กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 781: อาจหาญไม่เกรงกลัว
การต่อสู้ครั้งได้เริ่มขึ้นแล้ว
องค์ชายโย่วเหยียนเป็นเสมือนดั่งสายรุ้ง ราวกับเทพ
สงคราม ไม่ว่าจะเป็นด้านใดล้วนเหนือกว่าต้วนอี้ทั้งสิ้น
นี่เป็นเพียงแค่การโจมตีจากพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง
ความน่าเกรงขามของมันแทบจะกลืนกิน อู่ อวี้ เลยก็ว่า
ได้ คนภายนอกมองเห็นเขาผ่านเครื่องกำเนิดภาพ ยังคิด
ว่าเขาจะต้องถูกองค์ชายโย่วเหยียนสยบอย่างสมบูรณ์
“ช้าก่อน” ทุกคนรู้สึกตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง ทันใดนั้น อู่
อวี้ ใช้เคล็ดวิชาก้าวเทวะ หลบหนีการโจมตีของคู่ต่อสู้
ออกมาได้อย่างรวดเร็ว
เขาปรากฏตัวต่อหน้าฝูงชน ดวงตาลึกล้ำสง่างามมองไป
ยังองค์ชายโย่วเหยียนแล้วกล่าวว่า ” เจ้าจะรีบร้อนไปไย
แล้วคำสัตย์สาบานของเจ้าล่ะ?”
สำหรับ อู่ อวี้ นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก ด้วยนี่คือเหตุผลที่เขา
มาที่นี่ในวันนี้ ไม่เช่นนั้นคงไม่จำเป็นต้องเสี่ยงท้าทายคู่
ต่อสู้เช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังถือเป็นการพิสูจน์ความแข็งแกร่งของ
ตัวเอง แม้ว่าจะมีคนมากมายรายล้อมเขาอยู่ เมื่อใดที่
เขารู้สึกไม่พอใจเขาสามารถจากไปได้ทันที แถมยังมี
ยันต์แสงทำลายรัตติกาลที่ยังไม่ได้ใช้อีก ซึ่งไม่มีผู้ใด
สามารถทำอันใดเขาได้
“น่าเบื่อ” องค์ชายโย่วเหยียนตอบอย่างเย็นชา เขาหยุด
แล้วกล่าวว่า ” ข้าให้สัตย์สาบานว่าหลังจากออกไป ข้า
จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ไม่ทำร้าย
ครอบครัวญาติพี่น้องของ อู่ อวี้ หากตระบัดสัตย์ขอให้
ตกตายไปทั้งร่างกายและวิญญาณ!”
“ทุกคนเป็นพยานกับคำสัตย์สาบานที่ข้าได้ลั่นวาจา
ออกไป “อย่างน้อยก็เป็นข้อจำกัดสำหรับมัน อู่ อวี้ มา
เพราะต้องการได้ยินคำสัตย์สาบานออกมาจากปากของ
มัน
นอกจากนี้ไม่ใช่เพียงแค่องค์ชายโย่วเหยียนเท่านั้น แต่
มากกว่า 20 คนที่กำลังรายล้อมเขาอยู่จะต้องให้สัตย์
สาบานด้วย เช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นวันนี้ อู่ อวี้ คงไม่มา
ต่อสู้ด้วย
หลังจากนั้นคนอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ กล่าวตาม ในที่สุดคำสัตย์
สาบานก็เสร็จสิ้นลง อันที่จริงพวกมันหาได้สนใจในคำ
สัตย์สาบานนี้ไม่
“ถ้าเช่นนั้นก็มาต่อกันได้แล้ว” องค์ชายโย่วเหยียน สะบัด
กระบี่หนักห้วงทรายทมิฬเทวะในมือของมัน แล้วพูดขึ้น
ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ได้เลย” ไม่ว่าสัตย์สาบานนี้จะบรรลุผลมากน้อยเพียงใด
อู่ อวี้ ก็พยายามอย่างที่สุดแล้ว
หลังจากนั้น เขาก็ปลดปล่อยระเบิดความบ้าคลั่งของตน
ออกไปทันที
เขาวางแผนสำหรับเรื่องนี้มานานกว่า 20 วัน
หลังจาก อู่ อวี้ ตกปากรับคำ แน่นอนว่าองค์ชายโย่วเห
ยียนก็ไม่สามารถทานทนได้อีกต่อไป
ทั้งความอัปยศหดหู่ และ ความคับข้องใจที่อัดแน่นมา
ยาวนานกว่า 20 วัน ความรู้สึกเหล่านี้ถูกถ่ายโอนไปยัง
พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง และ ศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณกระบี่หนักห้วงทรายทมิฬเทวะ ที่ถูกตวัดฟาด
ฟันปลดปล่อยพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวออกไป
มันเริ่มลงมืออย่างเด็ดขาด ผู้คนต่างเห็นว่ากระบี่หนัก
ห้วงทรายทมิฬเทวะ ได้ระเบิดแปรเปลี่ยนกลายเป็น
ทรายทมิฬอย่างกะทันหัน หลังจากนั้นก็ควบแน่น
กลายเป็นมังกร หมุนวนฉวัดเฉวียนอยู่รอบกายองค์องค์
ชายโย่วเหยียน เวทของมันคล้ายคลึงกับวงเวทวัฏจักร
ทรายอนันต์ของ อู่ อวี้!
นี่คือวันสุดท้ายของการแข่งขัน เป็นเสมือนดังการสิ้นสุด
ของสงคราม ฝูงชนกว่า 800,000 คน นับว่าเป็นห่วง
กังวลกับเรื่องนี้ไม่น้อย
“ไปลงนรกซะ!” องค์ชายโย่วเหยียนประเคนโทสะลงไป
ในการโจมตี ชั่วครู่คุกสมุทรวิญญาณก็ถูกฉีกกระชาก
แบ่งแยกออกเป็น 2 พวยพุ่งเข้าหา อู่ อวี้!
ตอนนี้ อู่ อวี้ ได้ปลดปล่อยความแข็งแกร่งออกมาถึงขีด
สุด กายเนื้อยกระดับขึ้นสู่จุดสูงสุด พลองหมื่นมังกรใน
มือของเขา ขยายใหญ่พุ่งทะยานขึ้นจะดูราวกับเสาค้ำ
ยันสวรรค์ แล้วทันใดนั้นเองก็สามารถแลเห็นได้ว่าแขน
ของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาได้ใช้เคล็ด
ระเบิดพลังคลั่งเสริมเข้าไปในการโจมตีครั้งนี้ด้วย
หลังจากนั้นก็กระตุ้นวงเวทวัฏจักรทรายอนันต์ของ
พลองหมื่นมังกร พร้อมกับตวัดฟาดออกไปอย่างรุนแรง
ฉับพลันพลองหมื่นมังกรพิภพอนันต์ ก็แปรเปลี่ยน
กลายเป็นมังกรสีทองขนาดใหญ่ อู่ อวี้ จับหางของมังกร
สีทองขนาดใหญ่ นี้หมุนวนโบกสะบัดไปมา ซึ่งพลัง
อำนาจที่เขาปลดปล่อยออกมานี้ถือเป็นที่สุดของเขา
แล้ว!
ท่ามกลางการจับจ้องจากทุกสายตา บัดนี้มังกรสีทอง
กำลังต่อสู้กับมังกรสีดำอย่างดุเดือด คือการเผชิญหน้า
ระหว่างศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ!
ตูม ตูม ตูมมมม!
ภายใต้การควบคุมคนทั้งสอง ศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทั้งสองเสมือนดั่ง
มังกรจริง ๆ แต่มังกรตัวจริง ก็ไม่สามารถต่อสู้ห้ำหั่น
พัลวันถึงเพียงนี้ได้!
ตูมมตูมมมมม!!!!
อู่ อวี้ รู้ได้ทันทีว่าการเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเขาต้องใช้
พละกำลังมากเพียงใด
ภายใต้การสนับสนุนของพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงของอีก
ฝ่าย ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณของมันดูเหมือนว่า
จะทรงพลังเหนือล้ำยิ่งกว่า อู่ อวี้ ไปหลายขุม ถึงแม้ว่า
กายเนื้อของเขาจะยกระดับขึ้นสูงขึ้น ทั้งยังผสานไปด้วย
เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง ถึงแม้ว่าขยายร่างด้วยเทียมฟ้าจรด
ดินแล้วก็ตาม แต่กลับถูกพลังของอีกฝ่ายบดขยี้ทำลาย
ส่งผลให้วงเวทวัฏจักรทรายอนันต์ระเบิดระเบิดกระจาย
ออก ทันใดนั้นกระบี่หนักห้วงทรายทมิฬเทวะ ก็
ควบแน่นกลับมาเป็นกระบี่ยักษ์ พร้อมกับถูกตวัดฟาด
ลงมาจนแทบจะบดขยี้ อู่ อวี้ เป็นผุยผง
โชคดีที่ได้วินาทีสุดท้าย อู่ อวี้ ควบคุมเมฆาตลบฟ้าหลีก
หนีจากการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามได้ทัน อย่างไรก็ตาม
หลังจากการเผชิญหน้าในครั้งนี้ เขาก็ตระหนักดีว่าคู่
ต่อสู้นั้นแข็งแกร่งมากเพียงใด มีโอกาสถึง 9 ใน 10 ส่วน
องค์ชายโย่วเหยียนจะสังหารตนเอง และความเป็นไปได้
ที่ตนเองจะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ก็คือศูนย์
นี่คือช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างตัวเขากับองค์ชายโย่วเห
ยียน การเผชิญหน้าในครั้งนี้ไม่เพียงอยู่ภายใต้การจับ
จ้องจากผู้คนกว่า 800,000 เบื้องนอก แต่ยังอยู่ภายใต้
สายตาของยอดฝีมือผู้แข็งแกร่ง ภายในดินแดนโบราณ
เหยียนหวงจากทั่วทุกสารทิศ อู่ อวี้ หาใช่คู่ต่อกรของ
องค์ชายโย่วเหยียน
” เป็นที่แน่ชัดว่าเป้าหมายหลักของคนผู้นี้ ก็คือการทำให้
องค์ชายโย่วเหยียนประกาศคำสัตย์สาบาน ซึ่งคุณค่า
ความสำคัญในการท้าทายนี้ของมัน ก็ไม่มีอะไรมากไป
กว่าการเอาชนะตนเองด้วยศักดิ์ศรีอันเล็กจ้อย และ
ความกล้าหาญอันเล็กน้อยเท่านั้น”
” ช่างไร้สาระยิ่งนัก ทุกสิ่งที่ทำมามากมายล้วนไร้
ความหมาย คราแรกข้าคิดว่าเขาจะมีเกียรติมากกว่านี้
แต่ตอนนี้ข้ากลับรู้สึกว่าเขาช่างน่าอัปยศยิ่งนัก! ที่ใช้วิธีนี้
ภายในจักรวรรดิเป่ยหมิงของข้า เพื่อรับรางวัลและ
เกียรติยศชื่อเสียงของสงครามชิงอำนาจแดนเหนือ น่า
ขันยิ่งนัก!”
เมื่อเห็นว่าเขาถูกสะกดข่ม ทุกคนก็รู้สึกผ่อนคลายและ
อดยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
และในช่วงเวลานี้เอง ภายใต้การสนับสนุนจากผู้คุม
ภายในสงครามชิงอำนาจแดนเหนือ ทำให้บทสนทนา
ระหว่าง อู่ อวี้ กับ องค์ชายโย่วเหยียน หลุดออกมาสู่
สาธารณชน ทำให้ผู้คนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายใน
“ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง?” ภายในดินแดนโบราณเห
ยียนหวง ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรผู้ฝึกตนที่ใด ๆ ล้วนรับรู้
ถึงการดำรงอยู่ของทวีปแห่งนี้ ดังนั้นเมื่อชินอ๋องโย่วซื่อรู้
ว่าเกิดอะไรขึ้นภายใน ผู้คนจากอาณาจักรโบราณเหยียน
หวง ก็ทราบเช่นเดียวกัน
” อันที่จริงแล้ว อู่ อวี้ ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้เลย
ตราบใดที่เขายินดีกลับไปอาณาจักรโบราณเหยียนหวง
มั่นใจได้เลยว่าเราทุกคนจะปกป้องทวีปแห่งทวยเทพตง
เสิ้งอย่างสุดกำลัง เพราะอย่างไรเสียทวีปแห่งทวยเทพ
ตงเสิ้ง ก็ถือเป็นหนึ่งในดินแดนของอาณาจักรโบราณเห
ยียนหวง ” ชวีอิ๋นเพิ่งเดินทางไปทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง
ดังนั้นมันจึงเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
” อู่ อวี้ ไม่รู้ว่าเราอยู่ที่นี่ ทั้งยังไม่ทราบถึงความ
ปรารถนาของเรา ดังนั้นจึงตัดสินใจเดิมพัน เลือกจะ
ต่อสู้กับองค์ชายโย่วเหยียน อย่างไรก็ตามจากผลลัพธ์ที่
เห็นการต่อสู้นี้คงหมดหวังไร้ซึ่งหนทาง ดูเหมือนว่าเรื่อง
การขึ้นเป็นอันดับ 1 คงต้องล้มเลิกไปก่อน อย่างไรเสีย
ไม่ว่าจะเป็นอันดับ 1 หรือไม่ พวกเราก็ได้ค้นพบอัญมณี
เข้าแล้ว หลังจากที่ออกมาเราจะบอกเขาว่า ข้ามีวิธีที่
ดีกว่าการให้คู่ต่อสู้สาบาน ” ชวีอิ๋น กล่าวพร้อมกับยิ้มไป
ด้วย
คนอื่น ๆ ในอาณาจักรโบราณเหยียนหวงก็ยิ้มด้วย
เช่นกัน พวกมันไม่ได้รู้สึกกดดันเลยแม้แต่น้อย ในเรื่องนี้
ทางฝั่งจักรวรรดิเป่ยหมิงหาญกล้าโต้แย้งได้อย่างไร
เนื่องจากว่าในท้ายสุดแล้วทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง คือ
ดินแดนที่อยู่ภายใต้การครอบครองของอาณาจักร
โบราณเหยียนหวง มันคือดินแดนอันรกร้างที่ไม่มีผู้ใดใส่
ใจ ทว่าหากอาณาจักรโบราณเหยียนหวง ไม่เต็มใจให้
ผู้อื่นเหยียบย่าง ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์
การตัดสินใจของ อู่ อวี้ ทำให้คนกว่า 800,000 รู้สึก
สับสนเล็กน้อย โดยทั่วไปแล้วหากเขายอมละทิ้งอันดับ
1 ในการแข่งขัน แล้วบทสนทนาของทั้งสอง
แพร่กระจายออกไป ผลกระทบต่อเป่ยหมิงคงมิไม่ได้
รุนแรงเท่าใดนัก เนื่องจากว่าในท้ายสุดแล้ว อู่ อวี้ ก็
สูญเสียอันดับ 1 ไป ตราบใดที่ อู่ อวี้ มิได้อันดับ 1
ประวัติศาสตร์ก็จะไม่ถูกจารึก เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนก็
อาจจะลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทว่าหาก
ผลลัพธ์กลับตาลปัตรเขาได้รับอันดับ 1 มาครอบครอง
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์นับ
หมื่นนับพันปี เกรงว่าลูกหลานของจักรวรรดิเป่ยหมิง คง
ยากจะลืมเลือนความอับอายนี้ได้ ดังนั้นหาก
เปรียบเทียบกันแล้ว ผู้คนชาวเป่ยหมิงจึงรู้สึกกดดันกว่า
บางส่วน
ดังนั้นแม้ว่าผู้อาวุโสของราชวงศ์จะไม่พอใจ แต่เมื่อคิด
ว่าตนเป็นองค์ชายโย่วเหยียน แล้วต้องเผชิญหน้ากับภัย
คุกคามนี้ ก็คงไม่รู้ว่าจะรับมือเช่นใด นอกจากนี้มีวิธี
ใดบ้างที่จะจัดการกับ อู่ อวี้ อีก
“ ในบรรดาคนรุ่นหลัง นับว่าโย่วเหยียนนั้นเก่งกล้า
สามารถไม่น้อย ในอนาคตจะเข้าสู่ 3 ภัยพิบัติค้นหาเต๋า
ได้อย่างแน่นอน บางที่อนาคตของเขาอาจจะรุ่งโรจน์
สดใสเสียกว่าโย่วหยางก็เป็นได้ ” บรรดาราชวงศ์เป่ยหมิ
งต่างกระซิบกระซาบพูดคุยกัน มีเสียงดังแว่วให้ได้ยินมา
อยู่ในเนือง ๆ โดยเฉพาะสิ่งที่พวกมันได้เห็นยามนี้ องค์
ชายโย่วเหยียนเป็นฝ่ายรุกไล่บดขยี้อย่างต่อเนื่อง ส่วน
ทางฝั่งของ อู่ อวี้ ก็กระทำได้เพียงต้านรับ ยื้อเวลา
ออกไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ซึ่งยามนี้เขาก็อาศัยเมฆาตลบฟ้า
หลบหนีรี้รอดจากการโจมตีสังหารของฝ่ายตรงข้าม
อย่างต่อเนื่อง!
” อู่ อวี้ ถ้าเจ้ามัวแต่ทำเช่นนี้ การต่อสู้ในวันนี้ของเราคง
ไม่รู้ผลแพ้ชนะเป็นแน่ หากเจ้าเป็นลูกผู้ชายก็หันมาต่อสู้
กับข้าตรง ๆ อย่าทำตัวน่าสมเพช หลบหนีหัวซุกหัวซุน
ราวกับหนู! ” องค์ชายโย่วเหยียนเกือบมีโอกาสสังหาร อู่
อวี้ ได้หลายครั้งหลายครา แต่ อู่ อวี้ ก็ใช้ความเร็วอันน่า
ทึ่ง หลบหนีมาได้อย่างน่าหวาดเสียวทุกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้
ทำให้องค์ชายโย่วเหยียนโกรธมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมันไม่
อาจระบายความโกรธแค้นออกมาได้ ในทางกลับกัน
ความแค้นนี้ก็สะสมลึกลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งการดำรง
อยู่ของ อู่ อวี้ ในตอนนี้ เริ่มกลายเป็นจิตมารของมันแล้ว
ก็ว่าได้
ในความเป็นจริง อู่ อวี้ หาได้หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย นี่
ไม่ใช่การต่อสู้ที่เขาจินตนาการไว้ เขาไม่คาดคิดเลยว่า
พลังกายเนื้อของเขาจะไม่สามารถต่อกรกับอีกฝ่ายจน
เป็นช่องว่างได้ถึงเพียงนี้
“ย่อมได้ งั้นตามที่เจ้าต้องการ” เขานั่งอยู่บนเมเฆาตลบ
ฟ้า หลบเลี่ยงการโจมตีของอีกฝ่าย ทันใดนั้นก็มาหยุด
กึกอยู่ตรงหน้าองค์ชายโย่วเหยียน ซึ่งเวลานี้องค์ชายโย่ว
เหยียนได้กาง ม้วนภาพขุนเขาธาราเป่ยหมิง
เตรียมพร้อมปลดปล่อยการโจมตีซึ่งแข็งแกร่งมากที่สุด
ของมันไป
เมื่อ อู่ อวี้ หยุดองค์ชายโย่วเหยียนก็รู้ว่าเขาพร้อม
ยอมรับความพ่ายแพ้ ด้วยรู้แก่ใจว่า อู่ อวี้ ก็มีศักดิ์ศรี
เช่นเดียวกัน
แต่มันไม่เคยคิดมาก่อนว่า ทันใดนั้น อู่ อวี้ ผู้มีเรือนผมสี
ขาวนัยต์ตาสีโลหิตมาปรากฏกายอยู่เบื้องด้านหน้าของ
มัน ส่วน อู่ อวี้ ร่างต้นค่อย ๆ เดินถอยหลังกลับไป ราว
กับกำลังรับชมบทละครอยู่ก็มิปาน
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ