กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 817: ขุนพลมังกกรฟา
ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมการจะเดินทางต่อ อู่ อวี้
กับ หนานซาน หวางเยว่ พลันได้ยินเสียงบางอย่างกำลัง
เคลื่อนไหวมาจากทางทิศหนึ่ง ดูเหมือนว่ามีคนจำนวน
ไม่น้อยกำลังพุ่งทะยานมาที่แห่งนี้
พวกมันน่าจะได้ยินเสียงการต่อสู้ตอนก่อนหน้านี้จน
ดึงดูดเข้ามา
อู่ อวี้ ถึงกับนิ่งอึ้งไป แล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนที่ เยี่ยอิง
กล่าวมาจะเป็นเรื่องจริง นางมีกำลังเสริมหรืออาจจะ
เป็นผู้ฝึกตนขั้นค้นหาเต๋า ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ได้มีเพียงแค่
คนเดียวด้วย“
ไม่เช่นนั้นแล้วใครกันที่จะหาสถานที่นี้พบได้อย่าง
รวดเร็วหากไม่ใช่เจ้าถิ่น?
อีกฝั่ายมุ่งหน้ามาด้วยความรวดเร็ว อู่ อวี้ ยังไม่ทันได้
จากไปก็ถูกพบตัวเข้าแล้ว
แต่ อู่ อวี้ ก็ยังไม่ได้เร่งรีบจากไป เพราะถึงแม้ว่าเขา
จะต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือค้นหาเต๋า เขาก็มี
ความสามารถมากพอที่จะหนีได้
อย่างไรก็ตามเขากับ หนานซาน หวางเยว่ ก็ตอบสนอง
ได้อย่างรวดเร็ว ยังโชคดีที่ผู้มาเยือนไม่ใช่ชาวกุ่ยเหยียน
แต่เป็นคนของฝังตนเอง
แต่ก็ถือว่าไม่ได้เป็นคนฝังเขาจริงๆ หากมองดูใกล้ๆจะ
เห็นได้ว่าคนกลุ่มนั้นก็คือกลุ่มผู้เยาว์ประมาณ 7-8 คน
ทั้งหมดมีบุรุษ 4 คน และ สตรีอีก 3 คน พวกมันเป็นผู้
ฝึกตนที่มีอายุประมาณ 100 ปี แต่มีลักษณ์ที่ดูเหมือน
ผู้เยาว์ทั่วๆไป เหล่าบุรุษมีท่าทางองอาจกล้าหาญ ส่วน
เหล่าสตรีก็เปียมล้นไปด้วยความงามที่สามารถล่มเมือง
ได้อย่างไม่ยากเย็น หญิงสาวทั้ง 3 คน ต่างมีลักษณะโดด
เด่นเป็นเอกลักษณ์ บางคนมีเสน่ห์ บางคนดูสดใสมี
ชีวิตชีวา บางคนเต็มไปด้วยความงามอันสูงส่ง ทั้ง 3 คน
สวมใส่ชุดเกราะของ 8 กองทัพใหญ่ ชุดเกราะของพวก
นางเป็นสีม่วงตัดสลับกับสีขาว แม้ว่าจะมีรูปแบบ
เช่นเดียวกัน ทว่าเมื่อพวกนางสวมใส่กลับให้ความรู้สึก
แตกต่างกัน นับว่าเป็นความประทับใจแรกที่น่าอิ่มเอม
ยิ่ง
สำหรับเหล่าบุรุษ คาดว่าพวกมันน่าจะเป็นลูกหลานของ
เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มีลักษณะที่สูงศักดิ์ ทั้งยังฝึกฝน
เคล็ดวิชาเต๋าเคล็ดอิทธิฤทธิ์ที่ดีที่สุดมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย
ไม่ว่าจะแววตาหรือว่าท่าทางล้วนไม่เหมือนกับชาวเห
ยียนหวงทั่วๆไป
ความแข็งแกร่งของพวกมันก็ไม่เป็นรองใคร พวกมันแต่
ละคนล้วนเป็นถึงขุนพลมังกรซ่อน! บุรุษสี่คนอยู่ใน
อาณาจักรจิตเทวะระดับที่ 10 ส่วนอิสตรีทั้งสามอยู่ใน
อาณาจักรจิตเทวะระดับที่ 9 เหมือนกับว่าเหล่าบุรุษ
คอยปกปั้องสตรี รวมกลุ่มกันเพื่อหาประสบการณ์
ภายในพิภพอเวจีแห่งนี้
การรวมกลุ่มเช่นเดียวกับพวกมันก็มีอยู่ไม่น้อยภายใน
นครเทวะ สุดท้ายแล้วนครเทวะก็เป็นสถานที่รวบรวม
เหล่าอัจฉริยะมากมาย แต่การที่พวกมันมาปรากฏตัวที่นี่
นั้นหาได้ยากยิ่งนัก ส่วนใหญ่แล้วคนที่อยู่ที่นี่จะมี
รูปแบบเป็น 1 ขุนพลมังกรซ่อนนำพาคนกลุ่มใหญ่เข้า
มาฝึกฝนหาประสบการณ์
ในขณะ อู่ อวี้ มองเห็นพวกมัน อีกฝั่ายก็มองเห็นเขา
ด้วยเช่นกัน ที่แห่งนี้ยังคงมีกลิ่นอายของการต่อสู้
หลงเหลืออยู่ ดังนั้นพวกมันจึงพอจะคาดเดาได้ว่าที่แห่ง
นี้เพิ่งจะเกิดการต่อสู้ที่รุนแรงขึ้น
อู่ อวี้ จำได้ว่าก่อนหน้านี้ตนเองไม่เคยมีเรื่องผิดใจกันมา
ก่อน เช่นนั้นคนกลุ่มนี้อาจจะยังไม่รู้ถึงสถานะของเขา?
เขาเพิ่งจะผุดคำถามนี้ขึ้น แต่ทว่าหนึ่งในบรรดาบุรุษซึ่งมี
อยู่คนหนึ่งที่มีรูปร่างเผรียวบาง ใบหน้าดูเย็นชา เอ่ยถาม
อู่ อวี้ ขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า “อู่ อวี้ ได้ยินมาว่า
เจ้ากำลังตามล่าชาวกุ่ยเหยียนคนนั้นอยู่ ข้าเห็นว่าพวก
เจ้าเพิ่งจะต่อสู้กัน ณ ที่แห่งนี้ แล้วชาวกุ่ยเหยียนที่ว่าอยู่
ไหนเสียแล้ว?”
ปรากฏว่าพวกมันก็ไล่ล่าติดตาม เยี่ยอิง มาด้วยเช่นกัน
จึงไม่แปลกใจที่มันจะมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างรวดเร็ว
อีกทั้งพวกมันยังรู้ถึงตัวตนของเขาอีกด้วย เช่นนั้นก็เป็น
เรื่องง่ายแล้ว อู่ อวี้ จึงกล่าวออกไป “แล้วพวกเจ้าเป็น
ใคร แล้วพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าราชอารักษ์เล่อได้ด้วยงั้น
หรือ?”
พวกมันน่าจะเป็นกลุ่มขุนพลมังกรซ่อนอันดับต้นๆ
ภายในกองทัพ จำได้ว่าเมื่อตอนที่อยู่ในกองทัพหมิงไห่
ขุนผลโย่วหมิงที่อยู่ในอาณาจักรจิตเทวะระดับที่ 9 ก็มี
ไม่มากเท่าไหร่
เมื่อถูก อู่ อวี้ เอ่ยถามเช่นนี้ พวกมันพลันยกยิ้มขึ้น เห็น
ได้ชัดว่าพวกมันไม่เห็น อู่ อวี้ อยู่ในสายตา พวกมันยัง
แสดงท่าทีเย้ยหยันออกมาไม่ขาดสาย จากนั้นสตรีใน
กลุ่มก็เอ่ยออกมาพร้อมกับถอนหายใจ “แม้แต่กองทัพ
เพลิงอัสนีของพวกข้า เจ้าก็ยังไม่รู้จัก ยังกล้าเสร่อมาที่
พิภพอเวจีแห่งนี้อีกงั้นรึ พวกข้าคือใครเจ้าไม่จำเป็น
จะต้องรู้ พวกข้าขอถามเจ้าว่าชาวกุ่ยเหยียนคนนั้นอยู่ที่
ไหน? หรือเจ้าจะพ่ายแพ้? อุ๊บ..ต้องขออภัยท่านราช
อารักษ์เล่อ”
กองทัพเพลิงอัสนี ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในแปดพยุหะ
ทว่าไม่ได้ประจำการอยู่ที่นครเทวะ กองทัพนี้ประจำการ
อยู่ที่ด้านนอกเมือง บนร่างพวกมันแต่ละคนล้วนมีกลิ่น
อายอัสนีอยู่อย่างเจือจาง เปลวเพลิงที่ผสมผสานกับ
อัสนี ด้วยความสามารถทั้งสองจะก่อเกิดเป็นพลังสังหาร
สูงล้ำ
“อู่ อวี้ เลิกเล่นลิ้นได้แล้ว บอกพวกข้ามาชาวกุ่ยเหยียน
ผู้นั้นอยู่ที่ใด? ชาวกุ่ยเหยียนผู้นี้ทำผิดมหันต์จำเป็น
จะต้องถูกจับกุม หากเจ้ายังถ่วงเวลาเช่นนี้ เจ้าคงต้อง
รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น”
บุรุษที่มีรูปร่างสูงใหญ่พลันเอ่ยออกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
หนานซาน หวางเยว่ มองเห็นพวกมันดึงดันเช่นนี้ จึง
บังเกิดความรู้สึกไม่พอใจ “เจ้ากล้าพูดจาเช่นนี้ต่อหน้า
ราชอารักษ์เล่อ ไม่กลัวจะถูกทำโทษงั้นรึ? แม้แต่ขุนพล
มังกรฟั้าของพวกเจ้าเมื่อพบกับราชอารักษ์เล่อยังต้อง
แสดงความเคารพออกมาเชียวนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้ ทว่าอีกฝั่ายกลับระเบิดเสียงหัวเราะ
สตรีคนที่สองพลันกล่าวขึ้น “มีสิทธิอะไรงั้นรึ? โอรสเล่อ
ยังไม่ออกมาแม้แต่ก้าวเดียว แล้วใครให้กับอำนาจกับ
เขา? ไม่มีสิ่งใดจีรังหรอกนะขอบอก ไม่รู้ว่าตัวเองตกอยู่
ในฐานะอะไรเสียแล้ว….คิดจริงๆหรือว่าเหยียนหวงจะ
กลายเป็นวิมานบนสวรรค์ของพวกเจ้า เดี๋ยวก่อน เจ้า
หมูตัวนี้ไฉนจึงกล้าเอ่ยปากแทรกเรา?”
เมื่อดูท่าทางหยิ่งยโสของสตรีนางนี้ หนานซาน หวาง
เยว่ ก็ไม่ได้บังเกิดโทสะ ทว่ากลับหัวเราะขึ้นแล้วกล่าว
ตอบไปว่า “โอหังยิ่งนัก ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะอ้อนว่าขอ
ความเมตตาต่อหมูตัวนี้เช่นข้าอย่างไร”
หากเป็นเรื่องการปะทะคารม หนานซาน หวางเยว่ ก็ไม่
เป็นรองใคร เพียงพริบตาพวกมันทั้งหมดบังเกิดควัน
ออกหูกันถ้วนหน้า พวกมันอยากจะลงมือเต็มทน แต่
แน่นอนว่าพวกมันยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร ยามนี้ยังคง
ก่นด่าออกมาซึ่งเป็นคำกล่าวที่ไม่อาจสดับรับฟังได้
“เมื่อถึงเวลาพวกเจ้าสามคนจงเข้ามาปรนนิบัติท่านปูั่ผู้
นี้บนเตรียงพร้อมๆกันล่ะ หากไม่เป็นงาน ท่านปูั่จะตีก้น
น้อยๆของพวกเจ้าให้คามือเสียเลย” หนานซาน หวาง
เยว่ เอ่ยถ้อยคำแทะโลมจากนั้นก็หัวเราะอย่างเบิกบาน
ใจ เห็นได้ชัดว่าตัวมันสนใจเพียงแต่เรื่องเดียวจริงๆ
คำกล่าวเหล่านี้ทำให้ใบหน้าของพวกมันแปรเปลี่ยนเป็น
เขียวคล้ำ ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ พวกมันไม่สนใจ
สถานะของ อู่ อวี้ อีกต่อไป ฉับพลันคนทั้งหลายพุ่ง
ทะยานหมายมาดจู่โจม ทว่าเปั้าหมายกลับไม่ใช่ อู่ อวี้
เพราะท้ายที่สุด อู่ อวี้ ก็ยังมีศักดิ์ฐานะเป็นถึงราช
อารักษ์เล่อ เปั้าหมายระบายโทสะของพวกมันกลับเป็น
หนานซาน หวางเยว่ !!
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นว่าพวกมันกำลังจะหาเรื่อง ทั้งยังพุ่งเปั้า
มาที่ อู่ อวี้ หนานซาน หวางเยว่กลับยังมีความกล้า
หาญมากกว่าตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงกล่าวขึ้นมาว่า
“ชาวกุ่ยเหยียนที่พวกเจ้าตามล่า ถูกข้าสังหารไปแล้ว
ถ้าไม่มีเรื่องอะไรอีกเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
การต่อสู้กับพวกมันถือว่าไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งไปกว่า
นั้นอีกฝั่ายก็มีจำนวนมากกว่า และยังมีผู้ฝึกตน
อาณาจักรจิตเทวะขั้นที่ 10 อยู่ถึง 4 คน คิดไปแล้วเขา
กับ หนานซาน หวางเยว่ ย่อมไม่มีประโยชน์อะไรที่จะ
ไปตอแยพวกมัน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องรั้งอยู่ที่นี่อีก
ต่อไป เขานำเมฆาตลบฟั้าออกมาพร้อมกับพุ่งทะยาน
ออก จนทำให้พวกมันคว้าเอาไว้แต่ความว่างเปล่า
“พวกเจ้าสังหารชาวกุ่ยเหยียนเป็นแล้วงั้นรึ? แล้ว
ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณของมันอยู่ที่ใด? จงส่ง
สิ่งชั่วร้ายนั่นมาให้เราเพื่อให้ขุนพลมังกรฟั้าทำลายเสีย!
อู่ อวี้ ข้าจะไม่ถือสาเรื่องที่สัตว์ชั้นต่ำเช่นผู้ติดตามของ
เจ้ากล่าว ตราบใดที่เจ้านำศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณชิ้นนี้ออกมา” เมื่ออีกฝั่ายได้ยินคำกล่าวของ อู่
อวี้ ก็เปลี่ยนเปั้าหมายไปในทันที
ดูเหมือนว่าศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณนี้จะมี
ความสำคัญต่อพวกมันมาก
อู่ อวี้ กลับยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “มอบให้พวกเจ้าแล้วให้
พวกเจ้านำมันไปแลกเปลี่ยนเป็นแต้มผลงานรึ? แล้ว
พวกเจ้าจะบอกว่าชาวกุ่ยเหยียนคนนี้เป็นพวกเจ้าที่
สังหารใช่หรือไม่? เจ้ากำลังฝันกลางวันอันใดอยู่?”
ทว่าเมื่อความคิดพวกมันถูก อู่ อวี้ เปิดโปง โทสะที่มีอยู่
แล้วจึงยิ่งปะทุขึ้นกว่าเดิม
“เจ้าผายลมอันใด! เจ้าไม่มีสิทธิที่จะถือครองสิ่งของที่ชั่ว
ร้ายเช่นนี้ เมื่อได้รับมาจำต้องส่งมอบแก่ขุนพลมังกรฟั้า
เท่านั้น นี่คือกฏของพวกเราแปดกองทัพใหญ่! ” บุรุษที่
อยู่ในกลุ่มเอ่ยขึ้น
อู่ อวี้ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าไม่ได้เป็นคนของ
แปดกองทัพใหญ่เช่นพวกเจ้า ทำไมข้าจะต้องทำตามกฏ
นั้นด้วย นอกจากนี้หากข้าอยากจะมอบ ขาออกข้าค่อย
ส่งมอบเองกับมือก็ได้ ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าเลย
ขอตัวลา”
หลังจากที่กล่าวจบ เขาก็บังคบเมฆาตลบฟั้า พา หนาน
ซาน หวางเยว่ มุ่งหน้าเข้าไปส่วนลึกของพิภพอเวจีต่อไป
เขาไม่ได้ใช้ความเร็วมากเท่าใด เพราะยิ่งเข้าไปลึกมาก
เท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะพบเจอกับกับดักของชาวกุ่ยเห
ยียนสูงขึ้น หากเขาใช้ความเร็วที่มากเกินไป เกรงว่าจะ
ไม่สามารถตรวจสอบการคงอยู่ของกับดักได้
อู่ อวี้ คิดว่าเมื่อพวกมันเห็นตนสลัดออกมาเช่นนี้แล้ว ก็
คงจะรามือ แต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝั่ายจะยอมทำทุกอย่าง
เพื่อให้ได้มาซึ่งศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ บัดนี้
พวกมันไล่ล่าติดตามหลังของ อู่ อวี้ อย่างไม่ลดละ!
“พวกมันช่างน่ารำคาญจริงๆ เห็นทีเมื่อสบโอกาสต้องสั่ง
สอนให้มันรู้สำนึกบ้างแล้ว” หนานซาน หวางเยว่ หัน
กลับไปยิ้มอย่างชั่วร้าย
อู่ อวี้ เห็นว่าพวกมันยังคงไล่ตามมาอยู่ หากเขาไม่เร่ง
ความเร็วขึ้นอีกฝั่ายจะต้องตามเขาทันแน่ๆ ไม่มี
ทางเลือกแล้ว!! แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่บุ่มบ่ามอยู่บ้าง
แต่เขาทำได้เพียงแค่เร่งความเร็วขึ้นอย่างฉับพลัน รอให้
สลัดพวกมันให้ได้ก่อน จึงค่อยลดความเร็วลง
อู่ อวี้ กระโจนเข้าหากระแสลาวาที่อยู่เบื้องหน้า
พริบตาเดียวทั่วทั้งร่างของเขาก็ถูกลาวาเคลือบกาย
ทะยานหายไปจากคลองจักษุ
เบื้องหลัง พวกมันโหวกเหวกโวยวายชั่วครู่ก่อนจะไล่ล่า
ติดตามเข้าไป
ด้วยความเร็วของ อู่ อวี้ ในไม่ช้าก็สามารถสลัดพวกมัน
ไปได้ ทว่าในใจของเขายังคงปรากฎโทสะอยู่ เนื่องคน
กลุ่มนี้ยังคงไล่ล่าไม่ปลอย นี่แสดงว่าพวกมันไม่เห็น อู่
อวี้ อยู่ในสายตา
แต่ในชั่วเสี้ยววิ เขารู้สึกเหมือนกับตนเองเข้ามาอยู่ใน
สถานที่อีกแห่ง
“แย่แล้ว!”เป็นไปได้ว่าเขาตกเข้าสู่งวงเวทกับดับของ
ชาวกุ่ยเหยียน
จำได้ว่าข้อห้ามเมื่ออยู่ในส่วนลึกของพิภพอเวจีก็คือการ
ไล่ล่า เพราะมันจะทำให้ตกเข้าสู่วงเวทกับดักได้ง่าย
ตัว อู่ อวี้ เองไม่รู้สึกกลัว เพราะว่าข้างกายของเขาก็ยังมี
หนานซาน หวางเยว่ อยู่ แต่เมฆาตลบฟั้าขั้นที่ 2 ไม่อาจ
พาเขาทั้งคู่ออกไปได้
มาคิดมากยามนี้ก็สายเกินไปแล้ว
หลุดเข้ามาเสียแล้ว!!
สิ่งที่คิดไม่ถึงก็คือ ลาวาและอุณภูมิร้อนแรงที่ล้อมรอบ
กายของเขาพลันหายไปในพริบตา…….
ที่แห่งนี้ราวกับเป็นแดนสวรรค์ของมนุษย์โลก
อู่ อวี้ พบว่าตนเองมาปรากฏตัวอยู่ในแดนสวรรค์ เขา
กำลังยืนอยู่บนยอดเขาสูง เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ
ก็เห็นทุ่งหญ้าเขียวขจีอันกว้าใหญ่ไพศาล ทั้งยังมีทะเล
หมอกปกคลุม ฉากเบื้องหน้าสวยงามราวกับเป็น
ภาพวาดที่แสนวิจิตร
ผืนปั่าที่อยู่ใต้ฝั่าเท้ากระจายกลิ่นหอมหวนของดอกไม้
กลิ่นนี้ทำให้เขารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ายิ่ง
ทิวทัศน์นี้ช่างสวยงามเหลือล้ำ แต่ก็ไม่ถึงกับตกใจอะไร
มากนักในคราแรก เนื่องจากในเมื่อครู่ก่อนเขายังอยู่ที่
พิภพอเวจี แต่ทว่าเพียงชั่วพริบตากลับมาปรากฏตัวใน
สถานที่เช่นนี้ มันจึงทำให้เขาตอบสนองไม่ทัน
“ข้าว่าเราไม่ได้อยู่ที่สถานที่อื่น สิ่งที่อยู่เบื้องหน้า น่าจะ
เป็นภาพลวงตาที่เกิดขึ้นจากวงเวท”หลังจากที่ หนาน
ซาน หวางเยว่ มองไปที่รอบๆ เขาก็กล่าวออกมาด้วย
ความมั่นใจ
เมื่อสิ้นเสียงลง เบื้องหลังก็ได้ปรากฏเสียงดังไล่หลังมา
สมควรเป็นพวกมันที่ไล่ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง จนใน
เวลาต่อมาพวกมันก็ได้มาถึงในที่สุด ทั้งหมดต่างมองไป
รอบๆด้วยความประหลาดใจ โดยเฉพาะเหล่าสตรี พวก
นางอดไม่ได้ที่จะกรีดร้อง ใบหน้าปรากฏความหวาดกลัว
“ไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรน่ากลัวทั้งสิ้น พวกเราอยู่ที่นี่
แล้ว” เหล่าบุรุษกล่าวปลอบ
“นี่เป็นเพียงแค่วงเวทของชาวกุ่ยเหยียน ไม่ได้เป็นเรื่อง
ใหญ่อะไรนัก พวกเรามีคนมากเช่นนี้ ย่อมสามารถ
ทำลายมันได้อย่างแน่นอน”
“ถูกต้อง”
ความจริงพวกมันก็ไม่ได้มั่นใจมากเท่าไหร่ ดังนั้นน้ำเสียง
จึงแฝงไว้ด้วยความกลัวอยู่เล็กน้อย
เพราะว่าพวกมันเข้าใจว่าการที่มาอยู่ในโลกเช่นนี้ได้ คน
ที่สร้างวงเวทนี้ขึ้นมาจะต้องมีระดับที่สูงมากอย่างไม่ต้อง
สงสัย
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ