กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 813: สะกดรอยตาม
อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ ไม่สนใจเรื่องยันต์เพลิง
เหยียนหวงอีกต่อไป พวกเขาทั้งสองพุ่งทะยานจนมาอยู่
หน้าบ่อลาวาที่เป็นปากทางเข้าสู่พิภพอเวจี ยามที่ก้มลง
ไปมอง จะเห็นได้ถึงกระแสลาวาเป็นสายกำลังหมุนเวียน
ไปมา
ในฐานะที่เป็นชาวเหยียนหวง จึงทำให้มีสามารถในการ
ทนทานต่อความร้อนของชั้นลาวาได้ ซึ่งนี่เป็นทักษะ
พื้นฐาน สำหรับ อู่ อวี้ ผู้ที่ครอบครองกายาเพชรอมตะ
แค่นี้ก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้ ทั้งสองคนจึงกระโดดลงไป
ยังกระแสลาวาโดยไร้ซึ่งความลังเล
ลาวาที่กำลังไหลเวียนอยู่ส่งผลกระทบบางอย่างกับการ
มองเห็น หาก อู่ อวี้ ไม่ได้ฝึกฝนเนตรเพลิงมาก็คงทำให้
เขาไม่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบๆได้
นอกจากนี้ยังรู้สึกได้เพียงแค่ว่าพวกเขาต้องไหลตาม
กระแสลาวาไปทั้งๆแบบนี้เท่านั้น คนดำดิ่งลึกลงในพิภพ
อเวจี มุ่งหน้าลงไปยังส่วนลึกก้นบึ้ง หลังจากที่ผ่าน
พื้นผิวของลาวามาหลายชั้น จนมาถึงพื้นที่ว่างเปล่า
ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง จนเห็นได้ว่ารอบด้านเต็มไปด้วย
กระแสลาวาหลั่งไหล เนื่องจากว่าที่แห่งนี้ต้องพบเจอกับ
อุณภูมิที่สูงยิ่งมานานหลายปี ทำให้หินที่อยู่ที่นี่เกิดการ
เปลี่ยนแปลงกลายเป็นสมบัติล่ำค่าภายใต้การบำรุงด้วย
พลังฟ้าดิน จึงก่อให้เกิดเป็นเส้นวิญญาณขึ้นมากมาย
ดังนั้นเป็นไปได้ว่ามันสามารถทนทานต่อลาวาที่แผ่ขยาย
ออกไปทั่วทุกทิศทางได้
พื้นที่ใต้พิภพขนาดใหญ่เช่นนี้กับ กระแสลาวาจำนวนนับ
ไม่ถ้วน ได้ประกอบรวมกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ขึ้น
มันทั้งกว้างขวางและลึกยิ่ง นอกจากนี้ยังเห็นได้ถึงลาวา
พวยพุ่งออกมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่มันพุ่งขึ้นไปถึง
จุดสูงสุด มันก็ตกลงไปอยู่กระแสนี้อีกครั้ง วนเวียนไม่รู้
จบ
ดังนั้นพื้นที่ใต้ดินแห่งนี้จึงเกิดเป็นหมอกควันสีขาวปก
คลุมอย่างหนาแน่นเข้ามาบดบังรัศมีการมองเห็นของ
พวกเขา
ด้วยพื้นที่ลักษณะเช่นนี้ หากเป็นคนธรรมดาสามัญอย่า
คิดหวังอาศัย อย่างน้อยต้องอยู่ในขั้นแกนนภาจึงจะ
สามารถพอเอาชีวิตรอดได้บ้าง
“ยามที่ชาวกุ่ยเหยียนเกิดออกมาก็อยู่ในขอบเขตของ
มนุษย์ธรรมดา แต่คาดไม่ถึงว่าพวกมันกลับอาศัยอยู่ใน
สถานที่เช่นนี้ได้ ทั้งยังสามารถอยู่รอดและคงเผ่าพันธุ์ได้
อีก สามารถอธิบายได้ว่าความสามารถในการต่อสู้ล้วน
อยู่ในขอบเขตที่สูงส่ง ได้ยินมาว่าเด็กที่เพิ่งกำเนิด
ออกมา จะยังไม่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ใดๆ แต่ยังสามารถแหวก
ว่ายอยู่ท่ามกลางหินลาวาเช่นนี้ได้” อู่ อวี้ ได้จดจำ
รายละเอียดต่างๆในช่วงไม่กี่วันนี้แล้วนำมาเปรียบเทียบ
ว่าตัวเขาอยู่ตำแหน่งไหนใด แม้ว่าเขาจะเคยมี
ประสบการณ์พบเจอกับอุณหภูมิที่ร้อนแรง แต่ทว่าในใจ
ของเขาก็ยังรู้สึกตกใจอยู่บ้าง
หากต่อสู้ไปบนดินแดนโบราณเหยียนหวง ชาวกุ่ยเห
ยียนอาจจะพ่ายแพ้ให้กับชาวเหยียนหวง ทว่าการที่
สามารถอยู่รอดในสถานที่ที่ร้ายกาจเช่นนี้ได้ก็จะต้องชื่น
ชมในความสามารถของพวกมันจริงๆ
การต่อสู้ทุกอย่างภายในโลกแห่งนี้เป็นสิ่งที่เรียกว่าการ
ปล้นชิงอย่างแท้จริง ในการต่อสู้ชาวเหยียนหวง
กลายเป็นฝ่ายช่วงชิงความได้เปรียบ หลังจากนั้นจึงได้ใช้
สินสงครามของอีกฝ่ายได้อย่างเต็มที่
การฝึกตนบางครั้งก็เป็นเรื่องที่โหดเหี้ยม
ทุกคนล้วนอยากมีชีวิตนิรันดร์ ดังนั้นทุกคนจึงใฝ่ฝนที่จะ
สำเร็จกลายเป็นเซียนอมตะ และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่
บรรลุถึงการกลายเป็นเซียน ผู้คนจำนวนมากต้อง
กลายเป็นขั้นบันไดให้ผู้อื่นก้าวเหยียบ แม้ว่าจะยังไม่ตาย
ไปในวันนี้แต่หากถึงเส้นตายยังไงก็ไม่มีทางรอด
พวกเขาทั้งสองคนยังคงด่ำดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ลาวาที่อยู่
รอบๆเริ่มร้อนแรงยิ่งขึ้น สถานการณ์ของ อู่ อวี้ ยังถือว่า
ดีอยู่ แต่ทว่า หนานซาน หวางเยว่ เริ่มบ่นพึมพำไป
ตลอดทาง เหงื่อหลั่งรินออกมาราวกับห่าฝน แน่นอนว่า
มันย่อมมิอาจทนอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้
“หากรู้แต่แรกข้าก็คงไม่มาแล้ว ตอนนี้ข้าคงจะอยู่ที่นคร
เทวะเหยียนหวงอย่างสุขสบาย…. ที่แห่งนี้มันคือเตา
เพลิงชัดๆ!”
ในเมื่อพวกเขาเหยียบย่างเข้ามาแล้ว การที่จะกลับ
ออกไปคงไม่ง่ายดายเช่นนั้น อู่ อวี้ คร้านเกินกว่าจะไป
สนใจเขา เพราะถึงยังไงเขาก็จะก่นด่าออกมาอยู่ดี
อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านไปไม่นานเขาพลันหยุดก้าว
เดินต่อ พลางหันไปกระซิบกับ อู่ อวี้ เบาๆว่า “ข้ารู้สึก
เหมือนจะมีคนสะกดรอยตามพวกเราอยู่”
เมื่อได้ยินดังนี้ อู่ อวี้ จึงใช้เนตรเพลิงกวาดสายตามองไป
รอบๆ เนื่องจากว่ายิ่งดำดิ่งลงไปลึกมากเท่าไหร่ยิ่งมี
โอกาสที่จะได้พบเข้ากับวงเวทที่ชาวกุ่ยเหยียนวางขึ้น
เท่านั้น และชาวเหยียนหวงมากมายต้องตกตายอยู่ในวง
เวทของชาวกุ่ยเหยียน วงเวทเหล่านี้เปรียบเหมือนกับ
เป็นกับดักมรณะ แน่นอนว่าจะต้องทำการตรวจสอบให้
ดีเสียก่อน หากว่าตกอยู่ท่ามกลางกับดักนี้ แม้ว่าจะเป็น
อู่ อวี้ ก็ยังถือเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว
แต่เขาไม่ได้สังเกตว่ามีใครบางคนติดตามตัวเองมา
เพราะฉะนั้นเมื่อ หนานซาน หวางเยว่ เอ่ยออกมา เขา
จึงหวนนึกถึงระหว่างทางที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆเขาก็มี
ความรู้สึกเช่นนี้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเนตรเพลิง
อาจจะยังมองไม่เห็นถึงตัวตนของคนผู้นี้ได้
“เจ้าพบสิ่งใด?” อู่ อวี้ รู้สึกสงสัย
“กลิ่นของลมหายใจ และก็เสียง” หนานซาน หวางเยว่
กล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ
อู่ อวี้ รู้ดีว่าตัวเขามีเนตรเพลิงจึงทำให้สามารถมองเห็น
ได้ชัดเจนยิ่งกว่า แต่ จมูกและหูของ หนานซาน หวาง
เยว่ นั้นมีประสาทสัมผัสที่ดีกว่ามาก เมื่อต้องอยู่ใน
สถานที่เช่นพิภพอเวจี การที่มีหูและจมูกเช่นนี้เห็นได้ชัด
ว่ามันมีประโยชน์ยิ่งกว่าเขา
“ใครกัน?” ตั้งแต่ที่ หนานซาน หวางเยว่ กล่าวออกมา
เขาก็ไม่รู้สึกสงสัยแม้แต่น้อย
”คิดไปคิดมา ข้าว่าจะต้องเป็นคนของ ซู เฉินหยาง มัน
คงได้บอกใครสักคนที่อยู่แถวนี้ให้คอยติดตาม และคอย
สนับสนุนคนจากกองทัพมังกรเพลิง ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร
เราจะต้องสลัดมันให้พ้น หากสลัดมันพ้นแล้วพวกเรา
ค่อยว่ากันอีกที”
การที่มีคนคอยสอดแนมไล่ตาม ย่อมทำให้ดำเนินการสิ่ง
ต่างๆได้ไม่สะดวกนัก
หนานซาน หวางเยว่ กำลังคิดค้นหาวิธีที่จะสลัดคนผู้นี้
อันที่จริงแล้วเขาไม่มีปัญหาอะไรนัก เพราะว่าเขามี
ความสามารถในการพรางตัว เช่นนั้นอีกฝ่ายไม่มีทาง
ตามตัวได้
ส่วนยามนี้ร่างกลืนสวรรค์ยังคงพักฟื้น เขาจึงสามารถใช้
เคล็ดตลบฟ้าหลบหนีไปจากสถานที่แห่งนี้ได้ทันที
อย่างไรก็ตามหลังจากที่หลบหนีไปจากที่นี่แล้ว การจะ
มองหา หนานซาน หวางเยว่ ให้พบก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่เขาจะพา หนานซาน หวางเยว่ ขึ้นมาบนเมฆาตลบ
ฟ้าแล้วเร่งหลบหนีด้วยกันดู
“คงเหลือแต่วิธีนี้แล้ว”
เห็นได้ชัดว่าในยามนี้ผู้ที่ติดตามพวกเขามา จะต้องอยู่ใน
ขอบเขต 3 ภัยพิบัติค้นหาเต๋าเป็นอย่างต่ำ
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็เรียกเมฆาตลบฟ้าออกมา พร้อมกับขึ้น
ไปนั่งและให้ หนานซาน หวางเยว่ ติดตามขึ้นมาทันที
ทั้งสองไม่กล่าวสิ่งใด ฉับพลันเมฆาตลบฟ้าฉีกสายธาร
ลาวาปลดปล่อยความเร็วสูงสุดเร่งหายจากไปในทันใด
เมฆาตลบฟ้าทะยานไปข้างหน้า ข้ามผ่านความว่างเปล่า
ไปอย่างต่อเนื่อง ทว่าลาวาไม่อาจจะส่งผลกระทบต่อ
ความเร็วของมันได้แต่อย่างใด แม้ว่าจะอยู่ภายในพิภพ
อเวจีแห่งนี้ ความเร็วในการหลบหนีของ อู่ อวี้ ก็ยังถือ
ว่าเร็วอย่างน่ากลัว
เขาพบว่าตนมีความเร็วเหนือล้ำอีกฝ่ายอยู่กึ่งหนึ่ง ยามนี้
อีกฝ่ายไม่อาจจะตามติดเมฆาตลบฟ้าได้ทัน เนื่องจาก
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นยอดฝีมือขั้น 3 ภัยพิบัติค้นหาเต๋า
แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ตราบใดที่พวก อู่ อวี้
สามารถสลัดมันได้ก็เป็นเรื่องยากที่จะตามหาตัวเขาได้
พบอีกครั้ง
อีกฝ่ายพลันเกิดอาการตะลึงในทันใด เนื่องจากว่าเพียง
ชั่วพริบตาก็พบว่าตนเองหาตัว อู่ อวี้ ไม่พบแล้ว
ไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นใคร อู่ อวี้ และ หนานซาน หวางเยว่
ก็ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งสิ้น ในยามนี้เมื่อ
พบว่าสลัดคนผู้นี้ได้แล้ว พวกเขาก็ลงมาจากเมฆาตลบ
ฟ้า
พื้นที่ใต้ดินแห่งนี้ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างลึก และมี
โอกาสที่ชาวกุ่ยเหยียนจะปรากฏตัวออกมาสูง ดังนั้นที่
แห่งนี้จึงน่าจะมีชาวเหยียนหวงมารวมตัวกันอยู่ไม่น้อย
ทั้ง 4 ทิศถูกล้อมรอบด้วยลาวาอันร้อนแรง แม้ว่าจะเป็น
พื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่มีลาวา ก็จะมีควันพวยพุ่งออกมาเต็ม
พื้นที่แทน ราวกับอยู่ในหม้อนึ่งก็มิปาน จึงทำให้การอยู่
ภายในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ค่อนข้างรู้สึกอึดอัดเนื้อตัว
เป็นอย่างยิ่ง
“มาค้นหาชาวกุ่ยเหยียนกันเถอะ” อู่ อวี้ เริ่มใช้เนตร
เพลิงสอดส่องค้นหา ส่วนทางด้าน หนานซาน หวางเยว่
ก็คอยสนับสนุนเขาด้วยการใช้จมูกและหูในการควาญ
หาชาวกุ่ยเหยียน ซึ่งมันน่าจะสามารถหาได้ไวกว่า อู่ อวี้
อยู่พอสมควรทีเดียว
“เจ้ามาที่พิภพอเวจีแห่งนี้คงไม่ใช่เพียงเพื่อหาคู่ต่อสู้มา
ฝึกปรือฝีมือหรอกใช่หรือไม่ ภายในนครเทวะมีผู้คน
มากมายที่นำปัญหามาให้กับเจ้า หาคิดที่จะแลกเปลี่ยน
ฝีมือ ก็ไม่จำเป็นจะต้องดั้นด้นมาถึงที่นี่หรอก” ระหว่าง
ทาง หนานซาน หวางเยว่ พลันนึกจุดนี้ขึ้นได้ จึงเกิดข้อ
สงสัยที่ต้องเอ่ยถาม อู่ อวี้ เพราะมันรู้สึกว่าตนเอง
เกลียดสถานที่แห่งนี้จริงๆ
จุดตัดมาถึงแล้ว จะให้มันล่วงรู้ถึงความลับของร่างกลืน
สวรรค์ดีหรือไม่
ระหว่างทาง อู่ อวี้ ก็ได้คิดมาตลอด ทั้งคู่ล้วนรู้ไส้รู้พุงกัน
เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น หนานซาน หวางเยว่ นั้นก็ดู
เหมือนจะไม่ใช่คนเลวร้าย แถมความสามารถของร่าง
กลืนสวรรค์เขาก็คงปิดซ่อนไว้ไม่ได้ตลอด เพราะยามที่
บรรพชนมารกลืนสวรรค์อยู่ในจุดสูงสุด ล้วนมีเซียน
อมตะเห็นความสามารถของมันนับไม่ถ้วน
ดังนั้นเมื่อ หนานซาน หวางเยว่ เอ่ยถาม เขาจึงตอบ
กลับไปว่า “เมื่อใดที่พบกับชาวกุ่ยเหยียน เจ้าก็จะรู้ถึง
จุดมุ่งหมายในการมาครั้งนี้ของข้าได้เอง แต่ตอนนี้ยังไม่
ถึงเวลาที่ข้าจะบอกเจ้าได้”
“ไม่เอาน่า ข้าอยากรู้จนเต็มแก่แล้วนะ ยิ่งไม่บอกข้า
เช่นนี้ยิ่งทำให้ข้าอกจะแตกตายเอา” หนานซาน หวาง
เยว่ กล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา
เมื่อกล่าวจบ ทันใดนั้นก็เกิดการเคลื่อนไหวบางอย่าง
ดึงดูด จนทำให้มันมีท่าทีจริงจังขึ้นแล้วกล่าวออกมาว่า
“ดูเหมือนว่าข้าจะรู้ความจริงในไม่ช้านี้แล้วสินะ”
หมายความว่ามันรู้สึกได้ว่าชาวกุ่ยเหยียนได้มาปรากฏ
ตัวอยู่ในระแวกนี้แล้ว ยามนี้พวกเขายังมองไม่เห็นถึงกับ
ดักของชาวกุ่ยเหยียนแม้แต่น้อย ซึ่งหากชาวกุ่ยเหยียน
มาปรากฏกายขึ้นในเวลานี้พอดี ก็แสดงว่าพวกเขามีโชค
วาสนาจริงๆ
เมื่อกล่าวจบ อู่ อวี้ ก็รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวได้
เช่นเดียวกัน พวกเขาทั้งสองคนเร่งมุ่งหน้าไปยังทิศทาง
เดียวกันโดยที่ไม่ต้องบอกกล่าว เห็นได้ชัดว่าทั้งสอง
ค้นพบการเคลื่อนไหวในจุดเดียวกัน
คนเร่งพุ่งทะยานผ่านกระแสลาวา ทำลายศิลาที่ขวางกั้น
ดุจลูกศรที่ถูกปล่อยจากคันธนู จนเข้าสู่พื้นที่โล่งอีกแห่ง
หนึ่ง ทั้งสองรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวที่ปรากฏขึ้นเบื้อง
หน้าได้ในทันที ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกตะลึงนั่นคือที่
เบื้องหน้า กลับปรากฎคนหลายสิบ!!
อย่างไรก็ตามพวกเขาก็รู้สึกหดหู่ลงไปอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากว่ากลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้านี้ไม่ใช่ชาวกุ่ยเหยียน
เมื่อมองจากชุดเกราะศาสตราเต๋าวิถีแท้ที่อยู่บนร่างของ
อีกฝ่าย จึงคาดว่าพวกมันน่าจะเป็นกองทัพอื่นที่เป็น 5
กองทัพใหญ่แห่งนครเทวะ ผู้พิทักษ์มังกรทอง
ยิ่งกว่านั้นพวกมันยังเป็นผู้พิทักษ์มังกรทองทั่วๆไป แทบ
ไม่ต่างจากเหล่าผู้เยาว์ที่ ซู เฉินหยาง พามา พวกมัน
ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในอาณาจักรที่ต่ำกว่าจิตเทวะระดับที่ 5
มีทั้งหัวหน้ากองร้อยและหัวหน้ากองพัน ส่วนผู้นำของ
คนกลุ่มนี้ก็น่าจะเป็นขุนพลมังกรซ่อนคนหนึ่ง
ขุนพลของกองทัพมังกรทองยังแบ่งออกอีก 3 ระดับ
แบ่งเป็น ขุนพลมังกรซ่อน ขุนพลมังกรทอง และ ขุนพล
มังกรฟ้า มีเพียงแค่ขุนพลระดับกลางเท่านั้นที่มีชื่อเรียก
แตกต่างจากกองทัพอื่นๆ
อย่างไรก็ตามขุนพลมังกรซ่อนผู้นี้ก็ไม่ได้แข็งแกร่งมาก
เท่าไหร่ มันน่าจะอยู่ในอาณาจักรจิตเทวะระดับที่ 9
เพียงเท่านั้น คาดว่าน่าจะเป็นเพราะว่ามันเป็นคนพา
กลุ่มผู้พิทักษ์มังกรทองมาด้วยตนเอง จึงได้มีความกล้า
เข้ามาฝึกฝนในส่วนลึกของพิภพอเวจีเช่นนี้
ยามนี้อีกฝ่ายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก การปรากฏตัวอย่าง
ฉับพลันของ อู่ อวี้ และ หนานซาน หวางเยว่ ทำให้คน
กลุ่มนี้รู้สึกตกใจ พวกมันรีบรวมกลุ่มกันในทันที พร้อม
กับมองไปที่ อู่ อวี้ และ หนานซาน หวางเยว่ ด้วย
สายตาเป็นกังวล ความตึงเครียดปรากฏขึ้นอยู่บน
ใบหน้าของอีกฝ่าย
“เจ้าเป็นใคร? เป็นชาวกุ่ยเหยียนหรือ?” ผู้ที่เป็นขุนพล
มังกรซ่อนของอีกฝ่ายจ้องมอง อู่ อวี้ แล้วเอ่ยด้วย
น้ำเสียงทุ้มต่ำ
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ