กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 815: ธวัชมารวิญญาณทารกระทม
ชาวกุ่ยเหยียนให้ความสนใจไปที่ หนานซาน หวางเยว่
เป็นพิเศษ เนื่องจากนางคิดว่ามันเป็นตัวอันตราย
นางต้องการที่จะหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเห็นว่า หนานซาน หวางเยว่ เป็น
ปีศาจ
” พี่ชาย… ท่านไม่น่าเกี่ยวข้องกับคนเหยียนหวงนี่นา
แล้วไฉนถึงต้องมาไล่ล่าข้าด้วยเล่า น้องสาวผู้นี้มีนามว่า
เยี่ยอิง ไม่เคยรู้จักมักจี่กับพี่ชายมาก่อน ถ้าเช่นนั้นท่าน
ช่วยปล่อยข้าไปได้หรือไม่ ” สตรีนางนี้เริ่มตีหน้าเศร้าเล่า
ความเท็จทำตัวน่าสงสารกับ หนานซาน หวางเยว่
หนานซาน หวางเยว่ แทบจะอดใจไม่ไหวที่จะเดินเข้าไป
สัมผัสกับความน่ารักของสาวงามผู้นี้ โดยเฉพาะเมื่อมี
สตรีผู้เปี่ยมไปด้วยความป่าเถื่อนอย่างเป็นธรรมชาติ มา
คุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้ามัน มันจึงกระแอมไอเล็กน้อย
แล้วเอ่ยขึ้นว่า ” ข้าไม่อาจทำได้ แม้ว่าข้าจะไม่เกี่ยวข้อง
กับชาวเหยียนหวง แต่สหายของข้าที่เจ้าต้องการสังหาร
เป็นชาวเหยียนหวง แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไปได้อย่างไร ”
เมื่อสตรีชาวกุ่ยเหยียนผู้มีนามว่า เยี่ยอิง ล่วงรู้ถึง
ความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง การที่ทั้งสองเป็นสหายกัน
น่าจะทำให้นางจัดการได้ง่ายกว่าเดิม นางบิดเอวไปมา
ราวกับอสรพิษเยื้องย่างเข้าไปหา หนานซาน หวางเยว่
ทรวดทรงโค้งเว้าทรงเสน่ห์เย้ายวน จนทำให้ หนานซาน
หวางเยว่ ดวงตาพร่ามัวกันเลยทีเดียว มันจ้องมองเสน่ห์
ของนางอย่างไม่ละสายตา จากนั้นนางก็แสดงสีหน้า
เศร้าหมอง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอเบ้าว่า
” ท่านคงไม่รู้ว่าชีวิตของพวกเราชาวกุ่ยเหยียนน่าสมเพช
เช่นไร การที่ข้ามีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ มันไม่ใช่
เรื่องง่ายเลย”
” นับตั้งแต่เกิดมา เราก็ถูกตีตราว่าเป็นเพียงแค่เหยื่อของ
นักล่าชาวเหยียนหวง ข้าต้องเติบโตขึ้น โดยพยายาม
กระเสือกกระสนดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างสิ้นหวัง พี่ชาย
ไม่ใช่ชาวเหยียนหวงน่าจะเข้าใจความเจ็บปวดของเรา
ถ้าในวันนี้พี่ชายปล่อยให้น้องสาวมีชีวิตอยู่ต่อไป ข้าจะ
ตอบแทนพี่ชายในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน ” เยี่ยอิง
พูดทั้งน้ำตา
ยิ่งหนานซานหวางเยว่ฟังคำพูดของนางมากเท่าไหร่
จิตใจของมันก็ยิ่งไขว้เขวมากขึ้นเท่านั้น มันถอนหายใจ
2-3 ครั้งแล้วย้อนถามกลับไปว่า ” ถ้าข้าปล่อยเจ้าไป
แล้วเจ้าจะตอบแทนข้าได้อย่างไร ? ”
“ตราบใดที่น้องสาวผู้นี้ได้ออกไป อะไรข้าก็สามารถ
ประเคนให้ท่านได้”
หนานซาน หวางเยว่ ยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “ อย่าบอก
นะว่าจะให้เจ้าตัวน้อยกับข้า? ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ อู่ อวี้ ก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะคำพูดของ
หนานซาน หวางเยว่ ช่างไร้ยางอายเสียจริง ๆ
แต่ อู่ อวี้ รู้อยู่แก่ใจดีว่าชาวกุ่ยเหยียนไม่ใช่คนดีไร้
เดียงสาเช่นดังที่นางพยายามแสร้งแสดงอยู่ ดังนั้นทุก
ถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมาในตอนนี้ อาจไม่ใช่แค่เพียง
ต้องการหลบหนี
หลังจากได้ยินคำพูดของ หนานซาน หวางเยว่ แล้ว เยี่ย
อิงดูไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย แต่กลับทำท่าทางเขินอาย
แล้วอธิบายว่า “พี่ชายเป็นปีศาจส่วนข้าเป็นมนุษย์ ไม่
สามารถให้กำเนิดทารกได้หรอก ”
มารยาจริตจะก้านของนางมีมากกว่าหมื่นเล่มเกวียน
หนานซาน หวางเยว่ จ้องมองไปที่ดวงตาของนางแล้ว
ตอบกลับไปว่า ” ไม่เป็นไร… ข้าไม่สนใจผลลัพธ์ ข้าสน
เพียงขั้นตอนปฏิบัติเท่านั้น ”
ช่างไร้ยางอาย ไร้ยางอายสิ้นดี
” แต่สหายของท่านยังอยู่ที่นี่” สีผิวของเยี่ยอิงยามนี้
กลายเป็นสีแดงเข้ม ยามที่นางเขินอายใบหน้าของนางก็
ยิ่งแดงมากยิ่ง ภาพเบื้องหน้านับว่าชวนน่าหลงใหลยิ่ง
ฝีปากแลชั้นเชิงเล่ห์เหลี่ยมของทั้งสอง สมน้ำสมเนื้อราว
กับผีเน่าโลงผุ อู่ อวี้ ซึ่งอยู่ที่นี่ด้วยกลายเป็นส่วนเกินไป
โดยบันดล
” อู่ อวี้ ล่วงหน้าไปก่อน ข้าจะตามไปทีหลัง” หนานซาน
หวางเยว่ พูดกับ อู่ อวี้ ทันที
จากน้ำเสียงเรียบร้อยที่ได้ยิน ราวกับว่าหนานซาน หวาง
เยว่อดใจรอจะกลืนกินเยี่ยอิงไม่ไหวแล้ว
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ คิดว่ามันแค่เพียงหยอกเย้าเสมือนดั่ง
หมาหยอกไก่เท่านั้น แต่ไม่คิดว่ามันจะเอาจริง ดังนั้น
เวลานี้เขาจึงแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เขามอง หนาน
ซาน หวางเยว่ ด้วยสายตาสับสนราวกับจะถามว่าเอา
จริงใช่หรือไม่? เขาไม่ทราบจุดประสงค์ของสตรีผู้นี้ สิ่งที่
นางกระทำเพียงเพื่อให้ตนเองรอดเท่านั้นจริง ๆ น่ะ
หรือ?
” วางใจได้… ข้ามีแผน” ระหว่างที่ อู่ อวี้ ยังคงงงงันเป็น
ไก่ตาแตก หนานซาน หวางเยว่ ก็แอบคุยกับเขาอย่าง
ลับ ๆ อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่ามันมี
อาวุโสอยู่ในร่างเช่นเดียวกับตัวเขาที่มีหมิงซวง ฉะนั้น
จิตใจจึงไม่น่าจะสับสน หนานซาน หวางเยว่ น่าจะมีวิธี
ที่ดีกว่าที่จะจัดการกับชาวกุ่ยเหยียนนางนี้
ถึงแม้กลยุทธ์นี้จะไม่ค่อยคุ้นเคยก็ตาม แต่ อู่ อวี้ ก็ยัง
เลือกที่จะเชื่อใจมัน เพราะนี่คือพื้นฐานของมิตรภาพ
ดังนั้นเขาจึงไม่เอื้อนเอ่ยอันใด แล้วถอยออกจากสายตา
ของคนทั้งสอง จากนั้นก็รอให้ หนานซาน หวางเยว่ มา
หาเขาเอง
ในเมื่อมาถึงพิภพอเวจีแล้ว อู่ อวี้ ก็ไม่ได้รีบร้อนกลับ คง
ต้องรอดูกันว่าชาวกุ่ยเหยียน จะสามารถทำให้ร่างกลืน
สวรรค์ของเขานั้นแข็งแกร่งขึ้นได้หรือไม่? ดังนั้น อู่ อวี้
จึงเลือกจะอดทนรอ
ฉะนั้นเขาจึงเฝ้ารอ หนานซาน หวางเยว่ โดยวนเวียนอยู่
ใกล้ๆแถวนั้น โดยเชื่อว่าหนานซาน หวางเยว่ จะต้อง
จัดการกับเยี่ยอิงได้อย่างแน่นอน
แต่หลังจากออกมาได้ไม่นาน ก็มีเสียงการต่อสู้ดังขึ้น อู่
อวี้ รีบย้อนกลับไปยังตำแหน่งเดิมอย่างรวดเร็ว ก็เห็น
ว่าเยี่ยอิง กับ หนานซาน หวางเยว่ กำลังต่อสู้กันอยู่
” สาวน้อยผู้นี้มีพิษสงร้ายกาจอย่างยิ่ง คิดใช้มารยา
หลอกล่อเกลี้ยกล่อมแล้วลอบปลิดชีพ แต่นางคงไม่คิด
ว่าบิดาผู้นี้จะมีฝีมือร้ายกาจเหนือกว่าหลายขุมนัก คิดจะ
ลักไก่ชาวบ้านกลับเป็นพลาดท่าเสียเอง น่ารำค๊าญ น่า
รำคาญ ” พอ อู่ อวี้ มาถึงหนานซานหวางเยว่ก็หัวเราะ
อย่างภาคภูมิใจ
ปรากฏว่าสตรีชาวกุ่ยเหยียนผู้นี้มีวิชาที่คล้ายคลึงกัน
เพียงแต่ในวิถีนี้ หนานซาน หวางเยว่ นั้นทรงพลังยิ่งกว่า
นาง เป็นผลให้สตรีชาวยกุ่ยเหยียนตกเป็นฝ่ายที่ถูกมัน
รังแก
ขณะที่สตรีชาวกุ่ยเหยียนกำลังต่อสู้ รูปลักษณ์ของนาง
ในตอนนี้ ก็แตกต่างจากเดิมอย่างใหญ่หลวง
บัดนี้ได้บังเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นกับร่างของ
นาง ร่างของนางปรากฏเกล็ดสีแดงเข้มลุกลามขยาย
มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังดูหยาบกระด้างถึงที่สุด แต่เดิม
ใบหน้าละเอียดอ่อนจิ้มลิ้ม ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นดุ
ร้าย นอกจากนี้ยังมีเขางอกขึ้นบนศีรษะของนาง ทำให้
สตรีชาวกุ่ยเหยียน ดูเสมือนดั่งอสุรกายอย่างสิ้นเชิง!
แม้กระทั่งร่างกายของนาง ยังปลดปล่อยกินเหม็นเน่า
ของซากศพ ลอยคละคลุ้งแพร่กระจายไปทั่ว
การที่นางเปลี่ยนแปลงจากสตรีทรงเสน่ห์ กลายเป็นอสูร
กลายกายเช่นนี้ จุดประสงค์ก็เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้
มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงหรือกาย
เนื้อล้วนแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน!
วิธีการของ หนานซาน หวางเยว่ ไม่ได้ไร้ประโยชน์เสีย
ทีเดียว อย่างน้อย ๆ มันก็บีบบังคับให้นางแสดง
รูปลักษณ์ที่แท้จริงออกมาได้
ถ้า อู่ อวี้ มีอารมณ์มานั่งเห็นอกเห็นใจชาวกุ่ยเหยียน
เขาคงไม่มาอยู่ที่นี่ ในสถานที่ยังพิภพอเวจี ท่ามกลาง
กลุ่มผู้ฝึกตนนอกรีต ยิ่งชั่วร้ายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่ง
แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นนางผู้มีความแข็งแกร่งระดับนี้ ย่อมไม่ใช่กระต่าย
ตัวน้อยแสนน่าสงสารอย่างแน่นอน
ตอนนี้นางแสดงรูปลักษณ์ที่แท้จริงออกมาแล้ว ดังนั้น
เขาจึงสามารถลงมือโดยไร้ซึ่งความลังเล หรือเห็นอก
เห็นใจแม้แต่น้อย
สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว การแยกแยะตระหนักรู้ในความคิด
ของตนถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
ระหว่างที่เยี่ยอิงกำลังต่อสู้กับ หนานซาน หวางเยว่ อู่
อวี้ ก็สังเกตเห็นศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณของนาง
การครอบครองศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณระดับนี้
นับว่าไม่ธรรมดาเลย สำหรับผู้ฝึกตนนอกรีตแล้ว
ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณระดับนี้ ต่อให้เป็นผู้ฝึก
ตนนอกรีตในอาณาจักรค้นหาเต๋ามากมาย ก็ไม่อาจมีมัน
ในครอบครอง
มันคือธวัชสีดำผืนใหญ่ และบัดนี้นางกำลังถือจับเสาค้ำ
ธงไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง เมื่อธวัชสีดำถูกโบกสะบัด ก็
บังเกิดเป็นเสียงกรีดร้องของทารกนับพันขึ้น ยิ่งถูก
กระตุ้นมากเท่าไหร่ เสียงร่ำไห้ก็ยิ่งทรงพลังขึ้นเท่านั้น
ทั้งยังดูน่าสังเวชมากขึ้นตามไปด้วย
สามารถแลเห็นด้วยว่าบัดนี้ บนผืนธวัชได้ปรากฏใบหน้า
ของทารกขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นใบหน้าของทารกแต่ละคนยัง
ดูไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย เพียงช่วงสั้น ๆ ก็ปรากฏ
ใบหน้าของทารกขึ้นนับร้อย แถมยังดูเหมือนว่า จะยิ่ง
ทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย
ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณชิ้นนี้ คือศาสตราของผู้
ฝึกตนนอกรีต กล่าวได้ว่านับเป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ ได้
สัมผัสกับปราณหยินทมิฬอันชั่วช้าอำมหิตถึงเพียงนี้ แค่
ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็รู้สึกได้ถึงความน่าคลื่นเหียนอาเจียน
อย่างถึงที่สุด ราวกับว่ามีเงาร่างเด็กทารกหน้าตาดุร้าย
ที่กำลังร่ำไห้ คลานอยู่รอบกายของเขา และยามนี้เขา
กำลังเห็นทารกผู้หนึ่ง ใช้กรงเล็บอันใหญ่โตแหลมคมไต่
ขึ้นมาบนร่างของเขา!
” ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณเช่นนี้ โหดเหี้ยมอำมหิต
ถึงขีดสุด แลเห็นได้ว่าองค์ประกอบสำคัญที่สุดของมัน
คือชีวิตของทารกแรกเกิดจำนวนนับไม่ถ้วน!” หลังจากห
มิงซวงเห็นมัน นางก็กัดฟันพูดด้วยโทสะที่พลุ่งพล่าน
อย่างไม่อาจระงับ
“ ใช้ชีวิตของทารก หลอมสร้างเป็นศาสตราวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ? อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีหมื่นชีวิตที่ต้อง
สังเวย ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก…แต่ พวกมันไม่อาจ
ออกไปข้างนอกได้ เหตุใดจึงได้มีทารกมากมายถึงเพียง
นี้”
“ แน่นอนว่าต้องมาจากชาวกุ่ยเหยียนเอง เจ้าคิดว่าพวก
มันจะไม่มีความบาดหมางระหว่างกันงั้นรึ การที่ผู้ฝึกตน
นอกรีตจะแข็งแกร่งขึ้น ต้องอาศัยการต่อสู้ซึ่งกันและ
กันเอง เนื่องจากมีศัตรูคู่แค้นอย่างชาวเหยียนหวงอยู่ที่นี่
ไม่มากนัก ดังนั้นพวกมันจึงต้องเข่นฆ่าซึ่งกันและกันเอง
เพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น ถึงแม้ผู้ที่สร้างศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณชิ้นนี้ขึ้นมา จะหาใช่นางไม่ แต่นางย่อมมี
คุณสมบัติที่คล้ายคลึงกันอย่างแน่นอน มิฉะนั้นคงไม่อาจ
ทำพันธสัญญาศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณได้ อีกทั้ง
ศาสตราชิ้นนั้น ยังต้องการชีวิตของทารกมาเซ่นสังเวย
อย่างต่อเนื่อง ”
ด้วยเหตุนี้ผู้ฝึกตนนอกรีตจึงมิใช่ผู้บริสุทธิ์ ยิ่งพวกมัน
แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งบาปหนามากขึ้นเท่านั้น
ผู้ฝึกตนนอกรีตบางชาติพันธุ์มีอาณาจักรฝึกตนเป็นของ
ตัวเอง เช่น ราชวงศ์มารฟ้า หรือ อาณาจักรเมฆา
ทะยาน บางทีอาจเป็นเพราะพวกมีวิธีการบำเพ็ญตนที่
ดีกว่ามาก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ยิ่งพวกมันมี
สภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกับชาวกุ่ยเหยียนมากเท่าไหร่
วิธีการบำเพ็ญตนของพวกมันยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
เนื่องจากว่าหากไม่ทำเช่นนั้นแล้ว พวกมันจะรอดไปได้
อย่างไร?
มีเรื่องราวมากมายบนโลกนี้ ไม่อาจบอกได้ว่ามันถูกหรือ
ผิด
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ รู้ว่าสิ่งที่เขาควรทำตอนนี้ คือการ
ทำลายศาสตราเต๋าชั้นเลิศทิ้งเสีย หรืออย่างน้อย ๆ ก็
ยากที่จะนำมันกลับมาใช้ได้ได้อีกครั้ง
” จ้องขนาดนั้นมีอะไรงั้นหรือ? คงมิใช่ว่าจะมีปัญหาอัน
ใดกับ ธวัชมารวิญญาณทารกระทม ของข้าหรอก
กระมั้ง?” เสียงของเยี่ยอิงยังคงเป็นเช่นเดิม นางจับจ้อง
ไปยัง อู่ อวี้ พร้อมกับกล่าวขึ้นอย่างเย้ยหยัน
“ ชาวเหยียนหวงเช่นพวกเจ้า คิดว่าตัวเองบำเพ็ญตนใน
วิถีทางที่ถูกต้อง รำพึงฟ้าเวทนาคน กล่าวอ้างบัญชา
สวรรค์ แต่ไม่รู้เลยว่า ผู้ฝึกตนเช่นเจ้าคือผู้ที่ให้พวกเรา
ต้องเข่นฆ่าซึ่งกันและกันเอง ต้องใช้ชีวิตอย่างหลบ ๆ
ซ่อน ๆ หากเลือกได้ ใครบ้างที่ไม่อยากมีผิวพรรณดี ๆ
ไม่อยากบำเพ็ญตนกลายเป็นเซียนอมตะ? ” เยี่ยอิง
หัวเราะ จากนั้นก็โบกสะบัดธวัชมารวิญญาณทารก
ระทม เข้าห้ำหั่นกับ หนานซาน หวางเยว่
อันที่จริงแล้วคำกล่าวนี้ของนาง แม้แต่ อู่ อวี้ ก็ยังรู้สึกว่า
มันสมเหตุสมผลอยู่ไม่น้อย
บางทีสิ่งนี้อาจเป็นเพราะโชคชะตา
ไม่เคยเห็นสิ่งที่พวกเขาต้องพบเจอ จึงไม่เคยรับรู้มาก่อน
เลยว่า แรงกดดันแบบไหนกันที่ทำให้พวกเขาต้อง
พยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างทุกข์
ทรมาน แรงกดดันที่ทำให้พวกมันต้องตัดสินใจเพื่อที่จะ
เอาชีวิตรอด
เมื่อเส้นทางแห่งเต๋าของ อู่ อวี้ ปรากฏความสงสัย
บางอย่างขึ้น เส้นทางสู่แห่งการฝึกตน ก็จะปรากฏขึ้น
อีกครั้ง ซึ่งสิ่งนี้นับว่าเป็นการช่วยเหลือตัวเขา
ฝึกฝนบำเพ็ญตนคือการปล้นชิง ต้องเปลี่ยนไปด้วย
ความกล้าหาญและความสามารถ
ฝึกฝนบำเพ็ญตน คือการปล้นชิงตนเอง ตระหนักรู้ถึง
ความกล้าหาญในจิตใจ เพื่อปกครองใต้หล้า จำเป็นต้อง
มีความแข็งแกร่งที่เพียงพอ หากไม่อาจเปลี่ยนแปลง
ความจริงได้ ไม่ว่าผู้ใด ก็ตกต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่
ผู้อื่นสร้างขึ้น!
” เสียงร่ำไห้โหยหวนของเด็กทารก ฟังดูไพเราะมากเลย
ใช่หรือไม่? ราวกับกำลังร่ำไห้เรียกหาบิดามารดร แล้ว
ผู้ใดเล่าที่บังคับให้ข้าต้องเซ่นสังเวยชีวิตของมนุษย์แก่
ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณชิ้นนี้ ไม่ใช่ชาวเหยียน
หวงอย่างจากพวกเจ้าหรือไง? ต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย
ทั้งมวลก็คือเจ้า! ” เยี่ยอิงกล่าวทุกถ้อยคำอย่างประจักษ์
แจ้งชัดเจน
อู่ อวี้ ลงมือตอบโต้นาง ด้วยการอัญเชิญหุ่นเชิดมังกร
กระดูกอัคคีออกมาจากเจดีย์ล่องกำเนิด ให้คอย
ช่วยเหลือสนับสนุน หนานซาน หวางเยว่ ต่อสู้กับเยี่ยอิง
ส่วนร่างต้นของเขา ก็เตรียมพร้อมหาโอกาสจะเข้าไป
ช่วยเหลือ เนื่องจากว่ายามนี้ร่างกลืนสวรรค์อ่อนแอเป็น
อย่างยิ่ง ดังนั้นจึงไม่อาจประสานงานช่วยเหลือกับตัว
เขาได้
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ