กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 796:
จิตทมิฬพิมานสวรรค์ หมื่นมังกรระบำกระชากสวรรค์
ในเวลานี้ร่างกลืนสวรรค์ของ อู่ อวี้ ได้ยกระดับขึ้นไปอีก
ขั้น เนื่องจากว่าจิตเทวะดวงหลักของ อู่ อวี้ มีการ
พัฒนาขึ้นจากก่อนหน้านี้
กล่าวได้ว่าบัดนี้ร่างกลืนสวรรค์ยกระดับก้าวหน้าไปอีก
ขั้น จากการควบคุมซุ้มจักรพรรดิเป่ยหมิง ซึ่งมีวงเวท
โจมตีอยู่ถึง 4 วง นอกจากนี้ยังมีรูปแบบศาสตราอยู่อีก
สองรูปแบบ ทำให้พลังรบของมันเหนือล้ำยิ่งกว่า อู่ อวี้
อย่างสิ้นเชิง
หลังจากการศึกษาทำความเข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เขาก็เริ่มคุ้นเคยกับวงเวทโจมตีทั้ง 4 มากขึ้นเรื่อย ๆ
และทราบว่าแท้จริงแล้วศาสตราชิ้นนี้มีนามว่า ‘พิมาน
จักรพรรดิเป่ยหมิง’
หลังจากทำความคุ้นเคยกับมันแล้ว เขาก็พบว่าวงเวท
โจมตีทั้ง 4 นี้ เหนือล้ำยิ่งกว่าวงเวทย์วัฏจักรทรายอนันต์
ของพลองหมื่นมังกรพิภพอนันต์เสียอีก
รูปแบบกระบี่ยาว มี 2 วงเวทโจมตี
วงเวทแรกมีนามว่า ‘พิรุณวิบัติกระบี่สมุทรทมิฬ’
เพียงแค่ศึกษาทำความเข้าใจวงเวทนี้ อู่ อวี้ ก็แลเห็น
ภาพของ เงากระบี่ลอยคว้างอยู่เหนือฟ้า สาดเทลงมา
เสมือนดั่งห่าพิรุณโปรยปราย ร่วงหล่นลงสู่มหาสมุทร
จากนั้นแผ่นสมุทรก็ถูกแช่แข็งกลายผืนน้ำแข็งทมิฬอัน
กว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด หากร่วงหล่นลงสู่ผืนปฐพี จะแลเห็น
ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉา แต่ถ้าเป็นธาราจะถูกแช่แข็ง
ขุนเขาธาราภูมิทัศน์อีกจำนวนนับไม่ถ้วน ที่ถูกพิรุณ
กระบี่สาดเทโปรยปรายเข้าใส่ ล้วนแปรเปลี่ยน
กลายเป็นเป็นโลกแห่งธารน้ำแข็งทมิฬ ไม่ว่าพิรุณพิบัติ
จะสาดเทไปยังแห่งหนใด ดินแดนแห่งนั้นก็จะถูกทำลาย
จนพินาศย่อยยับ
และวงเวทโจมตีที่ 2 ของกระบี่ยาวมีนามว่า ‘กระบี่
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จิตทมิฬพิมานสวรรค์’ วงเวทโจมตีนี้
มีความสลับซับซ้อนสูงล้ำยิ่งกว่าพิรุณวิบัติกระบี่สมุทร
ทมิฬ ดังนั้นพลังอำนาจของมันย่อมแข็งแกร่งมากขึ้น
ตามไปด้วย โดยการใช้วงเวทกว่าหนึ่งแสนวง ก่อรูป
ผสานหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็น ‘กระบี่
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จิตทมิฬพิมานสวรรค์’
นอกจากนี้เมื่อเปลี่ยนเป็นแส้เหล็ก ก็ยังมีวงเวทโจมตีอยู่
2 ชนิดเช่นกัน หนึ่งในนั้นมีนามว่า ‘เขตแดนมังกร
ศักดิ์สิทธิ์เป่ยหมิง’ เขตแดนนี้อยู่ในร่างของมังกรเทวะ
ซึ่งอยู่ภายในโลกแห่งจิตของพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงที่
อู่ อวี้ เคยต่อสู้ด้วย เมื่อทำความเข้าใจเพียงเล็กน้อย อู่
อวี้ ก็สัมผัสได้ว่าหลังจากศาสตราชิ้นนี้เปลี่ยนเป็น
รูปแบบแส้ พลังอำนาจในการโจมตีของมันก็จะพิเศษ
มากยิ่งขึ้น วงเวทกระบี่จะมีรูปแบบการโจมตีอันบริสุทธิ์
แตกต่างจากวงเวทโจมตีของแส้ ที่มีคุณสมบัติ
หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่นการป้องกัน พันธนาการ หรือ
การกดดันคู่ต่อสู้เป็นต่อ
และเขตแดนมังกรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหมิง คือการรวบรวม
คุณสมบัติการโจมตีแทบทุกชนิด เชื่อมโยงกับวงเวทนับ
แสน ทำให้แส้เหล็กกล้า กลายเป็นเขตแดนแห่งความ
ตาย!
วงเวทโจมตีสุดท้ายมีนามว่า ‘หมื่นมังกรระบำกระชาก
สวรรค์’ การกัดกระชากนี้มิใช่เพื่อกลืนกิน แต่เป็นการ
กัด เพื่อฉีกกระชาก เมื่อวงเวทนี้เริ่มเริงระบำสังหาร ก็ดู
เสมือนดั่งหมื่นมังกรทะยาน บดขยี้สังหารไปรอบทิศทาง
เปลี่ยนสนามรบให้เข้าสู่ห้วงแห่งความโกลาหล ทั้งดุดัน
มืดมิดและหนาวเหน็บ ท่ามกลางความตายอันเงียบสงัด
พลังอำนาจหมื่นมังกรระบำกระชากสวรรค์ เกือบจะ
คล้ายคลึงกับ ‘กระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จิตทมิฬพิมาน
สวรรค์’ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสังหาร แต่วงเวทนี้ใช้โจมตีห้ำ
หั่นกับศัตรูแบบกลุ่ม ภายในวงเวท เป็นเสมือนดังเขต
แดนสังหารที่บดขยี้คร่าล้างชีวิต!
มหาวงเวทโจมตีทั้ง 4 มีวงเวทตำหนักเซียนพิมาน
สวรรค์ประทับจักรพรรดิเป่ยหมิงเป็นแกนหลัก หนึ่ง
หลักรองสี่ กลายเป็นนามเอ่ยขาน ซึ่งทำให้ผู้คนที่ได้ยิน
ต้องอกสั่นขวัญแขวนไปตาม ๆ กัน พิมานจักรพรรดิเป่ย
หมิง จึงถือเป็นศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณระนาบ
บนสุด
“ ถึงแม้ว่าภายในสงครามชิงอำนาจแดนเหนือ ข้า
จะต้องจ่ายหลายสิ่งหลายอย่างไปมากมาย ทว่าการ
ได้รับพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงนี้มา นับว่าคุ้มค่าเป็น
อย่างยิ่ง ศาสตราชิ้นนี้คือสิ่งที่เหล่าองค์หญิงองค์ชาย
ปรารถนาอยากได้มันมาครอบครองแม้ว่าต้องแลกด้วย
อะไรก็ตาม ”
พวกมันคือผู้ที่ใกล้จะบรรลุอาณาจักรสามภัยพิบัติค้นหา
เต๋า มีโอกาสจะกลายเป็นเซียนอมตะในอนาคต!
อย่างไรก็ตามตอนนี้ อู่ อวี้ มีร่างกลืนสวรรค์ นอกจากนี้
ยังมีพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง ซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าพวก
มันเลย
ยามนี้ ร่างกลืนสวรรค์ของเขากำลังพยายามศึกษาทำ
ความเข้าใจวงเวทของพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง สิ่งนี้คือ
ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณที่ อู่ อวี้ ตั้งใจมอบให้แก่
ร่างกลืนสวรรค์โดยเฉพาะ แน่นอนว่า อู่ อวี้ ร่างต้นก็
มิได้อยู่นิ่งเฉย เขาพยายามศึกษาทำความเข้าใจ 4 พลัง
อิทธิฤทธิ์ของตน ไตร่ตรองยกระดับพลังอิทธิฤทธิ์แต่ละ
ชนิดให้เข้าสู่ขั้นต่อไป
สำหรับการต่อสู้ท้าทายหุ่นเชิดในเจดีย์ล่องกำเนิด หรือ
การเข้าสู่ ‘วิหารบัญญัติเต๋าปีศาจ’ เพื่อฝึกฝนบำเพ็ญ
เคล็ดวิชาเต๋า ยังไม่ใช่เวลาในตอนนี้
เมื่อไตร่ตรองดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว อู่ อวี้ รู้สึกว่าวิชาโจมตี
ของตนเองในยามนี้ มีมากมายหลากหลายชนิดจริง ๆ
ทั้งยังเหนือล้ำสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้อาณาจักรการฝึก
ตนของเขาจะไม่สูงมากนัก แต่พลังรบของเขาก็น่า
สะพรึงกลัวมากแล้ว
“ นี่… เราจะไม่คุยกันหน่อยหรอ? ” หนานซาน หวาง
เยว่ กระซิบถามเขาด้วยเสียงต่ำ
อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้นมอง แลเห็นปีศาจผู้มีหน้าตาหล่อเหลา
เย้ายวนใจอีกครั้ง ในที่สุดมันก็ออกจากสภาพร่าง
สกปรกของตนเองที่ทำให้ตนดูน่าสังเวชเพื่อขอติดตาม
มา บัดนี้มันจ้องมองมายัง อู่ อวี้ อย่างจริงจัง
“ไม่มีปัญหา”
หนานซาน หวางเยว่ กล่าวว่า ” เอาล่ะ… ข้าจะสรุปให้
ฟังสั้น ๆ เลยก็แล้วกัน จากสถานการณ์ปัจจุบันเรา
เหมือนกับตั๊กแตนที่กำลังไต่อยู่บนเชือก นับจากนี้ไม่ว่า
เจ้าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม พวกเราก็ต้องเคียงบ่าเคียง
ไหล่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกัน ถึงความสัมพันธ์ของพวก
เราจะไม่ค่อยดีนัก แต่ไหน ๆ ก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว
อย่างน้อยพวกเราก็ควรเปิดใจให้กัน ไม่ต้องถึงขนาดเป็น
พี่เป็นน้องร่วมสาบานกันก็ได้ แค่เป็นสหายที่ดีกันก็พอ ”
ยามนี้ หนานซาน หวางเย่ว ยังคงรู้สึกสับสนอยู่บ้าง
อู่ อวี้ รู้ดีว่าในดินแดนโบราณเหยียนหวง ผู้มีอำนาจมาก
ที่สุดก็คือผู้ฝึกตน ไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญตนหรือผู้ฝึกตน
นอกรีต ล้วนมีอาณาจักรแว่นแคว้นเป็นของตนเอง ส่วน
กองกำลังของปีศาจนั้นนับวันอ่อนด้อยมากที่สุด
ในบรรดาปีศาจทั้งหมด ปีศาจสมุทรมีพลังแข็งแกร่งมาก
ที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่ปีศาจสมุทรย่อมอยู่ในอาณาเขต
มหาสมุทร หาได้เกี่ยวข้องกับปีศาจที่อยู่บนบกแต่อย่าง
ใด อย่างเช่นหนานซาน หวางเย่ว กับ อู่ อวี้ ทั้ง 2 มี
ร่างกายพิเศษเปรียบเสมือนดั่งขุมทรัพย์ ซึ่งได้
ครอบครองมรดกเซียนอมตะ ดังนั้นมันจึงประสบปัญหา
เช่นเดียวกัน อู่ อวี้ ทั้งสองจึงต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและ
กัน ด้วยเพราะมีมรดกเก่าแก่ จึงหวาดกลัวจะถูกผู้ฝึก
ตนวรยุทธล้ำเลิศแย่งชิง หากเป็นเช่นนั้นทั้งสองคงไม่
อาจทำอะไรได้
ด้วยเหตุนี้มันจึงคิดไตร่ตรองอยู่นาน ว่าหลังออกจากคุก
สมุทรวิญญาณ มันควรจะไปแห่งหนใด
หลังจากได้พบเจอกับ อู่ อวี้ มันจึงได้รู้ว่าตัวมันกับเขา
ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เสมือนดั่งลงเรือลำ
เดียวกันขณะอยู่ท่ามกลางฝูงชน เหตุนี้มันจึงตัดสินใจ
ติดตาม อู่ อวี้ ถ้าเขาอยู่ในจักรวรรดิเป่ยหมิง ก็นับว่าดี
ยิ่ง ด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาด มันจะสามารถอยู่กับ
อู่ อวี้ ได้ไม่ยาก อาศัยพึ่งพิงองค์หญิงโย่วเสี่ย จึงนับว่า
พวกเขามีเกราะคุ้มกายที่แข็งแกร่งยิ่ง ในอนาคตการ
กลายเป็นเซียนอมตะก็มิใช่เรื่องยากเย็น แต่มันไม่
คาดคิดว่า อู่ อวี้ จะถูกพาตัวมายังอาณาจักรโบราณเห
ยียนหวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มันไม่รู้จักคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง
“ข้าเชื่อว่าเจ้าเป็นสุภาพบุรุษที่เชื่อถือได้ สำหรับข้า ๆ ไม่
เคยรู้จักอาณาจักรโบราณเหยียนหวงเลยแม้แต่น้อย ข้า
เลยอยากจะรู้ว่าเจ้าพอรู้อะไรบ้าง ไหน ๆ ข้าก็จะ
ติดตามเจ้าไปอาณาจักรโบราณเหยียนหวงอยู่แล้ว ข้า
เลยอยากเตรียมตัวไว้ก่อน ” หนานซาน หวางเย่วเอ่ย
ด้วยน้ำเสียงจริงจังเปิดเผย
” ต้องขออภัย… ข้ามัวยุ่งอยู่กับการยกระดับพลังฝีมือ
จนไม่ได้ดูแลเจ้าอย่างทั่วถึง” อู่ อวี้ คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขา
คิดว่า หนานซาน หวางเย่ว ควรรู้อะไรบ้าง ดังนั้นจึง
บอกเล่าสิ่งที่เกิดในนครจักรพรรดิเพลิง รวมถึงเรื่องที่
เขาพบเจอในเส้นทางเซียนบรรพกาล รวมถึงการฟื้นคืน
ชีพของหลายคนที่ตกตายไปแล้ว
” ถ้าให้กล่าวแล้ว เจ้าคือผู้ที่รู้ความลับของตัวข้ามาก
ที่สุด ” อู่ อวี้ เอ่ยขึ้นด้วยอารมณ์หลากหลาย อาจเป็น
เพราะพวกเขาทั้งสองคนเป็นผู้สืบทอดมรดก จึงเข้ากัน
ได้ดีเป็นพิเศษ อีกอย่างเขารู้สึกว่ามันน่าจะเป็นคนดี
” ตายแล้วฟื้น?” หนานซาน หวางเยว่ เอ่ยขึ้นด้วย
น้ำเสียงตกใจหวาดกลัว มันรู้ดีว่า อู่ อวี้ กำลังกล่าวถึง
โอรสเล่อ
” ผู้ที่คืนชีพจากเส้นทางเซียนบรรพกาล จะต้องระวัง
เอาไว้ให้มาก ๆ แต่ปัญหาก็คือ เจ้ากำลังจะกลายเป็น
ราชอารักษ์ของเขา” หนานซาน หวางเยว่ ก้มหน้าลง
พร้อมกับกล่าวขึ้นอย่างหดหู่
“เจ้ากลัวงั้นหรือ?” อู่ อวี้ ถาม
หนานซาน หวางเยว่ ยิ้มแล้วส่ายหัวพร้อมพูดว่า ” ไม่ใช่
อย่างนั้น ข้ารู้ว่ามีความลับซ่อนอยู่ด้านใน ข้าแค่คิดว่า…
ในเมื่อมีมรดกดี ๆ อยู่กับตัว ถ้ามารีบด่วนตายไปก็คงไม่
คุ้มค่า ข้าไม่อยากต่ำต้อย ข้าอยากกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่
ทรงอำนาจ แต่เพราะข้าดวงกุดจึงถูกจับตัวมาปล่อยไว้
ในคุกสมุทรวิญญาณ บางทีอาจเป็นเพราะสวรรค์ไม่
ต้องการให้ข้าฝึกฝนบำเพ็ญอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำให้
ยามนี้ข้าได้ติดตามเจ้า ซึ่งเกรงว่าจะทำให้ข้าโดดเด่น
สะดุดตามากยิ่งขึ้นไม่น้อย จนข้าอาจต้องห้ำหั่นต่อสู้
อย่างบ้าคลั่ง อย่างน้อย ๆ ตัวข้า หนานซาน หวางเยว่ ก็
ยังคงถูกจารึกชื่อไว้บนโลกนี้! ”
เขาไม่ได้คาดหวังว่าปีศาจหมูตัวนี้ จะมีจิตวิญญาณนักสู้
ถึงเพียงนี้
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นเราก็คิดเหมือนกัน”
” ใช่! ถึงข้าจะกลัวจักรพรรดิโบราณเหยียนหวง หรือ
โอรสเล่อ อยู่ก็เถอะ มันราวกับว่าข้ากำลังจะไป
เผชิญหน้าห้ำหั่นกับเทพเซียนก็มิปาน ส่วนคนอื่น ๆ ใน
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ข้าหาได้รู้สึกหวาดกลัว
แม้แต่น้อย ข้ารู้ถึงอำนาจของราชโองการจักรพรรดิ
โบราณ นี่คือบัญชาเฉพาะเจาะจงจากองค์จักรพรรดิ ให้
เจ้าไปเป็นราชอารักษ์ส่วนพระองค์ของโอรสเล่อ ซึ่งเจ้า
ไม่สามารถปฏิเสธได้ หากผู้อื่นต้องการจะทำร้ายเจ้า
จะต้องหวาดกลัวกับพลังอำนาจที่เปรียบประดุจดั่งเทพ
เซียนของ จักรพรรดิโบราณเหยียนหวง ตราบใดที่
จักรพรรดิโบราณเหยียนหวง กับ โอรสเล่อไม่ต้องการ
ชีวิตของเจ้า เจ้าก็ไม่มีทางตกตายอย่างแน่นอน แน่นอน
ว่าตัวข้าก็จะรอดไปด้วย ทว่าสถานการณ์ของเราก็คือ
ตราบใดที่เจ้าไม่ตาย เมื่อนั้นก็มีโอกาสที่จะกลายเป็น
เซียนอมตะ ข้าพูดถูกหรือไม่? ”
หนานซาน หวางเยว่ วิเคราะห์อย่างละเอียดมากขึ้น
อู่ อวี้ ผงกศีรษะแล้วพูดว่า ” เจ้าพูดได้ดี เราจะไม่ตาย
ไม่สำคัญว่าพวกเราจะพ่ายแพ้สักกี่ครั้ง สิ่งสำคัญเพียง
แค่เราไม่ตายเป็นพอ นับว่าเป็นโชควาสนาของผู้ฝึกตน
อย่างแท้จริงแล้ว”
อู่ อวี้ ไม่กลัวความพ่ายแพ้!
ดังนั้นความคิดยามนี้ของเขา และ หนานซาน หวางเยว่
จึงชัดเจนเป็นอย่างมาก บางทีหากให้เปรียบเทียบ
ระหว่างอาณาจักรโบราณเหยียนหวง กับ จักรวรรดิเป่ย
หมิง อาณาจักรโบราณเหยียนหวงน่าจะเหมาะสมกับ
พวกเขามากกว่า ส่วนข้อเปรียบเทียบที่เห็นได้ชัด ๆ ก็
คือ ที่เป่ยหมิงมีองค์หญิงโย่วเสี่ยเป็นผู้คุ้มครองปกป้อง
แต่ที่เหยียนหวงผู้ปกป้องพวกเขาก็คือจักรพรรดิโบราณ
เหยียนหวง ซึ่งมีอิทธิพลที่สุดในชมพูทวีปโลกธาตุ!
สิ่งเดียวที่ต้องกังวลก็คือ จักรพรรดิโบราณเหยียนหวง
เป็นความลับ ที่หมิงซวงไม่อาจคาดเดาได้ แน่นอนว่า
ชายชราที่อยู่ในร่าง หนานซาน หวางเยว่ ก็ไม่เข้าใจ
เช่นกัน
การที่ หนานซาน หวางเยว่ ตัดสินใจอย่างแน่วแน่มาก
เช่นนี้ อู่ อวี้ คาดว่าชายชราผู้อยู่เบื้องหลังน่าจะเป็นคน
ชี้นำมัน ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะว่าตัวมันยังเด็กมาก
นัก ยังอ่อนด้อยไร้ประสบการณ์ ทั้งยังมีอีกหลายสิ่ง
หลายอย่างไม่เข้าใจ
” ถ้าเป็นเช่นนี้ แทบไม่ต้องพูดถึงพี่น้องเสี่ยงตาย ต่อจาก
นี้ตัวข้า หนานซาน หวางเยว่ กับ อู่ อวี้ จะมีสุขร่วมเสพ
มีทุกข์รวมต้าน ความหล่อเหลาของรูปโฉมระหว่างข้า
กับเจ้ายังห่างชั้นกันอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับสหายข้าผู้นี้หา
ได้แยแสว่าผู้อื่นจะมีรูปโฉมหล่อเหลาหรือไม่ เพราะ
สุดท้ายแล้วต่อให้คนผู้นั้นจะหล่อเหลาเพียงใดแต่ก็ไม่
อาจเทียบเคียงกับข้าได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดก็คือจิต
วิญญาณกับอุปนิสัยที่จะเข้ากันได้มากน้อยแค่ไหน ”
ระหว่างที่พูดถึงส่วนหลัง หนานซาน หวางเยว่ ก็ฉีกยิ้ม
อย่างพึงพอใจ จากนั้นเขาก็ขยายพัดด้ามจีบพร้อมโบก
สะบัดไปมา ให้ อู่ อวี้ ได้เชยชมภาพโฉมสะคราญอัน
งดงามบนพัด
” หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลนัก สถานการณ์เช่นนี้
จะต้องต่อบทกวี เจ้าจะกลายเป็นคนขี้ขลาดในสายตาข้า
หากไม่ยอมรับการละเล่นต่อบทกลอน เพื่อฝึกฝน
อารมณ์สุนทรีย์ขัดเกลาให้คนผู้นั้นมีความสง่างามยิ่งขึ้น
อย่างข้าได้ฟังบทกลอนเพียงชั่วครู่ก็สามารถต่อบท
กลอนได้แล้ว ”
เขาแสร้งทำเป็นเข้าไปในห้วงภวังค์ ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้น
มองท้องฟ้ากรีดกรายนิ้วมือร้องรำทำเพลง ” วันนี้
อากาศช่างดีหนักหนา ข้ากับ อู่ อวี้ ได้เป็นสหาย ข้าได้
เป็นสหายกับ อู่ อวี้ ♫ ♫ ”
หลังจากร้องเพลงเสร็จ เขาหัวเราะสองสามครั้งอย่างพึง
พอใจมาก แล้วก็เริ่มปรบมือด้วยความอิ่มเอมใจ
” ไร้สาระ ” อู่ อวี้ ส่ายศีรษะไร้ซึ่งคำพูดใด เมื่อเห็นชายผู้
นี้แสดงท่าทางราวกับกำลังเล่นปาหี่ แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
อย่างน้อย ๆ การเดินทางครั้งต่อไป นับว่าเขาก็ไม่โดด
เดี่ยวเฉกเช่นก่อนหน้าอีกต่อไปแล้ว
เวลานี้ร่างกลืนสวรรค์ กำลังทุ่มเทเวลาทั้งหมดศึกษากล
ยุทธ์การโจมตีของวงเวทหลักทั้งสี่ ส่วน อู่ อวี้ ศึกษาพลัง
อิทธิฤทธิ์ 4 วิถี ทางด้านหนานซาน หวางเยว่ ก็ทำจิตให้
สงบเพื่อฝึกฝน จนกระทั่งเรือรบจักรพรรดิเพลิงหยุดลง
อู่ อวี้ ก็รู้ทันทีว่าตอนนี้ถึงอาณาจักรโบราณเหยียนหวง
แล้ว
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ