กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 82 : ผู้ใช้กระบี่เบญจธาตุทั้ง 5
หลังจาก พยัคฆ์ไม้เหินหาว ถูกบดขยี้จนแทบไม่เหลือ
ชิ้นดี มีเพียงแค่ส่วนหัวเท่านั้นที่ยังคงเหมือนเดิม
เนื่องจาก ‘มหาวงเวทย์ผนึก ‘ จึงท าให้มันไม่ได้
ผลกระทบใด ๆ หลังจากนั้น เศษไม้ที่กระจัดกระจาย
ก็กลับเข้ามารวมตัวกันใหม่ และแล้ว พยัคฆ์ไม้เหิน
หาว ก็ฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมอีกครั้ง
อู่ อวี้ เก็บพลองพิชิตมาร ก าลังเตรียมตัวขึ้นบันไดไป
ชั้นสอง
เพล้ง!
ทันใดนั้น กระจกทองแดงก็ร่วงตกลงมาด้านหน้าของ
อู่ อวี้ แตกกระจาย เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบน
ก็พบกับสาวกหญิงในชุดแดง ที่เขาเคยเห็นก่อนหน้านี้
นางจ้องมองมาทาง อู่ อวี้ ด้วยท่าทางตกตะลึง
เนื่องจากนางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า อู่ อวี้ จะ
สามารถจัดการกับ พยัคฆ์ไม้เหินหาว ได้ ด้วยการฟาด
พลองเพียงแค่ครั้งเดียว ถ้ารู้เช่นนี้ นางคงมิแสดงท่าที่
เย็นชากับเขาเป็นแน่
” จะ… เจ้าคือ อู่ อวี้ ? ”
สตรีนางนี้ได้ลอยลงมาจากด้านบน ชุดคลุมยาวของ
นางเปิดขึ้นราวกับจงใจ นางปล่อยให้ อู่ อวี้ ได้เห็น
ทิวทัศน์อันงดงามที่อยู่ภายใต้ชุดคลุมยาวของนาง
” มีอะไรหรือไม่ ? ” อู่ อวี้ ถาม
” มะ…ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากเจอท่านมานานแล้ว
ข้ามีนามว่า … ” สาวกหญิงผู้นี้โปรยปรายสายตา
ยั่วยวนใส่เขา แม้ขณะแนะน าตัวเองนางยังโปรยเสน่ห์
ยั่วยวนออกมา เพียงสายตาที่นางส่งออกมานั้น ก็สื่อ
ความหมายแทนค าพูดมากมาย
ภายใน นิกายกระบี่สวรรค์ ศักดิ์ฐานะและตัวของ อู่
อวี้ คือศิษย์ของเจ้านิกาย ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์
แห่งความทรงเกียรติ
” ต่อกันเถอะ ข้าปรารถนาที่จะท้าทายชั้นสอง ”
อู่ อวู้ หันกลับมาพูดอย่างตรงไปตรงมา หลังจากนั้น
เขาก็เดินขึ้นไปด้านบน ตึง! ตึง! ตึง! ปล่อยให้สาวก
หญิงผู้นั้น มองไปที่ชิ้นส่วนไม้ที่อยู่บนพื้นด้วยท่าทาง
เสียใจ จากนั้นนางก็กล่าวว่า ” เขาผู้นั้นคือ อู่ อวี้! เขา
จะต้องต าหนิข้าแน่ ที่ข้าไม่ใส่ใจเขามากนัก ความจริง
แล้วถ้าข้า∼ ได้พบเขาเร็วกว่านี้ ข้าจะสร้างความ
ประทับใจด้วยการให้ค าแนะน า คาดว่าเขาจะต้อง
รู้สึกดีกับข้าแน่ ๆ ”
ในตอนนี้นางท าแค่เพียงมองตามแผ่นหลังของ อู่ อวี้
ไป แล้วก็กลับมานั่งเสียใจเพียงล าพัง
ส าหรับ อู่ อวี้ แล้วนางก็เป็นเพียงแค่ศิษย์ในนิกายคน
หนึ่งเท่านั้น
หลังจาก อู่ อวี้ เดินขึ้นมาถึงชั้นสอง ตรงด้านหน้าของ
เขาก็มีห้องเล็ก ๆ อยู่ ภายในห้องนี้มีบุรุษผู้หนึ่งสวม
ใส่ชุดสีด า บุรุษผู้นี้คือหนึ่งในสาวกของนิกาย เมื่อเห็น
ว่า อู่ อวี้ เข้ามาถึง เขาก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า
” เป็นเจ้าเองหรือ บนชั้น 2 นี้ ไม่มีผู้ใด เจ้าสามารถ
ท้าทายได้เลย ”
อู่ อวี้ จ าได้ชายคนนี้ได้ เขาคือผู้ตรวจสอบคุณสมบัติ
ตอนที่เข้าไปแข่งขันในแท่นสวรรค์ ชายชุดด าผู้เป็นที่
ให้เขาผ่านการตรวจสอบ จนได้เข้าสู่เส้นทางแห่ง
เซียน
ชายผู้สวมชุดด ามีท่าทางห่างเหิน เขาดูไม่สนใจศักดิ์
ฐานะของ อู่ อวี้ ว่าเป็นเช่นไร และ ไม่แสดงทีท่า
ประจบประแจง
ส าหรับความก้าวหน้าของ อู่ อวี้ นั้นเป็นที่รู้จักกันดีว่า
สาวกสวมชุดด าผู้นี้ ได้ดูการต่อสู้ อู่ อวี้ กับ ซือตู๋ หมิง
หลาง เมื่อเห็นว่า ซือตู๋ หมิงหลาง นั้นพ่ายแพ้ มันท า
ให้เขาประหลาดใจอย่างยิ่ง และ ตกตะลึงด้วยความ
ไม่อยากเชื่อ
ขณะ อู่ อวี้ ก าลังเดินเข้าประตูทองแดงสัมฤทธิ์ที่เปิด
แง้มเพียงแค่ครึ่งบาน
” ด้านในมี ‘ยักษ์เกราะเหล็ก’ จงระวัง” สาวกชุดด า
เอ่ยตักเตือน
” ขอบคุณ ”
ที่เรียกว่า ‘ยักษ์เกราะเหล็ก’ ความเป็นจริงแล้วมันคือ
อุปกรณ์กลไกชนิดหนึ่ง แต่วัสดุที่ใช้ไม่ได้ถูกสร้าง
ขึ้นมาจากไม้ แต่เป็นเหล็กกล้าที่ท ามาจากทองแดง
สัมฤทธิ์ บางชิ้นก็เป็นโลหะที่มีค่าพอๆกับทองค า
บริสุทธิ์ที่น ามาสร้างเป็น ‘พลองพิชิตมาร’
เมื่อ อู่ อวี้ เข้ามาศิษย์สวมชุดด าก็สับกลไกทันที เพื่อ
ปล่อย ‘ยักษ์เกราะเหล็ก’ ออกมา
ร่างกายของ ‘ยักษ์เกราะเหล็ก’ วัสดุที่ใช้ควรจะเป็น
ชนิดเดียวกับ ‘ เจดีย์ค้นหาเต๋า ‘ มันมีลักษณะเป็นสี
เขียวเข้ม เมื่อมองดูจากร่องรอยกระบี่ที่เหล่าศิษย์ทิ้ง
เอาไว้บนร่างกายของมัน คาดว่ามันน่าจะอยู่ภายใน
นิกายกระบี่สวรรค์มาหลายปีแล้ว ในมือของมันถือ
ดาบขนาดใหญ่ คาดว่าดาบนี้สามารถฟัน พยัคฆ์ไม้
เหินหาว จนขาดครึ่งด้วย การโจมตีเพียงหนึ่งครั้ง
ในบริเวณหว่างคิ้วของมัน ‘วงเวทย์กลไก’ วางประทับ
เอาไว้อยู่ มันมีชื่อเรียกว่า ‘วงเวทย์เยือกแข็ง’ ในเวลา
นี้เมื่อวงเวทย์เริ่มท างาน ทันใดบนร่างของ ยักษ์เกราะ
เหล็ก ก็เริ่มมีชั้นน้ าแข็งปรากฏขึ้น จากนั้นมันก็ค่อย
ๆ แพร่กระจาย แม้แต่พื้นดินก็กลายเป็นเกล็ดน้ าแข็ง
ที่เย็นยะเยือก
ฉับพลัน ยักษ์เกราะเหล็ก ก็ได้ปล่อยเคล็วิชาเต๋า
ออกมา!
หากเป็นศิษย์ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 2
ทั่วไป คงไม่สามารถเอาชนะ ยักษ์เกราะเหล็ก ตัวนี้ได้
อย่างไรก็ตาม ส าหรับ อู่ อวี้ การต่อสู้กับศัตรูสาย
พละก าลังแล้ว มิใช่เรื่องยากเย็นส าหรับเขา ท าให้เขา
จบต่อสู้ด้วยการใช้พลองพิชิตมาร ฟาดทุบออกไป 2-
3 ครั้ง ‘ยักษ์เกราะเหล็ก ‘ ก็ไม่สามารถขยับเขยื้อน
เคลื่อนไหวได้อีก
“แข็งแกร่ง!”
ศิษย์ชุดด าเดินเข้ามา เพื่อท าหน้าที่เก็บกวาด ท า
ความสะอาด เศษชิ้นส่วนของ ‘ยักษ์เกราะเหล็ก’
จากนั้นก็น าชิ้นส่วนเหล่านี้ไปเก็บไว้ในห้องลับ เพื่อ
ซ่อมแซมต่อไป
อู่ อวี้ ยิ้มให้กับเขา แม้ว่าเขาจะอยู่เพียงแค่ระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 2 แต่เขาต้องการที่จะขึ้นไป
ยังชั้นที่ 4 ให้ได้ เพื่อที่จะเข้าไปยัง ‘หอคัมภีร์’ และ
เข้าไปค้นหาเคล็ดวิชา
” เจ้าปรารถนาจะขึ้นไปต่อ ? ” สาวกชุดด าไต่ถาม
” ใช่ ”
” ภายในชั้นที่ 3 มีมังกร 2 หัวอยู่ มีชื่อว่า ‘ มังกร
เหล็กเหินหาว ‘ มันแข็งแกร่ง และ ดุร้ายมาก เมื่อครั้ง
ที่ข้าขึ้นไปท้าทาย ข้านั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ข่าว
ล่าสุดที่ข้าได้ยินมา เห็นว่าหลังจากที่ ‘ มังกรเหล็กเหิน
หาว ‘ ได้ถูกท าลายลงไป จนปุานนี้มันยังไม่ได้รับการ
ซ่อมแซมจาก ‘ผู้อาวุโสกูตู๋’ หลังจากนั้นเขาเลยว่าจ้าง
ให้ศิษย์ ซึ่งอยู่ในระดับหลอมรวมกับการขั้นที่ 3 มา
อารักษ์ที่ชั้น 3 แทน หากเจ้าเอาชนะเขาได้ ก็จะถือว่า
เจ้านั้นได้ผ่านชั้น 3 แล้ว ดูเหมือนว่าภายในชั้น 4 ก็มี
ศิษย์มาอารักษ์แทนด้วยเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังถือเป็น
ศิษย์หลักที่ถูกส่งมาอารักแทนโดยตรง
ผู้อาวุโสกูตู๋ น่าจะเป็นนักพรตเต๋าที่ อู่ อวี้ เพิ่งพบใน
ชั้นล่าง
” แต่เหตุใด เขาจึงไม่ซ่อมแซม ‘ มังกรเหล็กเหิน
หาว ‘ ? ”
นี่คือสิ่งที่ อู่ อวี้ ไม่ได้คาดหวังมาก่อน เนื่องจากว่าได้
ก่อนหน้านี้เขาได้ตรวจสอบข้อมูล ของชั้นที่ 3 และ
ชั้นที่ 4 มาเป็นอย่างดี เขาต้องจัดการกับ ‘ มังกร
เหล็กเหินหาว ‘ ส่วนในชั้นที่ 4 มีศัตรูทั้งหมด 5 ตัว
เขาจะต้องเจอกับ ‘ หมียักษ์ห้าเบญจธาตุ ‘ ไม่คาดคิด
ว่า ศัตรูที่ต้องเผชิญอย่าง ‘มังกรเหล็กเหินหาว’ และ
‘หมียักษ์ห้าเบญจธาตุ’ จะถูกแทนที่ด้วยเหล่าสาวก
และ เขาจะต้องต่อสู้กับศิษย์เหล่านี้
” ถ้าให้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ข้าคงต้องบอกว่า
การต่อสู้กับคน นั้นยากล าบากกว่าต่อสู้กับอุปกรณ์
กลไกที่ถูกสร้างขึ้น หากในวันนี้เจ้ากลับไปก่อน แล้ว
ค่อยกลับมาใหม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า บางที ‘ มังกร
เหล็กเหินหาว ‘ อาจจะซ่อมแซมเสร็จแล้ว ” นี่คือค า
ตักเตือนจากสาวกชุดด า เพื่อให้ อู่ อวี้ ลองพิจารณาดู
อีกที
” ไม่จ าเป็น ”
ในความเป็นจริงแล้ว อู่ อวี้ ต้องการที่จะเจอ และ
เผชิญหน้ากับ ‘มังกรเหล็กเหินหาว’ และ ‘หมียักษ์ห้า
เบญจธาตุ’ ด้วยตนเองก็จริงอยู่ แต่…วัตถุประสงค์ที่
แท้จริงของเขาคือการได้รับเคล็ดวิชาที่จะพาเขาผ่าน
ประตูไปสู่เส้นทางแห่งเต๋า ดังนั้นต่อให้ฝุายตรงข้าม
จะเป็นผู้ใดก็ตาม ก็ไม่ส าคัญ หริอ เป็นเรื่องใหญ่โต
อะไร
ในเมื่อเขาตัดสินใจแล้ว จากนั้นเขาจึงกล่าวอ าลา
สาวกชุดด า แล้วเดินผ่านประตูทางเข้าสู่หอคัมภีร์ใน
ชั้นที่ 2 และก้าวขึ้นไปบนบันไดที่จะมุ่งหน้าขึ้นไปสู่ชั้น
3 แทน
หลังจากที่ขึ้นมาถึงชั้นที่ 3 เขาก็ได้พบเจอกับห้องเล็ก
ๆ ภายในห้องเล็ก ๆ นี้มีฟูกรองนั่งตั้งอยู่ บนฟูกรอง
นั่งมีสาวกชุดขาวผู้หนึ่งก าลังนั่งเข้าฌานอยู่ แล้วก็มี
กระบี่ยาวเล่มหนึ่งวางอยู่บนตัก ปราณกระบี่ที่แผ่
ออกมานั้นเป็นอะไรที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง คนผู้นี้จะต้อง
เป็นศิษย์ชั้นเลิศของ นิกายกระบี่สวรรค์
” อู่ อวี้ เจ้าเพิ่งอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่
2 แล้วมายังที่นี่ท าไม? ” สาวกชุดขาวลืมตาขึ้น แล้ว
กล่าวขึ้นด้วยถ้อยค าโอหังเล็กน้อย
ด้วยตัวตน และ ศักดิ์ฐานะของ อู่ อวี้ ที่ถือเป็นศิษย์
ของเจ้านิกาย ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจจะมีศิษย์
หลักบางคนไม่พอใจเขาอยู่บ้าง เช่นผู้ที่อยู่ตรงหน้า
เขาในตอนนี้
” ข้ามาเพื่อท้าทายชั้นที่สาม ” เมื่อ อู่ อวี้ เห็นประตู
เปิดง้างกว่าครึ่ง เขาจึงเตรียมตัวที่จะเข้าไป
” ช้าก่อน!”
ศิษย์สวมชุดขาวยืนขึ้น ขณะที่เขากล่าวนั้นเขาก็ได้ยื่น
กระบี่ยาวชี้มาที่ อู่ อวี้ เขามีลักษณะสูงโปุง และ
รูปลักษณ์ที่ค่อนข้างหล่อเหลา พร้อมกับปลดปล่อย
กลิ่นอายสะกดข่มผู้อื่น ถือกระบี่ยาว ด้วยท่าทางที่ดู
ราวกับว่า พร้อมที่จะกวัดแกว่งกระบี่ไปทั่วทั้งสวรรค์
และปฐพีนี้
” ท่านไม่มีสิทธิ์หยุดข้า ” ในเมื่อไม่มีผู้ใดอยู่ในชั้นที่
สาม อู่ อวี้ ก็ไม่รู้ว่าคนผู้นี้จะมาหยุดเขาไว้ท าไม
” ข้าไม่ได้หยุดเจ้า แต่ข้าคือคู่ต่อสู้ของเจ้าในชั้นนี้ ”
สาวกชุดขาวมองเขาอย่างไม่แยแส จากนั้นก็เดินมา
ปิดทางเข้าสู่ หอคัมภีร์ ในชั้นที่สาม เอาไว้
เนื่องจากว่าไม่มีมังกรเหล็กเหินหาวอยู่ที่นี่ ดังนั้นจึงไม่
จ าเป็นต้องสับกลไกอะไร
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
ศิษย์ที่สวมใส่ชุดคลุมสีขาวก้าวเดินขึ้นมาด้านหน้า
ทันใดนั้นเขาก็หันกลับมา ศาสตราเต๋ากระบี่ยาวถูกชัก
ออกจากฝัก เป็นกระบี่ยาวที่ดูราวกับหยกขาว พร้อม
กับปลดปล่อยเมฆหมอกม้วนกวาดออกมาจากร่าง
ของเขา อู่ อวี้ มองเห็นมันได้อย่างชัดเจน เคล็ดวิชา
เต๋าของคนผู้นี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับเมฆหมอก
เคล็ดวิชาเต๋าของศิษย์ในนิกายกระบี่สวรรค์แทบทุก
คน จะมีแนวโน้ม และ เอนเอียงไปทางการต่อสู้ระยะ
ประชิด กับ วิถีแห่งกระบี่ ซึ่งแตกต่างจากพรรคจง
หยวนเป็นอย่างมาก เช่นเคล็ดวิชาเต๋าของ ฮ่าวเทียน
ซ่างเซียน ใช้กระบวนท่า ‘มังกรเพลิงคะนอง ‘ ซึ่ง
ภายในนิกายกระบี่สวรรค์นี้ ไม่มีใครที่ใช้เคล็ดวิชาเต๋า
แบบนั้นเลย
ศิษย์ชุดคลุมขาวผู้นี้เปิดบัญญัติก่อก าเนิดได้ 3 จุด คือ
จุดถานจง จุดเสินถิง จุดเสินเหมิน กล่าวได้ว่าคนผู้นี้
ได้บรรลุถึงขั้นหลอมรวมลมปราณระดับที่ 3
“อู่ อวี้ จงทุ่มทุกอย่างที่เจ้ามีมาได้เลย!”
เมื่อศิษย์ที่สวมชุดคลุมสีขาวนั้นชักกระบี่ยาวออกมา
ปราณกระบี่ก็ถูกปลดปล่อยออกมาทั่วทุกสารทิศ
จากนั้นปราณกระบี่เหล่านี้ก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นหมู่
เมฆหมอก สร้างเป็นภาพลวงตาท าให้คนผู้นี้ดูราวกับ
กลายเป็นเมฆหมอกผสมกลมกลืนกันไป
“อืม งั้นข้าไม่เกรงใจ”
ถึงแม้ในครานั้น การเอาชนะ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน จะ
ถือเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง แต่ในตอนนี้
แตกต่างกันแล้ว!
หวืด!
อู่ อวี้ ก้าวเท้าลงไปบนพื้นทองสัมฤทธิ์ ฉับพลัน เขาก็
พุ่งทะยานเข้าไปหาฝุายตรงข้ามราวกับลูกศร แสงสี
ทองสุกประกายทะลุผ่านเมฆหมอก ในเวลานี้ดูราวกับ
ว่าได้มีดวงสุริยันดวงหนึ่งก าลังพุ่งผ่านเมฆหมอกไป!
“กระบี่หมอกเมฆา!” ศิษย์ชุดขาวชูกระบี่ขึ้น จากนั้น
ก็ปลดปล่อยกลิ่นอายสังหารอันหนาวเหน็บออกมา
“ท าลาย!”
ถึงแม้ว่าจะไม่มีอะไรเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้าอู่ อวี้ แต่
เมื่อพลังศักดิ์สิทธิ์หลอมรวมกับพลังอ านาจทาง
ร่างกาย เขาก็สามารถระบุต าแหน่งของวิถีกระบี่ได้
ทันที วิถีการโคจรของพลังศักดิ์สิทธิ์นี้ ไม่สามารถปิด
ซ่อนจากดวงตาของเขาได้!
เคร้ง!
กระบี่ยาว และ พลองพิชิตมาร พุ่งเข้าปะทะกัน!
ตึง!
เสียงของการปะทะดังกึกก้อง กระบี่ยาวหลุดออกจาก
มือผู้ถือ ลอยกระเด็นออกไปไกลกว่า 100 จ้าง ในช่วง
วินาทีนั้น อู่ อวี้ ควงพลองหมุนกลับมา พร้อมกับฟาด
พลองพิชิตมารเข้าใส่ระหว่าง หน้าอกและหน้าท้อง
ของศิษย์ชุดขาว ส่งผลให้ร่างของเขาลอยกระเด็น
ออกไปไกลกว่า 100 จ้าง พร้อมกับกลิ้งตกลงบนพื้น
“ศิษย์พี่ ท่านออมมือให้ข้าแล้ว”
อู่ อวี้ กล่าวอย่างสุภาพพร้อมกับเก็บพลองพิชิตมาร
ลง เขายิ้มจาง ๆ ให้กับศิษย์ชุดขาว ในตอนนั้นเอง
ศิษย์ชุดขาวก็ลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล นัยน์ตาของเขา
เบิกโพลง พร้อมกับจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยความไม่
อยากจะเชื่อ แล้วก็กล่าวขึ้นว่า “ข้าไม่อยากเชื่อว่า
ความแข็งแกร่งทางร่างกายของเจ้า จะทรงพลังขนาด
นี้ ไม่แปลกใจเลยว่าท าไมตอนนั้นเจ้าสามารถสังหาร
หมิงหลางทั้ง ๆ ที่ยังไม่บรรลุสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ
ได้”
ภายในดวงตาของเขา อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกพ่าย
แพ้
การที่เขาเอ่ยนาม ซือตู๋ หมิงหลาง ออกมาเช่นนี้ ดู
เหมือนว่าเขาจะมีสัมพันธ์อันดีกับ ซือตู๋ หมิงหลาง อยู่
บ้าง
“ในตอนนี้เจ้าสามารถเอาชนะข้า ซึ่งอยู่ในขอบเขต
การหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 3 ได้ อนาคตของเจ้า
หลังจากนี้คงรุ่งโรจน์ไร้สิ้นสุดแล้ว!” ศิษย์ชุดขาวยังคง
ตกตะลึงอยู่ อารมณ์ของเขายากที่จะสงบลงได้ และ
ยังรู้สึกแม้กระทั่งหวาดกลัวอู่ อวี้ ขึ้นมาในจิต
อู่ อวี้ ไม่ได้กล่าวอะไรออกมามากนัก เขาเดินผ่าน
ศิษย์คนนี้ไป จากนั้นก็ก้มลงไปหยิบกระบี่ยาว แล้ว
ส่งกลับให้แก่ศิษย์ชุดขาว
“เจ้าเอาชนะข้าได้แล้ว ฉะนั้นเจ้าจึงมีสิทธิ์เข้าสู่ หอ
คัมภีร์ ชั้นที่สาม!” ศิษย์ชุดขาวกล่าวขึ้นอย่างไม่ค่อย
เต็มใจนะ
แต่ เขาต้องรู้สึกตกตะลึงอีกครั้ง เพราะในยามนี้ อู่ อวี้
ได้เดินผ่านทางเข้าสู่หอคัมภีร์ และก้าวขึ้นบนบันไดที่
จะพาไปสู่ชั้นต่อไป
” อู่ อวี้ เจ้าก าลังจะท าอะไร?”
ศิษย์ชุดขาวจะเอ่ยถามขึ้น แต่หลังจากที่เขากล่าวจบ
อู่ อวี้ ก็ก้าวขึ้นไปบนชั้น 4 โดยที่มิได้เอ่ยวาจาใด ๆ
ตอบกลับมา แต่ถ้าดูจากการกระท าของเขาแล้ว ก็
เป็นที่ชัดเจนว่าเขาต้องการเข้าท้าทายชั้นที่ 4
ชั้นสี่คือเปูาหมายที่แท้จริงของ อู่ อวี้ !
ระหว่างที่เขาก้าวขึ้นไปบนบันได เขาได้ยินเสียง
หัวเราะของชายหญิงแว่วดังมา ดูเหมือนว่าพวกเขา
ก าลังพูดคุยกันอยู่
“นิกายกระบี่สวรรค์ของเรา มีพลังฟูาดินหนาแน่น
ผู้ใช้กระบี่เบญจธาตุทั้งห้าอย่างเรา ในอนาคตจะต้อง
แข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน หรือแม้กระทั่งมีโอกาส
บรรลุสู่ขั้นสร้างแกนนภา!”
“นิกายกระบี่สวรรค์ของเรา จะต้องรุ่งโรจน์เกรียง
ไกรขึ้นอย่างแน่นอน!”
ดูเหมือนว่า พวกเขาก าลังรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ
“รุ่งโรจน์แล้วอย่างไร? พวกเรา 5 คนนั้นได้แต่
พึ่งพาตนเองจนมาถึงในระดับนี้ได้ ไม่มีแม้แต่อาจารย์
จะให้พึ่งพา ตั้งแต่แรก ก็มีแต่คนบอกว่าพวกเรามันไร้
คุณสมบัติ”
” ถ้าไม่ใช่เพราะว่าพวกเราดิ้นรนฝึกฝนจนเลือดตา
แทบกระเด็นโดยไม่สนค าถากถาง เราจะมายืนอยู่บน
จุดนี้ได้อย่างไร เส้นทางแห่งการฝึกตนของพวกเรา
นั้นมันยากล าบากอย่างยิ่ง คนอื่นๆที่ได้รับการชี้น า
จากอาจารย์กลับสามารถฝึกฝนและก้าวล้ าพวกเรา
อย่างง่ายดาย ช่างเป็นเส้นทางแห่งการฝึกตนที่โรยไป
ด้วยกลีบกุหลาบโดยแท้”
” เราต้องอยู่เหนือทุกคน ท าให้พวกนั้นได้เห็น เมื่อ
จ้องมองมาที่เราทั้ง 5 คน ดวงตาของพวกมันจะต้อง
พร่าเลือนไปด้วยแสงอันเจิดจ้าของเรา”
“ถูกต้อง พลังฟูาดินหนาแน่นมากขึ้นกว่าก่อนถึง 3
เท่า นี่เป็นโอกาสของเรา เหล่าพี่น้อง พวกเรามา
ช่วยกันฝึกฝนอย่างหนักเถอะ!”
“เราต้องเหนือกว่า โม่ ซือซู เหนือยิ่งกว่า ซู
หยานหลี่! เหนือกว่าหลานฮั้วหยุน จ้าว ฉางเทียน
และ อี้ ชิงเฟิง!”
“เอาล่ะ หุบปากของเจ้าได้แล้ว ไม่กลัวว่าจะมีใคร
มาได้ยินหรอกรึ”
ในที่สุด เสียงของ อู่ อวี้ ก็ดังขัดบทสนทนาของพวก
เขาขึ้น
เมื่อ อู่ อวี้ เดินขึ้นมาถึงชั้นที่ 4 คู่ต่อสู้ของเขามีอยู่ 5
คน มีชายสาม และ หญิงสอง พวกเขาจ้องมองมาที่ อู่
อวี้ อย่างไม่พอใจ
“คนแรกที่ท้าทายเรา ได้มาถึงแล้ว”
“ผู้ใดกัน?”
เขาต่างฉุดกระชากแย่งชิงกันขึ้นมาด้านหน้า เพื่อ
มองดูคนที่ก าลังก้าวเข้ามา
เมื่อเห็นว่าเป็น อู่ อวี้ พวกเขาก็เงียบลง
“เป็นเขา คนผู้นี้เป็นศิษย์คนเล็กสุดของท่านเจ้า
นิกาย ว่ากันว่าเขาเพิ่งจะกลับมา ก็ได้รับยอดเขาไป
แล้ว”
อู่ อวี้ เผชิญหน้ากับพวกเขาทั้ง 5 คน
เขาจ้องมองไปรอบ ๆ อย่างพินิจพิจารณา ซึ่งพวกเขา
ทั้ง 5 นั้นต่างก็อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับ 3
พวกเขาเป็นผู้พิทักษ์ในชั้นที่ 4 นี้ ซึ่งมาแทนที่ ‘หมี
ยักษ์ห้าเบญจธาตุ’
“อู่ อวี้ เข้ามาได้เลย”
บุรุษที่ยืนอยู่ด้านหน้ากล่าวขึ้นอย่างหนาวเย็น
จากนั้นคนทั้งห้าก็เริ่มกระจายตัวประจ าต าแหน่งต่อสู้
เพื่อเตรียมต้อนรับคนแรกที่เข้ามาท้าทายชั้นที่ 4
การต่อสู้ เริ่มขึ้นแล้ว
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ