กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 77 : ยันต์ศักดิ์สิทธิ์คุ้มกาย
ข่าวคราวการมาเยือนของ เฟิง ซัวหยา นับเป็น
ความลับประการนึงที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
อู่ อวี้ ที่ก าลังฝึกฝนอยู่ในนั้นก็ก าลังพยายามท าให้
มหาเคล็ดเทียนเซียน มาช่วยให้ บัญญัติก่อก าเนิด ทั้ง
สองมีความเสถียรยิ่งยวด
ในขณะที่ อู่ อวี้ ก าลังจมดิ่งสู่ห้วงแห่งเคล็ดวิถีบ่ม
เพาะนั้น จู่ๆก็ได้มีเสียงคนตะโกน “อู่ อวี้” ดังขึ้น เขา
จึงตกใจและรีบเปิดเปลือกตาขึ้นในทันที จากนั้น
ดวงตาคู่สีทองสุกสกาวก็ได้มองไปร่างมนุษย์ผู้หนึ่ง
“ท่านอาจารย์!”
จริงๆเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เฟิง ซัวหยา ผู้
เป็นอาจารย์ของเขาจะปรากฏตัวกระทันหันเช่นนี้
เฟิง ซัวหยา ที่เป็นเซียนกระบี่ไร้เทียมทานนั้น มี
ใบหน้าเย็นชา กระทั่งพู่กระบี่ก็ยังเป็นสีขาวโพลน ท า
ให้เหล่าผู้คนไม่กล้าที่จะสบตามองโดยตรง
ใบหน้าของชายกลางคนผู้หล่อเหลาเช่นนี้ ท าให้
สามารถดึงดูดอิสตรีให้ลุ่มหลงหัวปักหัวป าได้อย่างไม่
ยากเย็น
“ ไม่เจอกันเพียงไม่กี่เดือน เจ้ากลับสามารถเข้าสู่
ขั้นหลอมรวมลมปราณได้แล้ว มิหน าซ้ ายังเป็นขั้นที่ 2
กระทั่งตัวข้าเอง ก็ยากที่จะให้เชื่อสายตา!”
ในตอนนี้ อู่ อวี้ ได้แสดงความประหลาดใจพร้อมทั้งดี
ใจออกมาอย่างเก็บอาการไม่อยู่ ซึ่งขณะเดียวกันเขา
เองก็สัมผัสได้ถึงความภาคภูมิใจผ่านทางแววตาของ
อาจารย์ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย
กล่าวว่า เฟิง ซัวหยา แม้อาจจะไม่ได้ให้ค าชี้แนะใดๆ
แก่เขา แต่เขาก็เป็นบุคคลที่ อู่ อวี้ เคารพนับถือ
อู่ อวี้ ยิ้มรับอย่างนอบน้อม พร้อมเอ่ยถามออกไปว่า
“ท่านอาจารย์ ท าไมถึงมายังนคร เย่วอู่ ได้ มีเหตุ
ส าคัญประการใดหรือไม่?”
เช่นนี้ อู่ อวี้ จึงกล่าวเข้าตรงประเด็น อีกฝุายจึงตอบ
โดยไม่อ้อมค้อม “ที่ข้ามาในวันนี้ ก็เพื่อตามเจ้า
กลับไป”
“กลับไป?” ที่จริง ซ่างเซียนผู้พิทักษ์อาณาจักรแห่ง
มนุษย์จะต้องประจ าการอยู่ 10 ปีไม่ใช่หรือ แล้วผ่าน
ไปเพียงไม่กี่เดือน ท าไม เฟิง ซัวหยา ถึงต้องมาตาม
เขากลับเช่นนี้ด้วย?
เมื่อเห็น อู่ อวี้ ฉงนสงสัย เฟิง ซัวหยา จึงกล่าวออกไป
ว่า “มีสองเหตุผล ข้อแรกเมื่อไม่กี่วันก่อนข้าได้ไปยัง
ทะเลตะวันออกเพื่อไปพบหน้ากับ ปีศาจเจ็ดทะเล
แดง และได้บอกกล่าวกับพวกมันว่า ‘โย่ว จีหลิง’ได้
ตกตาย และพวกมันก็ยืนกรานว่าจะไม่ลามือจากเรื่อง
นี้ บางทีอาจเป็นไปได้ว่าพวกมันก าลังมุ่งหน้ามาหา
เจ้า ข้าจึงจ าเป็นจะต้องพาเจ้ากลับไป”
เพราะอย่างไรแล้ว เฟิง ซัวหยา ก็มิอาจปกปูอง อู่ อวี้
ที่อยู่ภายใน นครหลวงเย่วอู่ เช่นนี้ได้
ปีศาจเจ็ดทะเลแดง เป็นผู้ฝึกตนแห่งวิถีมารที่มี
ชื่อเสียงในย่านนี้อย่างมาก ด้วยตัวตนอันน่ากลัวของ
มันที่มีกองก าลังกว่าหลายหมื่นชีวิต ท าให้กลุ่ม ‘ทะเล
แดง’ ได้มีอาณาเขตใหญ่โตกว่า อาณาจักรบูรพาเย่วอู่
อยู่มากนัก
ก่อนหน้านี้ เฟิง ซัวหยา บอกกล่าวกับ อู่ อวี้ ว่าไม่
ต้องกังวลเรื่อง ‘ปีศาจเจ็ดทะเลแดง’ ดังนั้นเขาจึงไป
เจรจาด้วยตนเอง แต่กระนั้นอีกฝุายกลับแข็งกร้าวไม่
ยอมประนีประนอมอยู่ฝุายเดียว ปัญหานี้จึงยังแก้มิ
ตก
อู่ อวี้ จึงเข้าใจความจ าเป็นว่าในเวลานี้เขาสมควร
กลับไปยัง นิกายกระบี่สวรรค์ โดยไม่มีทางเลือก
“แล้วข้อที่สองล่ะขอรับ?” อู่ อวี้ เอ่ยถามขึ้น
เฟิง ซัวหยา กล่าวอย่างระมัดระวัง “เรื่องนี้นับเป็นม
หันตภัย เทือกเขาครามได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
อาจจะส่งผลกระทบรากฐานในอนาคต ข้าจึงได้เรียก
ตัวเหล่าบรรดาศิษย์ที่ออกไปประจ าต าแหน่งผู้พิทักษ์
ให้กลับมาทั้งหมด”
“เรื่องอะไรร้ายแรงถึงเพียงนั้น!” กระทั่ง เฟิง
ซัวหยา ยังกล่าวว่าเป็นเรื่องใหญ่โต ฉะนั้นเรื่องนี้
จะต้องเป็นภัยคุกคามยิ่งกว่า ปีศาจเจ็ดทะเลแดง เสีย
อีก
เฟิง ซัวหยากล่าว “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าด้วย ไว้
กลับไปเจ้าจะรู้เอง”
การที่ไม่กล่าวออกไปในตอนนี้ บางทีคงเป็นเพราะ
เรื่องที่ยากจะเข้าใจ
แต่จากทั้งสองสาเหตุนี้ แน่นอนว่าเขาจ าต้องกลับไป
ยัง นิกายกระบี่สวรรค์
อู่ อวี้ จึงถามต่อว่า “ท่านอาจารย์ เราจะเดินทางตอน
ไหน?”
“ทันที”
อู่ อวี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะต้องพลัดพรากจาก อู่ หยู๋
รวดเร็วเพียงนี้ ถ้าตนเดินทางในตอนนี้ หาก เจียง จุน
หลิน และ ปีศาจเจ็ดทะเลแดง ได้เดินทางมายัง นคร
หลวงเย่วอู่ แล้วละก็ อู่ หยู๋ จะต้องตายอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกที่ฝึกฝนวิถีแห่งมาร พวก
มันสามารถเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์โดยไม่สนใจใครหน้าไหน
“ท าไม มีเรื่องอะไรเช่นนั้นรึ?” เฟิง ซัวหยาที่เห็น
ว่า อู่ อวี้ ก าลังลังเล จึงได้เอ่ยถามขึ้น
อู่ อวี้ ได้กล่าวถึงเรื่องความขัดแย้งระหว่างตนกับ
เจียง จุนหลิน ให้ฟัง ซึ่งบังเอิญว่า อู่ หยู๋ ก็ติดร่างแห
จากเรื่องนี้ด้วย
หลังจากที่ เฟิง ซัวหยา ครุ่นคิดอยู่นาน เขาจึงมองไป
ยัง อู่ อวี้ และกล่าวว่า “กล่าวตามตรง หากเดินบน
เส้นทางแห่งเต๋าแล้ว เจ้าควรจะตัดเรื่องในทางโลกได้
แล้ว”
“ท่านอาจารย์ แต่ข้าไม่สามารถตัดได้” ในเรื่องนี้ อู่
อวี้ ได้แสดงทัศนคติของเขาออกมา
เฟิง ซัวหยาถอนหายใจออกมา เขาไม่สามารถแข็งใจ
ฝืนได้อีกต่อไป จึงกล่าวไปว่า “เอาล่ะ เข้าใจแล้ว
อย่างแรกข้าจะเขียนหนังสือไปถึง เจียง เซี่ย ผู้น า
พรรคจงหยวน ให้มันอบรมสั่งสอนบุตรชายให้ดีกว่านี้
ส่วนอย่างที่สอง เรื่องของปีศาจเจ็ดทะเลแดง มัน
ค่อนข้างจะยุ่งยากเล็กน้อย”
เพราะยังไงแล้ว พวกที่ฝึกฝนวิถีแห่งมารนั้น เป็นพวก
ที่ไม่ชอบท าตามกฎและจัดการรับมือได้ยาก
“ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หากพวกมันรู้ว่าเจ้าได้กลับไปยัง
นิกายกระบี่สวรรค์ ก็คงจะไม่มาตามราวีที่ นครหลวง
เย่วอู่ แล้วล่ะ แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน….”
เขาได้ขมวดคิ้วลงและครุ่นคิดอยู่สักพัก
“ท่านอาจารย์ มีสมบัติอะไรที่สามารถช่วยปกปูอง
นางหรือไม่? ศิษย์จะไม่ขอท่านมาเฉยๆ ในอนาคต
ศิษย์จะใช้คืนให้ท่านอาจารย์อย่างแน่นอน!” อู่ อวี้
กล่าวออกมาอย่างร้อนรนจริงจัง
“ไร้สาระ” เฟิง ซัวหยา ถลึงตามองใส่ พร้อมกล่าว
ว่า “ข้า เฟิง ซัวหยา เป็นอาจารย์ของเจ้า ไฉนให้ของ
ศิษย์จะต้องรับคืนด้วย! จะว่าไปข้าก็มีสมบัติที่เหมาะ
กับสถานการณ์เช่นนี้อยู่ แต่แรกมันก็เป็นสมบัติที่ข้า
ได้เตรียมไว้ให้เจ้า ฉะนั้นจะน าไปใช้ยังไงก็แล้วแต่ตัว
เจ้าจะตัดสินใจ”
เฟิง ซัวหยานั้นเป็นบุคคลที่เขานับถืออย่างสุดหัวใจ
ซึ่งเขาเองก็ไม่คิดไม่ฝันเช่นกันว่าเขาจะเตรียมมอบ
สมบัติวิเศษให้แก่ตนเช่นนี้
เฟิง ซัวหยาไม่ได้กล่าวอะไรออกมา ในมือพลันล้วง
เข้าไปในถุงจักรวาล ต่อจากนั้นในมือของเขาก็คีบ
แผ่นยันต์สีเหลืองที่มีลวดลายอักขระน่าพิศวงลี้ลับ
อักขระที่บิดเบี้ยวไปมานั้นได้แสดงถึงความเร้นลับที่
แผ่ซ่านออกมา ซึ่งอักขระนั้นมีอยู่ 2 ค าด้วยกัน ค า
แรกคือ ‘ส่งเสริม’ ส่วนอีกค าคือ ‘ปกปักษ์’
เมื่อแผ่นยันต์นี้ถูกหยิบน าออกมา บรรยากาศโดยรอบ
ถึงกับปรากฏความปั่นปุวนอย่างน่าตกใจ เห็นได้ชัดว่า
ยันต์แผ่นนี้มีล้ าค่ายิ่ง แถมคุณค่ามันอาจเหนือยิ่งกว่า
ยันต์เพลิงสีทอง จนเทียบกันไม่ติดฝุน
“มันคือ ‘ยันต์ศักดิ์สิทธิ์คุ้มกาย’ เป็นของที่ข้าได้มา
จากซากอารยธรรมโบราณ มันแข็งแกร่งเกินกว่าข้าที่
อยู่ในขั้นสร้างแกนนภาจะสามารถสร้างออกมาได้
อย่างน้อยข้าก็ไม่สามารถสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาได้อย่าง
แน่นอน แต่เดิมมันเป็นสิ่งของที่ข้าจะมอบให้กับเจ้า
เพื่อปกปูองชีวิต เมื่อเจ้าถูกโจมตีอย่างรุนแรง ยันต์นี้
จะเริ่มท างานฉับพลัน มันจะปล่อยม่านพลังทรงกลม
ขึ้นมาปกปักษ์พิทักษ์เจ้าไว้ แถมยันต์นี้ ยังมีตรา
ประทับวางเอาไว้อีกชั้น ตราบใดที่ข้าได้ประทับตรา
เอาไว้บนตัวข้า พอยันต์นี้ได้ถูกใช้ออก ยันต์ศักดิ์สิทธิ์
คุ้มกายจะกางม่านพลัง พร้อมกับพาเจ้าบินกลับมาหา
ข้าด้วยความเร็วสูงทะยาน กล่าวได้ว่ามันสามารถ
ช่วยชีวิตเจ้าได้หนึ่งครั้ง ซึ่งข้าได้เตรียมยันต์นี้ไว้สอง
แผ่นด้วยกัน แผ่นแรกข้าได้เตรียมมอบให้แก่ หยานห
ลี่ ส่วนแผ่นที่สองข้าได้เตรียมไว้เพื่อมอบให้แก่เจ้า”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อ ยันต์
ศักดิ์สิทธิ์คุ้มกาย เริ่มท างาน หากไม่ใช่ยอดฝีมือ ขั้น
สร้างแกนนภา ยังไงก็ไม่สามารถท าลายหรือยับยั้งมัน
ได้ ถึงแม้จะสามารถใช้ออกได้เพียงครั้งเดียว แต่มัน
สามารถรักษาชีวิตไว้ เจ้าว่ามันเป็นสมบัติวิเศษล้ าค่า
หรือไม่?”
เจตนาของ เฟิง ซัวหยา แต่เริ่มแรกนั้นคือการมอบ
ยันต์ทั้งสองให้แก่ศิษย์คนส าคัญของเขา
แต่ว่าในตอนนี้ อู่ อวี้ ต้องการที่จะตัดสัมพันธ์ทางโลก
“ประโยชน์ของสมบัติชิ้นนี้ ข้าก็ได้บอกไปแล้ว
สุดท้ายแล้วเมื่อข้าได้มอบให้แก่เจ้า เจ้าจะน าไปใช้
เช่นไรก็สุดแล้วแต่การตัดสินใจของตัวเจ้าเอง”
เฟิง ซัวหยา เป็นอาจารย์ที่เคารพการตัดสินใจของ
ศิษย์ เขาไม่มาก้าวก่ายความคิดของ อู่ อวี้ ตั้งแต่การ
เลือกศาตราแห่งเต๋าที่เป็นพลองแล้ว
“ท่านอาจารย์ ข้าจะน ามันไปมอบให้แก่ท่านพี่”
“การจะใช้งานนั้นนั้น จ าเป็นจะต้องให้ผู้ใช้ท า
พันธะโดยประทับเลือดลงไปบนยันต์ ข้าจะรอเจ้าอยู่
ที่ด้านนอกนครหลวงเย่วอู่”
เฟิง ซัวหยาไม่ได้ออกความคิดเห็นใดๆ เพราะเขารู้อยู่
ก่อนแล้วว่า อู่ อวี้ จะตัดสินใจเช่นไร หลังจากที่กล่าว
จบ เขาก็ได้เดินออกไปเพื่อมอบเวลาให้แก่ อู่ อวี้ และ
อู่ หยู๋ ได้ร่ าลา
“ขอบคุณท่านอาจารย์มาก!”
กล่าวได้ว่า เป็นอาจารย์เพียงหนึ่งวัน แต่เป็นบิดาไป
ชั่วนิจนิรันดร์
เมื่อ เฟิง ซัวหยา เดินจากไป อู่ อวี้ ได้ท าการกราบ
ค านับ
การที่ เฟิง ซัวหยา ได้มอบสมบัติวิเศษให้แก่ อู่ อวี้ แต่
กลับน าไปให้พี่สาวของตน และเขาไม่ได้กล่าวห้าม
หรือต าหนิ นั้นถือว่าเป็นความเมตตาอย่างสุดซึ้ง
การที่เทือกเขาครามเกิดมหันตภัยขึ้น ซึ่งท าให้เขาไม่มี
เวลาเหลือมากนัก ท าให้ อู่ อวี้ ได้มาถึงพระราชวังจิ้ง
อานที่ อู่ หยู๋ พ านักอยู่ในตอนนี้อย่างรวดเร็ว ขณะนี้
นางก าลังอ่านหนังสือที่ฮ่องเต้องค์ก่อนได้ร่างไว้ใน
อดีต
เมื่อเห็นนางมีจิตใจจดจ่อเช่นนี้แล้ว ท าให้ค าพูด
มากมายที่อยากจะเอ่ยอ าลาของ อู่ อวี้ ก็จุกอยู่ที่คอ
จนไม่สามารถเอ่ยวาจาใดๆ
“ท่านพี่ ข้าจ าต้องไปแล้ว”
หมื่นล้านค าพูดที่อยากจะเอื้อนเอ่ย แต่กลับย่อ
กลายเป็นค าเรียบง่าย
“ดีแล้ว” อู่ หยู๋ ได้ยิ้มบางๆขึ้นมา จากนั้นนางได้
เดินมายังเบื้องหน้า และจัดระเบียบเสื้อของ อู่ อวี้ ให้
เข้าที่เข้าทาง จากนั้นกล่าวต่อว่า “จ าเอาไว้ว่าชั่วชีวิต
นี้ข้าจะเฝูาคิดถึงเจ้าตลอดไป”
“ท่านพี่…”
ในตอนนี้ อู่ อวี้ ไม่สามารถเอ่ยค าใดออกมาได้อีก
“ไม่ใช่ว่าหลังจากนี้เราจะไม่ได้พบกันอีกซักหน่อย”
อู่ หยู๋ กล่าว
ใช่แล้ว วันเวลายังอีกยาวไกล
ในตอนนี้ อู่ หยู๋ มีเหล่ายอดฝีมือที่คอยพิทักษ์อารักขา
แถมยังไม่มีใครรู้อีกด้วยว่า อู่ อวี้ ได้จากไปแล้ว จึง
กล่าวได้ว่าทั่วทั้ง อาณาจักรบูรพาเย่วอู่ นั้น ไม่มี
มนุษย์คนใดที่สามารถท าอันตรายต่อนางได้อีก
แต่ส าหรับเหล่าผู้ฝึกตน….
อู่ อวี้ ไม่กล่าวอะไรมาก เขาพลันกรีดผิวหนังของ อู่
หยู๋ และจับเลือดหยดประทับลงบน ยันต์ศักดิ์สิทธิ์คุ้ม
กาย จากนั้นก็ได้ส่งมอบยันต์นี้ให้แก่ อู่ หยู๋ และกล่าว
ออกไปว่า “นี่คือของขวัญจากข้า เมื่อเห็นมันก็เหมือน
ได้เห็นข้า อย่าได้น ามันออกห่างจากกายเด็ดขาด
แม้กระทั่งยามอาบน้ า ก็อย่าได้กลัวว่าจะเปียก ยาม
เผชิญไฟก็อย่าได้กลัวมันจะถูกไหม้เผา”
“ตกลง” อู่ หยู๋ รับของจาก อู่ อวี้ มาอย่าง
ระมัดระวัง นางรู้ว่าสิ่งที่ อู่ วี้ ให้มานั้น มันคือสิ่งของ
ที่จะปกปูองรักษาชีวิตของนางเอาไว้ ซึ่งมันจะท าให้
อู่ อวี้ สามารถออกไปจากที่นี่ได้อย่างสงบ
“จงไปอย่างวางใจเถอะ” อู่ หยู๋ ได้ตบลงบนบ่าของ
อู่ อวี้ อย่างแผ่วเบา นางได้ยิ้มอย่างอ่อนโยนเพื่อเป็น
การบอกลา อู่ อวี้ ครั้งสุดท้าย
“ความจริงแล้ว ครั้นที่เจ้าก าลังจะจากไปเพื่อรบ
ทัพจับศึกกับเฉกเช่นยามนี้มันก็ไม่ได้แตกต่างกันอันใด
เพียงแค่ตอนนี้เจ้าก าลังจะไปต่อสู้บนวิถีแห่งผู้ฝึกตน
เท่านั้น”
อู่ อวี้ เข้าใจแล้วถึงความคิดของนางแล้ว
“จ าไว้ว่ามันจะเป็นเหมือนเก่า ข้าจะไม่ยอมตกตาย
อย่างเด็ดขาด ท่านพี่ แล้วไว้พบกันใหม่!”
อู่ อวี้ หมุนกายและได้ก้าวทะยานออกไปจาก
พระราชวังจิ้งอาน อย่างอาจหาญ!
สองเท้าเหยียบพ้น ‘พระราชวังจิ้งอาน’ ย่ ากรายผ่าน
‘ตัวพระราชวังหลัก’ ทะยานออกสู่ ‘อาณาจักรบูรพา
เย่วอู่’!
ทุกก้าวย่างที่เหยียบลงไปล้วนเป็นก้าวแห่งการเดิน
เพื่อไล่ตามวิถีแห่งเซียนอมตะ!
อู่ หยู๋ ที่อยู่ในห้องโถงพระราชวังนั้น ได้มองไปยังทิศที่
อู่ อวี้ จากไป จากนั้นน้ าตาของนางก็ได้ไหลรินออกมา
จนกระโปรงเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ าตา
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ