กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 806: วงเวทสังหารปีศาจทลายฝัน
หลังจากที่ไม่อาจทนต้านรับการโจมตีได้อีก เขากับร่าง
กลืนสวรรค์ก็ทำการล่าถอยยอมแพ้ในทันที ครั้งนี้ถือ
ว่าเขาล้มเหลวในการท้าทายแล้ว
แต่แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่ได้ยอมแพ้ เขารู้แล้วว่าปัญหา
หลักก็คือเคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับยังอยู่ในระดับที่ไม่
สูงพอ ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาที่เหลือคอยทบทวนขั้นตอน
การปลดปล่อยเคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับนี้ให้ช่ำชอง
กว่าเดิม โดยการนำประสบการณ์ล้มเหลวก่อนหน้ามา
คอยขัดเกลา
หลังจากที่ทำขั้นตอนซ้ำไปซ้ำมา เขาก็ได้ตัดสินใจเข้า
ไปท้าทายใหม่อีกครั้งหนึ่ง
เป็นเรื่องยากที่จะก้าวผ่านหุ่นเชิดในวงเวทระดับที่ 8
หากเป็นระดับที่ต่ำลงมา เกรงว่าคงจะไม่วุ่นวายถึง
เพียงนี้
นับว่าเป็นครั้งแรกของ อู่ อวี้ ที่ต้องทำการท้าทายหุ่น
เชิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากที่ทดลองอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเขาก็พอที่จะ
คุ้นเคยกับมังกรกระดูกอัคคีแล้ว
และครานี้ก็เหมือนเดิม มังกรกระดูกอัคคีไร้ความ
ปราณีตั้งแต่แรกเริ่ม ทว่าตัวมันนั้นฉลาดยิ่ง เพราะการ
ลงมือแต่ละครั้งมันถึงกับใช้วงเวทที่แตกต่างกันอย่าง
สิ้นเชิง ทำให้การศึกษาก่อนหน้านี้ของ อู่ อวี้ ไม่อาจใช้
การได้
“วงเวทสังหารปีศาจทลายฝัน!”
นี่เป็นวงเวทอีกประเภทหนึ่ง ทว่ามันไม่ได้เป็นเปลว
เพลิงสีขาว แต่กลับกลายเป็นหมอกทมิฬแทน หมอก
ควันทมิฬพลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นรูปลักษณ์ปีศาจ
แยกเขี้ยวสยดสยอง มันแผดเสียงกรีดร้องขึ้นภายใน
เจดีย์ล่องกำเนิด ไม่ว่าปีศาจตนนี้ผ่านไปที่ใด ทุกสิ่งทุก
อย่างล้วนถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆด้วยคมเขี้ยว
และกรงเล็บอันแหลมคมของมัน!
เมื่อมันสอดผสานรวมกับมังกรกระดูกอัคคี ซึ่งร่างกาย
ของมันก็มีระดับเทียบเท่ากับศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ จึงถือว่าเป็นอันตรายยิ่งแล้ว แม้จะเป็น
เพียงแค่กระดูก ทว่ายามที่มันโจมตีในระยะประชิด
กลับมีพลังอำนาจที่เขย่าขวัญทุกคน แม้ว่าร่างกลืน
สวรรค์จะใช้พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงจู่โจมครั้งแล้วครั้ง
เล่า ทว่ามังกรกระดูกอัคคีก็หาได้กลัวไม่ เพราะ
สถานที่แห่งนี้ก็คือพื้นที่ของมันโดยแท้ ตราบใดที่มัน
ไม่ถูกทำลายโดยสมบูรณ์ มันก็สามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้
ทุกครั้ง
“วงเวทหุ่นเชิด…….” จิตเทวะอีกส่วนของ อู่ อวี้ ก็
ค่อยๆมองเห็นภาพรวมของมังกรกระดูกอัคคี
ความจริงไม่ว่าวงเวทโจมตีของอีกฝ่ายคืออะไร แต่จุด
เชื่อมโยงของวงเวทก็ล้วนเป็นเช่นเดียวกันหมด ทุกวง
เวทจะถูกชักนำกระตุ้นการทำงานโดยวงเวทเดียว ซึ่ง
วงเวทมังกรกระดูกอัคคีก็คือวงเวทหลักของหุ่นเชิดตัว
นี้ แกนของวงเวทสังหารปีศาจทลายฝัน ก็จำเป็น
จะต้องอาศัยพลังของวงเวทหลักนี้ด้วยเช่นกัน
และจากประสบการณ์ที่ อู่ อวี้ ประสบในช่วงหลายวัน
ในที่สุดเขาก็หาวงเวทหลักได้พบ วงเวทหลักถูกซ่อน
เอาไว้ในส่วนลึก ซึ่งมันเป็นเหมือนกับหัวใจของ
สิ่งมีชีวิต
แกนหลักของวงเวทนั้น หากถูกสะกิดเพียงเสี้ยวเล็บ
นั่นหมายถึงการสั่นคลอนอันยิ่งใหญ่จนส่งผลกระทบ
ตามมานับไม่ถ้วน ซึ่งนี่คือพลังที่แท้จริงของเคล็ด
ประจักษ์แจ้งเร้นลับนั่นเอง!
หลังจากที่ อู่ อวี้ ค้นพบแกนของมัน ก็เหมือนกับว่า
เขาได้ค้นพบทางสว่าง!
“แปรเปลี่ยน” เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ มันคือการ
เปลี่ยนแปลง
แก่นแท้จิตเทวะของเขาเข้าพุ่งทะยานตรงเข้าสู่วงเวท
หลัก จากนั้นมันก็ได้เข้าไปสั่นคลอนพลังอำนาจของวง
เวทหลักก่อให้เกิดเป็นความปั่นป่วน เคล็ด
เปลี่ยนแปลงนี้ก็เป็นเหมือนกับพิษร้ายที่ตรงเข้าไปสู่ใจ
กลางของวงเวทหลัก เป็นเหมือนกับการเข้าไปขัด
ฟันเฟืองให้เกิดการสะดุดจนปราสาททลายลงในที่สุด
วงเวทหลักทั้งวงถูกขัดขึ้นโดยฉับพลัน สิ่งนี้ส่งผล
กระทบต่อวงเวทโจมตีของมังกรกระดูกอัคคีโดยตรง
ทุกส่วนบนร่างของมันได้รับผลกระทบ จนก่อให้เกิด
ความผิดปกติขึ้น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาสั้นๆ
ดูเหมือนกับว่า อู่ อวี้ ได้สำแดงเคล็ดวิชาที่พิศดาร
ออกมา
ในยามนี้แม้แต่ตัวของมังกรกระดูกอัคคีก็ยังรู้สึกตะลึง
เดิมทีมันกำลังต่อสู้โรมรันอยู่กับร่างกลืนสวรรค์ ทว่า
มันกลับต้องชะงักเนื่องจากวงเวทโจมตีของมันตกอยู่
ในความวุ่นวาย
อู่ อวี้ ย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป
ร่างกลืนสวรรค์ควบคุมพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง
ฉับพลันปราณกระบี่ของพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงก็
พวยพุ่งพร้อมกับพุ่งเข้าไปประชิดตัวมังกรกระดูกอัคคี
แล้วระเบิดพลังโจมตีโหมใส่อย่างบ้าคลั่ง! ส่วนร่างหลัก
ของ อู่ อวี้ ที่อยู่อีกฝั่ง สำแดงเทียมฟ้าจรดดิน เคล็ด
ระเบิดพลังคลั่ง และ เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ แล้วก็
กระตุ้นวงเวทโจมตีของพลองหมื่นมังกรอย่างพร้อม
เพรียง ฝั่งหนึ่งร้อนแรงดุจดวงตะวัน อีกฝั่งเยือกเย็นดุจ
น้ำแข็งอเวจี ทั้งสองกำลังห้ำหั่นโจมตีอีกฝ่ายอย่าง
สุดกำลัง
มังกรกระดูกอัคคีต้องทนรับการกระหน่ำโจมตีราวกับ
ห่าฝน!
ตูม ตูม ตูม!
แม้ว่าเคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับจะหายจากวงเวทหลัก
ไปแล้ว แถมยามนี้ร่างกายของมังกรกระดูกอัคคีก็
สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ดังเดิม ทว่าเวลานี้มันได้ถูก
โจมตีรัวเป็นชุดจนยากจะสามารถฟื้นฟูได้ทัน ครู่ต่อมา
พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นแส้
เข้ารัดพันธนาการร่างของอีกฝ่ายเอาไว้ ซึ่งมันพยายาม
ดิ้นรนหลบหนีสุดชีวิต แต่ก็ถูกวงเวทย์วัฏจักรทราย
อนันต์ของ อู่ อวี้ รัดคอลากกลับมาอย่างน่า
อเนจอนาถ จากนั้นร่างกายของมังกรกระดูกอัคคีก็ถูก
ป่นทำลายเป็นชิ้นๆในที่สุด เจดีย์ล่องกำเนิดจึงเก็บ
รวบรวมร่างของมันกลับเข้าไปเพื่อฟื้นฟู
ความจริง อู่ อวี้ ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะใช้งานพวก
มัน บางทีเขาอาจจะส่งหุ่นเชิดเหล่านี้กลับไปที่ทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้ง ไปปกปักษ์ครอบครัวของเขาใน
อาณาจักรบูรพาเยว่อู่
“สำเร็จ” เขาต้องใช้เวลาและกำลังไปไม่น้อย จึงจะ
สามารถจัดการกับมังกรกระดูกอัคคีและฝึกฝนเคล็ด
ประจักษ์แจ้งเร้นลับได้สำเร็จ
เมื่อกลายเป็นเช่นนี้ความแข็งแกร่งของเขาก็เหมือนกับ
ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
อันที่จริงร่างกลืนสวรรค์ของเขาแทบจะเข้าใจวงเวท
โจมตีทั้ง 4 ของพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงแล้ว ส่วน
เหตุผลที่เขาไม่ได้ใช้งานมัน ก็เพราะเขาต้องการใช้
มังกรกระดูกอัคคีมาเป็นเป้าฝึกซ้อมเคล็ดประจักษ์แจ้ง
เร้นลับให้แก่ตนเอง
“คาดไม่ถึงว่า โอรสเล่อ จะยังไม่ออกมา”
หากว่าเขาไม่ออกมา อู่ อวี้ ก็ไม่มีสิ่งใดให้ทำอีก ซึ่ง
ทางด้าน หนานซาน หวางเยว่ อยู่ภายในนครเทวะโดย
การเที่ยวเล่นอย่างเหน็ดเหนื่อย…. และแม้ว่า อู่ อวี้ จะ
ไม่ได้ปรากฏตัวเป็นช่วงเวลาหนึ่งแล้ว แต่ทว่าการต่อสู้
ในวันนั้นกลับยังไม่อาจจางหายไปจากความทรงจำ
ของทุกคนได้
อู่ อวี้ เห็นว่า โอรสเล่อ ยังไม่ปรากฏตัวออกมา เขาจึง
วางแผนที่จะไปยัง ‘ค่ายมังกรเพลิง’ เพื่อรับแต้ม
ผลงาน 500,000 แต้มของตนเอง ซึ่งแต้มผลงาน
500,000 นี้ยังสามารถแลกเปลี่ยนเป็นสมบัติได้
มากมาย
“สำหรับเคล็ดวิชาเต๋า ข้ามีวิหารบัญญัติเต๋าปีศาจแล้ว
ส่วนศาสตราเต๋าวิถีแท้ ข้าก็มีพลองหมื่นมังกรและ
พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงอยู่ และคาดว่าค่ายมังกร
เพลิงคงไม่มีศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณให้ข้าได้
แลกเปลี่ยน และยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเคล็ดอิทธิฤทธิ์
สำหรับแต้มผลงานมากมายเช่นนี้ ข้าคงจะนำไป
แลกเปลี่ยนเป็นเม็ดยาจิตเทวะหรือไม่ก็คงไปแลกเป็น
ศาสตราเต๋าวิถีแท้มาให้ร่างอวตารของข้า จากนั้นค่อย
ไปแลกเป็นเม็ดยาและวัสดุเกี่ยวข้องกับวงเวท”
หลังจากที่เขาตัดสินใจเสร็จสิ้น จึงเตรียมตัวที่จะออก
จากเขตพระราชฐานเป็นครั้งแรก มุ่งหน้าไปยัง ‘ค่าย
มังกรเพลิง’ เมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น หนานซาน หวางเยว่
ได้บอกที่ตั้งของค่ายมังกรเพลิงให้เขาแล้ว แต่คาดว่า
ยามนี้ หนานซาน หวางเยว่ คงไม่ได้อยู่ที่นั่น มันน่าจะ
กำลังไปเตร็ดเตร่อยู่ที่ด้านนอก ซึ่งทุกครั้งมันกลับมาก็
มักจะมีใบหน้าที่แดงก่ำอยู่เสมอ รวมถึงตอนนี้ด้วย
เช่นกัน……….
“เจ้าอย่ามองว่าตัวข้านั้นลุ่มหลัวมัวเมาในกิเลศ อันที่
จริงแล้วกิเลสก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกตนของข้า
เรียกได้ว่าหากมีประสบการณ์ก็จะสามารถควบคุมสิ่ง
ต่างๆได้ สิ่งที่เรียกว่ามหาเต๋าล้วนเกิดมาจากกิเลส
ทั้งสิ้น เจ้าจะต้องเรียนรู้จากข้าให้มากๆเข้าไว้ ลองไป
สัมผัสกับกิเลสดู เพลิดเพลินกับสาวงามและอาหารอัน
โอชะ เจ้าจึงจะประสบความสำเร็จบนเส้นทางสู่การ
เป็นเซียนอมตะ ” หนานซาน หวางเยว่ อธิบายชี้นำ
ออกมาด้วยความอิ่มเอมใจ
“ทุกคนต่างมีเต๋าที่เหมาะสมกับตนเอง เจ้าคิดว่ากิเลส
นั้นเหมาะสมกับเจ้า นั่นย่อมเป็นเต๋าของเจ้า อย่างไรก็
ตามนี่มันไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมกับตัวข้าเลยสักนิด”
”ข้าเข้าใจดี เจ้าสืบทอดมรดกมาจากผู้ที่เป็นเซียน
อมตะ ทั้งยังขึ้นชื่อในด้านการต่อสู้ แถมยังหาญกล้าท้า
ทายพระพุทธองค์… เมื่อได้ยินชื่อนี้ก็รู้เลยว่ามันจะต้อง
เป็นมรดกสำหรับผู้ที่คลั่งไคล้ในการต่อสู้ไม่เบาเชียวล่ะ
ทว่าผู้ชายก็สมควรที่จะอ่อนโยน และมีความเป็น
สุภาพบุรุษเช่นกัน หากต่อสู้ทุกวันแล้วหลังจากนั้นล่ะ
จะเป็นเช่นไรต่อเล่า ข้าว่าเจ้ามามาเสพสุขกับพี่ชาย
ของเจ้ากันดีกว่า เล่นไปพลาง กินไปพลาง และยัง
สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีกด้วย ร้ายกาจไม่เบาใช่มั้ยล่า
ฮี่ ฮี่……” หนานซาน หวางเยว่มักจะร่ำสุราจนเมาอยู่
เสมอ
อู่ อวี้ เข้าใจเขา แต่ทว่าจิตใจของเขานั้นเรียบง่ายยิ่ง
เขารู้สึกว่าเมื่อเกิดเป็นคนจำต้องมีความทะเยอทะยาน
ทุกคนต่างมีความปรารถนาในเต๋าที่ไม่เหมือนกัน
แน่นอนว่าเขาไม่รู้สึกว่า หนานซาน หวางเยว่ นั้นเป็น
ตัวปัญหา ร่างเดิมของมันก็เป็นหมูป่าธรรมดาๆตัวหนึ่ง
เท่านั้น ดังนั้นการเสพสุขจึงน่าจะเป็นเต๋าของมันอย่าง
แท้จริง
ในเต๋าของ หนานซาน หวางเยว่ มีความปรารถนาอยู่
มากมาย ทั้งปรารถนาในสาวงาม เหล้ายาปลาปิ้ง และ
ชื่อเสียงเงินทอง ทว่า อู่ อวี้ รู้สึกว่าจริงๆแล้วตนเองก็มี
ความปรารถนาอันแรงกล้าภายในเต๋าเหมือนกัน เช่น
เต๋าในการฝึกตนของเขา ปรารถนาในการต่อสู้ ทว่า
ความกระหายกลืนกินทุกสิ่งของร่างกลืนสวรรค์ บัดนี้
มันได้ค่อยๆครอบงำเขาจนกลายเป็นความดำมืดใน
จิตใจไปเสียแล้ว
แต่แน่นอนว่ามันเป็นสัญชาตญาณดิบของบรรพชน
มารกลืนสวรรค์ จึงพอเข้าใจและอยู่ร่วมกับมันได้
อู่ อวี้ ยังจำเป็นจะต้องพึ่งพาจิตเทวะของร่างหลักคอย
ทำการควบคุมยับยั้งอยู่เล็กน้อย แม้ว่าแบ่งหนึ่งจิต
ออกเป็นสองจะเป็นเรื่องดี แต่เขาต้องแบ่งจิตเทวะร่าง
หลักออกมาเพื่อควบคุมความกระหายของร่างกลืน
สวรรค์อยู่บ้างเพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น
“ขอเพียงตระหนักถึงตนและหนทางอันแน่วแน่ เพียง
เท่านี้เจ้าก็จะพุ่งทะยานติดปีกแล้ว เจ้ามีดีกว่าเจ้าหมู
ตอนนั้นเยอะ” หมิงซวง กล่าวออกมาตามความคิด
ของนางเอง
“มันก็ไม่แน่ เรื่องการสำเร็จกลายเป็นเซียนอมตะ ไม่
ง่ายดายจริงๆ” ตัว อู่ อวี้ เองก็มีแผนการณ์ในใจ
มากมาย ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้คือไม่ควรจะหลง
ระเริงมากเกินไป และหลังจากที่เขาทำตามเป้าหมาย
ทั้ง 2 ได้สำเร็จ เขาก็ได้เปลี่ยนเป้าหมายใหม่ในทันที
ก่อนอื่นก็จะต้องไปที่ค่ายมังกรเพลิงเพื่อรับแต้ม
ผลงานห้าแสนแต้นของตนเองมาก่อน ซึ่งนี่คือของที่
เป็นของเขา
“ราชอารักษ์เล่อ”
ยามที่เขาเดินไปไหนมาในเขตพระราชฐาน แม้ว่า อู่ อวี้
จะไม่รู้จักพวกเขา ทว่าอีกฝ่ายก็จดจำเขาได้ดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดินไปถึงประตูเขตพระราชฐาน
ทำให้เกิดเป็นความโกลาหนอย่างแท้จริง หลังจากที่
ข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ทำให้มีคนจำนวนมากมามุง
เพื่อเห็นตัวเขากันถ้วนหน้า
“ได้ยินมาว่าโอรสเล่อกำลังปิดด่านฝึกตนอยู่ ดังนั้น
จนถึงขณะนี้เขาก็ยังไม่มีตราประทับราชอารักษ์เล่อ”
“แต่นี่เป็นถึงราชโองการของจักรพรรดิโบราณเหยียน
หวง ไม่ว่าจะมีพิธีการแต่งตั้งหรือไม่ล้วนไม่สลักสำคัญ
ตอนนี้เขาเป็นราชอารักษ์เล่อแล้ว และตำแหน่งราช
อารักษ์ก็ยังเป็นตำแหน่งสูงส่งมากอีกด้วย”
“ที่เจ้ากล่าวมาก็ถูก”
“ทุกคนล้วนรู้ดีว่า อู่ อวี้ ได้รับสืบทอดมรดกที่น่า
สะพรึงกลัว แม้แต่เหล่าเชื้อพระวงศ์ยังต้องอิจฉา
กระทั่งจอมจักรพรรดิโบราณเหยียนหวงยังให้
ความสำคัญกับเขา ทำให้เหล่าผู้คนอิจฉาได้แต่จ้อง
มองด้วยความริษยาอยากจะครอบครอง”
“รอไปก่อนเถอะ ไม่ว่ายังไงสักวันหนึ่งเราก็จะได้รู้
คำตอบเอง”
“เขาจะไปที่ใดกัน?”
“ทิศนี้ดูเหมือนจะเป็นทิศที่มุ่งไปสู่ค่ายมังกรเพลิง ได้
ยินมาว่า ชวีอิ๋น สัญญาว่าจะมอบแต้มผลงานห้าแสน
แต้มของค่ายมังกรเพลิงให้กับ อู่ อวี้ เขาซ่อนตัวมา
นานถึงเพียงนี้จึงน่าจะไปรับแต้มผลงาน”
“ห้าแสนแต้มผลงาน!” คนจำนวนมากต้องสูดลม
หายใจลึก จำนวนที่ว่ามามันเป็นจำนวนที่มหาศาลยิ่ง
“ข้าว่าจะต้องมีคนในค่ายมังกรเพลิงจำนวนมากไม่
ยอมรับแน่ๆ พวกมันพยายามแทบตาย ทว่าก็ยังไม่
อาจจะได้รับแต้มผลงานมากมายขนาดนี้ได้ แต่ อู่ อวี้
กลับคว้ามันไปเฉยๆ…”
“ว่ากันว่า ผู้บัญชาการชวีต้องการนำตัวเขากลับมา
ดังนั้นจึงสัญญาเอาไว้เช่นนี้ เดิมทีในช่วงที่ อู่ อวี้ สังกัด
ในกองทัพหมิงไห่เขาก็มีแต้มผลงานถึงห้าแสนแต้ม
แล้ว”
“นั่นเป็นสิ่งที่กองทัพหมิงไห่มอบให้เขา ไม่เห็น
เกี่ยวข้องกับพวกเราเสียหน่อย! หากกองทัพมังกร
เพลิงได้ยินเรื่องเช่นนี้ พวกมันย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจ
แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็คงไม่กล้าหาเรื่อง อู่
อวี้ อยู่แล้ว”
“นั่นก็ไม่แน่เสมอไป ภายในกองทัพมังกรเพลิง มีผู้คน
ที่รับมือได้ยากอยู่มากมาย และอาจจะมีหลายคนที่ไม่
สนใจตำแหน่งของเขา พวกมันเป็นคนเก่าคนแก่ที่อยู่
มาเกินร้อยปีทั้งนั้น ทั้งยังรู้จักผู้คนมากมาย ข้าว่าวันนี้
อู่ อวี้ คงไม่น่าจะกลับมาได้ง่ายๆ”
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ