กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 761: มรดกเซียนอมตะเช่นเดียวกัน
เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องใหญ่ธรรมดา แต่เป็นเรื่อง
อาจหาญอย่างยิ่ง แม้ว่า อู่ อวี้ จะไม่รู้ตัวตนของ หลา
นอวี้ แต่ก็มั่นใจได้ว่านางต้องเป็นธิดาของคนใหญ่คน
โต ซึ่งไม่ด้อยไปกว่าต้วนอี้
การที่ หลานอวี้ พ่ายแพ้ให้แก่เขาถือว่าเป็นไปตามกฎ
ส่วนการกระทำที่ หนานซาน หวางเยว่ ปฏิบัติต่อ
หลานอวี้ถือได้ว่าเกินจินตนาการของ อู่ อวี้
“ ชายผู้นี้เสียสติไปแล้วจริง ๆ!” อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะ
กรีดร้องในใจ
เมื่อยันต์แสงทำลายรัตติกาลถูกใช้งาน ในไม่ช้าหน่วยกู้
ชีพก็คงจะมาถึง หนานซาน หวางเยว่ มองหลานอวี้
แล้วยักไหล่พร้อมเอ่ยกับ อู่ อวี้ ขึ้นว่า ” คงเป็นเพราะ
ข้าไม่ได้เอาชนะนางด้วยตนเอง ข้าก็เลยไม่ได้แต้มของ
ยันต์แสงทำลายรัตติกาล ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องขอตัว
ก่อน เรื่องก่อนหน้านี้เจ้าก็ทำลืม ๆ มันไปซะ ”
หลังจากพูดจบประโยคมันก็วิ่งเผ่นแน่บไปทันที ส่วน
หลานอวี้ก็กรีดร้องด่าทอสาปแช่งไล่หลัง
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นปีศาจประเภทไหนใด เจ้าได้ตายแน่!”
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความบริสุทธิ์ของนาง มีผู้คนเฝ้าจับ
ตามองมากกว่า 800,000 คน สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะ
ลดทอนความน่าเชื่อถือของนางให้ลดน้อยลง นาง
จะต้องถูกจักรวรรดิเป่ยหมิงหัวเราะเยาะเย้ย
ภายในคุกสมุทรวิญญาณ การถูกปีศาจเหยียดหยาม
มันคือความอัปยศอดสูอย่างที่สุด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับว่าเกินความคาดหมายของ อู่
อวี้ เขาควบคุมเม็ดทรายจำนวนมากออกไป พร้อมกับ
หยิบถุงจักรวาลของหลานอวี้แยกเม็ดยาจิตเทวะ
ออกมา จากนั้นก็นำส่วนที่เหลือส่งคืนกลับไปให้
หลานอวี้ จากนี้เขาก็ปิดการทำงานวงเวทวัฏจักรทราย
อนันต์ แล้วปลีกตัวออกมาจากสถานที่นั้นพร้อมกับร่าง
กลืนสวรรค์ทันที
” อู่ อวี้ ในวันนี้เจ้าสร้างความอัปยศให้กับข้า ข้าจะ
ชดใช้คืนให้แก่เจ้านับร้อยเท่า ข้าจะรอเจ้าอยู่ด้านนอก
รอวันที่เจ้าออกมาจากคุกสมุทรวิญญาณ!” เมื่อ อู่ อวี้
จากไปก็มีเสียงของหลานอวี้กำลังด่าทอด้วยโทสะดังไล่
หลังเขาด้วยความโทสะเกรี้ยว
อู่ อวี้ อยู่ในอารมณ์สุขุมเยือกเย็น ซึ่งเขาหาได้
หวาดกลัวหลานอวี้แม้แต่น้อย
หลานอวี้มีเม็ดยาจิตเทวะไม่น้อยทีเดียว กล่าวได้ว่าใน
วันนี้เขาตักตวงผลกำไรได้มากมาย เม็ดยาจิตเทวะที่
ได้รับน่าจะใช้ได้อีกสักระยะหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจ
มุ่งเน้นไปที่การฆ่าปีศาจ
อย่างที่เขาคาดไว้ ด้านนอกตอนนี้กำลังปั่นป่วนอย่าง
ที่สุด แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเขาเป็นผู้สร้างปัญหา แต่
เป็นเพราะการกระทำของ หนานซาน หวางเยว่
สำหรับชาวเป่ยหมิงแล้วการกระทำนี้สุดที่จะทานทน
ได้ โดยเฉพาะเจ้านครเหมันต์อัคคีบูรพา ในเวลานี้เขา
โกรธจนแทบจะอกแตกตาย หายใจหายคอไม่ทั่วท้อง
ตอนแรกมันคิดแค่ต้องการให้บุตรสาวมาสร้างผลงาน
ต่อหน้าธารกำนัล เพื่อให้ตนเองจะได้มีหน้ามีตาเป็นที่
เลื่อมใสศรัทธา แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับพลิกผัน
หน้าของมันแตกย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี โดยเฉพาะ
หลานอวี้ ความอับอายที่นางได้รับเรียกได้ว่าอับอาย
จนต้องแทรกแผ่นดินหนี ยากจะเจอหน้าผู้คนเลย
ทีเดียว
ทุกคนกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ ” เจ้านครข้าอยากได้
ชีวิตปีศาจตัวนี้ โปรดยกปีศาจตัวนี้ให้กับข้า!” ภายใต้
ความสนใจของทุกผู้คน เจ้านครเหมันต์อัคคีบูรพาเอ่ย
กับโย่วซือ
” ช่างน่าละอาย ช่างน่าละอายยิ่งนัก ข้าจะทำให้ปีศาจ
ตัวนี้ต้องเสียใจที่ได้เกิดมาอยู่บนโลกนี้” ไม่ใช่เรื่องง่าย
ที่เจ้านครเหมันต์อัคคีบูรพาจะพูดประโยคนี้จนจบ
ชินอ๋องโย่วซื่อกล่าวว่า ” ย่อมได้ ข้าขอยกมันให้ท่านก็
แล้วกัน แต่ตามกฎเกณฑ์โบร่ำโบราณของสงครามแย่ง
ชิงอำนาจแดนเหนือ ไม่เคยนำตัวของปีศาจออกมา
กลางคัน ”
” ดี ข้าจะรอ “ตราบใดที่ท่านรับปากแล้ว ไม่ว่าจะช้า
หรือเร็วก็หาใช่ปัญหา หลังจากการต่อสู้ของสงคราม
แย่งชิงอำนาจแดนเหนือจบลง ข้ามีเวลาอีกมากที่จะ
ทรมาน หนานซาน หวางเยว่ ”
ชินอ๋องโย่วซื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วเอ่ยว่า ” ถึงอย่าง
นั้นท่านก็จำเป็นต้องแยกแยะสถานการณ์ หากหนาน
ซาน หวางเยว่ เก็บสะสมยันต์แสงทำลายรัตติกาลครบ
30 ชิ้น ข้าก็จะเป็นต้องทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ก่อน
หน้า คือปล่อยมันเป็นอิสระ ซึ่งนี่คือกฎเหล็กของ
สงครามแย่งชิงอำนาจแดนเหนือที่สืบทอดกันมาตั้งแต่
โบราณโดยไม่มีข้อยกเว้น ด้วยเหตุนี้สงครามชิงอำนาจ
แดนเหนือแต่ละครั้งจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น ทำให้
ปีศาจยอมทุ่มเทกำลังอย่างเต็มที่ แล้วถ้าหากมันทำ
ตามข้อตกลงจนบรรลุผล ข้าก็จะต้องปล่อยมันตาม
สัญญา แต่โอกาสประสบความสำเร็จไม่สูงนัก ”
หลังจากได้ยินเรื่องนี้ เจ้านครเหมันต์อัคคีบูรพา ก็เริ่ม
ร้อนใจ อันที่จริงคนอื่น ๆ ก็ค่อนข้างเป็นห่วงกับความ
อัปยศที่เขาได้รับในครั้งนี้ มันช่างหนักหนาสาหัส
สากรรจ์เกินกว่าจะทนรับได้ บางที หนานซาน หวาง
เยว่ อาจจะไม่ได้ออกมา แต่แล้วจะเกิดสิ่งใดขึ้นหาก
มันทำสำเร็จ?
เท่ากับว่าเขาก็ไม่สามารถจัดการหรือขัดขวางมันได้ใช่
หรือไม่? หากเป็นกรณีเจ้านครเหมันต์อัคคีบูรพาคงจะ
ได้เสียหน้าอย่างสมบูรณ์ สำหรับตัวมันย่อมไม่อาจทน
ได้
สิ่งที่ชินอ๋องโย่วซื่อเอ่ยมาหมายความว่าเช่นไร? คำพูด
ดังกล่าวทำให้เจ้านครเหมันต์อัคคีบูรพาวิตกกังวล
อย่างยิ่ง ถึงกระนั้นราชครูกลมอาญาก็รีบขึ้นมาอย่าง
รวดเร็วว่า ” อย่าเพิ่งหุนหัน ชินอ๋องหมายความว่าตาม
กฎระเบียบแล้วเขาจะต้องผู้รับผิดชอบ หนานซาน
หวางเยว่ เท่านั้น แต่ไม่ได้บอกว่าหลังจากปล่อยมันไป
แล้ว เขาจะปกป้องมัน เมื่อถึงตอนนั้น หนานซาน
หวางเยว่ จะหลบหนีไปจากเงื้อมมือท่านได้อย่างไร
อย่าลืมว่าที่นี่คือจักรวรรดิเป่ยหมิง ไม่ช้าก็เร็วมัน
จะต้องตกเป็นของท่าน ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้เจ้านครเหมันต์อัคคีบูรพาก็พอเข้าใจได้
เนื่องจากยามนี้อยู่ต่อหน้าสาธารณชน ดังนั้นโย่วซือ
จำต้องปฏิบัติตามกฎ หากมีอันใดนอกเหนือจากนั้นก็
ควรปรึกษากันเป็นการส่วนตัวจะดีที่สุด
หลังจากได้คำตอบเป็นที่พอใจ เจ้านครเหมันต์อัคคี
บูรพาก็เดินกลับไปนั่งประจำที่ของตน ทันใดนั้น
หลานอวี้ก็ถูกส่งตัวออกมา อย่างไรก็ตามเป็นไปได้ว่า
นางอาจจะมิได้มาชมการต่อสู้ที่นี่ ซึ่งหลังจากนี้นางคง
จะกลับนครเหมันต์อัคคีบูรพาทันที โดยเจ้านคร
เหมันต์อัคคีบูรพาเป็นผู้จัดเตรียมคนให้พานางกลับไป
ปัจจุบันยังมีผู้อื่นที่มีประสิทธิภาพโดดเด่นในการ
สังหารปีศาจ ดังนั้นฝูงชนเบี่ยงเบนความสนใจไปทาง
อื่น
อู่ อวี้ กับร่างอวตารหายเข้าไปในทะเลแห่งความมืด
การต่อสู้ครั้งแรกของร่างกลืนสวรรค์ นับว่าประสบ
ความสำเร็จอย่างยิ่ง ร่างนี้สร้างความประหลาดใจให้
แก อู่ อวี้ มากมายจริง ๆ กล่าวได้ว่าร่างกลืนสวรรค์มี
ศักยภาพไม่จำกัด สิ่งที่ อู่ อวี้ สามารถเห็นได้ในตอนนี้
มีเพียงพฤติกรรมของร่างกลืนสวรรค์เท่านั้น ทว่า
เพียงแค่นี้มันก็มากเกินพอที่จะทำให้เขาประหลาดใจ
แล้วสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดของร่างกลืนสวรรค์ คือการ
กลืนกินของร่างกลืนสวรรค์ที่ใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่ง
เดือน ระดับพลังกลับทะยานขึ้นมาเทียบเท่ากับร่าง
หลักของ อู่ อวี้ หาก อู่ อวี้ สามารถพัฒนาร่างกลืน
สวรรค์และยังคงควบคุมมันได้ ก็นับว่าดีไม่น้อย
ยกตัวอย่างเช่นยกระดับเทียบเท่ากับจิตเทวะ ขั้นที่ 9
หรือไม่ก็ 10 เมื่อนั้นเขาจะสามารถต่อสู้กับผู้ฝึกตนที่นี่
ได้ทั้งหมด แต่เพื่อความปลอดภัย อู่ อวี้ ยังมิได้ทำ
เช่นนั้น
ตอนนี้ อู่ อวี้ เรียกร่างอวตารนอกวิถีทั้งหมดกลับมา
ดวงตาของเขามองผสานกับดวงตาของร่างกลืนสวรรค์
ร่างต้นและร่างรองยืนอยู่ตรงข้ามกัน เขาสามารถ
มองเห็นดวงเนตรสีโลหิต เรือนผมสีขาวของร่างกลืน
สวรรค์ และกลิ่นแสนเย็นชาได้อย่างชัดเจน ส่วนทาง
ฝั่งของของร่างรองก็สามารถมองเห็นเรือนผม และ
ดวงตาสีดำขลับ รวมถึงจิตตานุภาพอันแรงกล้า และ
ความอหังการของเขาได้ด้วยเช่นกัน
มันดูแปลก ๆ ทั้ง ๆ ที่ร่างทั้งสองก็คือตัวเขา แต่ทั้งสอง
กลับมีอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ไม่
ว่าจะเป็นร่างต้นหรือร่างกลืนสวรรค์ ทั้งสองล้วนเป็น
ต้นทุนอันมหาศาลในอนาคตของเขา โดยเฉพาะร่าง
กลืนสวรรค์ ตราบใดที่ร่างต้นแข็งแกร่งขึ้น มันก็
สามารถเติบโตได้ไม่รู้จบ การบรรลุถึงระดับของบรรพ
ชนมารกลืนสวรรค์ ที่สามารถห่ำหั่นกับเทพเซียนได้
อันที่จริงแล้วมันมิใช่เรื่องยากเท่าใดนัก ช่วงเวลาที่
ยากลำบากที่สุดของร่างกลืนสวรรค์ คือยามที่มันเพิ่ง
ถือกำเนิดและอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอมากที่สุด
“ ติดตามมาถึงนี่ จงรีบไสหัวออกมาเลยไม่ดีกว่ารึยังไง
”
หนานซาน หวางเยว่ มีความสามารถซ่อนตัวอยู่ใน
ระดับสูงสุด มันอาศัยความสามารถนี้ เอาชีวิตรอดอยู่
ภายในคุกสมุทรวิญญาณจนอยู่ได้มาถึงปัจจุบัน
ซึ่งยามนี้ถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะรู้ว่ามันอยู่ใกล้ ๆ แต่เขาก็ไม่
อาจระบุได้อย่างแน่ชัดว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นอยู่ที่ใด ถ้า
อยากรู้จริง ๆ เขาก็จำเป็นต้องใช้เขตแดนเนตรทองคำ
เหตุผลที่ อู่ อวี้ ตัดสินว่ามันอยู่ใกล้ ๆ เป็นเพราะการ
คาดเดาของเขา เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาแลเห็น หนาน
ซาน หวางเยว่ ปรากฏกายขึ้น หลังจากนั้นก็หายตัวไป
อย่างรวดเร็ว เมื่อดูจากท่าทีที่เปลี่ยนไป เป้าหมายของ
มันต้องเกี่ยวข้องกับตัวเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อเขา
จากมา มันจึงติดตามมาด้วย
” ข้าถูกเจ้าพบตัวอีกแล้ว ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก?” เมื่อ
สิ้นเสียงของ อู่ อวี้ หนานซาน หวางเยว่ ก็
ปรากฏการณ์ขึ้นเบื้องหน้าเขาทันที โดยอยู่ห่างกัน
ประมาณ 10 จัฎง ไม่รู้ว่ามันไปเอาพัดจีบมาจากไหน
ยามนี้มันกระทำท่าทางเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ ซึ่งดูไม่เข้า
กับมหาสมุทรนี้เลยซักนิด เมื่อพัดถูกคลี่ออก ทั้งสอง
ฟากฝั่ง ก็ปรากฏเงาร่างอย่างน้อย 10 ร่างเคลื่อนกาย
ออกมา ซึ่งเงาร่างเหล่านั้นล้วนมีความงามที่แตกต่าง
กัน คนทั้งหมดดูราวกับมีชีวิตอยู่จริง ๆ เปี่ยมไปด้วย
ห้วงอารมณ์ตัณหาแห่งรัก ดูเย้ายวนออดอ้อนถึงขีดสุด
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือทุกคนมิได้สวมใส่อาภรณ์
ขาวผ่องสว่างประดุจบุปผาบริสุทธิ์
จากสิ่งนี้สามารถบอกได้ว่า หนานซาน หวางเยว่ เป็น
คนเจ้าสำราญไร้ซึ่งความจริงจัง แต่สำหรับ อู่ อวี้ มัน
เป็นเพียงแค่หมูป่า ที่แสร้งกลบเกลื่อนตัวตนที่แท้จริง
เท่านั้น
” ลอบติดตามข้ามา เพราะต้องการพูดบางอย่างใช่
หรือไม่ ” เมื่อเห็นมันปรากฏกายขึ้นที่นี่จริง ๆ อู่ อวี้ ก็
พูดเข้าประเด็นทันที
“ ทำไมลิงถึงขี้กังวลนักนะ ไม่ต้องกังวลหรอกน่า ใจ
เย็น ๆ แล้วมาพูดคุยกันช้าๆไม่ได้รึไง รู้จักไหมใจร้อน
กินเต้าหู้ร้อนไม่ได้ ” หนานซาน หวางเยว่ กล่าวพร้อม
กับแสร้งยิ้มขึ้น
เขาเป็นพวกชอบกินเต้าหู้ร้อน แถมยังกินเยอะอีกด้วย
….
เมื่อคิดไปถึงความอาจหาญที่มันกระทำก่อนหน้านี้ อู่
อวี้ ก็คิดว่าเจ้าหมูตัวนี้มิได้ง่ายดายอย่างทีเห็น มันมิใช่
คนโง่ การที่มันกล้าทำเช่นนี้ แสดงว่ามันย่อมมีวิชาที่
ช่วยเป็นหลักประกันชีวิตของมันอย่างแน่นอน
“ ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะรอฟังดูซิว่าเจ้าจะพูดอะไร ” อู่
อวี้ มิได้รีบเร่งให้มันพูด
” ที่ข้ามาพบเจ้า ก็เพราะมีเรื่องเล็ก ๆ บางอย่าง ก่อน
หน้านี้ข้าลอบติดตามเจ้า ด้วยเพราะอยากรู้ว่าเจ้ามี
เคล็ดวิชาหรือพลังอิทธิฤทธิ์อะไรบ้าง ซึ่งมันก็ช่วยเปิด
หูเปิดตาข้าอย่างแท้จริง ราวกับว่าข้าได้พบพานกับ
สหายสนิท ทำให้ข้ารู้สึกอุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง มีเจ้าแก่
หงำเหงือกตายยากผู้หนึ่งบอกว่า เราอาจจะมีมรดกที่
คล้ายคลึงกัน ”
เจ้าแก่หงำเหงือกตายยากงั้นหรือ?
อาจมีมรดกที่คล้ายคลึงกัน?
ปีศาจตนนี้กำลังลอบติดตามเขาเช่นนั้นหรือ?
การหาตำแหน่งของอีกฝ่ายเป็นเรื่องที่ยากมาก ด้วย
เพราะความสามารถในการหลบซ่อนตัวของมันยอด
เยี่ยมมาก แล้วถ้ามันต้องการที่จะติดตามเขา ก็เป็นไป
ไม่ได้เลยที่ อู่ อวี้ จะรู้ว่ามันอยู่ข้างกายตลอดเวลา
หากเป็นเช่นนี้ คาดว่ามันจะต้องล่วงรู้ความลับของเขา
มากมาย
” หมายความว่าอย่างไร ที่ว่ามีบางอย่างคล้ายกัน?
แล้วผู้ใดคือเจ้าแก่หงำเหงือกตายยาก? ต้องการสิ่งใดก็
พูด ๆ มาให้ชัดเจน” อู่ อวี้ ยังไม่แน่ใจว่าปีศาจตนนี้
เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่ ดังนั้นเขาจะต้องระแวดระวัง
ให้มาก อย่างไรเสียมันก็คือปีศาจ อีกทั้งก่อนหน้านี้เขา
ยังเห็นร่างจริงของมัน ซึ่งดูเหมือนจะทำให้มันโกรธ
เป็นอย่างมาก
เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าปีศาจตนนี้จะกล้าเอ่ยขึ้นมาตรง
ๆ ” ที่ข้าบอกว่าเราคล้ายกันนั้นหมายความว่า ข้าเองก็
ได้รับมรดกจากเซียนอมตะเหมือนกัน ถ้าให้ข้าเดาเจ้า
ก็คงมีเหมือนกัน”
เมื่อมันเอ่ยสิ่งนี้ ปากของมันกก็กระตุกเล็กน้อย พร้อม
กับหัวเราะแปลก ๆ
นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีคนรู้ว่า อู่ อวี้ มี
มรดกเซียนอมตะ แม้แต่ลั่วผินก็ยังไม่รู้เรื่องนี้
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ