กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 731:
ตาข่ายกักเทพ กับ ใบมีดสะบั้นวิญญาณแค้น
หลังจาก กง เสิ่นจุน กับพรรคพวกหยุดการไล่ล่าเขา อู่
อวี้ ก็หยุดหนีเช่นกัน
กง เสิ่นจุน หันไปมองสองสามคนที่อยู่ข้าง ๆ เพื่อ
ยืนยันให้แน่ใจว่ามันไม่ได้ฟังผิดพลาดหรือหูเพี้ยนไป
เองว่า อู่ อวี้ เต็มใจที่จะต่อสู้กับมัน
ก่อนหน้านี้ ต้วนอี้ ชวนเขาท้าประลองตัวต่อตัวอย่าง
เปิดเผย โดยที่ไม่ต้องการ อู่ อวี้ หลบหนี
แต่ อู่ อวี้ กลับปฏิเสธอย่างน่าเสียดาย
ทว่ายามนี้ อู่ อวี้ กลับเลือกที่จะต่อสู้กับ กง เสิ่นจุน
ต้วนอี้ไม่ได้พูดอะไร ด้วยเพราะ อู่ อวี้ ยอมรับว่าตน
ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ กลับเลือกที่ท้า
ทาย กง เสิ่นจุน เห็นได้ชัดเจนว่าพวกมันทั้งสอง
จะต้องมีพลังฝีมือพอ ๆ กัน
“ เจ้าแน่ใจแล้วใช่หรือไม่? ” กง เสิ่นจุน อยู่ระดับก่อ
ร่างกำเนิดจิตเทวะ ขั้นที่ 7 มันจึงคิดว่า อู่ อวี้ หาใช่คู่
ต่อสู้ของมัน
” ต้องแน่ใจสิ ที่ข้าพูดหมายถึงเราจะประลองต่อสู้กัน
แม้ว่าข้าจะถูกเจ้าฆ่าตายที่นี่ ข้าก็จะไม่หนีไปไหน ” อู่
อวี้ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังบ่งบอกว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น
“ดีมาก!” กง เสิ่นจุน หลังจากนั้นมันก็หันไปพูดกับคนที่
อยู่รอบ ๆ ตัวมันว่า ” พี่น้องทั้งหลายจงมองมาที่ข้า
ตอนนี้ข้าจะเป็นผู้ระบายความโกรธแค้นให้แก่พวก
ท่าน”
เมื่อมันพูดเช่นนี้ออกมาก็บังเกิดความปั่นป่วนโกลาหล
ขึ้น เนื่องจากไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า อู่ อวี้ จะกล่าวเช่นนี้
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างความสั่นสะเทือนไป
ทั้งนครหมิง! ในแต่ละวันนครหมิงมักจะมีการต่อสู้ดี ๆ
ให้ชมอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มันเกี่ยวข้องกับเสาหลักใน
อนาคตของจักรวรรดิเป่ยหมิง การกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ได้
ถือว่ามากไป
การต่อสู้ครั้งนี้จะต้องดังเป็นพลุแตก
ดังนั้นเหล่าองครักษ์หมิงไห่ จึงแพร่กระจายข่าวนี้
ออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ
กง เสิ่นจุน แทบอดใจรอไม่ไหวอยากต่อสู้จนเนื้อเต้น
ทางฝั่ง อู่ อวี้ ก็รู้สึกมีความสุขมากเช่นกันที่ได้ปั่นหัว
พวกมันให้ไล่ตามตนเองอย่างสนุกสนานราวกับของ
เล่น อย่างไรก็ตามภาพเหตุการณ์ต่อไปกำลังจะเริ่มต้น
ขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ คิดว่าไหน ๆ ก็จะเปิดฉากการ
ต่อสู้กันแล้วเขาก็เลยอยากให้มันยิ่งใหญ่อลังการ อยาก
ให้เป็นที่จับตามองของผู้คนมากกว่านี้ ในเมื่อ กง เสิ่น
จุน เริ่มจั่วหัวนำมาก่อนแล้ว ดังนั้น อู่ อวี้ จึงเล่นตาม
บทเพิ่มความเข้มข้นโดยพูดว่า ” เจ้าเป็นห่วงเรื่องอะไร
กัน ข้ายังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะสู้วันนี้ อีก 10 วัน
ข้างหน้ายามเที่ยงตรง เรามาเจอกันที่หน้าประตูค่าย
เป่ยหมิง ข้าอยากจะเลาะฟันเจ้าให้หมดปาก เมื่อถึง
วันนั้นเจ้าก็อย่ากลัวจนไม่กล้ามาซะล่ะ ”
หลังจากพูดจบเขาก็ขี้เกียจสนใจว่า กง เสิ่นจุน จะมี
ปฏิกิริยาอย่างไร ฉะนั้นเขาจึงขี่เมฆาตลบตลกฟ้า
ออกไป
” อีก 10 วันที่จะมาถึง เจ้าจะไม่ได้ตายดีโดยไม่ต้องมี
ดินกลบฝัง ” เสียงของ กง เสิ่นจุน พูดด้วยน้ำเสียงขบ
เขี้ยวเคี้ยวฟันแว่วดังลอยตามลมมาจากด้านหลัง
เหตุผลที่ อู่ อวี้ เลือกต่อสู้อีก 10 วันข้างหน้า เพราะ
เขายังไม่ได้รู้แจ้งในหลายสิ่งอีกมาก อีกทั้ง กง เสิ่นจุน
นั้นยังฝึกฝนบำเพ็ญตนมานานกว่าองค์หญิงโย่วเสี่ย ทั้ง
พื้นฐานฝึกตนของมันก็ยังเหนือกว่านาง อยู่ในระดับก่อ
ร่างกำเนิดจิตเทวะ ขั้นที่ 7 ซึ่งนับว่ายากจะเอาชนะได้
หลังจากที่ตัดไม้ข่มนามไปเยอะ เขาก็คิดว่าคงไม่ดีแน่
หากตนเองพ่ายแพ้ มีหวังถูกพวกนั้นหัวเราะจนฟันร่วง
ดังนั้นการต่อสู้ครั้งนี้ เขาต้องมั่นใจว่าตนเองจะไม่พ่าย
แพ้
นับตั้งแต่สะพานแห่งความแค้นระหว่างเขากับพวกมัน
ได้ถูกสร้างขึ้น คนกลุ่มนี้ก็จะยังคงพัวพันยังไม่รู้จักจบ
จักสิ้นจนกว่า อู่ อวี้ จะตกตายกันไปข้าง อย่างไรเสีย
เขาก็ถือเป็นศัตรูของพวกมันไม่ว่าในทางใด ฉะนั้นก็
ควรต่อสู้กันอย่างองอาจผ่าเผยเสียยังดีกว่า
แต่ภารกิจครั้งนี้นับว่าหนักไม่เบาเลยทีเดียว
กายาเพชรอมตะจำเป็นต้องผันผ่านการต่อสู้อย่าง
ต่อเนื่อง จนกระทั่งบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ
จนกระทั่งหาญกล้าท้าทายพระพุทธองค์และ ‘ต่อสู้’ ไป
ตราบชั่วชีวิต
นอกจากนี้ อู่ อวี้ ยังเป็นผู้สืบทอดมรดก
ฉีเทียนต้าเซิ่น?
นามนี้เป็นอะไรที่มีอำนาจมากอย่างยิ่ง!
เขาแอบฝันว่าสักวันหนึ่ง จะสามารถอยู่ในระดับ
เดียวกันกับฉีเทียนต้าเซิ่น
…
เหลือเวลาสิบวัน เขาจะต้องให้ร่างอวตารส่วนใหญ่ ใช้
เม็ดยาจิตเทวะยกระดับพลังสู่จุดสูงสุดให้จงได้
ในเวลาเดียวกันเขาได้สั่งให้ร่างอวตารทำพันธสัญญา
กับ ศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งถือเป็น
จำนวนนับพันชิ้น
ในจักรวรรดิเป่ยเหว่ย ศาสตราเต๋าวิถีแท้ มีราคาไม่สูง
มาก
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ ทั้งหมดที่แลกเปลี่ยนมาโดยใช้แต้ม
ผลงานไม่ถึงพันแต้ม
หลังจากแลกเปลี่ยนเม็ดยาจิตเทวะให้กับร่างอวตาร
เอาไว้ใช้ยกระดับพลัง อู่ อวี้ ก็กลับมายากจนอีกครั้ง
แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่ร่างอวตาร ได้ยกระดับความ
แข็งแกร่งขึ้นสู่จุดสูงสุดของมันแล้ว
หลังจากยกระดับพลังเพิ่มสูงขึ้น ถ้าให้เปรียบเทียบกับ
ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งที่ อู่ อวี้ สู้กับ ‘อสูรกลืนทมิฬ’ พลัง
ในปัจจุบันเขาสามารถจัดการมันได้โดยกระบวนท่า
เดียว
เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา เขาได้มีโอกาสออกไปข้าง
นอกเป็นครั้งคราว และได้ยินเรื่องข่าวเกี่ยวกับการ
ประลองของเขาอย่างหนาหู กำลังโหมกระพืออย่าง
กว้างขวาง
ในบทสนทนาจับใจความได้ว่า จะมีการต่อสู้ครั้งใหญ่
เกิดขึ้นที่หน้าประตูค่ายเป่ยหมิง ข่าวนี้ได้แพร่กระจาย
ไปอย่างกว้างขวางทั่วทั้ง นครหมิง แม้แต่เก้าสิบเก้า
เมืองบริวารก็ยังรับรู้หลายคนและให้ความสนใจกับ
เรื่องนี้เป็นอย่างมาก ยามนี้ผู้คนมากมายจึงอยากมาดู
การประลองด้วยตาของตนเอง
ปัจจุบันแม้ว่าจะยังไม่ถึงเวลากำหนดนัดหมาย แต่ว่า
ฝูงชนจำนวนมาก ก็เริ่มมาจับจองพื้นที่รอรับชมการ
ประลองตั้งแต่เนิ่น ๆ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานครหมิง ดูคึกคักสนุกสนาน
เป็นอย่างมาก
พายุลูกใหญ่นี้ได้ดึงดูดความสนใจของฝูงชน
ด้วยแผนการก่อนหน้านี้ได้เกิดการผิดพลาดโดยไม่คาด
ฝัน จึงทำให้ อินอิง โดนลูกหลงจนได้รับบาดเจ็บ ด้วย
เหตุผลที่ว่ามา กง เสิ่นจุน กับเหล่าสหายของมัน จึงรอ
อยู่ในที่พักของตน โดยไม่มีผู้ใดสนใจ แต่ทุกคนก็มั่นใจ
ว่า พวกมันกำลังคิดแผนการบางอย่าง
คาดว่ามันยังคงมีอีกหลายวิธีที่จะสังหาร อู่ อวี้
ซึ่งครั้งนี้เป็นการประลองอย่างเปิดเผย คนส่วนใหญ่จึง
คาดว่าองค์หญิงโย่วเสี่ย คงไม่อาจพูดอะไรได้
อู่ อวี้ จะไม่ปล่อยให้องค์หญิงโย่วเสี่ยมาดูการประลอง
ด้วยอย่างเด็ดขาด นางกำลังปิดด่านฝึกตนเข้าสู่ช่วง
วิกฤตเพื่อจะก้าวข้ามขึ้นสู่อาณาจักรพลังใหม่ ซึ่งจะ
เป็นการดีเรื่องความสัมพันธ์ของนางและ อู่ อวี้ ด้วย
ท้ายที่สุดองค์หญิงโย่วเสี่ย เป็นเสมือนดั่งตำนานของ
เป่ยหมิง พวกมันจึงไม่ยินดีให้นางรักใคร่กับคนต่างถิ่น
สิบวันผ่านไปในชั่วพริบตา อู่ อวี้ เองก็พร้อมเต็มที่แล้ว
แม้เพลาจะใกล้ถึงยามเที่ยงตรง ทว่าแสงตะวันที่สาด
ส่องอาบไล้ผืนโลกก็ยังมีอุณหภูมิที่ไม่ร้อนมาก
เมื่อเขามาถึงประตูค่ายเป่ยหมิง เขาก็ไม่คาดหวังว่า
การประลองจะยิ่งใหญ่อลังการเกินความคาดหมายถึง
เพียงนี้ จำนวนกว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนของกองทัพหมิงไห่
เนืองแน่นขนัด
ส่วนพื้นที่บริเวณอื่น ก็มีบุคคลทั่วไปกำลังรอชมการ
ประลองอยู่หน้าประตูค่ายเป่ยหมิงอย่างสนุกสนาน ซึ่ง
ปกติแล้วนครหมิงจะไม่ค่อยมีชีวิตชีวามากมายสัก
เท่าใดนัก คาดว่าอย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีคนเกินหมื่น
นอกจากนี้ ยังมีผู้แข็งแกร่งอยู่ในระดับค้นหาเต๋าอีก
เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่นในเวลานี้ อู่ อวี้ กำลัง
ใช้เนตรเพลิงตรวจสอบสถานะการโดยรอบ ก็พบกับ
อินหยางคนของคฤหาสน์ตระกูลอิน กำลังรอชมการ
ประลองอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ภายในโต๊ะเดียวกันดู
เหมือนว่าจะมีคนสำคัญอยู่ด้วย
ในเวลานี้มีคนจำนวนมากให้ความสนใจกับคนต่างถิ่น
อย่าง อู่ อวี้ เป็นอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าคนจาก ตำหนักราชครูกรมอาญา ก็ต้องไม่
พลาดเช่นกัน คาดว่าคงมีหลายคนกำลังหลบซ่อนตัว
อยู่ในที่มืด
อย่างที่รู้กันว่า อู่ อวี้ นั้นเป็นคนต่างถิ่นต่างแดน การ
มาอวดเบ่งอำนาจบารมีในนครหมิงย่อมถูกเกลียดชัง
เขาสัมผัสได้ว่าอย่างน้อย 90 ใน 100 ส่วนของคน
หลายหมื่นนี้ พวกเขาเหล่านั้นจับจ้องมองมาที่จนด้วย
สายตาไม่สู้ดีนัก
กง เสิ่นจุน พร้อมกับสมัครพรรคพวกของมันได้มาถึง
ที่นี่นานแล้ว ในฐานะเจ้าบ้านมันย่อมถูกสนับสนุนจาก
ชาวนครหมิง ในกลุ่มของพวกมันส่วนใหญ่มีอายุรุ่น
ราวคราวเดียวกัน รวมถึงศักดิ์ฐานะแลความแข็งแกร่ง
ทางด้านพลังฝีมือ ในบรรดาพวกมันมีมากกว่าหนึ่งโหล
ที่มีพลังฝีมือเสียงไล่เลี่ยกับ ต้วนอี้ ที่นี่คือ นครหมิง
ต้องมีพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนอยู่มากมาย เมื่อ กง เสิ่น
จุน ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้ ตัวมันก็มิได้โดดเด่น
อะไรเลย
แม้แต่จอมจักรพรรดิหมิงไห่ก็ยังอยู่ที่นี่ด้วย
นอกจากนี้ก็ยังมีบรรดาองค์ชาย และ องค์หญิงอีก
หลายคน
เพียงแค่ว่าในวันนี้พวกเขาหาได้แสดงตัวตนออกมาก็
เท่านั้น
ทันทีที่ อู่ อวี้ ก้าวมาถึงเสียงของผู้คนก็ดังกระหึ่ม
กึกก้อง
” คนต่างถิ่นไสหัวออกไปจาก นครหมิง ของเราไป๊! ”
” เป็นแค่คนบ้านป่าเมืองเถื่อนจากทวีปผนึกปีศาจ ยัง
กล้ามาเผยอหน้าอยู่ภายในจักรวรรดิเป่ยหมิง จงไสหัว
กลับไปบ้านป่าเมืองเถื่อนของเจ้าไป๊!”
” ในวันนี้เจ้าจะไม่มีที่ให้ยืน! มาอาศัยอยู่ในนครหมิงแท้
ๆ ยังหาญกล้ามาท้าทายต่อสู้กับคนของนครหมิงอีก!”
“ คนผู้นี้ยังไม่นับว่าเป็นคนของตระกูลเหยียนหวง
เพราะคนจากตระกูลเหยียนหวงไม่ต้อนรับมัน”
“ ออกไปจาก นครหมิง! ”
คนหนึ่งคน ต้องเผชิญหน้ากับผู้คนนับหมื่นเพียงลำพัง
ต้องฟังคำคนด่าดูเหยียดหยามด้วยความเกลียดชังต่าง
ๆ นานา แต่ อู่ อวี้ กลับยังยิ้มได้ การแสดงออกเช่นนี้
ของเขากลายเป็นที่จดจำได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโส
หลายคน
เสียงของผู้คนฝ่ายตรงข้าม กำลังด่าทอสาปแช่งข่มขู่
กึกก้องล้นหลาม พลังอำนาจกดทับราวกับสามารถ
ถล่มภูผาพลิกมหาสมุทรเลยก็ว่าได้ ราวกับว่าในโลก
หล้านี้จะไม่อาจต้านทานได้
แต่ อู่ อวี้ กลับยืนหยัดเผชิญหน้าอย่างองอาจภาคภูมิ
อยู่บนท้องเวหาเพียงลำพัง ขณะที่แลมองฝูงชนเบื้อง
หน้า อู่ อวี้ ก็บังเกิดความรู้แจ้งบางอย่าง อีกทั้งในเวลา
นี้เขายังสัมผัสถึงเต๋าของ ‘ฉีเทียนต้าเซิ่น’
สิ่งที่เขาได้จากวิถีนี้ คือการเผชิญหน้ากับโลกทั้งโลก
กับผู้คนหลายร้อยล้านคน ไม่ว่าจะต้องพบเจอกับ
ปัญหาอุปสรรคมากมายนับไม่ถ้วน เพียงมีหัวใจที่แน่ว
หน้ามั่นคงดุจหินผา มันก็มากเพียงพอที่จะสามารถ
กรุยทางเส้นนี้ได้!
ทุกสรรพสิ่งบนโลก ไม่สามารถหยุดยั้งได้ ต่อให้เป็น
ทวยเทพบนสวรรค์ เขาก็ปราศจากความหวาดกลัว ไม่
หวั่นเกรงต่อสิ่งใด
“ กง เสิ่นจุน จงลุกขึ้นมาให้ข้าจัดการเสียโดยดี ”
วาจาของ อู่ อวี้ ช่างโอหังยิ่งนัก เพิ่งมาถึงแท้ ๆ ก็
เริ่มทำการยั่วยุคว้าความได้เปรียบจาก กง เสิ่นจุน
ท่ามกลางเสียงด่าทอสาบแช่งกึกก้องระงมครอบคลุม
ไปทั่ว
“รนหาที่ตายนักนะ!” กง เสิ่นจุน นั่งรอมานานแล้ว ใน
วันนี้น้องชายของมัน กง สิงเหว่ย ก็มาที่นี่ด้วย เมื่อมัน
เห็นหน้าของ อู่ อวี้ ใบหน้าของมันก็แดงกลับราวกับสี
ของดอกกุหลาบพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า ” ท่านพี่สาม ท่าน
จะต้องส่งมันไปลงนรก ”
” มั่นใจได้ ” กง เสิ่นจุน ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า ด้วย
ความคาดหวังอันยิ่งใหญ่
มันมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ เสื้อคลุมที่มัน
สวมใส่โบกสะบัดพัดพริ้วตามกระแสสายลม สายตา
เย็นเยียบประดุจดังเทพมรณะ
ในขณะนี้สายตาของผู้คนจับจ้องอยู่ที่พวกเขาทั้งสอง
เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้นผู้คนมากมายก็พากันโห่ร้องตะโกน
ขึ้นว่า “กง เสิ่นจุน บดขยี้มันให้เป็นชิ้น ๆ ไปเลย!”
“ให้มันรู้ถึงความเก่งกาจของ จักรวรรดิเป่ยหมิง”
“ฆ่ามันนน จนกว่ามันจะคุกเข่าร้องขอความเมตตา ”
ภายใต้ความคาดหวังของผู้คน ผนวกกับ กง เสิ่นจุน
รอคอยเวลานี้มาอย่างยาวนาน ส่งผลให้เลือดภายใน
กายของมันเดือดพล่าน
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่มันจะได้ทำอันใด อู่ อวี้ ก็ใช้เนตร
เพลิง ดวงตาทั้งคู่ของเขานั้นร้อนแรงประดุจดั่งดวง
ตะวัน แม้ว่าจะอยู่ภายในเป่ยหมิง เขาก็ยังสามารถ
ดึงดูดความร้อนของดวงตะวันเข้ามาผสานอยู่ภายใน
ดวงตาของเขาได้!
แม้ว่าไม่ได้อยู่ภายใต้ดวงตะวันเป็นเวลานาน แต่เขาก็
ยังสามารถใช้เขตแดนเนตรทองคำได้ ตอนนี้ภายใน
ดวงตาของเขาเผาผลาญร้อนแรงประดุจดวงตะวัน
อุณหภูมิความร้อนจากดวงตาสามารถกวาดผ่านเผา
ผลาญทั้งโลกหล้าได้!
ผู้คนในนครหมิงส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมเช่นเดียวกับ
สิ่งมีชีวิตประหลสดจากพิภพต่างมิติ ที่เกลียดชังเพลิง
ความร้อนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่ามีเปลวเพลิงก่อตัว
โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ก็ทำให้ผู้คนเริ่มไม่พอใจ!
นี่คือการต่อสู้ระหว่างร้อน และ เย็น!
เมื่อเห็น อู่ อวี้ เริ่มโจมตี เป็นธรรมดาที่ กง เสิ่นจุน จะ
พุ่งเข้าโจมตีเผด็จศึก! แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อ
มันกลับไม่โจมตีตอบโต้ แต่กลับปล่อยให้อีกฝ่ายโจมตี
มาที่ตนเองก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ชมต้องตกตะลึง
ด้วยเพราะมันฝึกฝนมาจากตำหนักราชครูกรมอาญา
แม้ในภายภาคหน้ามันอาจจะไม่ได้กลายเป็นเซียน
อมตะ แต่มันคืออนาคตของตำหนักราชครูกรมอาญา
ซึ่งไม่ได้มาง่าย ๆ !
บัดนี้ในมือของมันมีศาสตราเต๋าวิถีแท้ 2 ชนิด หนึ่งใน
นั้นกำลังมัดพันอยู่รอบแขนของมัน ศาสตราชิ้นนี้เป็น
ตาข่ายสีดำขนาดใหญ่ ดูราวกับอสรพิษสีดำกำลัง
ฉวัดเฉวียนกวัดแกว่งไปมา กลิ่นอายแห่งความมืดแผ่
ขยายปกคลุม แผดแผ่จิตสังหารออกมาอย่างเข้มข้น
ทุกคนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการต่อสู้
ระหว่าง อู่ อวี้ กับ กง เสิ่นจุน ดูเหมือนว่าเขายังคงมี
ท่าทีผ่อนคลายเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะเขาได้สืบรู้
ข้อมูลบางอย่างของ กง เสิ่นจุน มาก่อนบ้างแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น ศาสตราเต๋าวิถีแท้ว่ากันว่ามีวงเวท
ประทับอยู่ถึง 90,000 วง พลังการโจมตีของมัน
เทียบเท่าได้กับศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ซึ่งอนุ
ภาพของมันร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวเป็นยิ่งนัก หากไป
ติดกับพัวพันคงยากที่จะหลบหนี คงได้แต่ทนถูก
ทรมานจาก กง เสิ่นจุน เพียงเท่านั้น ศาสตราเต๋าวิถี
แท้ชิ้นนี้มีชื่อเรียกว่า: ตาข่ายกักเทพ
ส่วนมือขวาถือจับใบมีดโค้งยาวสีดำ ตรงส่วนกลางมี
เส้นแถบโลหิตส่องแสงประกายเจิดจ้า เสมือนดั่ง
อสรพิษกำลังบิดตัวศาสตราชิ้นนี้มีชื่อว่า ‘ใบมีดสะบั้น
วิญญาณแค้น’ ที่สำคัญคือศาสตราชิ้นนี้มีวงเวทประทับ
อยู่ถึง 80,000-90,000 วง อำนาจการทำลายล้าง
เทียบเท่าได้กับ ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของมันมีไว้เพื่อสังหาร
กำเนิดจิตเทวะ ยังมีข่าวร่ำลือกันว่า แค่ใบมีดตวัดเพียง
หนึ่งครั้งก็สามารถสังหารคนได้ ทั้งยังไม่เคยมีผู้ใด
สามารถหลบหนีจากคมมีดนี้ไปได้อีกด้วย
กล่าวได้ว่า ตาข่ายกักเทพ กับ ใบมีดสะบั้นวิญญาณ
แค้น ของ กง เสิ่นจุน นั้นผสานสอดคล้องกลมกลืนกัน
ได้อย่างลงตัว
เมื่อเห็นสมบัติทั้งสองนี้ ผู้คนก็ต่างส่งเสียงอื้ออึงลุกฮือ
ร้องตะโกนด้วยความกระตือรือร้นบ้าคลั่ง
เมื่อสมบัติทั้ง 2 ชิ้นมาใช้ผสานกัน พลังอานุภาพของ
มันเทียบเท่าได้กับศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
อย่างไรก็ตามเมื่อ ‘พลองหมื่นมังกรพิภพอนันต์’
ปรากฏอยู่ในมือของ อู่ อวี้ พลังอำนาจความยิ่งใหญ่
อันองอาจน่าเกรงขาม แรงกดดันที่ออกมาสามารถบด
ขยี้ ใบมีดสะบั้นวิญญาณแค้น ให้กลายเป็นปุ๋ยผงลงได้
ในบัดดล เมื่อเห็นดังนั้นฝูงชนก็ต่างนิ่งตะลึงตื่น
ตระหนกไปตาม ๆ กัน
พวกมันต่างมองหน้ากันโดยไร้ซึ่งวจีเอื้อนเอ่ย ทันใด
นั้นการต่อสู้เพิ่มขึ้น อู่ อวี้ เปิดฉากด้วยเขตแดนเนตร
ทองคำ!
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ