กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 814: ไล่ล่าชาวกุ่ยเหยียน
ความจริงแล้ว อู่ อวี้ หาใช่ชาวกุ่ยเหยียน จาก
รูปลักษณะบ่งบอกชัดเจนว่าเขาเป็นคนเหยียนหวง
ผิวพรรณของชาวเหยียนหวงไม่เหมือนกับชาวชาวกุ่ยเห
ยียน เพราะผิวพรรณของชาวกุ่ยเหยียนส่วนใหญ่จะเป็น
สีแดง แถมดวงตาก็ยังเป็นสีแดงเข้ม ทว่าผิวกายของ อู่
อวี้ หาใช่ดังที่กล่าว
แต่เป็นเพราะเขาไม่ได้สวมชุดเกราะศาสตราเต๋าวิถีแท้
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแปดพยุหะ ดังนั้นเขาจึงถูกเคลือบ
แคลงสงสัย อย่างไรก็ตามทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะ อู่
อวี้ ไม่ทราบว่าชาวกุ่ยเหยียนภายในพิภพอเวจี แสร้ง
ปลอมตัวเป็นชาวเหยียนหวง สังหารผู้คนไปจำนวนไม่
น้อย
ยิ่งกว่านั้น อู่ อวี้ ยังมีปีศาจอยู่ข้างกาย ถ้าให้กล่าวพวก
มันไม่เคยเห็นว่ามีปีศาจจากภายนอกตนใดสามารถเข้า
มาในนี้ได้ เพราะที่นี่คือ พิภพอเวจี ปีศาจที่อยู่ด้านใน
ล้วนเป็นชาวกุ่ยเหยียน
สำหรับแปดพยุหะคนใด สามารถสังหารปีศาจที่อยู่
ภายในพิภพอเวจีได้ คนผู้นั้นก็จะได้รับแต้มผลงานด้วย
เช่นกัน ทุกอย่างที่อยู่ภายในพิภพอเวจีที่ไม่ใช่แปดพยุหะ
ล้วนเป็นเพียงแค่เหยื่อของชาวเหยียนหวงทั้งสิ้น
ดังนั้นพวกมันจึงจ้องมอง อู่ อวี้ อย่างตรึงเครึยด
โดยเฉพาะ ขุนพลมังกรซ่อน บางทีพวกมันอาจจะรู้ว่า
อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเย่ว มีฝีมือร้ายกาจไม่น้อย
หากทั้งสองเป็นชาวกุ่ยเหยียน และปีศาจจริงล่ะก็ ใน
ภายภาคหน้าทั้งสองอาจจะสร้างหายนะใหญ่หลวง ทำ
ให้ผู้คนล้มตายกันอีกไม่น้อย และมีแนวโน้มที่จะสร้าง
ความเสียหายให้กับกลุ่มของมันทั้งหมด ด้วยเหตุนี้พวก
มันจึงเตรียมพร้อมใช้ยันต์เพลิงเหยียนหวงทุกเมื่อ!
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่าจะทำให้คนพวกนี้เข้าใจผิดได้ ด้วย
ชื่อเสียงของพวกเขานับว่าเลื่องลือพอตัว แต่เห็นได้ชัด
ว่าคนเหล่านี้กลับไม่รู้จักเขาเลย ซึ่งหมายความว่าพวก
มันคงอยู่ในพิภพอเวจีมาสักระยะหนึ่งแล้ว ยังไม่ได้
ออกไปด้านนอกเลยตกข่าว
แต่ก็เท่านั้นไม่สำคัญจะมีใครรู้จักเขาหรือไม่ เขาจึงเอ่ย
ขึ้นอย่างตรงไปตรงมาว่า ” ทุก ๆ ท่านอย่าเข้าใจผิดไป
ข้ามิใช่ชาวกุ่ยเหยียน ข้ามีนามว่า อู่ อวี้ ไม่ทราบว่าพวก
ท่านเคยได้ยินชื่อเสียงของข้ามาบ้างหรือไม่ ข้าได้รับ
อนุญาตจากขุนพลมังกรเพลิงให้มาที่พิภพอเวจี ส่วน
ปีศาจที่อยู่ข้าง ๆ คือผู้ติดตามของข้าเอง ”
เขารู้สึกเกียจคร้านที่จะมีเรื่องขัดแย้งกับคนเหล่านี้ ทั้ง
ยังไม่ต้องการโจมตีพวกมัน แต่กลัวว่าพวกมันจะแอบ
สะกดรอยตามตัวเอง แล้วใช้ยันต์เพลิงเหยียนหวงเรียก
คนอื่นมาให้วุ่นวาย
แต่ไม่คาดคิดว่าพวกมันเหมือนจะไม่เคยได้ยินชื่อของ อู่
อวี้ จริง ๆ แต่ถ้าพูดถึง ซู เฉินหยาง มันก็อาจจะยังพอ
รู้จัก เพราะยศของมันเป็นถึงขุนพลมังกรเพลิง แต่หนึ่ง
ในกลุ่มของพวกมันได้เอื้อมมือออกไปห้ามปรามทุกคน
เอาไว้ ทว่าก็ยังมอง อู่ อวี้ ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
แล้วเอ่ยขึ้นว่า ” เหตุใดพวกเราต้องเชื่อคำพูดของเจ้า
ด้วย บางทีเจ้าอาจจะเป็นชาวกุ่ยเหยียนปลอมตัวมาก็ได้
ภายใน พิภพอเวจี สิ่งเดียวที่สามารถพิสูจน์ตัวตนของ
เจ้าคือยันต์เพลิงเหยียนหวงถ้าเจ้าใช้ยันต์เพลิงเหยียน
หวง ข้าถึงจะเชื่อเจ้า ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าหยาบคายก็
แล้วกัน ”
อู่ อวี้ รู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันที เป็นเพราะ ซู เฉินหยาง ไม่ได้
ให้ยันต์เพลิงเหยียนหวงกับเขา ซึ่งสิ่งนี้ทำให้คนจากแปด
พยุหะ สงสัยว่าเขาเป็นชาวกุ่ยเหยียนมากยิ่งขึ้น
สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เพราะคนกลุ่มนี้ไม่เคยได้ยิน
ชื่อเสียงของเขามาก่อน ย่อมไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูดอยู่แล้ว
แต่ อู่ อวี้ ก็รู้สึกเกียจคร้านรับมือกับพวกมัน ทั้งเขาและ
หนานซาน หวางเย่ว อยากจะรีบ ๆ ออกจากตรงนี้ให้
เร็วที่สุด
เมื่อทั้งสองมีการเคลื่อนไหว กลุ่มคนหนุ่มสาวทั้งหญิง
ชายก็มีท่าทีเคร่งเครียดในทันที หากไม่เห็นว่า อู่ อวี้
กำลังจะจากไป คาดว่าคนส่วนใหญ่คงใช้ยันต์เพลิงเห
ยียนหวงไปแล้ว
“ มีชาวเหยียนหวงอยู่ที่นี่ เป็นไปได้ว่าชาวกุ่ยเหยียนจะ
ปรากฏตัวขึ้น เราต้องระวังตัวไว้ ” หลังจาก อู่ อวี้
เดินทางจากไป เขาก็ได้กวาดตามองรอบ ๆ อย่างความ
ระมัดระวัง สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดก็คือวงเวทกับดัก
พูดยังไม่ทันขาดคำเขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลัง
ตามมาด้วยระเบิด สิ่งที่ปรากฏคือสายลาวาที่อยู่
ใกล้เคียงกับ อู่ อวี้ พลุ่งพล่านปั่นป่วนอย่างรวดเร็ว ตาม
ด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท แล้วยันต์เพลิงเห
ยียนหวงก็ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ทั้งยังไม่ใช่แค่ชิ้น
เดียวแต่อย่างน้อยมีนับสิบชิ้น ผสานไปพร้อมกับเสียง
ระเบิดดังกึกก้อง
อย่างไรก็ตามยันต์เพลิงเหยียนหวง กับ ยันต์ทำลายแสง
รัตติกาลนั้นแตกต่างกัน ยันต์แสงคือการระเบิดแสง
ขนาดใหญ่ทำให้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้อื่น ทว่า
ภายในพิภพอเวจียันต์แสงไม่สามารถใช้งานได้ ส่วนยันต์
เพลิงเหยียนหวงคือการสร้างเสียงระเบิดกัมปนาท ซึ่งทำ
ให้คนอื่นเห็นได้ชัดเจนกว่าแสง!
ยันต์เพลิงเหยียนหวงระเบิดดังขึ้นไม่ไกลจาก อู่ อวี้ เขา
กับหนานซาน หวางเยว่ หันกลับไปมองตามทิศทางที่มา
ของเสียง เมื่อมองดูทั้งสองก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย เห็นได้
ชัดว่าที่มาของเสียง และ ผู้ที่จุดยันต์เพลิงเหยียนหวง
เป็นกลุ่มคนที่พวกเขาพึ่งพบเจอ
” พวกเราออกมาตั้งนานแล้ว ไฉนพวกมันถึงเพิ่งมาจุด
ยันต์เพลิงเหยียนหวงเอาป่านนี้ สมองพวกมันเป็นสนิม
ไปหมดแล้วหรือไร? ” หนานซาน หวางเย่ว เอ่ยขึ้นอย่าง
เบื่อหน่าย
“ ไม่น่าจะเป็นเพราะพวกเรา ต้องเป็นเพราะชาวกุ่ยเห
ยียนปรากฏตัวขึ้นแน่! ” อู่ อวี้ ตื่นตัวทันที เขารับรู้ได้ว่า
จะต้องพบเจอกับชาวกุ่ยเหยียนที่มีฝีมือแข็งแกร่ง แต่
เพราะมีคนจำนวนมากเกินไปจึงกลัวว่าคนเหล่านี้จะมา
เกะกะขัดขวาง การที่ยันต์เพลิงเหยียนหวงระเบิดดังขึ้น
ในเวลาเดียวกัน แสดงว่าจะต้องมีการเคลื่อนไหวครั้ง
ใหญ่เกิดขึ้นเป็นแน่
หรือจะกล่าวอีกอย่างว่า การกระตุ้นยันต์เพลิงเหยียน
หวง คือการทำให้หน่วยกู้ชีพที่อยู่ใกล้เคียงสังเกตเห็น
เมื่อตระหนักได้ว่าชาวกุ่ยเหยียนผู้นี้แข็งแกร่ง อู่ อวี้ กับ
หนานซาน หวางเย่ว ก็มิได้เอื้อนเอ่ยวาจาอันใดให้มาก
ความ เขาใช้ออกด้วยเมฆาตลบฟ้า ห่อหุ้มร่างของทั้งคู่
จากนั้นก็พลิกตลบย้อนกลับไปยังสถาที่ ที่พวกเขาเพิ่ง
พบกับกลุ่มคนด้วยความเร็วสูงสุด เมื่อมาถึงที่นี่ก็พบว่า
กลุ่มคนที่เพิ่งจุดยันต์เพลิงเหยียนหวงเมื่อไม่นานมานี้ ได้
แยกย้ายแตกกระจายกันออกไปแล้ว แต่ละคนพากัน
กรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน ด้วยสภาพสังเวชยิ่ง มีทั้ง
ผู้บาดเจ็บล้มตายปรากฏให้เห็น ไม่รู้ว่าขุนพลมังกรซ่อน
ก่อนหน้านี้ หายตัวไปไหนแล้ว
หลังจาก อู่ อวี้ มาถึง ก็ปรากฏเงาดำหลบหนีไปยัง
ทิศทางตรงกันข้ามกับเขาทันที เห็นได้ชัดว่าเมื่ออีกฝ่าย
เห็นการดำรงอยู่ของ อู่ อวี้ มันคงคิดว่าเขาเป็นผู้อาวุโสกู้
ชีพ!
ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงชั่วพริบตา แต่ อู่ อวี้ ก็มั่นใจ สาเหตุ
ที่ทำให้ชาวเหยียนหวงบาดเจ็บล้มตายกันเป็นเบือเช่นนี้
ต้องเป็นฝีมือของชาวกุ่ยเหยียนอย่างแน่นอน
ในช่วงเวลานั้น อู่ อวี้ สามารถแลเห็นดวงตาสีแดง
เข้มข้นของฝ่ายตรงข้ามได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่เด่นชัด
เช่นเดียวกับร่างกลืนสวรรค์ แต่ภายในดวงตาของ
ชาวกุ่ยเหยียนผู้นั้น กลับแฝงไปด้วยความชั่วช้ามืดมน
อย่างไม่มีผู้ใดเหมือน จนสามารถรับรู้ได้ถึงความคั่งแค้น
และความอัดอั้นอันใหญ่หลวงตลอดช่วงชีวิตของมัน
สำหรับผู้ที่ล้มตายสิ้นชีวา อู่ อวี้ คงต้องปล่อยไป
เนื่องจากว่าเขาไม่สามารถทำอันใดได้ ดังนั้นตัวเขากับ
หนานซาน หวางเย่ว จึงรีบเร่งช่วยเหลือผู้รอดชีวิต
เนื่องจากว่าพวกเขามาถึงเร็วกว่าหน่วยกู้ชีพ
หลังจาก อู่ อวี้ พบชาวกุ่ยเหยียน ทั้งสองก็ไม่ได้เอื้อน
เอ่ยวาจาอันใด รีบเร่งใช้เมฆาตลบฟ้าไล่ติดตามมันไป
ทันที ซึ่งในระหว่างนี้ คาดว่าในที่สุดกลุ่มชาวเหยียนหวง
ก็แลห็น อู่ อวี้
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อ อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเย่ว
จากไป ก็ชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่นี่ หลังจากเห็น
สถานการณ์สีหน้าของชายชราก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
ทันที จากนั้นก็เอ่ยถามขึ้นว่า ” มีชาวกุ่ยเหยียนผู้มีฝีมือ
สูงส่งปรากฏตัวขึ้นที่นี่ใช่หรือไม่? แล้วขุนพลมังกรซ่อน
ของพวกเจ้าล่ะ? ไล่ตามมันไปแล้วงั้นหรือ?”
มีคนผู้กรีดร้องหนึ่งร้องขึ้นมาว่า “ขุนพลมังกรซ่อนตาย
ไปแล้ว! ถูกพวกกุ่ยเหยียนบดขยี้จนกลายเป็นเถ้าถ่าน! มี
ชายผู้หนึ่งนามว่า อู่ อวี้ กำลังไล่ติดตามมันไป ไม่รู้ว่า
เป็นพวกกุ่ยเหยียนหรือไม่!”
“ อู่ อวี้? เขาเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร แน่นอนว่าเขาย่อม
มิใช่ชาวกุ่ยเหยียน อย่างไรก็ตามในเมื่อ อู่ อวี้ ไล่ติดตาม
มันไปแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะไม่ตามไป แต่จะไปส่งพวกเจ้า
ที่ป้อมมังกรเพลิงเสียก่อน ”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ในที่สุดเหล่าผู้เยาว์หนุ่มสาว ก็รู้ว่า
ที่พวกมันได้พบพานก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ หาใช่ชาวกุ่ยเห
ยียน และแน่นอนว่าหากขาเป็นชาวกุ่ยเหยียน ป่านนี้
พวกมันคงถูกกำจัดไปแล้ว
หากให้กล่าวถึงผู้ที่มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับเดียวกัน
แล้ว เกรงว่าทั่วทั้งชมพูทวีปโลกธาตุแห่งนี้ คงไม่มีผู้ใด
หลบหนีการไล่ล่าติดตามของ อู่ อวี้ ไปได้
ไม่ว่าชาวกุ่ยเหยียนจะคุ้นเคยกับพิภพอเวจี หรือมีความ
เข้าใจในมหาสมุทรลาวานี้มากเท่าใด ตราบใดที่มัน
กลายเป็นเป้าหมายของ อู่ อวี้ มันก็ไม่อาจหนีรอดไป
จากเงื้อมมือของเขาได้อย่างแน่นอน หลังจากที่ชาวกุ่ย
เหยียนผู้นั้นเพิ่งหลบไปได้ไม่นาน อู่ อวี้ กับ หนานซาน
หวางเย่ว ก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าพร้อมเข้าขัดขวาง
มันไว้ทันที
เนื่องจากอาณาเขตใต้พิภพมีขนาดใหญ่โตเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งยังมีค่ายกลถูกจัดเตรียมเอาไว้มากมาย ทว่า อู่ อวี้ ก็
หาได้หวั่นเกรงว่าจะตกเข้าไปในกับดักของฝ่ายตรงข้าม
แม้แต่น้อย
ชาวกุ่ยเหยียนที่หลบหนีออกไปอย่างสุดชีวิต แต่ไม่
คาดคิดว่าความเร็วของ อู่ อวี้ จะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียง
นี้ เพียงช่วงสั้น ๆ มันก็ถูกกดดันจนไร้ซึ่งหนทางหลบหนี
คาดว่าอีกไม่นาน อู่ อวี้ ก็คงจะหยุดยั้งมันได้ ดังนั้นมัน
จึงค่อย ๆ ลดความเร็ว ล้มเลิกที่จะหลบหนี มันหาได้
หวาดกลัว อู่ อวี้ แต่ความรู้สึกที่มันสัมผัสได้จาก หนาน
ซาน หวางเยว่ ทำให้มันหวาดกลัว ด้วยเหตุนี้จึงคิดวิธี
จัดการกับพวกเขา หาที่ใดสักแห่งหยุดหลบหนี
ระหว่างที่ชะลอตัว อู่ อวี้ เร่งตรวจสอบชาวกุ่ยหยียนผู้นี้
อย่างละเอียด คาดว่าอาณาจักรฝึกตนของอีกฝ่าย น่าจะ
อยู่ในระดับจิตเทวะขั้นที่ 10 ซึ่งถือว่าสูงล้ำเป็นอย่างยิ่ง
มิฉะนั้นมันคงไม่อาจจัดการกับกลุ่มกองทัพชาวเหยียน
หวงได้ กล่าวได้ว่าชาวกุ่ยเหยียนซึ่งมีตัวตนอยู่ในระดับนี้
นับว่าหาได้ยากยิ่ง ส่วนใหญ่แล้วพวกมันจะหวงแหน
ชีวิตของตนเอง ซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของลึกของพิภพ
อเวจี ไม่ปรากฏออกมาอย่างง่ายดาย การที่ อู่ อวี้ พบ
เจอมันที่นี่ ถือว่าโชคดีอยู่ไม่น้อย
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขา กับ หนานซาน หวางเยว่ รู้สึกหดหู่
เป็นอย่างยิ่ง คือชาวกุ่ยเหยียนผู้นี้เป็นสตรี
อีกฝ่ายกำลังเฝ้าดู อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเย่ว นาง
พบว่า อู่ อวี้ มีความรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง และ หนาน
ซาน หวางเย่ว ทำให้นางรู้สึกวาดกลัว อย่างไรก็ตามเมื่อ
นางเห็นรูปลักษณ์ของ หนานซาน หวางเย่ว ในเวลานี้
ดวงตาของนางก็เป็นประกายเจิดจ้า ราวกับว่าคิดหาวิธี
ตอบโต้ได้แล้ว
หากเพ่งมองอย่างพินิจ ผิวหนังของชาวกุ่ยเหยียนผู้นี้
เป็นสีแดงเข้ม ราวกับว่าร้อนแรงเป็นอย่างยิ่ง นางมีเกศา
สีดำขลับยาวไปถึงสะโพก สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น มีเพียงผ้า
พันอกส่วนบนกับกระโปรงที่สั้นจู๋ เป็นไปได้ว่านี่อาจเป็น
เรื่องปกติภายในพิภพอเวจี ดังนั้นผิวหนังส่วนใหญ่ของ
นาง จึงถูกเพลิงความร้อนเผาผลาญ ดวงตาของชาวเห
ยียนหวงผู้นี้แฝงเร้นความก้าวร้าวป่าเถื่อน ด้วยคืนวัน
แห่งการต่อสู้อันยาวนาน ส่งผลให้รูปลักษณ์ของนาง
แปรเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งเสมือนดั่งพยัคฆ์ ทั่วทั้งร่างของ
ไปเปี่ยมไปด้วยกล้ามเนื้อ ดูแข็งแกร่งทรงพลัง มีหน้าตา
แตกต่างไปจากชาวชาติพันธุ์อื่น ๆ โดยเฉพาะตรงส่วน
สะโพกที่ยกสูงขึ้น หาใช่สิ่งที่สตรีชาวเหยียนหวงหรือชาว
เป่ยหมิงจะเทียบเคียงได้
ดังนั้นเมื่อ หนานซาน หวางเย่ว มองนาง สายตาของมัน
ก็จับจ้องมองไปยังฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่วางตา คาดว่าคง
กำลังคิดเรื่องลามกเป็นแน่ จากนั้นมันก็เอ่ยพึมพำขึ้นว่า
” ข้าไม่คิดเลยว่าดินแดนเล็ก ๆ ภายในนครเทวะแห่งนี้
จะมีสตรีเช่นนี้อยู่ นอกจากนี้ยังเป็นสเปคของข้าเลย
ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ”
มันเอ่ยวาจาแสดงท่าทางกะล่อนปลิ้นปล้อนออกมา
อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเมื่ออยู่ในร่างมนุษย์แล้ว มันดู
หล่อเหลาเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อ อู่ อวี้ พบนาง เขาก็มองในมุมต่างไปจาก หนาน
ซาน หวางเย่ว ความประทับใจแรกกับชาวกุ่ยเหยียน
พวกมันนั้นช่างดุร้ายอย่างยิ่ง ภายใต้เงื้อมมือของนางมี
วิญญาณมรณะอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน บ่งบอกได้ว่าวิถีการ
บ่มเพาะของฝึกตนนอกรีตคนนี้ค่อนข้างลึกซึ้ง ความผิด
ที่มันก่อขึ้นยังน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง เป็นเพราะหาก
ผู้ฝึกตนนอกรีตคนใดไม่โหดเหี้ยม ก็ยากจะฝึกฝนในวิถีนี้
ได้
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ