กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 765: กลอุบาย
แม้แต่ยันต์กระจ่างทุกข์ผนึกวิญญาณเป่ยหมิง ก็ไม่
สามารถทำอะไร อู่ อวี้ คนภายนอกกว่าแปดแสน
ถึงกับรู้สึกสั่นสะท้านในความสามารถทางด้านการ
หลบหนีของเขา
แม้แต่ยอดฝีมืออาณาจักรค้นหาเต๋ามากมาย ก็ถึงกับ
ยังไร้ซึ่งคำจะกล่าว
ใบหน้าพวกเขากลายเป็นหนักแน่นจริงจัง มองหน้า
กันเลิ่กลั่ก ในที่สุดยามนี้พวกเขาก็เข้าใจแล้วว่า ทำไม
อู่ อวี้ จึงกลายเป็นที่จับตามองเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเขา
ค่อนข้างที่จะมีความมั่นใจในด้านการหลบหนีของ
ตนเองไม่น้อย แถมเขายังไม่เคยพลาดพลั้งแม้เพียงครั้ง
แม้แต่ยันต์กระจ่างทุกข์ผนึกวิญญาณเป่ยหมิง เขาก็ยัง
สามารถหลบหนีจากพลังอำนาจของมันได้ เกรงว่า
วิธีการที่จะสามารถจัดการ อู่ อวี้ คงเหลือไม่กี่วิธีเสีย
แล้ว เว้นแต่ว่ายอดฝีมือระดับสูงจะลงมาจัดการกับเขา
ด้วยตัวเอง แต่หากว่าจะทำเช่นนั้นได้ก็จำเป็นจะต้องมี
เหตุผลที่ค่อนข้างเป็นธรรม เนื่องจากว่าตอนนี้ ชวีอิ๋น
แห่งกองทัพมังกรเพลิงก็อยู่ที่นี่ด้วย
บัดนี้คนจากอาณาจักรโบราณเหยียนหวงมองไปภาพ
เหตุการณ์ด้วยความสนอกสนใจ แม้ว่าชาวเป่ยหมิง
จะต้องขายขี้หน้า แต่ว่าคนจากอาณาจักรโบราณเห
ยียนหวงกลับฉีกยิ้มกว้างออกจนหน้าบาน พวกเขา
ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่ารอให้จบสงครามชิง
อำนาจแดนเหนือนี้เสียก่อน พวกเขาจะพยายามทำทุก
วิถีทางเพื่อพา อู่ อวี้ กลับไปยังอาณาจักรโบราณเห
ยียนหวง แม้ว่าครั้งนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่
หลังจากกลับไปแล้ว พวกเขาจะไปประกาศให้ชาวเห
ยียนหวงทุกคนได้รับรู้ คาดว่าคนระดับสูงจะต้องออก
หน้าด้วยตัวเองเพื่อพา อู่ อวี้ กลับไปให้ได้ ความจริง
แล้ว ชวีอิ๋น คิดจะนำสิ่งที่ อู่ อวี้ แสดงออกมากลาง
สงครามชิงอำนาจแดนเหนือนี้กลับไปบอกกล่าวให้กับ
คนระดับสูงในอาณาจักรเหยียนหวงรับรู้จนหมดสิ้น
เสียด้วยซ้ำ ซึ่งหลังจากที่ได้ยินถึงรายละเอียดต่างๆ
คนเหล่านั้นน่าจะทำการตัดสินใจได้ว่าควรจะทำเช่นไร
ในฐานะที่เป็นถึงกองกำลังอันดับหนึ่งภายในดินแดน
โบราณเหยียนหวงนี้ ชวีอิ๋น จึงค่อนข้างมีความมั่นใจ
ยามนี้หากว่าเขานำเรื่องที่ อู่ อวี้ สามารถหลุดรอดจาก
พลังอำนาจของ ยันต์กระจ่างทุกข์ผนึกวิญญาณเป่ย
หมิง กลับไปเล่าให้คนระดับสูงฟัง เรื่องนี้คงไม่
จำเป็นต้องสรุปอะไรให้มากความอีกต่อไป สุดท้ายคน
ผู้นี้ก็คืออัจฉริยะจากอาณาจักรโบราณเหยียนหวง
หากว่ายังปล่อยให้เขารั้งอยู่เช่นนี้ต่อไป เขาจะต้อง
กลายเป็นชาวเป่ยหมิงอย่างแน่นอน อย่างน้อย โย่
วชาง ก็ต้องการที่จะให้มันกลายเป็นเช่นนั้น
สงครามชิงอำนาจแดนเหนือยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด อู่ อวี้
ถือเป็นม้ามืดโดยแท้จริง สุดท้ายเขาจะพุ่งทะยานเข้าสู่
รายชื่อสิบอันดับแรกได้หรือไม่ก็ไม่มีผู้ใดทราบ แต่ผู้ที่
อยู่ในสิบอันดับแรกตอนนี้ต่างก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
ภายในคุกสมุทรวิญญาณ อู่ อวี้ ได้ทำการเริ่มต้นล่า
สังหารปีศาจอีกครั้ง เพื่อรวบรวมสะสมต่าข่าย
วิญญาณมรณะให้ได้มากกว่าผู้อื่น
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเขาสามารถจัดการสิ่งต่างๆได้
อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าแปลกคือ ร่าง
อวตารของ อู่ อวี้ ที่ปรากฏออกมายิ่งมายิ่งเยอะมาก
ขึ้น ทว่าปีศาจที่ตกหลุมพลางกลับยิ่งลดน้อยถอยลงไป
“หรือว่า ปีศาจที่อยู่ภายในคุกสมุทรวิญญาณจะถูก
สังหารไปจนหมดแล้ว? ไม่น่าจะเป็นไปได้ สงครามชิง
อำนาจแต่ละครั้งสมควรมีจำนวนปีศาจที่มากเพียงพอ
นอกจากนี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีปีศาจถูกจับเข้ามา
มากเสียกว่าปีก่อนๆ…”
มันไม่น่าเป็นไปได้ อู่ อวี้ จึงได้ลองถามองค์หญิงโย่ว
เสี่ยดู องค์หญิงโย่วเสี่ยจึงกล่าวตอบในเชิงว่า
สถานการณ์เช่นในตอนนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ปีศาจที่อยู่ภายในคุกสมุทรวิญญาณนั้นมีจำนวน
มากมาย ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความเร็วเฉลี่ยของคนอื่น
ไม่น่าจะทำให้ปีศาจลดจำนวนได้เร็วถึงเพียงนี้
“แล้วสาเหตุมาจากอะไร?”
“เป็นเสด็จพี่ของข้าเอง เขาได้แพร่กกระจายข่าวเรื่อง
ร่างอวตารของเจ้าให้เหล่าปีศาจได้รับรู้โดยทั่วกัน โดย
การป่าวประกาศด้วยเสียงอันดังกึกก้อง”
เช่นนั้นพวกมันจึงไม่ตกหลุมพลางอีกต่อไป
“ข้าเดาว่าปีศาจส่วนใหญ่ที่อยู่ภายในคุกสมุทร
วิญญาณต่างก็รู้ถึงวิธีการของเจ้าหมดแล้ว การที่เจ้าจะ
ใช้ร่างอวตารวางหลุมพลางคงทำได้ยากแล้ว เพราะว่า
ปีศาจรับรู้โดยทั่วกันว่าร่างอวตารของเจ้าไม่มียันต์แสง
ทำลายรัตติกาล ทั้งร่างหลักของเจ้าก็ยังแข็งแกร่งมาก
หากพวกมันพบเจ้าเข้าคงเร่งหลบลี้โดยพลัน”
องค์หญิงโย่วเสี่ยรู้สึกหงุดหงิด “พวกมันเล่ห์เหลี่ยม
เยอะเสียจริง”
หากเป็นเช่นนี้จริงๆ อู่ อวี้ ก็ถึงกับปวดเศียรไม่น้อย
ข้อได้เปรียบของเขาดูเหมือนว่าจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป
แล้ว
“ครั้งนี้เจ้าได้ดึงดูดความสนใจจากคนจำนวนมาก
นอกจากนี้ก็ยังก่อเรื่องข้องใจกับคนมากมาย
เนื่องจากว่าเจ้าไม่ใช่ชาวเป่ยหมิง ดังนั้นทุกคนจึง
เพ่งเล็งมาที่เจ้า หลังจากที่สงครามชิงอำนาจแดนเหนือ
สิ้นสุดลง เจ้าจะต้องคอยอยู่ไม่ห่างกายข้า ไม่เช่นนั้น
ข้ากลัวว่าจะมีคนลอบลงมือทำร้ายเจ้าได้” ในแววตา
ของนางเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและกังวล ไม่คิดว่า
นางจะกลายมาเป็นคนที่อ่อนโยนเช่นนี้ได้
อู่ อวี้ ส่ายหน้าตอบกลับไป แล้วกล่าวว่า “เต๋าของข้า
คือการมุ่งไปข้างหน้า เป้าหมายภายในสงครามชิง
อำนาจแดนเหนือนี้คือการขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ดังนั้นข้า
คงไม่อาจอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆได้ หลังจากออกไปแล้ว
นั่นก็เป็นอีกเรื่อง แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับข้ามากที่สุด
ในตอนนี้คือการสังหารปีศาจให้ได้มากกว่าเดิม”
หากว่าเขาสามารถคว้าอันดับ 1 มาครองได้ เรื่องต่างๆ
ก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ซึ่ง องค์หญิงโย่วเสี่ย ก็เข้าใจในจุดๆนี้เป็นอย่างดี
“ใช่แล้ว หากว่าเจ้าสามารถคว้าอันดับที่ 1 มาครองได้
ก็จะได้รับซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิง แลชื่อเสียงของเจ้า
จะต้องกระฉ่อนไปทั่วทั้งชมพูทวีปโลกธาตุแห่งนี้ ทุก
คนจะต้องรู้จักตัวเจ้า และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่สงคราม
ชิงอำนาจแดนเหนือของจักรวรรดิเป่ยหมิง ได้รับคน
ที่มาจากทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ชื่อเสียงของเจ้าก็จะ
ยิ่งดังกระฉ่อนไปกว่าเดิม หากเจ้าไม่ตกตายที่นี่
หลังจากนี้ย่อมไม่มีใครทำอะไรเจ้าได้อีกต่อไป
ประการแรกแน่นอนว่าอาณาจักรโบราณเหยียนหวง
ย่อมต้องไม่ยินยอม ประการที่สอง คนจากทั่วทั้งชมพู
ทวีปโลกธาตุอาจจะหัวเราะเยาะพวกเราชาวเป่ยหมิง
เอาได้ ขอเพียงแค่เจ้าได้อันดับที่ 1 มาครอบครอง
ย่อมถือว่าเป็นหลักประกันชั้นดีที่สุด”
หากว่าเขาเป็นที่จับตามองมากพอ ทุกคนที่คิดจะลง
มือกับตัวเขา ก็จำต้องกังวลว่าจะต้องขายขี้หน้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเป่ยหมิง เกรงว่าพวกมันอาจจะ
ถูกตีตราว่าไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ อู่ อวี้
“หากว่าไม่สามารถคว้าอันดับที่ 1 มาได้ ก็จะต้องลอง
พยายามเพื่อเข้าสู่รายชื่อ 10 อันดับแรกให้ได้ ยิ่งมี
อันดับสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น”
ตอนนี้เขาไม่มีคนคอยหนุนหลัง ซึ่งที่พึ่งพิงเพียงที่เดียว
ก็คือองค์หญิงโย่วเสี่ย ซึ่งดูเหมือนเวลานี้ก็จะไม่
เพียงพอต่อไปแล้ว เขาจะต้องปากกัดตีนถีบ ไม่อาจ
เป็นเต่าหดหัวไปได้ตลอด ดังนั้นเขาจึงต้องพยายาม
อย่างสุดความสามารถ ไม่ได้จะอวยตัวเองเสียเท่าไหร่
แต่ในแง่ของพลังต่อสู้แล้ว เขานับว่าอยู่ในระนาบสูง
เช่นเดียวกับอัจฉริยะอื่นๆ แถมยังไม่น้อยหน้าอีกด้วย
หากเป็นสุดยอดอัจฉริยะ ไม่ว่าจะไปแห่งหนใดก็ล้วน
ได้รับการต้อนรับ ในตอนนี้ อู่ อวี้ ต้องการจะทำให้
ชื่อเสียงของตนเองโด่งดังไปมากกว่านี้ เพื่อให้ผู้คน
จดจำและตราจรึง!!
“ข้าต้องหาวิธีการเพื่อให้ได้อันดับที่ 1 มาครองให้ได้
หากมีการเปลี่ยนแปลงอะไร เจ้าจะต้องมาบอกข้า
ทันที”
ในด้านนี้องค์หญิงโย่วเสี่ยไม่อาจจะช่วยเหลือเขาได้ อู่
อวี้ ปล่อยให้นางกลับไปจัดการเรื่องราวต่างๆของ
ตนเอง ไม่ว่ายังไงการที่นางมาที่นี่ก็เพื่อยกระดับ
พัฒนาฝีมือของตนเอง
หลังจากผ่านไปประมาณยี่สิบกว่าวัน อู่ อวี้ ก็เริ่ม
กระวนกระวาย เขาลองมาแล้วหลากหลายวิธี แต่
ความเร็วในการได้รับตาข่ายวิญญาณมรณะก็ลดลงไป
อย่างน่าใจหาย ในเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาเพิ่งจะ
ได้รับตาข่ายวิญญาณมรณะมาเพียงแค่ 30 กว่าชิ้น
เท่านั้น
ด้วยความเร็วที่ตกลงเช่นนี้ แต่คนอื่นๆกลับรักษาระดับ
ความเร็วเท่าเดิม ตอนนี้อันดับของเขาน่าจะตกมาอยู่ที่
อันดับ 50 กว่าๆ ยังเหลือเวลาอยู่อีกประมาณ 2 เดือน
หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ คาดว่าเขาน่าจะร่วงลงสู่ 100
อันดับ หรืออาจจะอยู่ในอันดับ 200 ก็เป็นได้
เมื่อถึงเวลานั้น คาดว่าเขาคงต้องถูกกลบฝังและไม่มี
ผู้ใดให้ความสนใจเขาอีก
ทุกคนที่อยู่ด้านหลังก็เร่งไล่ตามมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่อถึงช่วยท้ายๆ ปีศาจก็จะปรากฏตัวออกมา
อย่างมากมาย ต่อสู้เพื่อที่จะให้ได้รับมาซึ่งยันต์แสง
ทำลายรัตติกาล เมื่อมองดูจากเครื่องกำเนิดภาพ จะ
เห็นได้ว่ามีการต่อสู้ปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งหน มีเพียง
แค่ อู่ อวี้ ที่อยู่เพียงลำพัง ตามหลักของการต่อสู้แล้ว
เขาก็ไม่นับว่ามีข้อได้เปรียบอะไรมาก เพราะว่าภายใน
ที่แห่งนี้มีผู้ฝึกตนอัจฉริยะอาณาจักรจิตเทวะระดับที่ 9
และ ระดับที่ 10 อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ละคนเป็น
ผู้ที่มีฝีมือสูงส่งกว่าเขามาก
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วอีกหนึ่งเดือน ตอนนี้เขา
เริ่มค่อยๆจางหายไปจากความสนใจของผู้ชม เรื่องนี้
ถือว่าค่อนข้างอันตรายสำหรับ อู่ อวี้ ไม่น้อย
เนื่องจากว่าทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าเขาได้รับสืบทอดมรดก
ขั้นสูงมา แต่ทว่าเขากลับไม่มีบทบาทแม้แต่น้อย
เวลาอีก 2 เดือนที่เหลือ หากเขาไม่สามารถหาทาง
แก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้ได้ หลังจากออกไปเขา
จะต้องพบเจอปัญหาตามมามากมายอย่างแน่นอน
ผู้ที่มีความสุขมากที่สุดในยามนี้ก็น่าจะเป็น องค์ชาย
โย่วเหยียนและพรรคพวกของมัน แม้ว่าพวกมันจะไม่
สามารถสังหาร อู่ อวี้ แต่ก็ได้มอบบาดแผลที่ค่อนข้าง
หนักหน่วงให้กับเขาไปแล้ว
ทุกวันนี้คนภายนอกแปดแสนคน ต่างก็พูดคุยดูถูก อู่
อวี้ ด้วยถ้อยคำหยามเหยียดต่างๆนานา วิธีการใช้ร่าง
อวตารในการล่าของ อู่ อวี้ จริงแล้วเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
แต่ทว่ากฏระเบียบก็ยังอนุญาตให้ผู้อื่นเปิดโปงวิธีการ
ของเขาด้วยเช่นกัน เพราะอย่างไรก็ตามนี่คือการ
แข่งขัน ยามเมื่อปีศาจเห็นถึงร่างอวตารของเขา พวก
มันก็จะเร่งหนีทันที เนื่องจากตระหนักได้ว่าเป็นกับดัก
แม้จะกล่าวได้ว่าเขาไม่ค่อยมีความหวังมากนัก แต่ อู่
อวี้ กลับยังคงมีทีท่าสงบนิ่ง เขากับ หมิงซวง กำลังคิด
หาวิธีอยู่ แม้ว่าความเร็วในการค้นหาปีศาจจะค่อนข้าง
เชื่องช้า แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมแพ้
“เป็นอะไรไป กลัวแล้วรึไง? เพราะถูกจับตามากเกินไป
ผลลัพธ์จึงเป็นแบบนี้ยังไงเล่า” หมิงซวง กล่าว
“ไม่เห็นจะมีสิ่งใดต้องกลัว ข้ารู้ว่าเต๋าเป็นเช่นไร ความ
กลัวสุดท้ายก็จะทำให้พบกับความตาย และถึงแม้ว่า
จะต้องตายก็ยังดีกว่าต้องอยู่อย่างไร้จุดหมาย สิ่งที่
ต้องการคือหัวใจเต๋าที่สูงส่ง” อาจจะเป็นไปได้ว่าใน
ยามที่อยู่ในเส้นทางเซียนบรรพกาล เขาได้พบกับ
สมบัติแสนมหัศจรรย์ที่ฉีเทียนต้าเซิ่นได้หลงเหลือ
เอาไว้ให้ ในด้านของความเข้าใจเกี่ยวกับเต๋าของ อู่ อวี้
ในตอนนี้จึงถือว่ามีความรุดหน้าไปมาก และยังเป็น
สาเหตุที่ว่าทำไมเขาจึงทำจิตใจให้สงบได้เมื่อต้อง
เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ และเขาก็
ไม่เคยรู้สึกเสียใจในการตัดสินใจของเขาเลยสักครั้ง
ยังเหลือเวลาอีก 2 เดือน ยังเร็วไปที่จะกล่าวคำว่าจบ
สิ้นออกมา
เขามีลางสังหรณ์ว่ายังไม่ใช่จุดจบของเขา ฉับพลันใน
เวลานี้ หนานซาน หวางเยว่ ก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้อง
หน้าเขา มันส่งยิ้มอย่างมีเลศนัย ถึงแม้รูปลักษณ์ของ
มันจะสง่างามเพียงใด แต่ อู่ อวี้ กลับรู้สึกว่ามันเป็น
สุกรอัปลักษณ์ตัวหนึ่งเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าเจ้ากำลังจะพบความน่าลำบากไม่น้อย
เชียวนะ เฮ้อ….ใช่ถูกรังแกมาหรือไม่ อยากให้ข้าช่วยรึ
เปล่าเอ่ยย?”
“อย่ามายุ่งกับข้า เสียเวลา!!”
“โอ้ จิงเหยอ? แต่ข้ามีความวิธีที่จะช่วยให้เจ้าคว้า
อันดับที่ 1 มาได้นา เป็นไงน่าเหลือเชื่อมั้ยเล่า”
หนานซาน หวางเหยว่ มองเขาพร้อมกับยกยิ้มขึ้น
จากนั้นก็โบกสะบัดพัดที่อยู่ในมืออย่างสบายใจเฉิบ
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ