กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 747: หนานซาน หวางเยว่
การที่ยอดฝีมือในระดับค้นหาเต๋าเอ่ยปากขึ้นว่า
‘แข็งแกร่งมาก’ ถือไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว
ชายหนุ่มได้ถูกชายชราจับไป ซึ่งดู ๆ แล้วมันน่าจะเป็น
ฝีมือของปีศาจ ที่บีบบังคับให้ชายหนุ่มต้องใช้ยันต์แสง
ทำลายรัตติกาล
” แม้จะบอกว่าข้าจะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ก็นานกว่าเจ้า
ล่ะนะ ดูเจ้าสิ ในฐานะผู้ที่ถูกส่งออกไปเป็นคนแรก คง
จะโด่งดังไปทั้งใต้หล้าเป็นแน่ ฮ่า ๆ ๆ ”
คนผู้นี้ปากมากเกินไป แล้ว อู่ อวี้ จะยอมปล่อยให้มัน
แกล้งเฉย ๆ ได้อย่างไร
“จะ เจ้า! เจ้ามีนามว่าอันใด เมื่อข้าออกไปข้างนอกข้า
จะรอเย็บปากเน่า ๆ ของเจ้าซะ!” ขณะอีกฝ่ายกำลังจะ
ออกไป มันก็ได้ยินเสียงของ อู่ อวี้ ดังขึ้น คำพูดนี้ทำให้
มันถึงกับสั่นเป็นเจ้าเข้า
” ไป ๆ ได้แล้ว!” ทว่าชายชราไม่ให้เวลามันได้ตอบโต้
จากนั้นก็พามันออกไปทันที ขณะที่กำลังออกไปมัน
แทบกระอักโลหิต เมื่อเห็น อู่ อวี้ โบกไม้โบกมืออำลา
พร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ เจ้าอย่าได้หยิ่งผยองเกินไปนัก เจ้าเองก็เถอะ คงทน
อยู่ได้ไม่ถึง 2 ชั่วยาม ก็จะต้องตามข้าออกมา!”
หลังจากบดขยี้แผ่นยันต์ชายหนุ่มผู้นี้ก็ถูกพาตัวออกไป
มีเพียงเสียงตะโกนของมันที่ยังเหลืออยู่
พอชายหนุ่มผู้แสนจองหองถูกบีบบังคับให้ออกไป อู่
อวี้ ก็เริ่มอยากรู้นักว่า ปีศาจตนใดที่สามารถบีบบังคับ
ให้มันต้องบดขยี้ยันต์แสงทำลายรัตติกาลได้เช่นนี้?
บางทีปีศาจอาจจะยังอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้
เขารีบใช้เนตรเพลิงกวาดสายตามองรอบ ๆ
หุบเหวลึกใต้ฝ่าเท้าของเขา ระดับความลึกของมัน
ค่อนข้างมากทีเดียว นอกจากนี้มันยังอยู่ภายใต้
มหาสมุทรไร้สิ้นสุด
ความมืดทะมึนราวกับน้ำหมึกแผ่ปกคลุมไปทั่ว ไม่อาจ
ล่วงรู้วันเวลาว่ายาวนานมากเท่าใด
ทั้งชายชราและชายหนุ่มได้หายไปในชั่วพริบตา เหลือ
เพียง อู่ อวี้ กับความเงียบสงัดราวกับดินแดนแห่ง
ความตาย
นอกจากเสียงน้ำไหล ก็ไม่มีเสียงของสิ่งมีชีวิตกลุ่มใด
เลย
เป็นไปได้ว่าไม่ได้อยู่ที่นี่ปีศาจที่นี่แล้ว
อู่ อวี้ ใส่ใจกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ อันที่จริงเขาก็
ยังพอมีวิธีค้นหาปีศาจ โดยการปล่อยร่างอวตาร
กระจายออกไป ซึ่งวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพสูงมาก
หากเขาใช้วิธีนี้ค้นหาปีศาจ เหมือนตอนอยู่ในเส้นทาง
เซียนบรรพกาลนอกจากจะได้ผลลัพธ์รวดเร็ว ยัง
สามารถตรวจสอบพื้นที่ได้อย่างละเอียด ทั้งยังไม่ต้อง
คอยห่วงหน้าพะวงหลัง
“ แต่ร่างอวตารยังอ่อนแอเกินไป เกรงว่าเพียงถูกเหล่า
ปีศาจสบตา ก็คงจะสลายแล้ว”
หลังจากไตร่ตรองสะระตะ เขาเลยทดลองปล่อยร่าง
อวตารออกไป 10 ร่างดูก่อน
อู่ อวี้ รออยู่ตรงจุดเดิมประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วยาม แต่
ปีศาจก็ยังไม่ปรากฏออกมา เขาจึงเตรียมตัวที่จะจาก
ไป
หลังจากออกมาได้ไม่นาน เขาก็สังเกตเห็นว่ามีใครบาง
คนอยู่ใกล้ ๆ รู้สึกได้ว่ามีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองเขา
ตัวเอง
เขาจึงใช้เนตรเพลิง กวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง
แต่ก็ยังเห็นแค่เพียงมหาสมุทรอันมืดมิดปกคลุม
ล้อมรอบ!
อย่างไรก็ตามเขามั่นใจเป็นอย่างมากว่ามีคนอยู่ใกล้ ๆ
แน่นอนว่าการยืนยันลางสังหรณ์นี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพียง
แค่เปลี่ยนจากการใช้เนตรเพลิงเป็นเขตแดนเนตร
ทองคำ!
บูมมมมม!
เปลวเพลิงระเบิดล้อมรอบบริเวณนั้นทันที!
เมื่อใช้เปลวเพลิงควบคุมพื้นที่ เขาก็รู้ตำแหน่งของ
บุคคลปริศนาว่าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่! เพียงแค่ 10 จั้ง
เท่านั้น!
ผู้ที่หลบซ่อนตัวอยู่ตำแหน่งที่ดีมาก ฉะนั้นมันจึงไม่
คาดคิดว่า อู่ อวี้ จะเห็นมันจากการใช้เขตแดนเนตร
ทองคำ
ผู้ที่หลบซ่อนตัวอยู่คือ มนุษย์
อย่างน้อยก็นับว่าโชคดีที่มันเป็นมนุษย์
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ทราบว่ามนุษย์ปกติ ไม่มีทาง
ปลดปล่อยกลิ่นอายปีศาจออกมาอย่างรุนแรงเช่นนี้ได้
ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าคน ๆ นี้จะเป็นปีศาจ ทั้งยังอาจจะ
เป็นปีศาจที่ทำให้ชายหนุ่มต้องใช้ยันต์แสงทำลาย
รัตติกาล
ท่ามกลางเปลวเพลิงลุกโชน อู่ อวี้ สามารถมองเห็น
‘คนผู้นี้’ ได้อย่างชัดเจน
คนผู้นี้สวมใส่ชุดคลุมหลากสีงดงามประดุจอัญมณี ถูก
ประดับประดาด้วยไข่มุกจำนวนมากอย่างประณีต
ด้วยชุดหรูหรางดงามนี้ช่างงดงามราวกับภาพวาด
คนผู้นี้เป็นบุรุษ
ทันทีที่ชายผู้นี้เงยหน้ามอง อู่ อวี้ กลับไม่ได้นิยามคำว่า
หล่อเหลาจากใบหน้าของมันแม้แต่น้อย เนื่องจากว่า
มันอยู่เหนือระดับยิงกว่านั้น เขาไม่เคยพบเจอผู้ใด
งดงามมากมายขนาดนี้มาก่อน องคาพยพ หู ตา จมูก
ปาก สัมผัสถูกสรรสร้างออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกันแล้วบุรุษคนนี้เรียกว่าศิลปะ
มนุษย์ชัด ๆ โดยเฉพาะผิวพรรณละเอียดอ่อนขาวผ่อง
อมชมพู ส่วนใบหน้าถูกปกคลุมด้วยแป้งฝุ่นหลายชั้น
ร่างกายสูงโปร่งผนวกกับความหล่อเหลามีเสน่ห์
เสมือนว่ามีเพียงหนึ่งเดียวในโลกหล้านี้ ไม่ว่าผู้ใดพบ
เห็นก็ยากที่จะลืมเลือนได้ อู่ อวี้ มั่นใจอย่างมากว่าคน
ผู้นี้เป็นบุรุษอย่างแน่แท้ นั่นเพราะบริเวณหน้าอกของ
เขาแบนราบมาก ๆ
บุรุษผู้นี้จะต้องเป็นปีศาจอย่างแน่นอน
ไม่เพียงแค่หล่อเหลา แต่การแต่งกายของเขายังช่าง
งดงาม แม้ว่าบทเพลงจะงดงามเพียงใด ทว่าบทเพลงก็
ยังไม่งดงามแพรวพราวถึงเพียงนี้
แต่เขากำลังลุกไหม้ด้วยเขตแดนเนตรทองคำของ อู่
อวี้
มีม่านบางเบาห่อหุ้มบุรุษผู้นี้เอาไว้ ป้องกันความร้อน
จากเขตแดนทองคำ เสมือนดังดอกกุหลาบในกอง
เพลิง
“ ไม่คิดว่าเจ้าจะหาข้าพบ หนุ่มน้อยเจ้าทำให้ข้ารู้สึก
ประหลาดใจอย่างยิ่ง อยากทราบว่าเจ้ามีชื่อเสียงเรียง
นามว่าอันใด” เมื่อเขาเห็น อู่ อวี้ เขาก็ยิ้มละมุนพร้อม
กับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสมบูรณ์แบบ
หลังจากปีศาจประหลาดตนนี้ปรากฏตัวขึ้น มันก็มิได้
ลงมือโจมตีเข้ามาทันที แต่เลือกจะเปลี่ยนกลยุทธ์ หัน
มาพูดคุยกับตัวเขา
อู่ อวี้ พบว่าตนเองนั้น ไม่สามารถรับรู้ถึงขอบเขตการ
ฝึกตนของอีกฝ่ายได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเขาจะสามารถ
คาดเดา และระบุระดับการฝึกตนได้อย่างถูกต้อง แต่
ตอนนี้ขอบเขตการฝึกตนของอีกฝ่ายกลับพร่าเลือน
ยากจะคาดเดาเกินไป
อย่างไรก็ตามความรู้สึกถึงอันตรายที่สัมผัสได้ มันต้อง
ไม่ผิดแน่ อู่ อวี้ คาดเดาว่ามันต้องไม่ด้อยไปกว่าอสูร
จักรพรรดิแดนเหนืออย่างแน่นอน
ด้วยความแข็งแกร่งเช่นนี้ จึงถือเป็นเรื่องดีที่ได้พบเห็น
นอกจากนี้อีกฝ่ายยังยินดีที่จะพูดคุยกับตนเอง เขาจึง
รู้สึกยินดีที่เห็นปีศาจพยายามทำเช่นนี้
“ ข้ามีนามว่า อู่ อวี้ แล้วเจ้าล่ะ?” อู่ อวี้ ตอบกลับไป
อย่างแผ่วเบา
ฝ่ายตรงข้ามแสดงท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย ” โอ้
พบเห็นข้าแล้วยังไม่หวาดกลัว ถือว่าไม่เบาเลยจริง ๆ
ถ้าเช่นนั้นข้าจะไม่ใช้ประโยชน์จากเจ้า ข้าน้อยมีนาม
ว่า ‘หนานซาน หวางเยว่’ ลึกเข้าไปในเขาทักษิณ
(หนานซาน) แหงนหน้ามองไปยังจันทรากระจ่าง(วั่ง
เยว่) ฟังดูเป็นศิลปะดีใช่ไหมล่ะ? ใช่แล้วนี่คือนามที่ข้า
ตั้งให้ตนเอง ทำให้รู้สึกได้ถึงความสามารถในด้าน
วรรณกรรมและสิ่งที่ข้าทุ่มเทไปเลยใช่ไหมเล่า? ”
ต่อให้เป็นปีศาจผู้แข็งแกร่ง ก็ยังจะทำตัวไร้สาระเช่นนี้
งั้นหรือ?
หนานซานวั่งเยว่?
แท้จริงแล้วนามนี้ ถูกนำมาใช้อธิบายรูปลักษณ์อันหล่อ
เหลาของมันได้อย่างดียิ่ง
อย่างไรก็ตาม… เมื่อ อู่ อวี้ ใช้เนตรเพลิงมองทะลุผ่าน
ร่างที่แท้จริงของอีกฝ่าย เมื่อได้เห็นมันก็ทำให้ อู่ อวี้
รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย ความประทับใจต่อ
ความหล่อเหลาและสมบูรณ์แบบของปีศาจตนนี้ ก็
กลับตาลปัตรไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากร่างที่แท้จริง
ของอีกฝ่ายก็คือหมู
ร่างกายของมันดำคล้ำ และดูน่าเกลียด ดูหยาบ
กระด้างเต็มไปด้วยรอยตะปุ่มตะป่ำ แตกต่างจาก
รูปลักษณ์ของมนุษย์ที่ดูหล่อเหลาสมบูรณ์แบบอย่าง
สิ้นเชิง …
สำหรับปีศาจหมูตนนี้ แค่ให้มอง อู่ อวี้ ยังแทบไม่
อยากจะมองเลย
“ บ้าไปแล้ว ไม่ใช่ว่าคุกแห่งความตายจับกุมแค่ปีศาจ
สมุทรเช่นนั้นหรือ แล้วเหตุใดหมูป่าภูเขาถึงมาอยู่ที่นี่
ได้? ”
อย่างน้อย ๆ ปีศาจที่ อู่ อวี้ พบเห็นก่อนหน้านี้ ก็เป็น
ปีศาจสมุทร เหมือนกับฉลามนิรันดร์
อีกฝ่ายไม่ทราบว่า อู่ อวี้ เห็นตัวตนที่แท้จริงของมัน
ดังนั้นมันจึงเอ่ยขึ้นว่า ” การที่ข้ามาพบเจ้าในวันนี้
เพราะต้องการให้ช่วยสิ่งหนึ่ง อันที่จริงแล้วข้าไม่ใช่
ปีศาจสมุทร ข้าถือเนิดในจักรวรรดิเป่ยหมิง นับว่าเป็น
บุคคลหนึ่งในแดนเหนือเลยก็ว่าได้ ตลอดชีวิตข้าไม่เคย
ทำเรื่องเลวร้าย พยายามปฏิบัติตนใช้ชีวิตอย่างดีเยี่ยม
มาตลอด แม้แต่มดตัวเดียวข้ายังไม่กล้าเหยียบ ตอนที่
ข้ายังเด็ก มีอยู่วันหนึ่ง ได้ถูกชายชราคนหนึ่งจับข้ามา
โยนใส่ไว้ในนี้อย่างกะทันหัน แต่สิ่งที่แปลกก็คือ
สถานที่แห่งนี้เอาไว้กักขังปีศาจสมุทร หลังจากนั้นข้าก็
เข้าใจว่า ชายชราผู้นั้นจับข้ามาคุมขังไว้ภายในคุกแห่ง
นี้เพื่อเติมเต็มคุก ตัวข้าช่างน่าเวทนานักที่ต้องใช้
ช่วงเวลาวัยเด็กอันแสนล้ำค่าในที่แห่งนี้ จนตอนนี้ข้า
ไม่รู้ว่ากระทั่งตนเองสูงขนาดไหนแล้ว ช่วยตอบรับคำ
ขอของข้าได้หรือไม่? ข้าคือผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอน!”
มีเรื่องแบบนี้ด้วยงั้นหรือ?
หากเป็นเช่นนั้นจริงชายผู้นี้ก็น่าสงสารมาก ที่ต้อง
เติบโตขึ้นมาในสถานที่ที่ดูเสมือนดั่งนรกแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง
เขาตอบกลับไปว่า ” จากที่เจ้าพูด เจ้าบอกว่าตนอยู่ที่นี่
มาตั้งแต่เด็ก แล้วเจ้าจะมีชีวิตรอด บรรลุถึง
ความสำเร็จระดับนี้ได้ยังไง? ข้าไม่เชื่อเจ้า ”
อีกฝ่ายรีบเอ่ยปฏิเสธ ” ใช่แล้ว ข้าเองก็ไม่คิดเช่นนั้น
แต่เพราะข้ามีบุคลิกเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก หรือจะพูดอีก
อย่างว่า ข้าเก่งเรื่องการหลบซ่อน ดังนั้นจึงโชคดีมีชีวิต
รอดมาได้จนถึงตอนนี้ ส่วนเรื่องที่จะบอกว่าข้า
แข็งแกร่ง นั่นเป็นไปไม่ได้เลย ในคุกแห่งความตายไม่มี
ปีศาจตนใดที่อ่อนแอไปกว่าข้าอีกแล้ว ”
แท้จริงแล้วมันเป็นคนน่าสมเพชเวทนาถึงเพียงนี้
“ อย่าเชื่อมัน เจ้านี่ไม่ธรรมดา เหตุที่เจ้าไม่สามารถ
สัมผัสถึงมันได้ ข้าคาดเดาว่าเป็นเพราะมันใช้พลัง
อิทธิฤทธิ์ หากเจ้าไม่มีเนรตเพลิง ก็คงไม่สามารถ
มองเห็นมันได้เช่นนี้ บางทีมันอาจจะแอบซ่อนอยู่ข้าง
กายเจ้า โดยที่เจ้าไม่รู้ตัวเลยก็ได้! ”
เมื่อหมิงซวงกล่าวเตือน อู่ อวี้ ก็รับรู้ได้ถึงความน่า
สะพรึงกลัวของมันอีกครั้ง สัญชาตญาณมิได้หลอกลวง
ตัวของเขา
“ เจ้าไม่ต้องมาหลอกข้า ข้ารู้ดีถึงความน่าสะพรึงกลัว
ของเจ้า ข้าไม่เชื่อสิ่งที่เจ้าพูด และอยากรู้เพียงว่าเหตุ
ใดเจ้าถึงไม่ลงมือโจมตี จงบอกมาว่าเจ้าคิดทำอันใดกัน
แน่?” อู่ อวี้ กล่าวขึ้นอย่างหนาวเย็น
ทันใดนั้นฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มหัวเราะแล้วกล่าวว่า ”
ท่ามกลางคืนวันอันไรสิ้นสุด ข้ารู้สึกว่ามันช่างน่าเบื่อ
หน่ายยิ่งนัก ช่วงเวลาครึ่งปีนี้ ข้าจึงคิดว่า หากได้รับ
ยันต์แสงทำลายรัตติกาลสักแผ่น ข้าคงคิดหาวิธี
น่าสนใจมาใช้มันได้ ”
หลังจากมันหลอก อู่ อวี้ หางจิ้งจอกของมันก็โผล่
” เจ้าหนุ่มน้อย รีบหยิบยันต์แสงทำลายรัตติกาล
ออกมาให้ หนานซาน หวางเยว่ ผู้นี้ซะดี ๆได้หรือไม่ ?
” อีกฝ่ายเดินเข้ามาหา อู่ อวี้ อย่างช้า ๆ ดังนั้นเขาจึง
ใช้เขตแดนเนตรทองคำจับตำแหน่งของมันทันที
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า ” หากเจ้าคิดใช้กำลังต่อสู้ ข้า
คงต้องพูดกันตรงๆแล้ว ข้ารู้…ว่าเจ้าเป็นปีศาจหมู แต่
ข้าสงสัยว่าไฉนเจ้าถึงมาปรากฏตัวที่นี่ แล้วข้าก็รู้ว่าเจ้า
ไม่ได้มาดี”
ไม่รู้ว่าทำไม เมื่อสองคำนี้ถูกเอ่ยออกไป ใบหน้าของ
ปีศาจหมูก็เปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดมีโทสะอย่างท่วมท้น
แน่นอนว่ามันต้องสงสัย ไฉน อู่ อวี้ ถึงทราบร่างที่
แท้จริงของมันได้ ทว่าโทสะของมันก็มากมายจนท่วม
ท้นข้อสงสัยนี้ไป
“เจ้ากำลังทำให้ข้าโกรธ ข้าโกรธเจ้ามาก ๆแล้วนะ!”
หนานซาน หวางเหย่ จ้องมองเขาด้วยดวงตาถมึงทึง
เบิกกว้าง กล้ามเนื้อปากกระตุกหงึก ๆ
“ หรือว่าเจ้าปีศาจหมูผู้นี้ หวาดกลัวผู้อื่นจะมองเห็น
ร่างกายที่แท้จริง?” อู่ อวี้ พยายามระมัดระวังตัว
เนื่องจากว่าฝ่ายตรงข้ามมีปฏิกิริยาต่อคำพูดนี้อย่าง
รุนแรง
“หึหึหึ … ” หนานซาน หวางเยว่ ไม่ตอบสนองใด ๆ อู่
อวี้ มองประสานเข้าไปภายในดวงตาของมัน ทันใดนั้น
โลกทั้งใบก็พลิกกลับตาลปัตร
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ไปปรากฏตัวขึ้นอีกตำแหน่ง
หนึ่ง
ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยน้ำทะเลอันสดใส
เบื้องหน้าของเขายามนี้คือสาวน้อยอันงดงาม ไร้ซึ่ง
อาภรณ์กำลังมองกลับมาทางตัวเอง สดใสสว่างไสว
ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทรวดทรงองค์เอวโค้งเว้า
กลมกลืนงดงามจนแทบหายใจหายคอไม่ออก
ในห้วงแห่งนิมิตรยามนี้นางค่อย ๆ หันกลับมาอย่างช้า
ๆ พร้อกับส่งยิ้มให้ ทันใดนั้นเลือดในกายของ อู่ อวี้ ก็
สูบฉีดด้วยความปั่นป่วน
กลับกลายเป็น ลั่วผิน
……
A : พวกเจ้าคงรู้แล้วสินะว่าใครยืนหนึ่งในเรื่องนี้ หึหึ
B : เจ็บใจว่ะ เชียร์หนานกงเหว่ยมาตั้งนาน เกมได้
ยังไง
A : หนานกงเหว่ย ไม่ถูกใจสิ่งนะ 🙂
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ