กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 739: ก่อนสงครามจะเริ่ม
ต้วนอี้ปล่อยวางเรื่องของ อู่ อวี้ ออกจากสมองของ
มันไปแล้ว
การที่มันต้องสูญเสียตำแหน่งขุนพลโย่วหมิงไป เป็น
เรื่องที่มันไม่อาจจะยอมรับ แต่มันก็เก็บเรื่องนี้เอาไว้
ในใจด้วยเพราะมีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าอยู่ตรงหน้า
มันเคยร่วมต่อสู้ใน ‘สงครามชิงอำนาจแดนเหนือ’
มาแล้ว
ในเวลานั้นพื้นฐานการฝึกตนของมันเพิ่งอยู่ในระดับ
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะขั้นที่ 7 ทั้งยังถูกบังคับให้ออก
จากการแข่งขันด้วยเวลาน้อยกว่าสองเดือน
แม้ว่าระดับพื้นฐานฝึกตนของมันยามนั้น จะถือว่า
อยู่ในระดับสามัญทั่วไป ทว่ามันก็ไม่อาจทนได้
หาก ‘แคว้นหลี่เทียน’ ไร้ซึ่งเกียรติยศศักดิ์ศรี บิดา
ของมันก็จะไร้ชื่อเสียงตาม
มันใช้เวลานานกว่า 10 ปีเตรียมความพร้อม เพื่อให้
ตนเองมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วมท้ต่อสู้ อันที่
จริงเมื่อ 1 ปีก่อนบิดาของมัน ได้เดินทางมาพบ
กับโย่วชางในนครหมิงเป็นการส่วนตัว เพื่อหารือ
เกี่ยวกับกำหนดการสถานที่ สงครามชิงอำนาจแดน
เหนือ
และบัดนี้ โย่วชาง ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก ที่จะได้
เห็นความทะเยอทะยานของเหล่าอัจฉริยะหนุ่มสาว
ถึงแม้มันจะรู้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือก แต่การมาเป็น
สักขีพยานที่นี่ ได้สัมผัสความรู้สึกของความหวังนั้น
ถือว่าจำเป็นอย่างยิ่ง
ยามนี้ อู่ อวี้ ไม่ทราบว่ามันได้ลืมเลือนเรื่องของ
ตนเองไปแล้ว
ในเวลานี้ฝูงชนเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ส่งผล
ให้คนจำนวนมากกำลังตกอยู่ในอาการตึงเครียดลุ้น
ระทึก
ถึงยามเที่ยงแล้ว!
เมื่อถึงกำหนดเวลา ทันใดนั้นเสาสีดำก็พุ่งทะยาน
ออกมาท่ามกลางแสงสีขาวอันสาดจ้า แผ่กระจาย
ปกคลุมไปทางใต้หล้า ส่งผลให้ทุกผู้คนยากจะ
มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน หลังจากผ่านไป
ได้ครู่หนึ่ง แสงอันเจิดกล้าก็ค่อย ๆ หรี่ลง ในที่สุด
ผู้คนก็เริ่มมองเห็นเสาที่อยู่ด้านบนจากด้านล่าง บน
เสามีอักษร 7 คำปรากฏขึ้น!
“ค่ายปราบปีศาจ เป่ย ถังเยวี๋ยน!”
ไม่เพียงแต่การปรากฏของตัวอักษรสีดำและขาวทั้ง
7 เท่านั้นที่ทำให้ฝูงชนต่างตกตะลึง แต่ยังปรากฎเงา
ร่างอีกหนึ่งร่างขึ้นมา! ฉับพลันนั้นเสียงดังกึกก้อง
กัมปนาทน่าเกรงขามก็พลันปรากฎ ทำให้เหล่า
ทหารกองทัพหมิงไห่หัวใจเต้นระทึก
นี่คือผู้บัญชาการกองทัพกองทัพโย่วชาง!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ ‘ เป่ย ถังเยวี๋ยน ‘ หรือโย่วชาง ที่
ทำให้เหล่าทหารเริ่มตะเบ็งเสียงคำรามอย่างฮึกเหิม
แต่ครู่ต่อมาเสียงโห่ร้องก็ดังกึกก้อง ทะลุทะลวงโสต
ประสาทแก้วหูของ อู่ อวี้ ราวกับว่าเขากำลังอยู่ใน
สนามรบก็ไม่ปาน มันช่างเป็นเสียงคำรามผสานที่น่า
ทึ่งจริง ๆ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะสงครามชิงอำนาจ
แดนเหนือ
” เป่ย ถังเยวี๋ยน !”
ยามนี้ผู้คนกำลังตะโกนเอ่ยนามของบุคคลผู้นี้ แม้ว่า
ปัจจุบันยังไม่สามารถมองเห็นว่าคนผู้นี้อยู่ ณ ที่แห่ง
ใด แต่ฝูงชนดูคึกคักสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง
ต่อจากนั้นก็มีแสงสีขาวปรากฏขึ้น ตามมาด้วยอักษร
สีดำหกคำ
” ค่ายสมุทรครามชิงเย่!”
หลังจากรายนามของอีกคนปรากฏขึ้น ฝูงชนก็ส่ง
เสียงดังกึกก้องร้องตะโกนกันอย่างบ้าคลั่ง เมื่อเห็น
ว่า ‘ เป่ย ถังเยวี๋ยน ‘ และตามมาด้วย ชิงเย่!
จากนั้น…
“ค่ายเหมันต์สวรรค์ เจียง จือจุน!”
“ค่ายเร้นทมิฬ อิวหลวน!”
รายนามค่อย ๆ ถูกเอ่ยชื่อมาทีละคน ๆ ผู้คนต่างลุ้น
ระทึกสวดภาวนาให้รายนามเป็นไปตามที่ตนเอง
ต้องการ ดูเหมือนสงครามชิงอำนาจแดนเหนือจะทำ
ให้ฝูงชน ต่างแผดเสียงร้องตะโกนออกมาอย่างบ้า
คลั่ง โดยเฉพาะเมื่อค่ายของตนเองถูกขานชื่อขึ้น
เมื่อเห็นสถานการณ์ลุ้นระทึกเช่นนี้ อู่ อวี้ จึงไม่น่า
แปลกใจที่ เปียน เสี่ยซา ถามเขาเช่นนั้น นั่นเพราะ
เขาต้องการให้ค่ายอสูรโลหิตถูกขานชื่อดังกึกก้องอยู่
ภายในค่ายหมิงไห่นั่นเอง!
“ค่ายผลาญนภา ต้วนอี้!” ในที่สุดรายนามของต้วนอี้
ก็ถูกขานขึ้น ผู้คนที่มากับมันต่างส่งเสียงแซ่ซ้องยินดี
หยาดน้ำตาลูกผู้ชายรินไหล มันชูแขนขึ้นแล้วก็แผด
เสียงคำรามขึ้นว่า “คุกแห่งความตาย ในที่สุดก็ได้
เจอกับข้าต้วนอี้ผู้นี้อีกครั้ง ”
นับตั้งแต่ที่มันล้มเหลวถูกขับออกมา มันก็เตรียม
ความพร้อมมานานกว่า 10 ปีเพื่อจะได้รับเกียรติอัน
ยิ่งใหญ่ครั้งนี้!
“ต้วนอี้! ต้วนอี้!”
ผู้คนต่างเอ่ยนามชื่อของมัน ส่งเสียงโห่ร้องให้
กำลังใจอย่างยินดี หลายคนมองมันด้วยความริษยา
แต่ถึงกระนั้นพวกมันก็ยังคงคารวะ ในบรรดาผู้ที่ถูก
เอ่ยนามขึ้นมาก่อนหน้านี้ ต้วนอี้ ไม่ได้ด้อยกว่าเหล่า
อัจฉริยะอันดับต้น ๆ แต่อย่างใด
สามสิบสามรายนามค่อย ๆ ทยอยถูกเรียกขาน
“กังวลอยู่เช่นนั้นหรือ?” ทันใดนั้น เกา เสินอี้ คนของ
ค่ายอสูรโลหิตที่อยู่ข้าง ๆ ก็ตบไหล่ของเขาแล้วพูด
ขึ้นว่า ” เมื่อครั้งที่ข้ายังเยาว์ ข้าเองก็ค่อนข้าง
หลงใหลคลั่งไคล้กับการต่อสู้ของ สงครามชิงอำนาจ
แดนเหนือ หนุ่มสาวทุกผู้ต่างให้ความสนใจกับเรื่องนี้
มาก มันเหมือนเป็นการแข่งขันของผู้ที่บำเพ็ญเพียร
ร่วม 100 ปี มาพิสูจน์ความคืบหน้าที่ได้รับก็เท่านั้น
แหละ … ”
ปัจจุบันเขามีอายุการบำเพ็ญเพียรมานานกว่า 200
ปี ในปีที่เขาเข้าร่วมต่อสู้ในสงครามชิงอำนาจแดน
เหนือ เขาบำเพ็ญเพียรได้ 100 ปี ปัจจุบัน
ความก้าวหน้าของเขายังไม่ถึงขั้นสามภัยพิบัติค้นหา
เต๋าเลยเสียด้วยซ้ำ เพียงยกระดับมาได้แค่ 3 ขั้น
เท่านั้น
อู่ อวี้ ไม่ได้พูดตอบโต้อันใดกลับไป เขาเพียงแค่คิด
ภายในใจว่าหากเขาบำเพ็ญเพียรจนครบ 100 ปี
เขาจะไม่ยอมหยุดฝึกฝนการพัฒนาตนเองเป็นแน่
จำนวนรายนามที่ถูกขานขึ้นมานั้นเหลือน้อยลงเรื่อย
ๆ ชื่อของหลาย ๆ ไม่ได้ถูกขานในเวลานี้สีหน้าของ
พวกมันขาวซีด ยิ่งอยู่ท้าย ๆ โอกาสที่จะถูกขานชื่อก็
จะยิ่งน้อยมากขึ้นเท่านั้น
ส่วนผู้ที่ถูกขานชื่อแล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่ยิ้มแก้มปริยินดี
ปรีดากันไป
ด้วยเพราะจำนวนที่ถูกขานชื่อลดน้อยลงเรื่อย ๆ
แม้แต่ อู่ อวี้ ยังคิดว่าโอกาสของตนเองนั้นมีไม่มาก
นัก ซึ่งกระทั่งเวลานี้องค์หญิงโย่วเสี่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
โย่วชา ดูเหมือนว่านางจะกังวลไม่น้อยทีเดียว ถึงแม้
นางจะไม่ได้อะไรใด ๆ กับ อู่ อวี้ เลยก็ตาม
ไม่ช้าไม่นานรายชื่อก็จะเลือนหายไปในที่สุด
ไม่ว่าผู้ใดหากไม่อยู่ภายในรายชื่อ 30 คน ก็ถือว่า
โอกาสจบสิ้นไม่ได้รับเลือก
ขณะนี้บนเสาได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่ดู
เหมือนว่าระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงของมัน จะ
ค่อนข้างนานไปเสียหน่อย
อู่ อวี้ กลั้นหายใจจ้องไปที่เสาอย่างลุ้นระทึก
ในที่สุดคำข้อความพร้อมกับเสียงก็ปรากฏขึ้น
“คนสุดท้าย อู่ อวี้ จากค่ายอสูรโลหิต!” โย่วชางขาน
ชื่อของเขาเป็นคนสุดท้าย เสียงนี้ได้ดังกึกก้อง
แพร่กระจายไปทั่วทั้งกองทัพหมิงไห่
แต่คราวนี้กลับไม่มีเสียงโห่ร้องแซ่ซ้องดีใจ แต่กลับ
เงียบกริบราวกับดินแดนแห่งความตาย …
แน่นอนว่ารายชื่อนี้ เป็นรายนามที่พวกมันไม่เคย
คาดคิด
แม้เวลานี้ผู้บัญชาการกองทัพจะขานชื่อเสร็จ
เรียบร้อย ทว่าภายใน ‘เวทีประลองหมื่นหมิง’ ก็
ยังคงเงียบกริบราวกับดินแดนแห่งความตาย ฝูงชน
ต่างหันซ้ายหันขวาอย่างลังเลในใจ ด้วยเพราะมันคิด
ว่าชื่อนี้ต้องถูกขาน จะต้องผิดแน่ ๆ
หลังจาก อู่ อวี้ ได้ยินชื่อของตนเองจิตใจของเขาก็
รู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก แม้ว่านี่จะเป็นการ
เสี่ยงต่อจลาจลก็ตามที และถึงแม้สงครามชิงอำนาจ
แดนเหนือจะค่อนข้างเสี่ยงอันตราย แต่มันก็เป็น
ประโยชน์กับตัวเองมากฉะนั้นจึงคุ้มค่ากับความ
เสี่ยง
ในที่สุดโย่วชางก็ยอมผ่อนปรน ทำตามสัญญาที่ให้ไว้
อันที่จริง อู่ อวี้ ก็ล่วงรู้เกี่ยวกับการตัดสินใจของเขา
เช่นกัน มันเป็นแผนการที่จะทดสอบแรงกดดันจาก
ภายนอก การที่เขาตัดสินใจให้ อู่ อวี้ เข้าร่วมการ
แข่งขัน หากผู้คนของจักรวรรดิเป่ยหมิงไม่พอใจ เขา
จะต้องถูกต่อต้าน
ในที่สุดผู้คนก็เริ่มรู้สึกตัว
“ไฉนถึงเป็นเขา!”
” อู่ อวี้ ? คนต่างถิ่นที่มาจากทวีปผนึกปีศาจ? ชายผู้
มาจากดินแดนทุรกันดารคนนั้นน่ะหรือ จะให้เขามี
ส่วนร่วมในการต่อสู้ของสงครามชิงอำนาจแดน
เหนือ! สวรรค์เป็นไปได้เช่นไร!”
“สงครามชิงอำนาจแดนเหนือ มันเป็นการแข่งขันที่
จัดขึ้นโดยจักรวรรดิเป่ยหมิงของเรา มันคือการต่อสู้
แข่งขันของเราอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์โดดเด่น แล้ว
มันเกี่ยวอะไรกับคนต่างถิ่น? หรือเป็นเพราะเขาได้
เข้าร่วมกองทัพหมิงไห่ จึงมีสิทธิ์และข้อยกเว้นเช่นนี้!
”
” ไยอัจฉริยะมากมายในเป่ยหมิงไม่มีโอกาสได้เข้า
ร่วม แต่กลับยอมให้คนต่างถิ่นเข้าร่วมเช่นนี้? แล้ว
หลี่ ตงเชว่ จิตเทวะขั้นที่ 8 ใช่ไหมถึงไม่ได้รับเลือก?
ไหนจะเชี่ยนหยวนอีก?”
โดยไม่ต้องคำนึงถึงมุมมอง แน่นอนว่าการตัดสินใจ
ครั้งนี้มันเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ในทุก
ๆ ครั้งที่สงครามชิงอำนาจแดนเหนือถูกจัดขึ้น หาก
ได้อยู่ในแปดกองทัพใหญ่ถือก็นับได้ว่าแข็งแกร่งยิ่ง
แล้ว สุดท้ายจะสามารถเข้าร่วมในการแข่งขันได้ใน
ที่สุด ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่เป็นชนชั้นสูง
ถ้าเป็นคนของตระกูลใหญ่ทรงอำนาจ การมีพื้นฐาน
ฝึกตนอยู่ในระดับจิตเทวะขั้นที่ 6 ก็ถือว่าดีแล้ว!
สำหรับบางคนที่เข้าร่วมอยู่ใน 8 กองทัพอันเกรียง
ไกร มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิตเท
วะขั้นที่ 8!
ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ อู่ อวี้ ไม่สมควรถูกขาน
รายนาม
ด้วยเหตุนี้เวทีประลองหมื่นหมิงจึงเดือดพล่านอีก
ครั้ง ทว่ายามนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงประท้วงโห่ร้อง
ด้วยความไม่ยินยอม!
อย่างไรก็ตามนี่เป็นการตัดสินใจของผู้บัญชาการ
กองทัพ
จึงมิอาจเปลี่ยนแปลงได้
” มันจะต้องเป็นเพราะองค์หญิงโย่วเสี่ยเป็นแน่ ผู้
บัญชาการคงไม่อาจทัดทานกับการร้องขอของนาง
จึงยอมให้มันเขาเข้าร่วมเช่นนี้!”
” นี่มันอะไรกัน เหลวไหล! ช่างเหลวไหลสิ้นดี!”
” น่าอดสูยิ่งนัก! ”
“ไม่มีทาง! ในเมื่อคำประกาศออกมาแล้ว จะให้ทำ
เช่นไรเล่า เจ้ากล้าแสดงความไม่พอใจต่อผู้
บัญชาการกองทัพหรือไม่? ”
” … ”
บรรยากาศตอนนี้เต็มไปด้วยความโกลาหล
อู่ อวี้ พบว่าในเวลานี้สายตาที่จับจ้องมองตนเองเต็ม
ไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน
หากไม่ใช่เพราะ อู่ อวี้ ยืนอยู่ข้างขุนพลโย่วหมิง
คาดว่าป่านนี้เขาคงจมน้ำลายตายไปแล้ว
หลายคนตะโกนส่งเสียง ไม่ยอมรับในผลประกาศ
ด้วยความไม่พอใจ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีคนที่ถึงกับ
อมอุจระไว้ในปากจนกล่าวสิ่งใดออกมาไม่ได้
ท่ามกลางคนเหล่านั้นแน่นอนว่าย่อมมีต้วนอี้ผสมโรง
อยู่ด้วย
หน้าของมันเขียวปั้ดด้วยโทสะ
“แม้แต่วิญญาณของเจ้า ข้าก็จะบดขยี้ไม่ให้เหลือ
ซาก!” คำพูดนี้ไม่ได้พูดกับ อู่ อวี้ โดยตรง ทว่ามันคิด
อยู่ในใจเพียงลำพัง สายตาที่มันจ้องมองเขา เปี่ยม
ล้นไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ เขาไม่รู้ว่าจะจมน้ำลายตาย
ตอนไหน
ในเวลานี้ผู้คนจำนวนมากต่างกำลังรายล้อมกดดัน
อู่อวี้ อย่างหนัก
อันที่จริงเขายังอยากอยู่ที่นี่ต่อ แต่ดูเหมือนว่าจะทำ
ให้ฝูงชนนั้นโกรธแค้นไม่พอใจอย่างหนัก คาดว่า
‘เปียน เสี่ยซา’ คาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้าเอาไว้
เรียบร้อยว่าอาจจะเกิดเรื่องนี้ขึ้นได้ดังนั้นเขาจึงพูด
กับ อู่ อวี้ ว่า ” ขอแสดงความยินดีด้วย ทำให้เท่า
ค่ายอสูรโลหิตของข้าได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ เช่นนั้น
เราไปกันเถอะ…ข้าจะพาเจ้ากลับค่าย”
เหล่าขุนพลโย่วหมิงเปิดทางให้ อู่ อวี้ ไปแต่โดยดี
ท่าทางเขาในตอนนี้ดูหยิ่งยโสไม่น้อยทีเดียว ทำให้
ผู้คนชาวเป่ยหมิงอยากจะฉีกร่างของเขาออกเป็นชิ้น
ๆ
ทั้งสองเดินออกจากที่นี่ถึงรวดเร็ว ในไม่ช้า เปียน
เสี่ยซา ก็พา อู่ อวี้ เดินทางกลับมายัง ‘ค่ายอสูร
โลหิต’ ด้วยเพราะ อู่ อวี้ เป็นเสมือนตัวแทนของค่าย
อสูรโลหิตเข้าร่วมสงครามชิงอำนาจแดนเหนือ
ฉะนั้นองครักษ์หมิงไห่จึงไม่ได้แสดงความคิดเห็นอัน
ใดมากนัก
” ขอแสดงความยินดีด้วย ข้าหวังว่าเจ้าจะได้คะแนน
ดี ๆ หลังจากเข้าร่วมต่อสู้ในสงครามชิงอำนาจแดน
เหนือ ข้าจะไปดูเจ้าลงแข่งขัน แต่ในช่วงสองสาม
วันนี้ข้าขอแนะนำให้อยู่แต่ภายในค่ายอสูรโลหิตจะ
ดีกว่า ดูจากวันนี้มีคนจำนวนมากไม่ค่อยพอใจเจ้า
หากเจ้าไม่ไปปรากฏกายให้เห็นก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น
สำหรับผู้ที่สามารถเข้าร่วมต่อสู้ในสงครามชิงอำนาจ
แดนเหนือ จะมีเวลาเตรียมตัวอีกประมาณครึ่งเดือน
หลังจากนั้นก็จะต้องไปที่ ‘คุกแห่งความตาย’ เมื่ออยู่
ในคุกแห่งความตายจะไม่มีผู้ใดช่วยเหลือได้ ”
การเก็บตัวเป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับเขา
สำหรับตอนนี้ผู้ที่ด้านนอก เกลียดชังโกรธแค้นเขา
เป็นอย่างมาก สิ่งนี้มันทำให้เขาต้องพบเจอกับความ
ยุ่งยากมากขึ้น นั่นเป็นเพราะคนเขานั้นโทสะยังคง
ครุกรุ่นอัดแน่น แต่พวกมันยังไม่มีที่ไหนให้ระบาย
สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายอำนาจของผู้
บัญชาการกองทัพ
“จะเก็บตัวสักพัก” อู่ อวี้ ส่งข้อความผ่านยันต์
สื่อสารไปให้องค์หญิงโย่วเสี่ย
“ สุดท้ายเขาเปลี่ยนใจให้เจ้าเข้าร่วม ข้าเองก็
ประหลาดใจมากเช่นกัน แต่ก็นั่นแหละ สำเร็จเสร็จ
สิ้นจริงๆแล้ว”องค์หญิงโย่วเสี่ยตอบ
นางไม่คิดว่าโย่วชางจะให้ อู่ อวี้ เข้าร่วมการแข่งขัน
อู่ อวี้ ก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าไฉนอยู่ ๆ เขาถึงเปลี่ยนใจ
” อีกครึ่งเดือนทุกคนจะมารวมตัวกันที่หน้าประตู
หมิงไห่ เข้าสู่คุกแห่งความตาย ”
ผู้เข้าร่วมต่อสู้จะเดินทางพร้อมกัน ส่วนผู้ชมก็
สามารถไปดูได้ อันที่จริงครึ่งเดือนต่อจากนี้ ผู้คน
ส่วนใหญ่ต่างก็จะมารวมตัวกันที่นครหมิง
นอกจากนี้บางคนยังไปปักหลักรอชมการต่อสู้อยู่ที่
คุกแห่งความตายแล้ว
ทุกอย่างเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ