กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 737: ซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิง
การเข้าร่วม ‘สงครามชิงอำนาจแดนเหนือ’นี้ ทำให้
เหล่าลูกหลานภายในราชวงศ์และคนหนุ่มสาวทั้งหมด
ภายในจักรวรรดิเป่ยหมิงต่างกระตือรือร้นเพื่อที่จะ
ได้รับชื่อเสียงและเกียรติยศ ซึ่งความจริงสิ่งเหล่านี้มัน
ไม่มีประโยชน์กับ อู่ อวี้ เลยแม้แต่น้อย
เขาไม่จำเป็นจะต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจภายใน
จักรวรรดิแห่งนี้
ที่เขาต้องการเข้าร่วมเพราะว่าประการแรก เนื่องจาก
การจัดงานแบบนี้ขึ้นภายในคุกแห่งความตาย มันลับ
คมประสาทต่างๆได้อย่างดีภายใต้ความเป็นตาย
ประการที่สอง ภายในนั้นมีคู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจยิ่งกว่า
‘สิ่งมีชีวิตประหลาด’ ที่อยู่ภายในพิภพต่างมิติ ทั้ง 2
ข้อนี้มีประโยชน์ต่อความก้าวหน้าของ อู่ อวี้ อย่างยิ่ง
เขาคิดว่ามันคงเป็นหนทางที่ดีกว่าในการฝ่าทะลวงเข้า
สู่ขอบเขตก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
แน่นอนว่าเขาก็ยังต้องการที่จะรู้ว่าของรางวัลคืออะไร
แม้ว่ายามนี้จะยังไม่รู้ว่าโย่วเสี่ยจะจัดการเรื่องนี้ให้เขา
ได้หรือไม่ แต่เขาก็รู้สึกสนใจในตัวของรางวัลมาก
ทีเดียว
โย่วเสี่ย ไม่ได้เร่งรีบกล่าวออกมา แต่ค่อยๆอธิบาย
เกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆให้ อู่ อวี้ เข้าใจ “ข้าได้ไป
สืบถามมาแล้ว การจะได้รับรางวัลของราชวงศ์
จักรวรรดิเป่ยหมิง ตราบใดที่ได้รับ ‘ตาข่ายวิญญาณ
มรณะ’จำนวนมาก และเข้าสู่สิบอันดับแรก เช่นนั้นก็
สามารถรับรางวัลได้”
“ผู้ชนะไม่เพียงแต่จะได้รับเกียรติยศที่สูงที่สุด ยังมี
รางวัลล้ำค่ารออยู่อีก มันเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณชั้นสูง แม้ตอนนี้ยังไม่ได้มีการประกาศออกมา
แต่ข้าก็รู้ว่ามันอาจจะเป็น ‘ซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิง’
‘ซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิง’เป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณที่เสด็จพ่อของข้าใช้ในยามที่ยังเป็นหนุ่ม
แน่นอนว่ามันทรงพลังอำนาจมาก และบนตัวศาสตรา
มีวงเวทอยู่จำนวนมหาศาล เกือบจะเป็น ‘ศาสตราเต๋า
วิถีแท้วิญญาณนภา’ เมื่อเทียบกับศาสตราเต๋าวิถีแท้
สุดยอดวิญญาณของเจ้าแล้วมันน่าจะแข็งแกร่งกว่า
หลายขั้นเลยทีเดียว”
ซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิง!
เพียงแค่การที่ซุ้มประตูจักรพรรดิเป่ยหมิงมีวงเวทอยู่
ในระดับใกล้เคียงกับ ศาสตราเต๋าวิถีแท้วิญญาณนภา
ก็ทำให้หัวใจของ อู่ อวี้ ต้องเต้นแรงแล้ว
“ซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิงเป็นศาสตราที่ทรงพลังอำนาจ
มาก ในยามที่ข้ายังเด็ก ก็ได้ยินมาว่าไม่เคยมีผู้ใด
สามารถรับช่วงต่อศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
จากเสด็จพ่อของข้าได้เลย การที่นำมันออกมาในครานี้
เนื่องจากว่าเสด็จพี่ของข้าถึง 3 คนเข้าร่วมสงครามชิง
อำนาจแดนเหนือในครั้งนี้ด้วย กล่าวได้ว่ามันได้ถูก
จัดเตรียมเพื่อพวกเขา แน่นอนว่าข้อมูลนี้ยังไม่ได้
เปิดเผยออกไป ดังนั้นหากมีคนนอกสามารถเอาชัย
เหนือพวกเขาได้ ซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิงก็จะตกเป็นของ
คนผู้นั้น”
อู่ อวี้ พยักหน้าตอบรับ แน่นอนว่าหากจะกล่าวถึงองค์
ชายทั้ง 3 แล้ว พวกเขาจะต้องแข็งแกร่งมากทีเดียว
แต่ก็ยังมีเวลาเหลืออยู่อีกครึ่งปี ใครจะคว้าอันดับหนึ่ง
ไปครองได้นั้น ถึงเวลาค่อยว่ากันทีหลัง เช่นนั้นแล้ว
เหตุใดเขาจึงไม่มีโอกาสนั้นเล่า? ท้ายที่สุดมันขึ้นอยู่กับ
จำนวนปีศาจที่สังหารไปได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามี
ความสามารถมากขนาดไหน
“รูปแบบของ ซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิงมีอยู่ 2 รูปแบบ
มันสามารถกลายเป็นกระบี่และก็เป็นแส้ได้ มันได้ถูก
สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานภายในจักรวรรดิเป่ย
หมิงของข้า”
ยามที่ โย่วเสี่ย เอ่ยถึงซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิง พลัน
บังเกิดสีหน้าที่บ่งบอกถึงความปรารถนาอยากได้ จน
เห็นได้ชัดว่านางหมายปองจะครอบครองมันอย่างแน่ว
แน่ แต่กระนั้นนางกลับไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย
“นอกเหนือจากซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิงที่ทำให้ผู้คนบ้า
คลั่งอย่างที่สุดแล้วก็ยังมีเม็ดยาจิตเทวะอยู่อีกสามล้าน
เม็ด การที่มีเม็ดยาจิตเทวะมากมายนับล้านเม็ดเช่นนี้
ทำให้สามารถใช้จ่ายซื้อสมบัติต่างๆได้มากมาย
ทีเดียว”
นี่คือรางวัลที่ทางฝั่งราชวงศ์จะมอบให้
“อันดับที่ 2 จะได้รับศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ แน่นอนว่าต้องเป็นสมบัติที่ไม่ได้ด้อยไปกว่า
ซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิง และยังได้รับเม็ดยาจิตเทวะอีก
หนึ่งล้านเม็ด”
“อันดับที่ 3 ก็จะได้รับ ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ ซึ่งมีวงเวทบรรจุอยู่ถึงสามแสน และก็จะ
ได้รับเม็ดยาจิตเทวะอีกห้าแสนเม็ด”
“ส่วนรางวัลของอันดับที่ 4 – 10 ก็จะได้รับเป็น
ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ยิ่งอยู่ในรายชื่อ
อันดับต้นๆก็จะยิ่งได้รับศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณที่ดีกว่า และแต่ละคนก็จะได้รับเม็ดยาจิตเท
วะอีกคนละสองหมื่นเม็ด เป้าหมายของข้าก็คือการติด
อยู่สิบอันดับแรก แม้ว่ามันจะไม่น่าเป็นไปได้ แต่เพื่อ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณแล้วข้าก็จะต้องขอ
ลองสู้ดูก่อน”
โย่วเสี่ย เอ่ยออกมาอย่างจริงจัง
แม้ว่านางจะเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ แต่เหล่าผู้อาวุโสก็
ไม่ได้มอบศาสตราเต๋าวิถีแท้ให้กับนาง เพราะพวกเขา
หวังที่จะให้เชื้อพระวงศ์อาศัยความสามารถแย่งชิงมัน
มาด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามนางมีพี่น้องไม่มากนัก แต่
ก็ยังต้องแข่งขันกันเองอยู่ดี เพื่อดูว่าผู้ใดนั้นโดดเด่นยิ่ง
กว่ากัน
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว หากตัวเขาโชคดีเข้าสู่สิบอันดับ
แรกได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
“ยิ่งไปกว่านั้นหากว่าเจ้าได้เป็นตัวแทนของกองทัพห
มิงไห่ และสามารถติดอยู่ในรายชื่อสิบอันดับ กองทัพห
มิงไห่ก็จะตบรางวัลให้เจ้าด้วย ข้าได้ยินมาว่ารางวัล
ของอันดับที่ 1 ก็คือแต้มผลงานห้าแสนแต้ม! จะต้องรู้
ว่าหากต้องการเป็นขุนพลโย่วหมิง จะต้องเก็บสะสม
แต้มผลงานให้ได้หนึ่งแสนแต้ม ด้วยแต้มผลงานที่
มากมายเช่นนี้จะทำให้เจ้ากลายเป็นขุนพลโย่วหมิงได้
ถึง 5 รอบ!! แต้มผลงานไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลข
เท่านั้น ยังสามารถนำมันไปแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆ
ภายในกองทัพหมิงไห่ได้อีกมากมายมหาศาล!”
“และแม้ว่าจะอยู่ในอันดับที่ 2 ก็จะได้รับรางวัลเป็น
แต้มผลงานถึงสามแสนแต้ม ยังสามารถกลายเป็น
ขุนพลโย่วหมิงได้อยู่ดี อันดับที่ 3 ได้หนึ่งแสนแต้ม
ผลงาน ก็ยังคงเพียงพอที่จะทำให้เป็นขุนพลโย่วหมิง
ได้!”
“และอันดับที่ 4 – 10 ก็จะได้รางวัลคนละ ห้าหมื่น
แต้มผลงาน”
“หากว่าเจ้าสามารถเข้าร่วมการแข่งขันนี้และติดสิบ
อันดับแรกได้ ของรางวัลที่เจ้าจะได้รับถือว่าไม่ใช่
จำนวนน้อยๆ แน่นอนว่าอาจจะได้มายากเนื่องจาก
คู่แข่งของเจ้ามีจำนวนมหาศาล แถมแต่ละคนยังแตะ
ร้อยปีทั้งสิ้น อีกทั้งยังอยู่ในขั้นก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
ระดับที่ 6 กันมากมาย ซึ่งขนาดตัวข้ายังอยู่ใน
ระดับกลางๆของการแข่งขันนี้เท่านั้น ฉะนั้นจำต้องใช้
ความพยายามให้หนักห”
แม้ว่าจะมีความหวังไม่มากนัก แต่ โย่วเสี่ย ก็ไม่รู้สึก
เสียใจ นางกล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ข้ามี
คุณสมบัติในการเข้าร่วม อันดับแรกข้าจะปิดด่าน
ฝึกฝนเพิ่มพูนฝีมือ ตามกฏของสงครามชิงอำนาจแดน
เหนือแล้ว ตราบใดที่ยังไม่ติดในรายชื่อสิบอันดับแรก
หากสิบปีต่อมายังมีอายุไม่ถึงหนึ่งร้อยปี ก็สามารถเข้า
ร่วมได้อีก ด้วยอายุของข้าในตอนนี้ อย่างน้อยก็ยังมี
โอกาสเข้าร่วมสงครามชิงอำนาจแดนเหนือได้อีกถึง 6
ครั้ง ในอนาคตข้าจะต้องคว้าอันดับที่ 1 มาครองให้
ได้”
และตราบใดที่อายุยังไม่เกินเกณฑ์ แม้ว่าจะเข้าไปอยู่
ในรายชื่อสิบอันดับแรกแล้ว ก็ยังสามารถเข้าร่วมใน
ครั้งต่อไปได้ แต่ตามกฏแล้วการเข้าร่วมครั้งที่ 2
จะต้องอยู่ในอันดับที่สูงมากกว่าครั้งแรกเท่านั้น
มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นโมฆะทันที เช่นหากมีคนที่ฝึกตน
มาจนมีอายุ 80 ปี เข้าร่วมสงครามชิงอำนาจแดน
เหนือและถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 10 ครั้งต่อไปที่คนผู้นี้
เข้าร่วม ก็จะต้องรั้งอันดับ 9 ให้ได้ เนื่องจากอายุฝึก
ตนที่เพิ่มขึ้น หากอันดับที่ได้กลับถดถอยเช่นนั้นย่อม
เปล่าประโยชน์ที่จะได้รับรางวัล
ความหมายก็คือหากไม่มีความคืบหน้าอะไร ก็อย่าได้
คิดที่จะได้รับรางวัลในครั้งที่ 2 เป็นอันขาด
ด้วยกฏระเบียบเช่นนี้จึงทำให้การแข่งขันเริ่มมีอะไร
ขึ้นมามากขึ้น
ตอนนี้ โย่วเสี่ย ยังอายุน้อย ดังนั้นจึงยังมีโอกาสอยู่อีก
มาก ยามนี้นางเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นมากที่สุดใน
บรรดาเหล่าองค์หญิงองค์ชายทั้งหลาย หลังจากผ่าน
การเข้าร่วมอีกไม่กี่ครั้ง การที่นางจะคว้าอันดับที่ 1 มา
ครองก็ถือเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ทีเดียว
แต่ในครั้งนี้ระดับความยากค่อนข้างสูง ทุกครั้งผู้ที่ได้
กลายเป็นผู้ชนะล้วนแต่อยู่ในขอบเขตก่อร่างกำเนิดจิต
เทวะระดับที่ 10 ขึ้นไป แม้กระทั่งขอบเขตค้นหาเต๋าก็
ยังมีให้เห็น
หลังจากที่อธิบายทุกอย่างให้ชัดเจนแล้ว โย่วเสี่ย ก็จะ
ไปตามหา ‘โย่วซาง’ เพื่อไปอ้อนให้เขามอบสิทธิใน
การเข้าร่วมให้กับ อู่ อวี้ ส่วน อู่ อวี้ ก็ทำได้เพียงแค่รอ
คอยฟังข่าวดีจากนาง เหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ หาก
ว่าพลาดไปก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายจริงๆ
แต่แน่นอนว่า สำหรับตอนนี้เขาต้องย้ายไปอยู่ที่ ‘ค่าย
โลหิตสังหาร’ ก่อน
หลังจากที่โย่วเสี่ยจากไปแล้ว เขาก็เดินทางต่อทันที
ก่อนอื่นเขาได้เข้าไปกล่าวคำอำลากับ หยวน ซุนอวี้
และ เฮยคู ซึ่ง หยวน ซุนอวี้ เฝ้าภาวนาให้รีบๆไป
ไกลๆอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นยามนี้ใบหน้าของมันจึงเต็ม
ไปด้วยรอยยิ้มปิติยิ่ง สำหรับ เฮยคู มันก็ยิ้มออก
มาแล้วกล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย หวัง
ว่าเจ้าจะมีอนาคตที่สดใสภายในค่ายโลหิตสังหาร”
อู่ อวี้ เกียจคร้านจะกล่าวให้มากความ จึงเร่งเดินทาง
จากไปทันที คนในค่ายนี้คงมี หลิวชิง เพียงคนเดียว
เท่านั้นที่จริงใจกับเขาเสมอมา และมันเองก็รู้สึกไม่
ค่อยเต็มใจที่จะให้ อู่ อวี้ จากไปเช่นนี้
เมื่อเดินทางมาถึงปากทางเข้าของค่ายผลาญนภา ก็ได้
พบกับ ต้วนอี้ จำได้ว่า โย่วเสี่ย เพิ่งจะเอ่ยถึงมันมา
เช่นกัน เมื่อคิดดูแล้ว ต้วนอี้ ก็จะต้องเป็นหนึ่งใน
ผู้เข้าร่วมสงครามชิงอำนาจแดนเหนือย่างแน่นอน ตัว
มันเพิ่งจะสูญเสียตำแหน่งขุนพลโย่วหมิงไป ดังนั้น
รางวัลที่กองทัพหมิงให้จะมอบให้ในสงครามชิงอำนาจ
แดนเหนือนี้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับมันมาก
แน่นอนว่ามันก็ไม่คิดว่า อู่ อวี้ จะมีโอกาสในการเข้า
ร่วม ยามนี้เมื่อเจอกับ อู่ อวี้ จึงกล่าวออกมาว่า “จะ
ไปแล้วรึ? วางใจเถอะ ข้าจะไม่สร้างปัญหาให้กับเจ้า
เป็นเวลาครึ่งปี เช่นนั้นเจ้าจงใช้เวลาครึ่งปีที่เหลือนี้
อย่างมีความสุขเสียเถอะ”
หลังจากที่กล่าวจบมันก็จากไป
อู่ อวี้ เกียจคร้านเกินกว่าจะสนใจมัน
แน่นอนว่า ต้วนอี้ มีโอกาสที่จะคว้าหนึ่งในสิบอันดับ
แรกมาครอง ท่ามกลางคนทั้งพันคนที่เข้าร่วม มันก็ถือ
ว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง
เขาเดินทางมาถึง ‘ค่ายโลหิตสังหาร’ ซึ่งภายในค่าย
โลหิตสังหารนี้มีขุนพลโย่วหมิงอยู่ตามปกติ หัวหน้า
บัญชากองพันที่เขาสังกัดด้วย มีชื่อว่า เกา เสินอี้
หลังจากที่ อู่ อวี้ เดินทางมาถึง องครักษ์หมิงไห่ส่วน
ใหญ่ก็จดจำเขาได้ในทันที ภายในกองทัพหมิงไห่แห่งนี้
องครักษ์หมิงไห่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบหน้า อู่ อวี้
เท่าไหร่ อย่างไรก็ตามคนกลุ่มนี้ก็ถือว่ายังดี พวกเขาไม่
ถือเรื่องที่ว่า อู่ อวี้ เป็นคนนอกหรือไม่ และยามที่เขา
มาถึง พวกมันจึงเอ่ยว่า “หัวหน้ากองร้อย ขุนพลโย่วห
มิงของพวกเรา ‘เปียน เสี่ยซา’ กำลังรอคอยท่านอยู่
ภายใน ‘วิหารโลหิตสังหาร’ ผู้บัญชาการ เกา เสินอี้ ก็
อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน ขุนพลโย่วหมิงได้กำชับพวกเราว่า
หลังจากที่ท่านเดินทางมาถึง ให้รีบเข้าไปพบในทันที”
เมื่ออีกฝ่ายมีใบหน้าที่เป็นมิตร แน่นอนว่า อู่ อวี้ ย่อม
ยิ้มตอบอย่างไมตรี “ขอบคุณ”
“ไม่เป็นไรขอบรับ อาจจะเป็นไปได้ว่าขุนพลโย่วหมิง
จะจัดให้พวกเราอยู่ภายใต้สังกัดของท่าน ไม่แน่ว่าท่าน
อาจจะกลายเป็นหัวหน้ากองร้อยคนใหม่ของพวกเรา
เนื่องจากหัวหน้ากองร้อยของพวกเราเพิ่งจะเลื่อนขั้น
ไปเป็นหัวหน้ากองพัน ซึ่งก็คือผู้บัญชาการ เกา เสินอี้”
ไม่แปลกใจที่เขาสามารถย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ นั่นก็เป็น
เพราะว่าที่นี่ขาดแคลนหัวหน้ากองร้อยอยู่พอดี โดย
ปกติแล้วภายในกองทัพหมิงไห่ หากว่าค่ายทหารใดมี
คนที่ได้รับการเลื่อนขั้นก็สามารถอยู่ที่เดิมได้
เช่นเดียวกับ เกา เสินอี้ ที่ได้กลายเป็นหัวหน้ากองพัน
ของค่ายโลหิตสังหารได้ในทันที เป็นเพราะว่าเขา
ค่อนข้างคุ้นเคยกับค่ายโลหิตสังหาร
ภายใต้การนำทาง อู่ อวี้ ก็มาถึงวิหารโลหิตสังหาร
แม้ว่าชื่อวิหารโลหิตสังหารจะทำให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึก
หวาดกลัว แต่ว่า เปียน เสี่ยซา ที่เป็น‘ขุนพลโย่วหมิง’
กลับเป็นชายวัยกลางคนที่ดูอ่อนโยนอบอุ่น ภายใน
วิหารโลหิตสังหาร ก็เป็นเหมือนกับห้องสมุดก็มิปาน มี
กระดาษและเครื่องเขียนอยู่ไม่น้อย ราวกับเป็นห้อง
ของบัณฑิต
และ ผู้บัญชาการ เกา เสินอี้ ก็ดูค่อนข้างจะเป็นคนที่
ซื่อตรงยิ่ง ยามนี้มันกำลังยืนอยู่ข้างกายของ เปียน เสี่ย
ซา อย่างเงียบๆ
“อู่ อวี้ ขอเข้าพบ ขุนพลโย่วหมิง หัวหน้ากองพัน” อู่
อวี้ ก้าวไปข้างหน้า
เขาไม่ต้องการล่วงเกินทั้งสอง เนื่องจากว่าการที่เขาจะ
เข้าไปภายในพิภพต่างมิติ ก็จำเป็นจะต้องขออนุญาต
จากพวกเขาเสียก่อน หากว่าอีกฝ่ายไม่สร้างความ
ลำบากใจให้กับตัวเอง อู่ อวี้ ก็มิอาจทำตัวเป็นปรปักษ์
ได้
เปียน เสี่ยซา ยิ้นขึ้น แล้วกล่าวตอบว่า “ไม่ต้องมากพิธี
เจ้าเป็นถึง ‘คนโปรด’ การที่เจ้าเลือกจะมาที่ค่ายโลหิต
สังหารของพวกเรา นับว่าเป็นเรื่องที่สร้างความ
ประหลาดใจให้กับพวกเราอย่างแท้จริง ข้ารู้มาว่าเจ้า
มาที่กองทัพหมิงไห่เพื่อยกระดับพัฒนาตนเอง ข้าจะไม่
สร้างความลำบากใจใดๆให้กับเจ้า เจ้าอนุญาติให้เจ้า
เคลื่อนไหวเพียงลำพังได้ ข้าจะไม่จัดให้มีองครักษ์หมิ
งไห่อยู่ใต้สังกัดของเจ้า เจ้าว่าเป็นเช่นไร?”
ผ่านไปสักพักหนึ่ง อู่ อวี้ ก็เริ่มเข้าใจ ขุนพลโย่วหมิงผู้นี้
นับว่ารู้เกี่ยวกับตัวเขาอย่างแท้จริง อีกฝ่ายไม่ต้องการ
จะสร้างความลำบากใจให้กับตัวเขา ดังนั้น อู่ อวี้ จึง
รีบเอ่ยขอบคุณทันที
“เสี่ยวเกา จัดหาที่พักและสิ่งต่างๆให้กับ อู่ อวี้ เสีย ”
สิ่งที่เรียกว่าจัดการสิ่งต่างๆ นั่นก็คือชุดเกราะสงคราม
และอื่นๆ
“ขอรับ” เกา เสี่ยซา พยักหน้าตอบรับ
ในตอนที่เขากำลังจะพา อู่ อวี้ จากไป เปียน เสี่ยซา
กลับเอ่ยถามขึ้น “อู่ อวี้ จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าข้าจะขอ
ถามเจ้าสักหนึ่งคำถาม?”
อู่ อวี้ หยุดก้าวเดินต่อ รอคอยฟังคำถามจากเขา
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ