กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 738: เวทีประลองหมื่นหมิง
ด้วยเพราะเพิ่งเข้ามาครั้งแรก จึงไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหา
ใด ๆ ขึ้นกับตนเองบ้าง
‘เปียน เสี่ยซา’ เอ่ยถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้า
ได้ยินมาว่าเจ้ากับองค์หญิงโย่วเสี่ย มีความสัมพันธ์ที่
ดีต่อกัน เป็นเพราะว่าเจ้าได้ช่วยชีวิตองค์หญิงโย่ว
เสี่ย เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกันตอนอยู่ในเส้นทาง
เซียนบรรพกาล ฉะนั้นข้าจึงอยากถามเจ้าว่า
สงครามชิงอำนาจแดนเหนือ นางสามารถส่งรายชื่อ
เจ้าเข้าไปได้หรือไม่ ?”
อู่ อวี้ ชะงักกับคำถามนี้
ด้วยเพราะไม่คิดว่า เขาจะถามคำถามนี้กับตนเอง
เหตุเพราะเรื่องนี้ไม่เคยพิจารณามาก่อน ว่าตนเอง
จะโจมตีโย่วเสี่ยหรือไม่ ฉะนั้นเขาจึงไตร่ตรองชั่วครู่
แล้วตอบคำถามกลับไปว่า ” กล่าวตามตรง นาง
พยายามอยู่ แต่ไม่รู้ว่าสำเร็จหรือไม่ ที่ท่านถาม
เช่นนี้หมายความว่ายังไง ”
เปียน เสี่ยซา ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “อย่าได้เข้าใจผิด
เหตุผลที่ข้าถามเจ้า เพราะใจจริงอยากให้เจ้าเข้า
ร่วมต่อสู้ในสงครามชิงอำนาจแดนเหนือครั้งนี้ด้วย
สุดท้ายแล้วในกองทัพหมิงไห่มีที่ว่างเพียงสามสิบ
สามตำแหน่งเท่านั้น ในปัจจุบัน ‘ค่ายโลหิตสังหาร’
ของเราไม่มีผู้ใดเข้าร่วมเลยสักคน แต่ถ้าค่ายโลหิต
สังหารมีผู้ร่วมการแข่งขัน ต่อให้เราไม่ได้อะไรเลย
อย่างน้อยก็ยังพอได้หน้าได้ตากับเขาบ้าง”
ถ้าจุดประสงค์เป็นอย่างเช่นเขากล่าว
ก็ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะใส่ใจกับเรื่องนี้
“ถ้าเจ้ายังไม่แน่ใจ เช่นนั้นข้าจะยังไม่พูดอันใดก็แล้ว
กัน ว่าแต่..เจ้าเตรียมความพร้อมอย่างไรกับศึกที่จะ
มาถึง ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการประกาศ คาด
ว่าจะมีคนจำนวนมาคอยเฝ้าอยู่ที่ ‘เวทีประลอง
หมื่นหมิง ‘ ”
เวทีประลองหมื่นหมิง รูปแบบพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยม
จัตุรัสขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางค่ายหมิงไห่ สามารถจุ
คนนายได้หลายแสนที่นี่มีพื้นที่กว้างขวาง ฉะนั้น
เวลามีเหตุการณ์สำคัญใด ๆ จะมีการประกาศขึ้น
ที่นี่
” เช่นนั้นข้าขอล่วงหน้าไปก่อน ” อู่ อวี้ พยักหน้า
ให้กับ เกา เสินอี้ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากอันที่จริงเขา
เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของคนทั้งสอง แต่จากท่าทีเห็น
ได้ชัดว่าพวกเขาทั้งคู่ต้องการให้ อู่ อวี้ สร้างชื่อเสียง
ให้แก่ค่ายโลหิตสังหาร
ในเมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกันเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึก
พอใจมากทีเดียว อย่างน้อยตอนนี้ก็มีอยู่ 2 คนที่เขา
สามารถพึ่งพาได้ หากมีเรื่องคับขันอันใด พวกเขา
จะต้องเต็มใจช่วยเหลืออย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น เปียน เสี่ยซา ยังไม่ได้จัดให้ อู่ อวี้ เป็น
หัวหน้านำองครักษ์หมิงไห่ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการ
ช่วยเหลือ อู่ อวี้ ได้หลายอย่างทีเดียว
ถ้าตามกฎกองทัพหมิงไห่ การที่นายร้อยยังคง
ว่างงานถือว่าเป็นความผิดทางวินัย แต่คนที่นี่ไม่ได้
เอ่ยถึงเรื่องนี้กัน
แน่นนอน อู่ อวี้ มีความสุขสะดวกสบายกับสถานะ
เช่นนี้มาก
คฤหาสน์ของหัวหน้ากองร้อย โอ่อ่าภูมิฐานมาก
กว่าเดิมถึงสิบเท่าถ้าเทียบจะก่อนหน้านี้ ข้าวของ
เครื่องใช้ถูกจัดเตรียมไว้ครบครันเฉกเช่นดั่งเชื้อพระ
วงศ์
ภายในห้องโถงหลักมีข้าวของบางอย่างวางอยู่ นับ
จาก อู่ อวี้ เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้ากองร้อย
เขาก็จะได้รับของประจำตำแหน่งบางอย่างอาทิเช่น
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ , วิญญาณเซียน , แผ่นยันต์,
โอสถสมุนไพร ฯลฯ โดยเฉพาะ ‘ชุดเกราะหมิงไห่’
ถูกยกระดับที่สูงกว่าเดิม ส่วนสัญลักษณ์บนชุด
เกราะ ภายในนครหมิงไห่ต่างทราบกันดีว่า ผู้ที่สวม
ใส่จะมียศอยู่ในระดับหัวหน้ากองร้อย
นอกจากนี้ยังมีบันทึกตำรา อันแจกแจงเกี่ยวกับ
หน้าที่ความรับผิดชอบของหัวหน้ากองร้อย รวมถึง
ความลับขององครักษ์หมิ่งไห่ที่คนธรรมดาไม่อาจ
ล่วงรู้ได้ อู่ อวี้ ค่อย ๆ ศึกษาทีละแผ่น ๆ ซึ่งส่วน
ใหญ่ก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ ‘สงครามชิงอำนาจแดน
เหนือ’
ในครั้งนี้เขาได้ตั้งชื่อคฤหาสน์ เหมือนกับชื่อที่เขา
เคยตั้งผ่าน ๆ มาว่า ‘วังเทียมฟ้า’ ปกติแล้วที่นี่จะ
เงียบสงบเป็นอย่างมาก แต่ในช่วงไม่กี่วันมานี้
จักรวรรดิเป่ยหมิงค่อนข้างคึกคักมีชีวิตชีวา เพราะ
ทุกผู้คนต่างพูดคุยเกี่ยวกับ สงครามชิงอำนาจแดน
เหนือ
ตามตรอกซอกซอยหรือเมืองเล็ก ๆ ต่างพูดคุยกัน
อย่างเมามันว่าอัจฉริยะคนใดจะผ่านการคัดเลือก
สุดท้ายก็ถึงขั้นพนันขันต่อ
แม้แต่ในค่ายเหล่าผู้ฝึกตนทหารก็ยังถกเถียงกันว่า ผู้
บัญชาการคนใดจะสามารถผ่านการคัดเลือก แล้ว
สุดท้ายก็จบลงที่การขั้นพนันขันต่อเช่นเดียวกัน
ผู้ที่สามารถเข้าชมการต่อสู้ในคุกแห่งความตาย มี
เพียง 800,000 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตามใน
800,000 คนนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็เข้ามาได้ คนผู้นั้น
จะต้องมีสถานะพิเศษบางอย่าง จึงได้รับเทียบเชิญ
กล่าวได้ว่าช่วงเวลานี้ ผู้คนต่างแห่แหนมาจาก
สถานที่รอบ ๆ จักรวรรดิเป่ยหมิงมุ่งตรงมายัง
นครหมิง แม้เป็นผู้ชมก็มีความโดดเด่นไม่แพ้ผู้เข้า
สมัคร ล้วนมีศักดิ์ฐานะสูงส่ง มาจากตระกูลใหญ่โต
ฝีมือสูงส่งลำเลิศแทบทั้งสิ้น เท่าที่คาดการณ์ บัดนี้
จำนวนผู้เข้าชมน่าจะมากกว่าพันแล้ว ซึ่งผู้ชมส่วน
ใหญ่มาจากเมืองหลวงนครหมิง เนื่องจากที่นั่นมี
ผู้คนจำนวนมากที่สุด
ว่ากันว่าส่วนใหญ่ผู้มีศักดิ์สูงส่ง กับ เหล่าอัจฉริยะ
ของเป่ยหมิงทั้งหมด มักจะรวมตัวกันใกล้ ๆ นครห
มิง ดังนั้นเมืองบริวารเก้าสิบเก้าดาราจึงคึกคักเป็น
อย่างมาก
แต่เดิมนครหมิง จะมีบรรยากาศอันเงียบสงบราวกับ
ดินแดนแห่งความตาย ปัจจุบันกลับคึกคักมีชีวิตชีวา
เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตัวเต็งที่มีแนวโน้มว่าจะชนะ
มากกว่าหนึ่ง จะได้รับความนิยมโดดเด่นเป็นอย่าง
มาก
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ นั้นมีชื่อเสียงโดดเด่นพอสมควร
ทว่าเมื่อมีสงครามชิงอำนาจแดนเหนือเกิดขึ้น เขาก็
ถูกลืมเลือนอย่างสมบูรณ์ นั่นเพราะตอนนี้ผู้คน
กำลังใจจดใจจ่ออยู่กับผลแพ้ชนะในการต่อสู้แข่งขัน
ครั้งนี้ ฉะนั้นผู้มาจากต่างแดนอย่างเขา ไม่มีทาง
เปรียบเทียบได้
สำหรับคนหนุ่มสาวของจักรวรรดิเป่ยหมิง การมี
ส่วนร่วมในการต่อสู้แข่งขันระดับจักรวรรดินี้ จะทำ
ให้พวกเขาดูเด่นท่ามกลางฝูงชน นำมาซึ่งเกียรติยศ
ศักดิ์ศรีที่จะได้รับ ที่กล่าวมานี้มันสำคัญยิ่งกว่า
รางวัลตอบแทนอย่างสมบัติวิเศษ
การได้รับสมญานามเป็น ‘อ๋องหมิงน้อย’ จะทำให้คน
ผู้นั้นโด่งดังราวกับฟ้าผ่า แม้แต่เชื้อพระวงศ์สมญา
นามนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้พวก
เขาไต่เต้าขึ้นเป็นจักรพรรดิในอนาคต
ในกรณีนี้มีสายตาของผู้คนจ้องมองกว่า 800,000
คน ผู้ที่สามารถคว้าชัยชนะยืนหยัดเป็นคนสุดท้าย
ได้นั้น จะต้องกล้าหาญแข็งแกร่งที่สุด!
ด้วยเพราะมีคนชมถึง 800,000 คนดังนั้นสงคราม
ชิงอำนาจแดนเหนือครั้งนี้จึงบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่าง
ที่สุด ไม่สามารถใช้ลูกไม้ใด ๆ ในประวัติศาสตร์มี
หลายครั้งที่คนธรรมดาสามารถเอาชนะการแข่งขัน
ไปได้ ต่อให้เป็นองค์ชายผู้สูงศักดิ์ก็ไม่ได้หมายความ
ว่าจะสามารถยืนหยัดเป็นคนสุดท้าย และหัวเราะ
เยาะผู้อื่นได้
การที่เชื้อพระวงศ์มาแข่งขันกับสามัญชนทั่วไป เรื่อง
นี้เกี่ยวพันถึงหน้าตาของราชวงศ์มิใช่น้อย
อันที่จริงบรรดาองค์ชายองค์หญิง ต่างเคยเข้าร่วม
สงครามช่วงชิงมาก่อนแล้ว ซึ่งพวกมันล้วนติดอันดับ
หนึ่งในสิบ หรือแม้กระทั่งติดอยู่ในสามอันดับแรก
ส่วนผู้ที่สามารถครอบครองอันดับ 1 มีเพียงแค่ไม่กี่
ครั้งเท่านั้น อีกทั้งยังมีอายุเฉียด 100 ปี
ปัจจุบันจักรวรรดิเป่ยหมิงอันเกรียงไกร กำลังเดือด
พล่านร้อนระอุเพราะพายุลูกใหญ่ที่พัดผ่านมา พายุ
ลูกนั้นมีชื่อว่า ‘สงครามชิงอำนาจแดนเหนือ’ ส่วน อู่
อวี้ อยู่ใน ‘วังเทียนฟ้า’ ของเขาอย่างเงียบ ๆ รอฟัง
ข่าวคราวการเคลื่อนไหว เรียนรู้ใหม่ฝึกฝนเคล็ดวิชา
เต๋าใหม่ ๆ อะไรตามวิถีเต๋าอันยิ่งใหญ่
สิบวันผ่านไปรวดเร็วราวพริบตา
ในช่วงสิบวันที่ผ่านมา อู่ อวี้ รู้ดีว่าองค์หญิงโย่วเสี่ย
กำลังพยายามเป็นอย่างมาก แต่เป็นเพราะ อู่ อวี้
เป็นคนต่างถิ่นต่างแดน ซึ่งในประวัติศาสตร์เองก็ไม่
เคยมีคนต่างถิ่นเข้าร่วมการประลองแข่งขันเลยสัก
ครั้ง อีกครั้งที่ว่างมีเพียงแค่ 30 ที่เท่านั้น ซึ่งรายชื่อ
ว่าถูกคาดการณ์ยืนยันไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว และตำแหน่ง
ที่ว่านี้มีหลายอย่างเกี่ยวข้องจึงยากที่จะ
เปลี่ยนแปลง ฉะนั้นต่อให้องค์หญิงโย่วเสี่ยจะ
แข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจประสบความสำเร็จได้
องค์หญิงโย่วเสี่ย แอบลองพูดคุยกับโย่วชางมาหลาย
ครั้งแล้ว
ทว่าโย่วชางก็อยู่ในสถานะที่ค่อนข้างลำบากใจ
เพราะถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จะต้องเกิด
เสียงแตกไม่ลงรอยกันเป็นแน่ ด้วยเพราะทุกคนล้วน
อยู่ใต้กฎระเบียบกองทัพ ฉะนั้นจึงต้องยุติธรรม
เข้มงวด
อย่างไรก็ตาม องค์หญิงโย่วเสี่ยรู้ถึงความสำคัญของ
เรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นนางจึงไม่ยอมแพ้ ในวันนี้
‘เวทีประลองหมื่นหมิง’ จะมีการประกาศนางขอให้
อู่ อวี้ ไปรอที่เวทีประลองหมื่นหมิง นางจะพยายาม
เป็นครั้งสุดท้าย หากวันนี้นางล้มเหลวก็คงหมด
หนทาง
กล่าวตามสัตย์จริง อู่ อวี้ ต้องการเข้าร่วมในสงคราม
ชิงอำนาจแดนเหนือด้วยเช่นกัน เพราะรางวัลมัน
ดึงดูดใจเขาเป็นอย่างยิ่ง! ซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิง 3
ล้าน เม็ดยาจิตร์เทวะสามล้านเม็ด แต้มผลงาน
500,000 แต้ม! จำนวนตัวเลขที่กล่าวมาทั้งหมดนี้
ค่อนข้างหนักหนาเลยทีเดียว เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้
รวดเดียวหมด แม้การที่จะติดในสิบอันดับแทบ
เป็นไปไม่ได้ แต่ อู่ อวี้ ก็ยังต้องการที่จะสู้ นั่นเพราะ
เขามั่นใจว่าอย่างไรเสียตัวเองก็ยังมีข้อได้เปรียบ
อย่างเช่นเนตรเพลิง , เมฆาตลบฟ้า ฯลฯ
พลังของพลังอิทธิฤทธิ์สี่วิถีร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง
หากองค์หญิงโย่วเสี่ย ไม่สามารถช่วยให้เขาได้รับ
คัดเลือกเข้าร่วมสงครามชิงอำนาจแดนเหนือ ก็
นับว่าช่วยไม่ได้ จากนั้นเขาคงไปสังหารสิ่งมีชีวิต
ประหลาดในพิภพต่างมิติอย่างโดดเดี่ยวเพียงเท่านั้น
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมารอนางที่เวทีประลอง
หมื่นหมิง
คงต้องพูดว่า ‘ค่ายหมิงไห่’ ในนครหมิงวันนี้คึกคัก
อย่างที่สุดจริง ๆ โดยส่วนใหญ่แล้วการต่อสู้ในเมือง
หลวงนครหมิงล้วนอยู่ในมือของตระกูลใหญ่ ๆ อาทิ
เช่น อินกั๋วกง ตำหนักราชครูกรมอาญา แล้วอื่น ๆ
แต่การเฝ้ารอคอยที่จะมาอยู่ใน 30 ที่นั่งของ
กองทัพหมิงไห่ยังน่าตื่นเต้นลุ้นระทึกเป็นอย่างมาก
เมื่อ อู่ อวี้ มาถึง ‘ เวทีประลองหมื่นหมิง ‘ ก็พบว่ามี
องครักษ์หมิงไห่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่มากกว่า
100,000 คน บรรดาหัวหน้ายืนตัวตรงมองไป
ด้านหน้าดูเคร่งขรึมดุดันสง่างาม ประหนึ่งเสาสีดำ
ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านมั่นคง พอถึงยามเที่ยงตรงมี
การประกาศอย่างเป็นทางการ อันที่จริงในช่วงเช้า
ผู้คนก็เริ่มทยอยเข้ามาฟังคำประกาศอย่างเนืองแน่น
แล้ว คาดว่าถ้าถึงยามเที่ยงตรงจริง ๆ ผู้คนคับคั่ง
เต็มทุกพื้นที่
ฝูงชนหนาแน่นคับคั่งที่เห็นอยู่นี้ ทั้งหมดล้วนเป็นผู้
ฝึกตนเหนือระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะด้วยกัน
ทั้งสิ้น แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่แล้วไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ก็เป็น
เพียงแค่มดปลวกตัวเล็ก ๆ เท่านั้น
ทุกวันนี้ผู้คนต่างพูดคุยกันอย่างดุเดือด ไม่มีผู้ใดให้
ความสนใจกับชาวต่างถิ่นอย่าง อู่ อวี้
นอกจากนี้เขายังได้ยินชื่อของต้นอี้
แล้วก็ยังมีอัจฉริยะชื่อคุ้นหูรู้จักกันดีอย่างเช่น เจียง
จือจุ้น , เป่ย ถังเยวี๋ยน ฯลฯ
คนเหล่านี้ล้วนอยู่ในกลุ่มกองทัพหมิงไห่ ซึ่งมีอายุ
การบำเพ็ญเพียรอยู่ราว ๆเกือบ 100 ปี ส่วนพื้นฐาน
ฝึกตนก็อยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะขั้นที่ 9
เป็นอย่างน้อย บางคนอาจอยู่ในขั้นที่ 10 ด้วยซ้ำ
สำหรับผู้ที่บำเพ็ญเพียรมาได้ราว 100 ปี แต่พื้นฐาน
ฝึกตนกลับอยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะขั้นที่
10 ได้นั้น ไม่ต้องถามว่าจะมีพรสวรรค์มากมาย
เพียงใด ปกติแล้วหากเป็นในอาณาจักรโบราณเห
ยียนหวง ผู้ที่บำเพ็ญเพียรมาในระดับนี้จะมีพื้นฐาน
ฝึกตนอยู่ที่ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะขั้นที่ 6 ถึงขั้นที่ 7
เท่านั้น อีกทั้งยังมีไม่มาก
ส่วนใหญ่มักจะปรากฏให้เห็น อยู่ในราชวงศ์ผู้ฝึกตน
สำคัญ ๆ เท่านั้น
ฝูงชนยังคงพูดคุยอย่างต่อเนื่องดุเดือด เมื่อเวลาผ่าน
ไปผู้คนก็เริ่มทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ พอจำนวน
เบียดเสียดยัดเยียดมากขึ้นผู้คนก็เริ่มหายใจกันได้ไม่
คล่องคอนัก
” เจ้าคิดว่าแม่ทาสสาวของเจ้าจะประสบ
ความสำเร็จหรือไม่?” หมิงซวงถาม
“ข้าคิดว่า… น่าจะได้” อู่ อวี้ มองที่เสาทมิฬที่ตั้งฟัง
อ่านแล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไฉนเจ้าถึงมั่นใจนัก?”
“สัญชาตญาณ”
“ชิ! เจ้านี่นะมีสัญชาตญาณ ถ้าเป็นข้าก็ว่าไปอย่าง”
นางตัดสินใจไปแล้ว แม้ว่าความสำเร็จจะค่อนข้างต่ำ
แต่เรื่องนี้มันสำคัญกับนางมากจริง ๆ
” อู่ อวี้ เจ้ากำลังมองหาอันใด อย่าบอกนะว่าเจ้า
ต้องการมีส่วนร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้ด้วย ช่างน่าขัน
ยิ่งนัก…อย่าลืมสิว่าเราเป็นคนต่างถิ่นน่ะ!” ทันใดนั้น
คนข้าง ๆ ก็จำเขาได้ อีกฝ่ายที่พูดก็เป็นหัวหน้า
กองร้อยเช่นกัน จึงพูดขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว อู่ อวี้
หลังจากนั้นก็หัวเราะอย่างนี้อย่างกับคนที่อยู่ข้าง ๆ
” สงครามชิงอำนาจแดนเหนือ ถือเป็นการแข่งขัน
ครั้งใหญ่ของเป่ยเหมิง แม้แต่คนของเป่ยหมิงหลาย
ต่อหลายคนยังไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันต่อสู้ครั้ง
นี้เล้ย แล้วนับประสาอะไรกับคนต่างแดนอย่างเจ้า
ฉะนั้นจงอย่าได้คิดก่อกวนพวกเขาอย่างเด็ดขาด ”
” พี่น้องทั้งหลาย อย่าได้ไปใส่ใจ วันนี้ทุกท่านได้มา
รวมกันเช่นนี้ ไฉนเราไม่มามีความสุขร่วมกันเล่า? ”
อู่ อวี้ ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เขาจึงหันหลังมอง
ย้อนกลับไปก็เห็นต้วนอี้ อยู่ในกลุ่มของเหล่าหัวหน้า
กองพันด้วย เห็นได้ชัดว่ามีเหล่าหัวหน้ากองพันกับ
ระดับขุนพลโย่วหมิง มารับชมการประลองนี้ด้วย
อย่างไรก็ตามดูเหมือนต้วนอี้ ไม่ได้สนใจในตัวเขาแต่
สายตาของมันจับจ้องไปยังด้านหน้า
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว” คนที่เอ่ยก่อนหน้านี้ยังคงเย้ยหยัน
สมทบอย่างรวดเร็ว มันรู้ดีว่าในภายภาคหน้า คนผู้
นี้จะต้องมีตำแหน่งใหญ่โตอยู่ภายในกองทัพหมิงไห่
ฉะนั้นเพื่อความอยู่รอดต้องไม่กระทบกระทั่ง ทำให้
คนผู้นี้ขุ่นเคืองใจเป็นอันขาด
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ