กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 818: โลกแหงคายกล
กลุ่มคนทั้งเก้าคน ติดตามไล่ล่ากันจนเข้าสู่โลกแห่งค่าย
กล
ด้วยความเข้าใจของ อู่ อวี้ เขาสามารถบ่งชี้ได้ว่าสถานที่
แห่งนี้ไม่ใช่อีกมิติแต่เป็นโลกที่ถูกสร้างขึ้นจากค่ายกลวง
เวท แม้จะดูว่ามีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ แท้จริงขอบเขต
ของวงเวทที่ถูกจัดวางตำแหน่งไว้อาจจะไม่ใหญ่อย่างที่
เห็น
ทุกสรรพสิ่งที่นี่ล้วนเกิดจากค่ายกล ไม่ว่า บรรพต สาย
ชลธี น่านฟั้าเมฆา หมู่มวลบุพผาพงไพร วิหคและสัตว์
น้อยใหญ่ บนร่างของพวกมันมีวงเวทขนาดใหญ่ซับซ้อน
ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด มันคือมหาเวทฟั้าดินที่กำลัง
ทำงานอยู่
มหาเวทฟั้าดิน มีมหาวงเวทโจมตี มหาวงเวทปั้องกัน
นอกจากนี้ยังมีวงเวทอื่น ๆ ที่มีผลอีกหลากหลาย
เช่นวงเวทค่ายกลที่อยู่ตรงเบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ยามนี้
เขายังไม่แน่ใจเลยว่า ความสามารถของมันคืออันใดกัน
แน่?
ค่ายกลนี้น่าจะมีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ทำให้
ผู้คนที่เข้ามาในโลกนี้ต่างคิดว่าสิ่งที่อยู่รอบตัวของพวก
มันเป็นเรื่องจริง
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ตระหนักตั้งแต่แรก
แล้วว่า นี่ต้องเป็นค่ายกลของชาวกุ่ยเหยียนอย่าง
แน่นอน
เมื่อพิจารณาวงเวท บอกได้เลยว่าผู้ที่จัดวางค่ายกลนี้
ช่างน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่สามารถจัดวางค่าย
กลซึ่งมีความสลับซับซ้อนถึงเพียงนี้ได้ ระดับฝีมือของมัน
ต้องสูงส่งมากทีเดียว นอกจากนี้ยังมีความรู้ความเข้าใจ
ในค่ายกลวงเวทอย่างลึกซึ้ง มั่นใจได้ว่าผู้ที่สร้างวงเวทนี้
จะต้องหมกมุ่นอยู่กับมัน เพราะต้องใส่ใจในรายละเอียด
ทั้งยังต้องคอยแก้ปัญหา จนทำให้โลกที่เห็นอยู่ในยามนี้
ไม่ว่าจะเป็นสายลมโชยอ่อน พืชพันธุ์พฤกษา กลิ่นหอม
ละมุนจากทะเลบุปผาเบื้องล่าง ล้วนดูสมจริง
“ ทำได้อย่างไร? ” อู่ อวี้ กวาดตามองไปรอบ ๆ อย่าง
สงสัยใคร่รู้อยากจะเห็นวงเวทที่ลึกลับซับซ้อนมากกว่านี้
ปัจจุบันคนทั้งเจ็ดไม่ได้ติดตามไล่ล่า อู่ อวี้ อีกต่อไป แต่
พูดก่นด่าสองสามคำว่า อู่ อวี้ ล่อให้พวกมันเข้ามาที่นี่
หลังจากนั้นพวกมันก็เริ่มวิเคราะห์ค่ายกล ทั้งยัง
พยายามใช้ยันต์เพลิงเหยียนหวง แต่ค่ายกลนี้ ก็จำกัดผล
จากแผ่นยันต์ไว้ภายในนี้อย่างสิ้นเชิง
“ ค่ายกลนี้ เป็นเสมือนดั่งใยแมงมุม การที่เราติดแหง็กอ
ยู่เช่นนี้ คาดว่า ‘แมงมุม’ จะมาออกล่าเราในอีกไม่ช้า
อย่างไรก็ตามค่ายกลนี้ ไม่น่าจะหยุดยั้งเจ้าไว้ได้ใช่
หรือไม่? ” หนานซาน หวางเยว่ เอ่ยถาม
อู่ อวี้ พยักหน้า เขาเพียงแค่ผสานร่างกับเมฆาตลบฟั้า ก็
สามารถกระโดดออกจากค่ายกลนี้ได้อย่างง่ายด่าย
“ เยี่ยม! โชคดีจนน่าเหลือเชื่อ ถ้ามีปัญหาอะไรเกิด
ขึ้นกับเรา ก็ยังพอมีโอกาสรอด ” หนานซาน หวางเยว่
ผู้ทำตัวเหลวแหลกมาตลอด บัดนี้เลยแปรเปลี่ยนเป็น
จริงจัง
อู่ อวี้ มองไปที่มัน อันที่จริงถึงแม้เขาจะสามารถหลบหนี
ออกไปได้ แต่ หนานซาน หวางเยว่ ไม่สามารถหลบหนี
ออกไป มันก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
“ ในเมื่อตอนมา มากันสองคน คงจะน่าเบื่อแย่ถ้าต้อง
กลับไปคนเดียว ” อู่ อวี้ เอ่ยขึ้นสองสามคำ ต่อจากนั้นก็
ใช้เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับอีกครั้ง เนื่องจากก่อนหน้านี้
เขาใช้มันอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นจิตเทวะจึงต้องแบกรับภาระ
อยู่บ้าง แต่คราวนี้มันสำคัญมาก เขาจำต้องฝืนรีดเร้นใช้
เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ ทำความเข้าใจให้ได้มากกว่านี้
เท่านั้น จึงจะสามารถปลดค่ายกลหลบหนีออกไปได้
หลังจากใช้ออกด้วยเคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ จิตเทวะ
ของเขาก็หลบหนีออกจากโลกเสมือนจริงนี้ เข้าสู่รูปร่าง
ที่แท้จริงของค่ายกล เมื่อตรวจสอบวิเคราะห์อย่างพินิจ
ก็ยิ่งเห็นว่าค่ายกลนี้ซับซ้อนมากจริง ๆ คงต้องใช้
เวลานานมากทีเดียวในการจัดวางค่ายกลนี้ หนาแน่นจน
ยากจะคลาย ต่อให้ให้เขาใช้เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ ก็
ไม่สามารถแก้วงเวทได้ในเวลาอันสั้น หากใช้เคล็ด
ประจักษ์แจ้งเร้นลับแล้ว ต้องพบเจอกับวงเวทค่ายกลที่
มีระดับสูงส่งยิ่ง อู่ อวี้ ก็จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจ
ในวงเวทค่ายกลนั้นอยู่บางส่วน มิเช่นนั้นหากส่งจิตเทวะ
เข้าไป ก็เป็นเสมือนดั่งแมลงเม่าบินเข้ากองไฟเท่านั้น
เขาตระหนักดีว่าปัญหานี้ยากจะแก้ไข ก่อนอื่นเขายังคง
ต้องใช้เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับเพื่อตรวจสอบวงเวท
ต่อไป หลังจากนั้นก็หันไปมองคนทั้งเจ็ด พวกมันกำลัง
สุมหัวหาวิธีแก้ค่ายกล กลุ่มของพวกมันเป็นชาย 4 และ
สตรี 3 คน ซึ่งกำลังซ่อนตัวอยู่ด้านหลังบุรุษทั้ง 4 ด้วย
ความหวาดกลัว
อู่ อวี้ กล่าวว่า ” ข้าสามารถหลบหนีออกจากที่นี่ได้ ถ้า
เจ้าเอายันต์เพลิงเหยียนหวงให้ข้า ข้าจะส่งต่อไปให้ผู้
อาวุโส หรือใช้ยันต์สื่อสารติดต่อยอดฝีมือที่เจ้ารู้จัก ข้า
จะกระตุ้นพวกมันหลังจะออกไป จงรีบตัดสินใจ ศัตรู
น่าจะปรากฏตัวออกมาในไม่ช้า ”
หนานซาน หวางเยว่ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ใน
สถานการณ์เช่นนี้ หาก อู่ อวี้ หลบหนีออกไปได้ก็นับว่า
เหมาะสมแล้ว
อย่างไรก็ตามมีคนผู้หนึ่ง จากกองทัพเพลิงอัสนีทั้งเจ็ด
เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหดหู่ว่า ” เจ้าจะออกไปคนเดียว
เช่นนั้นหรือ? แล้วเพราะเหตุใดไฉนถึงไม่ทำลายวงเวทนี้
เพื่อให้ทุกคนออกไปด้วยกันล่ะ? ”
อู่ อวี้ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหดหู่ว่า ” ถ้าข้าทำได้ คงทำไป
แล้ว แต่เหตุใดต้องมาพูดจาเหลวไหลกับเจ้าด้วย? เร็ว
เข้าข้าจะออกไปแล้ว จะได้รีบ ๆ กลับมา ”
หนานซาน หวางเยว่ มอง อู่ อวี้ เขารู้ว่าตัวเองคิดมาก
เกินไป เขาเพียงแค่ต้องการจะออกไปข้างนอกสักพัก
แล้วกลับเข้ามาเสี่ยงใหม่ ส่วนเหตุผลก็ชัดเจนว่าเป็น
เพราะตัวเขา…
” ในเมื่อเจ้าออกไปได้แล้วจะกลับมาอีกทำไม?” สตรีดูสูง
ศักดิ์ทรงเสน่ห์ถามขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ
ขณะเอ่ยสายตาของนางก็มองไปทาง หนานซาน หวาง
เยว่ นางอาจรู้ว่าเหตุผลของที่ อู่ อวี้ ยังอยู่ที่นี่ เป็น
เพราะผู้ติดตามของเขา และเพียงผู้ติดตามถึงกับยอม
เสี่ยงกลับเข้ามาที่นี่อีกครั้ง ทำให้นางถึงกับยอมวาง
ความเกลียดชังเมื่อครู่ลง แต่เมื่อหวนนึกถึงคนอย่าง
หนานซาน หวางเยว่ ยิ่งทำให้นางรู้สึกรังเกียจมันอยู่ดี
“ เอาไป ” นางโยนสิ่งที่ อู่ อวี้ ต้องการให้แก่เขา
หลังจาก อู่ อวี้ รับไป อีกฝั่ายก็เฝั้าดู ว่าเขาจะทำตาม
อย่างที่คุยโวโอ้อวดไว้ได้หรือไม่
“ เมฆาตลบฟั้า ” อู่ อวี้ เรียกเมฆาตลบฟั้าออกมา
จากนั้นก็ผสานเข้ากับร่างกาย พลิกตลบฝั่าห้วงมิติ ข้าม
ผ่านทั้งลาวาและค่ายกล เมื่อเท้าของเขาแตะถึงพื้น ก็
ปรากฏการณ์อยู่นอกค่ายกลแล้ว
หากใช้เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ เขาก็จำเป็นต้อง
ไตร่ตรองทำความเข้าใจค่ายกลวงเวทนี้ก่อน
เมื่อมาถึงตรงนี้ อู่ อวี้ ก็จุดประกายยันต์เพลิงเหยียนหวง
ที่ได้รับมาจากอีกสองทันที ทำให้มียันต์สื่อสารถึงสามใบ
ซึ่งใช้ติดต่อผู้คนแตกต่างกัน อู่ อวี้ ก็ส่งมันออกไปเช่นกัน
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ผู้คนที่อยู่ภายในค่าย
กลก็สามารถรอให้ยอดฝีมือเข้ามาช่วยเหลือได้แล้ว
อย่างไรก็ตามผู้ที่จัดวางค่ายกล คงจะไม่คาดคิดว่า
ท่ามกลางมัจฉาตัวน้อยที่ติดอยู่ในอวนทั้งหมด จะมี
มัจฉาอย่าง อู่ อวี้ ที่สามารถหลบเลี่ยงหลุดออกจากอวน
ไปได้อย่างง่ายดาย
อู่ อวี้ เพ่งมองเข้าไปอย่างพินิจ นับได้ว่าค่ายกลนี้ไร้ซึ่ง
ร่องรอยอย่างแท้จริง คนธรรมดายากที่จะตรวจพบมัน
ได้ ทว่าหลังจากลองตรวจสอบดู เขาก็พบว่าหากอยู่
ภายนอกค่ายกล ทำให้ยากจะปลดวงเวทนี้ได้ ดังนั้น อู่
อวี้ จึงฝั่าทะลวงเข้าไปภายในอีกครั้ง เพียงชั่วพริบตาก็
มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าทุกคน
เมื่อคนจากกองทัพเพลิงแลเห็น อู่ อวี้ กลับมาอีกครั้ง
พวกมันก็หันมามองหน้ากันและกัน เนื่องจากว่าหาก
เป็นพวกมันแล้ว ถ้าออกไปได้คงไม่ย้อนกลับมาอีก
“ น่าสนใจจริง ๆ ” หนานซาน หวางเยว่ ยิ้มเล็กน้อย
จากนั้นก็คลี่พัด แล้วค่อย ๆ สะบัดขึ้นลงอย่างแช่มช้อย
หากไม่ใช่เพราะบนพัดมีรูปของโฉมสะคราญเปลือยกาย
ภาพฉากที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าคงนับว่าน่าประทับใจยิ่ง
…
“ไร้ยางอาย!” เมื่อแลเห็นภาพบนพัด สีหน้าของสตรีทั้ง
สามก็แปรเปลี่ยนเป็นแดงฉ่า ส่วนบุรุษที่อยู่ด้านข้างก็
แสดงท่าทางรังเกียจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งยันต์สื่อสาร และ ยันต์เพลิงเหยียนหวง ล้วนถูก
ส่งออกไปหมดแล้ว ซึ่งพวกมันก็ไม่สามารถปลดค่ายกล
นี้ได้ ดังนั้นจึงกระทำได้เพียงรอความช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังคงใช้เคล็ดประจักษ์เร้นลับ
ตรวจสอบทำความเข้าใจค่ายกลนี้อยู่ จนกระทั่งเขา
พบว่าค่ายกลนี้มิได้ง่ายดายอย่างที่เห็น แต่มันเกิดจาก
การผสานรวมของ 2 ค่ายกล หนึ่งบนหนึ่งล่าง ทุก
อักขระสัญลักษณ์ของค่ายกลด้านบน สร้างเป็นโลกที่
พวกเขาเห็นอยู่ตอนนี้ ส่วนสัญลักษณ์ค่ายกลด้านล่าง
ส่วนใหญ่เป็นสีแดงโลหิต ประดุจดั่งเปลวเพลิง ลุกโหม
กระหน่ำกวาดผ่านไปทั่วทุกแห่งหน และในตำแหน่งของ
ค่ายกลที่เชื่อมต่อกันนั้น อู่ อวี้ แลเห็นว่า มันได้ก่อขึ้น
เป็นสัญลักษณ์ของ ‘มหาสมุทรบุปผา’ ภายในโลกแห่งนี้
หากสัญลักษณ์ถูกทำลาย มหาสมุทรบุปผาที่ทอดยาว
เรียงรายอยู่บนหุบขุนเขาก็จะหายไปเช่นกัน!
“มหาสมุทรบุปผานี้มีความลับซ่อนอยู่!”
หรือจะกล่าวว่า มหาสมุทรบุปผาที่แผ่กลิ่นหอมฟุั้งตลบ
อบอวลนี้ คือค่ายกลวงเวทส่วนที่สอง
ก่อนที่ อู่ อวี้ จะพบมัน เขาคิดว่าค่ายกลที่สร้างโลก
เสมือนจริงขึ้นมานี้ ไม่มีวงเวทโจมตี ดังนั้นเขาจึงไม่
ทราบว่าค่ายกลนี้ ทำอะไรได้อีกนอกจากคุมขังพวกเขา
ปรากฏว่าแท้จริงแล้ว มันมีอาวุธซ่อนอยู่ภายใน!
แน่นอนว่าระดับของมันสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง อู่ อวี้ ชื่นชม
คนที่จัดตั้งมันด้วยใจจริง!
ถึงแม้จะชื่นชม แต่ในเวลานี้เขาต้องช่วยเหลือคนก่อน
ทว่ากุญแจสำคัญของมันคือ เขาไม่ทราบว่ามหาสมุทร
บุปผาใต้ฝั่าเท้านี้ มีความสามารถอะไรซ่อนอยู่กันแน่!
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น อู่ อวี้ ก็เริ่มลงมือในทันที
เนตรเพลิงของเขาเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้า ก่อตัว
ขึ้นเป็นมหาสมุทรเปลวเพลิงอันไร้สิ้นสุด โดยมี อู่ อวี้
เป็นผู้ควบคุมเผาผลาญทะเลบุปผา!
” อู่ อวี้ เจ้ากำลังทำอะไร?!” คนเหล่านั้นคิดว่า อู่ อวี้ จะ
โจมตีพวกมัน แต่เมื่อพวกมันลั่นวาจาออกไป มหาสมุทร
เปลวเพลิงก็พวยพุ่งลงสู่พื้นดิน มิได้แตะสัมผัสพวกมัน
แม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามชั่วขณะที่พวกมันเปล่งเสียงกรีดร้องเอ่ย
ถามตน อู่ อวี้ ก็หันเหลือบมองไปยังทิศทางนั้น แลพบ
เห็นการเปลี่ยนแปลง อันทำให้เขาตกใจอยู่ไม่น้อย เขา
จำได้ว่าคราแรกดวงตาของพวกมันมิได้เป็นสีแดงโลหิต
เช่นนี้ ด้วยดวงเนตรนี้ ทำให้สัมผัสได้ถึงความบ้าคลั่ง ซึ่ง
แผ่ออกมาจากร่างกายของมันได้อย่างเลือนราง
เมื่อ อู่ อวี้ เผามหาสมุทรบุปผา กลิ่นฉุนรุนแรงก็ปะทุ
ออกมาจากทะเลเพลิง ก่อตัวขึ้นเป็นกลุ่มควันลอย
อ้อยอิ่งอยู่ด้านบน! เมื่อแลเห็นกลิ่นหอมก่อตัวขึ้นเป็น
กลุ่มควัน อู่ อวี้ ก็ตระหนักว่า จิตสังหารที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่
ต้น แท้จริงแล้วคือกลิ่นของทะเลบุปผา!
“ กลิ่นของบุปผานี้มีพิษ!” หลังจาก อู่ อวี้ สังเกตเห็น ก็
ร้องเตือนพวกมันในทันที ก่อนหน้านี้เขาออกไปด้าน
นอกครู่หนึ่ง ดังนั้นจึงสูดดมกลิ่นเข้าไปน้อย เมื่อ
ตระหนักถึงมันเขาก็เริ่มรู้สึกเวียนศีรษะ ภายใต้อาการ
แฝงไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกด้านลบอย่างรุนแรง นำมา
ซึ่งอารมณ์หงุดหงิด โกรธเคืองและบ้าคลั่ง ซึ่งถ้าหากมัน
รุนแรงมากกว่านี้ เขาคงเป็นเหมือนกับคนจากกองทัพ
เพลิงอัสนี
ขณะที่ อู่ อวี้ ร้องเตือน เขาก็หยุดเขตแดนเนตรทองคำ
ทันที อย่างไรก็ตามเขาไม่คาดคิดว่า เขตแดนเนตร
ทองคำจะไม่อาจเผาผลาญทะเลบุปผาได้ กลับกันมันทำ
ให้กลิ่นของทะเลบุปผาถูกขับออกมาอย่างสมบูรณ์ หาก
เป็นกลิ่นของโลกโลกีย์ ตัวเขาสามารถใช้มือปิดจมูกได้
แต่ถ้าเป็นกลิ่นของเซียนเต๋า มันจะแทรกซึมผ่านร่างกาย
เข้าสู่จิตวิญญาณ อย่างไม่อาจหยุดยั้งได้!
“ไป!” อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ พยายามหลบเลี่ยง
กลิ่นของทะเลบุปผา ซึ่งกำลังพลุ่งพล่านปันปั่วนขึ้นมา
อย่างบ้างคลั่ง คนทั้ง 7 ที่อยู่ฝังตรงข้ามก็เข้าใจ
ความหมาย อู่ อวี้ เช่นกัน พวกมันพยายามไล่ติดตาม
เขามาด้วย ทว่ามันก็สายไปเสียแล้ว ความเร็วของพวก
มันค่อย ๆ ตกลง จากนั้นก็กลายเป็นดิ้นรนขัดขืน คาด
ว่าพวกมันอาจสูดดมกลิ่นเข้าไปมากมาย จนเข้าสู่
สภาวะบ้าคลั่ง เมื่อใดที่สูญสิ้นความคิด พวกมันก็ไม่อาจ
ต่อต้านกลิ่นนี้ได้ต่อไป ทั้งยังทำให้บ้าคลั่งมากยิ่งขึ้นอีก
ด้วย เมื่อ อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ หันไปมองอีก
ด้านหนึ่ง พวกเขาก็สามารถแลเห็นได้อย่างชัดเจนว่า
ดวงตาของคนทั้ง 7 ได้แปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำอย่าง
สมบูรณ์
พวกมันกลายเป็นเสมือนดั่งสัตว์ร้าย
นี่คือพลังอำนาจที่แท้จริงของค่ายกลนี้
” อู่ อวี้ ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว … ” แล้วในช่วงเวลานั้นเอง
หนานซาน หวางเยว่ ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงต่ำ
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ