กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 732: มุ่งสู่หัวหน้ากองร้อย
ด้วยการสนับสนุนของดวงตะวัน หลังจากที่สะสมมา
เป็นเวลานาน พลังอำนาจของเขตแดนเนตรทองคำก็
สามารถระเบิดออกมาได้ เมื่อเปลวเพลิงอันร้อนแรงนี้
กวาดผ่านฟ้าสวรรค์ ก็สามารถกลืนกินประตูของค่าย
เป่ยหมิงนี้ไปได้อย่างหมดจด
แสงสีทองของดวงตะวันขนาดใหญ่ซึ่งกำลังลุกโชน
ปรากฏขึ้นเหนือหัวทุกคนอย่างฉับพลัน!
ผู้ที่อยู่ในระยะใกล้เกินไปก็จะรู้สึกว่าเขตแดนเนตร
ทองคำนี้ร้อนแรงเสียยิ่งกว่าดวงตะวันที่อยู่บนท้องฟ้า
อีก แม้กระทั่งอุณภูมิอันหนาวเหน็บของนครหมิงแห่ง
นี้ยังถูกพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากเขตแดนเนตรทองคำนี้
กง เสิ่นจุน ที่กำลังจู่โจมไปยัง อู่ อวี้ ก็ตกอยู่ท่ามกลาง
รัศมีของเขตแดนเนตรทองคำนี้ไปในทันที
มันพอจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับเคล็ดอิทธิฤทธิ์นี้ของ อู่
อวี้ อยู่บ้าง
เนื่องจาก อู่ อวี้ ได้เคยสำแดงเคล็ดอิทธิฤทธิ์นี้ออกมา
ในตอนที่ต่อสู้กับ อินเสวียน
ดังนั้นมันจึงได้เตรียมการรับมือเอาไว้แล้ว
ชุดเกราะศาสตราเต๋าวิถีแท้บนร่างของมันมีชื่อว่า
เกราะเซียนจันทราทมิฬ เป็นชุดเกราะที่อยู่ในระดับ
ใกล้เคียงกับ ‘ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ’ เมื่อ
มันเข้ามาอยู่ภายในขอบเขตของเขตแดนเนตรทองคำ
แล้ว เกราะเซียนจันทราทมิฬ ก็เปลี่ยนจากรูปแบบ
ของชุดคลุมกลายมาเป็นชุดเกราะเซียนในทันที ชุด
เกราะเซียนนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นสีดำทมิฬ ซึ่งมีแถบสี
ครามซ้อนอยู่ ดูไปแล้วให้ความสง่างามยิ่ง!
ที่สำคัญคือชุดเกราะศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้ยังมี
ความสามารถในการเขตแดนป้องกันขึ้นมา มันเป็น
เกราะป้องกันทรงกลมที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก โอบ
ล้อมรอบกายของ กง เสิ่นจุน เอาไว้ เปลวเพลิงอัน
ร้อนแรงของเขตแดนเนตรทองคำจึงได้ถูก กง เสิ่นจุน
ป้องกันเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์!
เมื่อมี เกราะเซียนจันทราทมิฬ ในยามที่ตกอยู่ภายใน
เขตแดนเนตรทองคำ มันจึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ซ้ำ
ยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ!
แน่นอนว่านี่เป็นถึงชุดเกราะศาสตราเต๋าวิถีแท้ แต่ก็ไม่
อาจจะอยู่ภายใต้อำนาจของเขตแดนเนตรทองคำของ
อู่ อวี้ ได้เป็นเวลานานนัก ดังนั้น กง เสิ่นจุน จึงจะต้อง
ตัดสินใจลงมือตอบโต้ อู่ อวี้ ด้วยความรวดเร็ว!
ในยามที่มันทะยานเข้าก็เร่งสำแดงเคล็ดอิทธิฤทธิ์!
“ 18 ลงทัณฑ์! ”
กง เสิ่นจุน มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้
ดวงตาทั้ง 2 ข้างเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว มันส่ง
เสียงเย็นชาออกมา จากนั้นปลดปล่อยเคล็ดอิทธิฤทธิ์
ออกมาจากร่างของมัน! หากมองให้ละเอียด บนร่าง
ของมันมีควันที่มีสีแตกต่างกันถึง 18 สีกำลังลอย
ออกมา ควันเหล่านั้นได้ก่อตัวเป็นคนยักษ์ขนาดมหึมา
รายล้อมรอบตัวของ กง เสิ่นจุน คนยักษ์แต่ละร่างมี
ความสูงมากกว่า 3 จั้ง! คนยักษ์เหล่านี้ไม่ใช่คนจริงๆ
แต่เหมือนจะเป็นปีศาจร้ายที่อยู่ในนรกอเวจี คนยักษ์
เหล่านี้มีดวงตาขนาดใหญ่ราวกับเป็นระฆังทองแดง ซึ่ง
กำลังจับจ้องมองมาที่ อู่ อวี้ บนร่างของพวกมันเต็มไป
ด้วยจิตสังหารที่ดุร้าย ไม่รู้ว่ามันสังหารผู้คนไปแล้ว
เท่าไหร่!
“18 ลงทัณฑ์ ไป!”
เคล็ดอิทธิฤทธิ์นี้มีความคล้ายคลึงกับร่างอวตารของ อู่
อวี้
18 ลงทัณฑ์เหล่านี้ ดูเหมือนว่าแต่ละร่างสร้างมาจาก
พลังแห่งความตาย เขตแดนเนตรทองคำของ อู่ อวี้ จึง
ไม่อาจแผดเผามันได้
ยามที่ 18 ลงทัณฑ์เหล่านี้ลงมือ กง เสิ่นจุน ก็หัวเราะ
ขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก มันมั่นใจในฝีมือของ
ตัวเองอย่างมาก! 18 ลงทัณฑ์ เป็นหนึ่งในวิธีที่มัน
มักจะใช้ในการสังหาร อู่ อวี้ เมื่อถูก 18 ลงทัณฑ์เข้าจู่
โจม ทำให้ อู่ อวี้ ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมการโจมตี
ในทันที!
หลายคนกำลังรู้สึกตื่นเต้นไปกับการต่อสู้ในครั้งนี้ แต่ก็
มีหลายคนที่มีปัญหาในการลอดมองผ่านเขตแดนเนตร
ทองคำ แต่ก็ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ร้อนแรง
แม้แต่ยอดฝีมือค้นหาเต๋าบางคน ก็รู้สึกว่ายามนี้ผู้ที่
เป็นฝ่ายเหนือกว่าก็น่าจะเป็น กง เสิ่นจุน
18 ลงทัณฑ์ ทะลวงผ่านเปลวเพลิงอันร้อนแรง พลัง
กดดันอันบ้าคลั่งกำลังถาโถมเข้ากดดัน อู่ อวี้
ในแววของ กง เสิ่นจุน ปรากฎความพึงพอใจและ
มั่นใจยิ่ง
แต่ทว่า อู่ อวี้ กลับรู้สึกมั่นใจยิ่งกว่ามันเสียอีก!
“ร่างอวตารนอกวิถี!”
หลังจากที่เขาทำการเรียกอวตารนอกวิถีและแปลง
กายร่างจำแลงเซียนวานรแล้ว วานรสีทองนับพันก็มา
ปรากฏอยู่เบื้องหน้า 18 ลงทัณฑ์ในทันที!
ร่างอวตารเหล่านี้ได้ฝ่าทะลวงมาอยู่ในระดับที่
แข็งแกร่งในจุดสูงสุด!
ในยามที่พวกมันปรากฏตัวก็เร่งลงมือโจมตีอย่างพร้อม
เพรียง
“เขตแดนโลหิตกำสรวล!”
เมื่อรวม อู่ อวี้ เข้าไปภายในนั้นด้วย เสียงกรีดร้องก็ดัง
ออกมาอย่างฉับพลัน เคล็ดเขตแดนโลหิตกำสรวลของ
ร่างอวตารนับพันร่าง ได้ควบแน่นผสานเข้ากับเขต
แดนเนตรทองคำด้วยความเร็วที่น่ากลัว ภายใน
ขอบเขตของเขตแดนเนตรทองคำ พลันปรากฎเขต
แดนซับซ้อนขึ้นมาอีกเขตแดนหนึ่งในทันที
ภายในเขตแดนโลหิตกำสรวลตอนนี้ได้ถูกปกคลุมไป
ด้วยเสียงกรีดร้องแหลมเล็กอันน่าหวาดกลัว ราวกับ
เป็นนรกบนดินยังไงอย่างงั้น สำหรับสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง
ที่มีประสาทฟังเสียงแล้ว มันก็เป็นหายนะดีๆนี่เอง
ที่สำคัญก็คือดูเหมือนเกราะเซียนจันทราทมิฬของ กง
เสิ่นจุน จะไม่สามารถสกัดกั้นการโจมตีของเคล็ดวิชา
เต๋าประเภทนี้ได้ เมื่อผนวกการเขตแดนเนตรทองคำที่
กำลังเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง ชุดเกราะศาสตราเต๋าวิถี
แท้จึงเริ่มถูกหลอมละลาย 18 ลงทัณฑ์ยังไม่ทันได้
โจมตี อู่ อวี กลับถูกเคล็ดวิชาเต๋าของ อู่ อวี้ โต้ตอบ
กลับอย่างไร้เยื่อใย!
“อ้ากกกกกก!”
พริบตาเดียว ภายในเขตแดนเนตรทองคำ ก็ปรากฏ
เสียงกรีดร้องอันทรมานของ กง เสิ่นจุน ดังก้องออกมา
กล่าวตามตรง ไม่ต้องพูดถึงมันที่ยังไม่ได้ออกจาก
ขอบเขตของเคล็ดเขตแดนโลหิตกำสรวล แม้แต่คนที่
อยู่ด้านล่างเมื่อได้ยินเสียงและสัมผัสถึงความร้อนบน
เขตแดนก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะทนรับมือได้
ด้วยเสียงกรีดร้องของ กง เสิ่นจุน จึงทำให้เหล่าผู้ชม
รู้สึกผวายิ่ง
พวกมันรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ แต่สิ่งที่ตัวเองได้ยินมัน
ปลุกให้ทุกคนรู้ว่านี่เป็นเรื่องจริง
ยามนี้ กง เสิ่นจุน ต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาอยู่
ภายในเขตแดนเนตรทองคำ โดยไม่สามารถตอบโต้ อู่
อวี้ แม้เพียงเสี้ยว
หลังจากที่อีกฝ่ายได้รับการโจมตีจากเคล็ดเขตแดน
โลหิตกำสรวล ทำให้แก่นจิตเทวะของมันได้รับบาดเจ็บ
จึงไม่อาจจะควบคุมได้แม้แต่ชุดเกราะศาสตราเต๋าวิถี
แท้ ฉับพลันเกิดเป็นช่องโหว่!! เปลวเพลิงของเขตแดน
เนตรทองคำโหมกระหน่ำทะลุช่องโหว่นี้ พุ่งเข้าโจมตี
แผดเผามันอย่างรุนแรง ยามนี้ทั้งกายเนื้อและจิต
วิญญาณของมันถูกทรมานจนน่าเวทนายิ่ง !
บัดนี้ใบหน้าของ กง เสิ่นจุน ซีดขาวเสียยิ่งกว่า
กระดาษ!
อู่ อวี้ ไล่ล่าตามไปปิดบัญชีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง!
อย่างไรก็ตาม 18 ลงทัณฑ์ยังสามรรถทำการโจมตีได้
อยู่ แต่ทว่าภายใต้การรุมล้อมของร่างอวตารนับพันร่าง
ทำให้ 18 ลงทัณฑ์ที่อยู่ภายในเขตแดนเนตรทองคำไม่
อาจจะแยกแยะได้ว่าร่างไหนคือร่างที่แท้จริงของ อู่
อวี้!
แม้ว่า 18 ลงทัณฑ์จะทำการสุ่มโจมตีร่างอวตารไป
มากมาย แต่ว่าช่วงเวลานั้นเอง อู่ อวี้ ก็ได้คร่ากุม
พลองหมื่นมังกรเอาไว้และโผล่มาอยู่เบื้องหน้าของ กง
เสิ่นจุน แล้ว เขายังคงไม่สลายเคล็ดเขตแดนโลหิต
กำสรวลไป นอกจานี้พลังอำนาจของเขตแดนเนตร
ทองคำก็ยังคงแผดเผาอีกฝ่ายอยู่ ยามนี้ กง เสิ่นจุน
พยายามยืนหยัดขึ้นมา แต่มันก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงในการ
ตอบโต้แล้ว ฉับพลัน อู่ อวี้ ฟาดพลองไปที่ศีรษะของ
อีกฝ่ายอย่างรุนแรง คนอื่นๆที่ดูเหตุการณ์ได้ยิน
เพียงแต่เสียงทุบ ปุงปัง ดังสนั่นหวั่นไหวเพียงเท่านั้น
ในระหว่างนั้นเขตแดนเนตรทองคำก็ได้ค่อยๆสลาย
หายไป ร่างกายของ กง เสิ่นจุน ไหม้เกรียมเป็นเถ้า
ถ่านปรากฎสู่คลองจักษุของเหล่าผู้ชม ร่างของมัน
แน่นิ่งไม่ไหวติง ค่อยๆร่วงหล่นลงมาจากนภากาศ ซึ่ง
สภาพของมันน่าเวทนาไม่ต่างกับ อินเสวียน ในยาม
นั้นแม้แต่น้อย
กง เสิ่นจุน แทบจะเรียกได้ว่าไม่สามารถยืนหยัดต่อ
เบื้องหน้า อู่ อวี้ ได้เลยทีเดียว บัดนี้ อู่ อวี้ กำลัง
เผชิญหน้ากับ ผู้คนแห่ง‘ตระกูลเป่ยหมิง’จำนวนมาก
เมื่อเห็นว่า กง เสิ่นจุน ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ก็ได้
ทำให้คนจากตระกูลเป่ยหมิงทุกผู้รู้สึกหนักอึ้ง
เห็นได้ชัดว่าในวันนี้ชื่อเสียงของเขาได้โด่งดังมากยิ่งขึ้น
กว่าเดิม
ยามนี้ อู่ อวี้ กู่ร้องคำรามขึ้นกลางนภากาศ ผู้ที่พ่ายแพ้
ไปด้วยเงื้อมมือของเขาก็ถูกเหล่าผู้อาวุโสแห่งตำหนัก
ราชครูกรมอาญานำตัวไปทำการรักษาอย่างเร่งด่วน
“ออมมือแล้ว” อู่ อวี้ ประสานมือขึ้น
เมื่อประโยคนี้ถูกกล่าวออกมา ก็บ่งบอกว่าการ
ประลองได้สิ้นสุดลงแล้ว
ยามนี้ผู้คนตระกูลเป่ยหมิง ด้านหนึ่งเมื่อเห็นว่า กง
เสิ่นจุน พ่ายแพ้ พวกมันก็รู้สึกเหมือนกับว่าตนเองพ่าย
แพ้ด้วยเช่นกัน ทำให้ในใจของพวกมันอัดอั้นไปด้วย
โทสะ!
แต่ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เห็นว่า อู่ อวี้ เอาชนะมาได้อย่าง
เปิดเผยและขาวสะอาด ทั้ง อู่ อวี้ ก็มีฝีมือที่ร้ายกาจ
มากจริงๆ ซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายของพวกมันโดย
แท้
พวกเขาทั้งหลายรู้สึกเหมือนกับถูกตบเข้าไปที่หน้าฉาด
ใหญ่ นอกจากนี้ อู่ อวี้ ยังจัดการกับคู่ต่อสู้ได้รวดเร็ว
เกินไปอีกด้วย
แน่นอน อู่ อวี้ รู้ว่าเวลานี้ไม่ควรจะทำตัวเย่อหยิ่ง
มิฉะนั้นมันจะทำให้ตระกูลเป่ยหมิงจำนวนมากเล็งเป้า
มาได้
เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ก่อนหน้านี้ข้าแค่อยากจะบอกกับ
ต้วนอี้ กง เสิ่นจุน และคนอื่นๆ ข้า อู่ อวี้ กับพวกเจ้า
จะไม่มีความแค้นต่อกัน แต่พวกเจ้ากลับวางแผนลอบ
สังหารข้าเสียอย่างนั้น แม้ว่าในสายตาของพวกเจ้า
แล้วข้าจะเป็นเพียงแค่คนนอก เมื่อมีคนปองร้าย ข้าก็
เพียงแค่ตอบโต้กลับไป ในวันนี้ข้าเอาชนะ กง เสิ่นจุน
มาได้อย่างเปิดเผย ซึ่งนี่ถือเป็นคำตอบของตัวข้าใน
การยืนหยัด และเจ้า ต้วนอี้ สักวันหนึ่งข้าจะมอบ
ผลลัพธ์เช่นนี้ให้กับเจ้าด้วยเช่นกัน”
เขาไม่ได้เพ่งเล็กไปที่ตระกูลเป่ยหมิงทุกคน เพียงแต่
เพ่งเป้าไปที่ ต้วนอี้ กง เสิ่นจุน และคนอื่นๆที่มีปัญหา
กับเขา เพราะยังไงแล้วตัวเขาคือผู้เคราะห์ร้าย เขาจึงมี
สิทธิ์ที่จะกล่าวเช่นนี้ได้ และเมื่อคำกล่าวนี้ถูกลั่นวาจา
ออก ก็ทำให้โทสะของผู้คนจากตระกูลเป่ยหมิงบรร
เทาลงมาในทันที
เมื่อ อู่ อวี้ เพ่งเป้าไปที่ ต้วนอี้ ก็ได้ทำให้ทุกสายตา
ค่อยๆจับจ้องไปบนร่างของมัน
ต้วนอี้ เงยหน้าขึ้น มันรู้สึกประหลาดใจกับ
ความก้าวหน้าของ อู่ อวี้ เป็นอย่างยิ่ง แต่มันก็มี
ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณเช่นกัน แม้ว่า อู่ อวี้
จะประกาศศักดา แต่มันหาได้เกรงกลัว
“เช่นนั้นข้าจะรอเจ้า แต่อย่าปล่อยให้ข้าต้องคอยนาน
เกินไป” ต้วนอี้ เอ่ยออกมาต่อหน้าฝูงชน
ทุกคนสามารถจินตานาการได้เลยว่าการต่อสู้ครั้ง
ต่อไประหว่างพวกเขามันจะน่าตื่นเต้นถึงเพียงไหน!
“ครั้งต่อไป ข้าจะต้องมาดูให้ได้อย่างแน่นอน”อู่ อวี้
ได้ยินบางคนกล่าวขึ้นอย่างเลือนราง
เพราะนี่คือชัยชนะที่ขาวสะอาด ทำให้คนของตำหนัก
ราชครูกรมอาญาต้องรู้สึกอับอายขายขี้หน้าอย่าง
แท้จริง พวกมันไม่อาจจะสร้างความลำบากให้กับ อู่
อวี้ ได้ในตอนนี้ มิฉะนั้นมันรังแต่จะทำให้ตนเองต้อง
อับอายมากขึ้นกว่าเดิม ยามนี้พวกมันจึงทำได้เพียงแค่
นำตัว กง เสิ่นจุน กลับไปโดยเร็ว สำหรับวิธีที่จะ
จัดการกับ อู่ อวี้ ก็เชื่อว่าคนในตระกูลของมันคงได้
วางแผนเอาไว้แล้ว
อู่ อวี้ ไม่ควรรั้งอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้นานเกินไป
หลังจากที่จัดการกับอีกฝ่ายได้แล้ว อู่ อวี้ จึงกล่าวลา
ทุกคนและเร่งรีบกลับไปที่ค่ายผลาญนภาโดยเร็ว
แน่นอน ต้วนอี้ ก็กลับไปด้วยเช่นกัน
ทุกคนที่อยู่ที่นี่เริ่มแยกย้ายกลับไปยังที่ของตัวเอง ส่วน
ผลของการประลองนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วอาณาเขต
จักรพรรดิหมิงภายในระยะเวลาอันสั้น
ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร กง เสิ่นจุน ก็นับเป็นหนึ่งในบุคคล
ชั้นสูงแห่งเป่ยหมิง เมื่อมันได้รับความพ่ายแพ้เช่นนี้ จึง
ทำให้ชาวเป่ยหมิงทุกคนรู้สึกกดดันยิ่ง
พวกมันเริ่มคิดถึงเหตุผลที่ องค์หญิงโย่วเสี่ย นำตัว อู่
อวี้ กลับมาด้วยแล้ว
ระหว่างทางที่ อู่ อวี้ จากไป เขาก็ไม่ได้สนใจเลยว่าที่
ด้านนอกมีคนมากน้อยเพียงใดกำลังพูดคุยเกี่ยวกับตัว
เขา เขาคิดเพียงแค่ว่าจะต้องก้าวหน้าให้เร็วที่สุดเท่าที่
จะเป็นไปได้ จะต้องไต่ไปให้ถึงขอบเขตก่อร่างกำเนิด
จิตเทวะให้จงได้
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นเขาก็นึกบางสิ่งขึ้นมาได้ว่า
จะต้องทำเรื่องหนึ่งให้สำเร็จเสียก่อน นั่นก็คือการ
กลายเป็น ‘หัวหน้ากองร้อย’
การจะกลายเป็นหัวหน้ากองร้อยจะต้องไปที่ ‘วิหาร
เทียนหมิง’ ดังนั้น อู่ อวี้ จึงเร่งเปลี่ยนเส้นทางจากค่าย
ผลาญนภาเป็นวิหารเทียนหมิงในทันที
วิหารเทียนหมิงนั้นมีขนาดที่ใหญ่โต อย่างไรก็ตาม
ส่วนมากที่มาล้วนเป็นเหล่าองครักษ์หมิงไห่ทั้งหลาย
พวกเขามาเพื่อที่จะเลื่อนขั้นกลายเป็นหัวหน้าหมู่ การ
ที่ อู่ อวี้ เลื่อนขั้นจากองครักษ์หมิงไห่กลายเป็น
หัวหน้ากองร้อยในทันที ถือว่าเกิดขึ้นได้น้อยมาก
ส่วนการเลื่อนขั้นไปเป็นหัวหน้ากองพันหรือว่าขุนพล
โย่วหมิงแล้วกลับยิ่งน้อยเสียกว่า
สำหรับขุนพลไห่หมิงและตำแหน่งอื่นๆ จำเป็นจะต้อง
ให้ผู้บัญชาการกองทัพทำการทดสอบด้วยตนเอง ทุก
ครั้งที่มีคนเลื่อนขั้นกลายเป็นขุนพลไห่หมิง จึง
กลายเป็นช่วงเวลาที่วิหารเทียนหมิงคึกคักมีชีวิตชีวา
มากที่สุด
สำหรับขุนพลเทียนหมิง ไม่เพียงแต่จะต้องได้รับ
อนุญาตจากผู้บัญชาการกองทัพเท่านั้น ว่ากันว่า
จะต้องผ่านจอมจักรพรรคิหมิงไห่ด้วย เพราะว่ามันถือ
เป็นเหตุการณ์สำคัญของกองทัพหมิงไห่
ตอนนี้ อู่ อวี้ กำลังจะเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้ากองร้อย
สำหรับกองทัพหมิงไห่แล้วก็ไม่ถือว่ายิ่งใหญ่ แต่เขาก็
ได้เลื่อนขั้นมาอยู่ในระดับเดียวกับต้วนอี้แล้ว ในตอน
แรกเขาเป็นเพียงแค่องครักษ์หมิงไห่ ส่วน ต้วนอี้ ก็
เป็นถึงขุนพลโย่วหมิง ระดับของพวกเขาได้ค่อยๆร่น
ระยะเข้ามาทุกขณะ
หลังจากผ่านไปไม่นาน อู่ อวี้ ก็มาถึงที่วิหารเทียนหมิง
แล้ว
ในวันนี้ผู้ที่ยื่นคำร้องขอเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้ากองร้อย
เช่นเดียวกับเขา ก็ยังมีอยู่อีกสิบกว่าคนเลยทีเดียว
เวลารับสมัครจะครบกำหนดในยามสนทยา จากนั้น
การทดสอบก็จะเริ่มขึ้น อันดับแรกคือการนำแต้ม
ผลงาน ซึ่ง อู่ อวี้ มีจำนวนแต้มผลงานเกินกำหนดที่
กฏเกณฑ์ได้ตั้งไปนานแล้ว ในเรื่องนี้จึงไม่มีปัญหา
อย่างไรก็ตามคนของวิหารเทียนหมิงก็จะทำการ
ตรวจสอบใหม่อีกครั้ง
แต่จุดที่สำคัญของการเลื่อนขั้นคือการทดสอบความ
แข็งแกร่ง
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ