูดจบ กง เสิ่นจุน ซึ่งอยู่ถัดออกไป
ก็อารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง คนเร่งพุ่งทะยานข้ามหัวต้วน
อี้ แล้วโจมตีเข้าใส่ อู่ อวี้ ทันที
” ข้าจะไปหามารดาของเจ้า จะไปถามว่าเลี้ยงลูก
อย่างไรถึงได้หน้าหนาเช่นนี้! ที่นี่คือนครหมิง! ” กง
เสิ่นจุน กรีดร้องออกมาดูโทสะ จากนั้นก็ปล่อยหมัดอัด
กระแทกเข้าใส่ อู่ อวี้ ทันที เมื่อเห็นว่ามีคนเริ่มลงมือ
หลายคนที่อยู่รอบ ๆ จะเริ่มโจมตีอย่างต่อเนื่อง เหล่า
อัจฉริยะมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับก่อสร้างกำเนิดจิต
เทวะขั้นที่ 6 ถึง 7 กำลังโหมกระหน่ำจู่โจมเข้าใส่ อู่
อวี้ ด้วยพลังอันล้นหลาม!
แม้ว่าพวกมันจะถูกลงโทษติดทัณฑ์บนอยู่ก็ตาม แต่
โทสะในเวลานี้ก็ยากที่จะระงับ ดังนั้นพวกมันจึงลงมือ
โจมตีอย่างเปิดเผย ถึงแม้ว่าพวกมันจะหนักมือจน
สังหาร อู่ อวี้ ตกตายไป ก็คงไม่มีผู้ใดเอาผิดลงโทษ
พวกมัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว อู่ อวี้ มิใช่ อินอิง
ก่อนหน้านี้ พวกมันก็ถูกเหยียดหยามหมิ่นศักดิ์ศรีไป
ครั้งหนึ่งแล้ว ในหนนี้พวกมันจึงไม่จำเป็นต้องข่มความ
ขุ่นเคืองอีกต่อไป
เพียงแค่ อู่ อวี้ ตกตาย ผู้ใดจะมานั่งครุ่นคิดว่าฝ่ายใด
เป็นฝ่ายแพ้ชนะกันอีกเล่า?
อู่ อวี้ คิดว่าพวกมันล้วนเป็นคนหนุ่มสาวที่มีศักดิ์ฐานะ
สูงส่ง แต่จิตใจกับคับแคบราวกับเด็กน้อย แค่โดนยั่วยุ
โทสะนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่อาจทนได้แล้ว ระหว่างที่ กง
เสิ่นจุน จู่โจมเข้ามา อู่ อวี้ ก็เรียกเมฆาตลบฟ้า พร้อม
กับทิ้งตัวลงนอนด้วยท่าทางสะดวกสบายยิ่ง หวืด!!
หลังจากนั้นเขาก็บินถอยออกมาจากระยะการโจมตี
ของพวกมัน
” ทำไมพวกเจ้าถึงได้เชื่องช้าแบบนี้ ความเร็วแค่นั้นจะ
ตามข้าทันแน่รึ พวกเจ้าไม่มีทางมาแตะต้องทำร้ายข้า
ได้แม้แต่ปลายเส้นผม ฮ่า ๆ ๆ ” อู่ อวี้ ปรากฎตัวเหนือ
ศีรษะของพวกมันแล้วหัวเราะอย่างสนุกสนาน
กง เสิ่นจุน กับคนอื่น ๆ พยายามโจมตีรุนแรงมากขึ้น
แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถแตะต้อง อู่ อวี้ ได้เลยแม้แต่น้อย
ช่างเป็นภาพที่น่าอึดอัดคับข้องใจ เนื่องจากในเวลานี้มี
ผู้เฝ้าชมอยู่มากมาย
จ้องมองมาจากทุกแห่งหน
เมื่อทุกคนได้เห็นภาพที่เกิดขึ้น ก็ไม่อาจจะกลั้น
หัวเราะอีกต่อไปได้ พวกมันต่างหัวเราะออกมาเสียงดัง
ก้อง ด้วยความตลกขบขัน ภายในใจก็แอบคิดว่า อู่ อวี้
ช่างเป็นคนอารมณ์ขันยิ่งนัก โดยปกติแล้วเด็กหนุ่ม
เหล่านี้ล้วนเป็นชนชั้นสูง มักจะแสดงท่าทางอวดใหญ่
อวดโตเย่อหยิ่งอยู่เป็นเนืองนิตย์ แต่ในเวลานี้กลับ
ปรากฎสีหน้าราวกลับเหม็นอาจมของมูลสัตว์ ภายใน
คอกขนาดใหญ่ก็มีปาน
” อู่ อวี้ ช่างกล้าบ้าดีเดือดดีโดยแท้! ”
” ที่สำคัญเขาคนนี้มีความสามารถมากจริง ๆ! ”
” พวกนี้ล้วนเป็นอัจฉริยะมากฝีมือ ถ้า อู่ อวี้ สามารถ
รอดตายไปได้ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์อันใหญ่หลวง
สำหรับจักรวรรดิเป่ยหมิงของเราแล้ว! ”
” ให้พูดก็พูดเถอะ ความกล้าหาญของเขามันช่างน่า
อัศจรรย์เสียจริง ๆ แต่เพราะเขาเป็นต่างถิ่น ถึงแม้จะ
ได้บารมีองค์หญิงโย่วเสี่ยคอยปกป้องอยู่ก็ตาม แต่การ
ที่ต้วนอี้กับเหล่าสหายจะแอบลอบสังหารเขาอย่างลับ
ๆ นั้นก็ช่างง่ายดายเหลือเกิน”
“ แต่วันนี้พวกเขาก็ไม่ควรมาระรานหาเรื่อง อู่ อวี้
คอยจับตามองดี ๆ แล้วกัน ”
ในระหว่างที่คนอื่นกำลังพูดคุยกัน ต้วนอี้ นั้นรู้ดีอยู่แก่
ใจอย่างยิ่งว่างความเร็วของ อู่ อวี้ นั้นน่าทึ่งเพียงใด
ต่อให้พวกมันทั้งหกมารวมตัวกันปิดล้อม อู่ อวี้ ก็ยังไม่
สามารถทำได้
พวกมันกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
“ลงมือ!”
กง เสิ่นจุน เป็นผู้นำการโจมตีหลังจากนั้นทุกคนก็เริ่ม
โจมตีตาม พลังอิทธิฤทธิ์แลเคล็ดดวิชาเต๋าของทุกคน
สาดประโคมเข้าใส่ อู่ อวี้ จากทุกทิศทาง มันช่างเป็น
ภาพฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจเสียจริง ๆ!
ถึงสถานการณ์ตอนนี้จะดูน่ากลัว แต่ทางด้านของ อู่
อวี้ กลับยังคงอยู่บนเมฆาตลบฟ้าด้วยท่าทางแสนผ่อน
คลาย หลังจากนั้นเขาก็ทะลุมิติผ่าวงล้อมของพวกมัน
ไปได้อย่างง่ายดาย ทำให้ยามนี้ กง เสิ่นจุนกับคนอื่น ๆ
ไม่สามารถติดตามต่อได้
ยิ่งพวกมันไม่สามารถไล่ตาม พวกมันก็ยิ่งอับอายขาย
ขี้หน้าประชาชีมากขึ้นเท่านั้น
แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ อู่ อวี้ ไม่ยอมให้พวกมัน
หยุดไล่ล่าลงง่าย ๆ
” เป็นไปได้อย่างไร? ถูกปิดล้อมตั้งหลายคนแต่ไม่
สามารถจัดการได้? วางใจได้ ข้าจะรออยู่แถวนี้แหละ
รอดูพวกโง่อย่างพวกเจ้ามาเล่นกับข้ายังไงเล่า ”
” เห่อ ไยถึงอืดอาดชักช้ากันอยู่ได้? อย่าบอกนะว่า
หมดปัญญากันแล้ว ก็ไม่อยากจะพูดหรอกนะ ถ้าไม่
ไหวก็อย่าฝืน ”
” ฮ่า ๆ … ”
อู่ อวี้ ขี่เมฆาตลบฟ้าอยู่เหนือเวหา ตลอดทางเขายังคง
หัวเราะออกมาอย่างต่อเนื่องด้วยความหฤหรรษ์ ส่วน
ผู้คนที่ไล่ตามที่อยู่เบื้องหลังพลันสีหน้าซีดเผือดพร้อม
เผยท่าทางตกตะลึง ร่างกายสั่นเทาด้วยโทสะ แต่ไม่ว่า
อย่างไร กง เสิ่นจุน กับพวกก็ไม่อาจไล่ล่าติดตามได้ทัน
แม้ว่าสิ่งที่พวกมันกระทำจะดูเหลวไหลเปล่าประโยชน์
ด้วยเพราะไม่อาจไล่ตาม อู่ อวี้ ได้ทันสักคราถึงแม้จะ
พยายามมากเพียงใด แต่หากพวกมันยังคงไม่ยอมหยุด
จะยิ่งกลายเป็นตัวตลกอายขายขี้หน้ามากกว่านี้ แม้แต่
ครอบครัววงศ์ตระกูลก็ยังจะต้องอับอายในการกระทำ
ขาดสติของพวกมัน
การไล่ล่าที่เกิดขึ้นเพราะ กง เสิ่นจุน ที่ดูราวกับกำลัง
เล่นปาหี่ ก็ทำให้ผู้ชมที่อยู่ด้านนอก ต่างอดหัวเราะกัน
อย่างสนุกสนานอย่างไม่ได้เลยจริง ๆ อันที่จริงคน
เหล่านี้ก็หาได้เกลียดชังคนต่างถิ่นเฉกเช่น อู่ อวี้ สัก
เท่าไหร่นัก ในทางกลับกันต่างรู้สึกว่าเขาน่าสนใจมาก
เสียกว่า
เขากล้าทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้า
อย่างไรก็ตามพวกเขายังไม่อาจยอมรับ อู่ อวี้ ได้ แม้ว่า
เขาจะไม่ได้กระทำผิดบาป แต่เพราะเขาไม่ใช่คนของ
นครหมิง
ขณะที่พวกมันรู้สึกว่าน่าสนใจ พวกมันก็อดทอดถอน
ใจในเวลาเดียวกันว่า อู่ อวี้ คงอยู่ได้ไม่นานนัก
เมื่อกลุ่มคนที่ไล่ล่าหยุดการไล่ลา อู่ อวี้ ก็หยุดมองดูอยู่
ห่าง ๆ จากนั้นก็พูดกับ กง เสิ่นจุน ว่า ” เอาล่ะๆ ข้า
จะให้โอกาสเจ้าสู้แล้วกัน เจ้าจะยอมรับผลแพ้ชนะ
อย่างโปร่งใสหรือไม่ กง เสิ่นจุน? ”
กง เสิ่นจุน แทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง
อู่ อวี้ ต้องการท้าทายเขาจริง ๆ
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ