กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 745: ชวีอิ้น
ปีศาจที่ถูกจับมาไว้ที่นี่ ชะตากรรมของพวกมันล้วนมี
แต่จะต้องสู้จนตัวตาย
ซึ่งอัตราที่พวกมันจะหลบหนีไปได้ถือว่าค่อนข้างต่ำ
เตี้ยเรี่ยดินยิ่ง
แม้ว่า อู่ อวี้ จะไม่สังหารมัน คนอื่นที่พบเจอก็จะลงมือ
อยู่ดี
นี่คือกฏของจักรวรรดิเป่ยหมิง ความขัดแย้งระหว่าง
จักรวรรดิเป่ยหมิงและมหาสมุทรแห่งความตายมีมา
เนิ่นนานแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่ อู่ อวี้ จะสามารถ
เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้เพียงลำพัง
การฝึกตนก็คือการแย่งชิง ผู้แข็งแกร่งจึงจะสามารถ
รักษาความยุติธรรมได้
ผู้ที่อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของคนที่แข็งแกร่งกว่า มี
แต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะมีชีวิตรอด
กฏที่อยู่ภายใน ‘คุกแห่งความตาย’ ก็ถือว่าเป็นกฏที่
ค่อนข้างเย็นชาไร้ความรู้สึกสำหรับผู้ฝึกตน
ในเป่ยหมิง ที่นี่ก็คือสนามล่าสัตว์ของคนตระกูลเป่ย
หมิงดีๆนี่เอง
และปีศาจแน่นอนว่าย่อมเป็นเพียงแค่เหยื่อ
“เจ้าเป็นใครกัน?” สตรีผู้นั้นอ้าปากค้าง แม้ว่านางคิด
จะฉวยโอกาสแย่งชิงเหยื่อของ อู่ อวี้ แต่ก็เหมือน
นับว่านางถูก อู่ อวี้ ผู้ที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ตบเข้าไปที่
หน้าฉาดใหญ่ นอกจากนี้ที่ด้านนอกก็ยังมีคนจับตา
มองตัวนางอยู่จำนวนไม่น้อย การที่ต้องขายขี้หน้า
เช่นนี้ นางจึงอดไม่ได้ที่จะบังเกิดโทสะขึ้น
ทว่าแม้จะเกิดโทสะ แต่น้ำเสียงของนางก็ถือว่าไพเราะ
มากทีเดียว ท้ายที่สุดแล้วนางก็นับว่าเป็นคนที่มี
หน้าตาน่ารักมากคนหนึ่ง……..
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ก็เกียจคร้านเกินกว่าจะให้ความ
สนใจนาง เป้าหมายของเขาคือการเก็บสะสมรวบรวม
ตาข่ายวิญญาณมรณะให้ได้จำนวนมาก ดังนั้นยามนี้
เขาจึงโบกมือแล้วกล่าวว่า “หากเจ้าสามารถไล่ข้าทัน
ข้าค่อยบอกเจ้า”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็หันกายและทะยานจากไปในทันที
เขาไม่กลัวที่จะต้องบาดหมางใจกับผู้อื่นแต่อย่างใด
เพราะการมาที่นี่จะต้องต่อสู้แย่งชิงกันอยู่แล้ว แล้วจะ
หลีกเลี่ยงความบาดหมางได้เยี่ยงไร? แทนที่จะมัวแต่
หวาดกลัวทุกสิ่งอย่าง ทำไมไม่ทำตัวสบายๆ ตอบโต้ผู้
ที่คิดควรตอบโต้
อู่ อวี้ เกียจคร้านที่จะใคร่รู้ว่าภูมิหลังจากคือใคร สู้เอา
เวลาไปล่าปีศาจจะดีกว่า
เขาไม่คาดคิดว่าการที่ได้รับตาข่ายวิญญาณมรณะมา
จะสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนที่อยู่ภายนอกได้
ประการแรก เพราะว่าในตอนนี้ผู้ที่ได้รับ ‘ตาข่าย
วิญญาณมรณะ’ มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น รวมๆกัน
แล้วก็มีเพียงแค่ไม่กี่สิบคน
ประการที่สอง ผู้ที่หมายจะเข้ามาแย่งชิงเหยื่อของเขา
ก็มีสถานะที่ไม่ต่ำต้อย สตรีผู้นี้นางเป็นถึงธิดาของเจ้า
นคร ‘นครเหมันต์อัคคีบูรพา’ ซึ่งเป็นเมืองที่มี
ความสำคัญเทียบเท่า ‘นครเซียนเหมันต์อุดร’
เจ้านครเหมันต์อัคคี ประจำการอยู่ที่ทิศบูรพา เขา
สามารถสยบทั่วทั้ง ‘ทวีปอุดรมัจจุราชเหมันต์’ ให้ตก
อยู่ใต้อาณัติได้อย่างสมบูรณ์
ในภาคตะวันออกของจักรวรรดิเป่ยหมิง นางเป็นธิดา
ของเจ้านครเหมันต์อัคคี นางเป็นคนที่มี
อำนาจบาตรใหญ่ และด้วยพื้นเพที่อยู่ห่างไกลจาก
จักรพรรดิ ทำให้ไม่มีใครในที่นั่นกล้าหาญกล้าจากนาง
ผู้ที่มาจากนครเหมันต์อัคคียังมีอีกหลายสิบคน ซึ่งส่วน
ใหญ่แล้วเป็นคนจากครอบครัวของเจ้านครและใน
ตระกูลใหญ่ เจ้านครเหมันต์อัคคีเพ่งความสนใจอยู่ที่
ธิดาของตนตั้งแต่ต้นจนจบ เขาจึงมองเห็นเหตุการณ์
ความขัดแย้งระหว่าง อู่ อวี้ กับ สตรีที่มีนามว่า ‘หลา
นอวี๋’ ได้อย่างชัดเจน
ต่อมา หลานอวี๋ จึงปลดปล่อยบรรยากาศแห่งความ
โกรธออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้น แต่กระนั้นนางไม่ก็
สามารถไล่ตาม อู่ อวี้ ได้ทันอยู่ดี
เหตุนี้เองจึงทำให้ เจ้านครเหมันต์อัคคี ที่รู้สึกไม่ปลื้มใจ
นักจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าหนุ่มผู้นั้นคือใคร เหตุใดจึง
หยิ่งผยองเช่นนี้”
ไม่ไกลออกไปมีคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยลักษณะท่าทาง
เคร่งขรึม คนผู้นั้นสวมใส่ชุดคลุมสีดำทอง ไว้หนวดไว้
เครา มีดวงตาแหลมเล็ก เป็นชายวัยกลางคนที่แต่งตัว
ได้ประณีตยิ่ง อีกทั้งความแข็งแกร่งก็ยังอยู่ในขอบเขต
3 ภัยพิบัติค้นหาเต๋า มันเหลือบตามองไปที่ เจ้านคร
เหมันต์อัคคี แล้วกล่าวว่า “ข้ากับคนผู้นี้มีความ
เกี่ยวข้องกันเล็กน้อย”
“พี่กงรู้จักเขาเช่นนั้นรึ?” เจ้านครเหมันต์อัคคีผู้มีผม
สั้นสีฟ้าเอ่ยถามขึ้น
พี่กงที่เพิ่งเอ่ยถึงนี้ เป็นตัวตนอันยิ่งใหญ่คนหนึ่งภายใน
นครหมิง ซึ่งมันก็คือราชครูกรมอาญา!
ราชครูกรมอาญานั้นมีหน้าที่คอยดูแลกฏระเบียบ
ภายในนครหมิง เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงส่งเทียมฟ้า
มันยิ้มเย็นแล้วกล่าวขึ้นว่า “พี่หลานน่าจะเคยได้ยิน
ชื่อเสียงของคนผู้นี้มาบ้างแล้ว มันคือ อู่ อวี้ ผู้มาจาก
ทวีปผนึกปีศาจที่องค์หญิงโย่วเสี่ยพากลับมาด้วย”
เจ้านครเหมันต์อัคคีบูรพาก็นึกออกในทันที จึงกล่าวว่า
“ที่แท้ก็เป็น” ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก เขาก็พอทราบข่าว
คราวมาบ้างว่า กง เสิ่นจุน ได้พ่ายแพ้ให้กับ อู่ อวี้
ดังนั้นจึงเริ่มรู้สึกสนใจในตัวของ อู่ อวี้ ขึ้นมาไม่น้อย
ทีเดียว
และ อู่ อวี้ ผู้นี้ก็ค่อนข้างมีชื่อเสียงโด่งดังภายใน
จักรวรรดิเป่ยหมิง สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ ได้ยินมาว่า
ระดับพลังของเขาก็ยังไม่ถึงขอบเขตก่อร่างกำเนิดจิต
เทวะเลยเสียด้วยซ้ำไป
เขามองหาเครื่องกำเนิดภาพของ อู่ อวี้ และจ้องมอง
อย่างสนใจ ซึ่งก่อนหน้ายามที่ อู่ อวี้ สังหารปีศาจลงได้
นับว่ามีคนไม่น้อยที่จับจ้อง แต่ทว่าเมื่อเวลาผันผ่าน
เหล่าอัจฉริยะทั้งหลายต่างได้สังหารปีศาจกันถ้วนหน้า
จึงพากันเลิกสนใจในตัว อู่ อวี้ กันทีละน้อย
ทันใดนั้นเจ้านครเหมันต์อัคคีก็นึกบางสิ่งบางอย่างขึ้น
ได้ และเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นี่ไม่ถูกต้องนัก! คนผู้
นี้มาจากทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ตามกฏของสงคราม
ชิงอำนาจแดนเหนือแล้ว ไม่ถือว่าเป็นคนของจักรวรรดิ
เป่ยหมิงเรา จึงไม่อาจเข้าร่วมสงครามชิงอำนาจแดน
เหนือนี้ได้ และตระกูลเป่ยหมิงเราก็มีจำนวนสิทธิเข้า
ร่วมจำกัด ทำไมมันจึงสามารถเข้าร่วมสงครามชิง
อำนาจแดนเหนือนี้ได้?”
คนกลุ่มนี้มักจะยกทัพจับศึกอยู่ที่ภายนอก จึงทำให้มี
นิสัยที่ตรงไปตรงมา และมีอารมณ์ที่ค่อนข้างใจร้อน
เช่นนั้นเมื่อเกิดข้อกังขา จึงโพล่งออกมาทันใด ทำให้
ผู้อื่นต้องหันมาสนใจทันที จะต้องรู้ว่าผู้ที่มองการต่อสู้
นี้อยู่มีจำนวนค่อนข้างมาก จึงมักจะพูดกันค่อนข้าง
เบา ไม่กล้าส่งเสียงดังออกมา
และเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ราชครูกรมอาญาก็ยิ้มขึ้น
พร้อมกับกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ว่ากัน
ว่ามันเป็นการตัดสินใจของผู้บัญชาการโย่วชาง”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ มันก็หันไปมองโย่วชาง พร้อมกับ
ใบหน้ายิ้มแย้ม
ขณะนี้ก็มีคนไม่น้อยมองไปยังทิศของ โย่วชาง ซึ่ง โย่
วชาง เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ จึงค่อนข้างมีสถานะสูงส่งใน
ที่แห่งนี้ เรื่องของเรื่องก็คือกระทั่ง ชินอ๋องโย่วซื่อ ก็ยัง
ไม่รู้เรื่องนี้ เขาจึงเอ่ยถามขึ้นในทันใด “เสด็จพี่ นี่เป็น
เรื่องจริงรึ? ที่ว่าคนที่ชื่อ อู่ อวี้ นั้นเป็นคนนอก?”
ความสนใจหลักของเขาอยู่ที่ทางฝั่งคุกแห่งความตาย
จึงไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นในนครหมิงมาก
นัก เพราะยังไงแล้วเรื่องของผู้มีสิทธิในการเข้าร่วมแต่
ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยเกิดปัญหาขึ้นมาก่อน
โย่วชาง ได้คาดเดาเอาไว้แล้วว่าจะต้องมีคนรู้สึกสงสัย
สีหน้าของเขาจึงไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อต้องตกอยู่
ท่ามกลางความสนใจของคนจำนวนมากในยามนี้
“กองทัพหมิงไห่มีสิทธิทั้งสิ้น 33 รายชื่อ ด้วยฐานะ
ของผู้บัญชาการกองทัพ หน้าที่ของข้าคือการจัดการ
มอบสิทธิในการเข้าร่วมให้กับคนหนุ่มสาวที่มี
ความสามารถมากที่สุดภายในกองทัพ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็มี
ความสามารถตรงกับข้อกำหนดดังกล่าว ข้าจึงมอบ
สิทธินี้ให้กับเขา”
ชินอ๋องโย่วซื่อ กล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง “แต่ว่า
คนผู้นี้ไม่ใช่คนตระกูลเป่ยหมิงของเรา! แล้วจะ
ครอบครองทรัพยากรฝึกตนของพวกเราชาวเป่ยหมิ
งได้อย่างไร!”
โย่วชาง กล่าวต่อ “ประการแรก ข้าก็แค่มอบสิทธิใน
การเข้าร่วมให้กับอัจฉริยะภายในกองทัพหมิงไห่ ไม่
เห็นจำเป็นจะต้องสนว่าเขามาจากที่ไหน ประการที่
สอง ใครว่า อู่ อวี้ ไม่ใช่พวกพ้องชาวเป่ยหมิงเรา? เขา
มาที่ดินแดนโบราณเหยียนหวงนี้ก็เพื่อเข้าร่วมกับ
กองทัพหมิงไห่ของจักรวรรดิเป่ยหมิงของพวกเรา
เช่นนี้เขาก็เป็นพวกพ้องของเราแล้ว”
การที่พวกเขาพี่น้องปะทะคารมกันเอง ทุกคนจึงให้
ความสนใจ ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้ยังมีส่วนเกี่ยวพันไปถึง
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ดังนั้นคนจึงเริ่มทยอยให้
ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ชินอ๋องโย่วซื่อ ไม่คาคดิดว่า โย่วชาง จะโต้เถียงข้างๆ
คูๆเช่นนี้ แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้กล่าวออกมาก็ถือว่ามี
เหตุผล แต่นี่เป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนเกินไป
เขาลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “ผู้ใดที่ไม่ได้เป็นชาวเป่ย
หมิงเราแล้วทำการเข้าร่วมการแข่งขันถือว่าเป็นการฝ่า
ฝืนกฏ ข้าจะไปจับ อู่ อวี้ ออกมา”
แต่ขณะเดียวกัน โย่วชาง ก็ยืนขึ้นเช่นเดียวกัน พร้อม
กับกล่าวปราม “ไม่ได้”
กลับกายเป็นว่าในเวลานี้ ที่นั่งผู้ชมก็ดุเดือดไม่แพ้
ด้านล่างแม้แต่น้อย อย่างน้อยๆคนเกินกว่าครึ่งถึงกับ
เบนสายตาหันมามองสองพี่น้องในทันใด
“โย่วซื่อ อย่าได้ทำตัวหัวโบราณเช่นนี้เลย การที่มีคน
รุ่นหลังของตระกูลเหยียนหวงเข้าร่วมด้วย ไม่ใช่
กลายเป็นเรื่องน่าสนใจหรอกหรือ อยากจะเห็นนัก
เชียวว่าภายใต้สภาวะแห่งจักรวรรดิ หนุ่มน้อยผู้นั้นจะ
สำแดงความสามารถออกมาได้เพียงไหนกัน”
ทันใดนั้นผู้บัญชาการกองทัพมังกรเพลิง ‘ชวีอิ้น’ ก็
กล่าวขึ้น
เขาเป็นคนที่มาจากอาณาจักรโบราณเหยียนหวง จึงไม่
อาจแสดงกิริยาไม่ดีตอบได้
โย่วชาง ยิ้มแล้วกล่าวขึ้น “ผู้อาวุโสชวีช่างคมคายยิ่ง
แน่นอนว่าตอนนี้ อู่ อวี้ เป็นคนของจักรวรรดิเป่ยหมิง
เราแล้ว”
ตอนนี้ผู้ที่ต้องการจะลากตัว อู่ อวี้ ก็มี เจ้านครเหมันต์
อัคคี ราชครูกรมอาญา และ โย่วซื่อ เพียงแต่ โย่วซื่อ
เพียงต้องการทำให้ถูกกฎเกณฑ์ ไม่มีอารมณ์ส่วนตัว
ร่วมด้วย อย่างไรก็ตามในเวลานี้ การที่มีเรื่องกับคน
จำนวนมากย่อมทำให้เรื่องราวมันเลวร้ายลง บรรพ
บุรุษหยางที่อยู่เหนือหัวจึงตัดสินใจกล่าวออกมา “ใน
เมื่อมันได้เริ่มไปแล้ว ก็ปล่อยไป เขาหาได้มีผลกระทบ
อันใดนัก ”
สำหรับสงครามชิงอำนาจแดนเหนือ การที่เข้าสู่สิบ
รายชื่อสิบอันดันแรกถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ
เมื่อบรรพบุรุษหยางกล่าวออกมาเช่นนี้ ชินอ๋องโย่วซื่อ
จึงลดคลายเรื่องนี้ลงไป
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเริ่ม
หันไปให้ความสนใจกับ อู่ อวี้
และในตอนที่สุ้มเสียงของบรรพบุรุษหยางเงียบลง อู่
อวี้ ก็ได้พบเจอกับปีศาจอีกตัวแล้ว
เนื่องจากว่าบางทีดูเหมือนว่าเขาจะอ่อนแอมากเกินไป
กระมัง……..
อีกทั้งคู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ ในยามนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้
จัดการได้ง่ายๆ
ซึ่งก่อนหน้า อู่ อวี้ ได้ดำดิ่งลงไปอยู่ใจกลางหุบเหว แต่
กลับยังไม่พบสิ่งใด
ทว่าในไม่ช้าเขาก็รับรู้ได้ถึงจิตสังหารที่หมายจะเอา
ชีวิตของตนอย่างฉับพลัน
จิตสังหารนี้บังเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว และอยู่ใกล้กับ
เขาอย่างมาก มันอยู่ที่โคลนตมที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา
เพียงเท่านั้น!!
ในพริบตานั้นที่ด้านล่างก็ปรากฏตะเกียงสีแดงขนาด
ใหญ่ขึ้น 2 ดวง หากมองให้ดีๆแล้ว มันก็คือดวงตาสี
แดงโลหิตขนาดยักษ์
ยังไม่ทันได้ตอบสนอง ที่ด้านข้างก็ปรากฏดวงตาสีแดง
โลหิตขึ้นอีกคู่หนึ่ง ทั้งหมดรวมกันเป็น 4 ข้าง
“ปีศาจสองตัว?”
ยามเมื่อตระหนักได้ บัดนี้มันก็ได้พวยพุ่งปรากฎกาย
เรียบร้อย! มันคืออสรพิษขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง แต่ทว่า
ตรงส่วนคอมันกลับแยกออกมาเป็น 2 ส่วน มันคืองู
สองหัว!
นี่คือ อสรพิษสมุทร!
จำนวนของอสรพิษในมหาสมุทรมีค่อนข้างเยอะ ดังนั้น
พวกที่สำเร็จกลายเป็นปีศาจก็มีไม่น้อย
เห็นได้ชัดว่าปีศาจอสรพิษสมุทรตัวนี้ย่อมต้อง
แข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิกุ้งมังกรจนเทียบไม่ติด เห็นได้
ชัดว่าอีกฝ่ายได้ทำการซ่อนตัวอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้
มาช้านาน มันดักซุ่มโจมตีผู้ฝึกตนที่พัดผ่าน ดังนั้นยาม
ที่มันปรากฏตัวจึงใช้ออกด้วยแก่นแท้พลังชีวิต
ศักดิ์สิทธิ์ในทันที ปากของอสรพิษ 2 หัวพลันปรากฏ
ควันสีดำทมิฬพวยพุ่งออกมาเป็นจำนวนมาก มันได้
ผสานเข้ากับน้ำทะเลไปในทันที ละลายเข้าเป็นหนึ่ง
เดียวกับน้ำทะเลและเริ่มแพร่กระจาย
เห็นได้ชัดว่านี่จะต้องเป็นแก่นแท้พลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ที่
นำพาซึ่งความเจ็บปวดอย่างรุนแรงมาด้วย!
“อสรพิษวิญญาณ 2 เศียร !” ที่ด้านนอกมีคนให้ความ
สนใจ อู่ อวี้ อยู่ไม่น้อย เมื่อปีศาจตนนี้ปรากฏตัว
ออกมาทุกคนก็ส่งเสียงฮือฮา
เห็นได้ชัดอสรพิษวิญญาณ 2 เศียรนี้ จะต้องเป็นปีศาจ
ที่ร้ายกาจยิ่ง
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ